- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 46 ยันต์พิรุณศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 46 ยันต์พิรุณศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 46 ยันต์พิรุณศักดิ์สิทธิ์
ตอนที่ 46 ยันต์พิรุณศักดิ์สิทธิ์
หลัวฮั่นหน้ายิ้มถูกสายตาอันแปลกประหลาดและความหื่นกระหายของฉินเส้าโหยวทำเอาขวัญผวา
มันออกแรงผลักหวังจะผลักฉินเส้าโหยวออกไป
แต่ฉินเส้าโหยวเคลื่อนไหวเร็วกว่า
เหล็กแหลมเล่มหนึ่งพุ่งพรวดออกมาจากแขนเสื้อเกราะของฉินเส้าโหยว แฝงไปด้วยปราณโลหิตอันดุดัน พุ่งทะลวงเข้าใส่เส้นเลือดใหญ่ที่คอของหลัวฮั่นหน้ายิ้มอย่างจัง
ด้วยระยะที่ประชิดขนาดนี้ หลัวฮั่นหน้ายิ้มไม่มีทางหลบพ้น ถูกเหล็กแหลมทิ่มเข้าอย่างจัง
ทว่า ภาพที่คาดคิอว่าคอจะทะลุแล้วมีเลือดพุ่งกระฉูดออกมากลับไม่เกิดขึ้น
ผิวหนังที่คอของหลัวฮั่นหน้ายิ้มไม่แม้แต่จะมีรอยถลอก ในทางกลับกัน เหล็กแหลมในมือของฉินเส้าโหยวต่างหากที่แหลกละเอียดคามือ
ฉินเส้าโหยวถึงกับอึ้งกิมกี่: ร่างกายของไอ้มารศาสนาตัวนี้ มันจะแข็งปั๋งอะไรขนาดนี้วะ?
แต่ไม่นานเขาก็รู้ตัวว่ามีบางอย่างผิดปกติ
ถ้าไอ้มารศาสนานี่มันตัวแข็งขนาดนั้นจริงๆ ก่อนหน้านี้มันก็คงไม่ถูกผู้พิทักษ์ราตรีรุมฟันจนสะบักสะบอมหรอก
งั้นปัญหาอยู่ที่เหล็กแหลมงั้นรึ?
ฉินเส้าโหยวเหลือบตามอง ก็พบว่าไฟประหลาดได้ลุกลามมาติดเหล็กแหลมแล้ว ไม่ใช่แค่เหล็กแหลมเท่านั้น แต่ชุดเกราะและอาวุธอื่นๆ บนตัวเขา ล้วนถูกไฟประหลาดแผดเผาจนเปราะบางแตกหักง่ายไปหมด
กระทั่งปราณโลหิตของเขา ก็ถูกเผาผลาญทำลายไปด้วยเช่นกัน
ไฟบ้าบอนี่มีฤทธิ์กัดกร่อนด้วยงั้นรึ?!
"ฮ่าๆๆๆ!"
หลัวฮั่นหน้ายิ้มหัวเราะเยาะเสียงดัง รอยยิ้มของมันดูน่าเกลียดน่ากลัว เสียงหัวเราะก็แหลมบาดหู
"คิดจะแทงข้าเรอะ? ไม่มีอาวุธแล้ว ข้าอยากจะรู้ว่าแกจะเอาอะไรมาแทงข้า..."
ยังไม่ทันสิ้นเสียงหัวเราะ ฉินเส้าโหยวก็จัดการขั้นต่อไปทันที
เขาโยนเหล็กแหลมที่ไร้ประโยชน์ทิ้งไป กำหมัดแน่น แล้วซัดเปรี้ยงเข้าที่เส้นเลือดใหญ่ตรงคอของหลัวฮั่นหน้ายิ้มอย่างแรง
หมัดนี้ทรงพลังมหาศาล ต่อยจนคอของหลัวฮั่นหน้ายิ้มยุบยวบลงไป เกิดอาการมึนงงไปชั่วขณะ
เมื่อได้จังหวะ ฉินเส้าโหยวก็ไม่หยุดยั้ง พายุหมัดกระหน่ำซัดเข้าใส่ใบหน้า ลำคอ และจุดอื่นๆ ของหลัวฮั่นหน้ายิ้มอย่างบ้าคลั่ง ปราณโลหิตถูกสูบฉีดเข้าสู่กำปั้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมพลังทำลายล้างในทุกหมัด
"ใครบอกว่าไม่มีอาวุธแล้วจะแทงคนให้ตายไม่ได้? ข้าใช้หมัดซัดแกให้ตายยังได้เลย! กำปั้นใหญ่เท่าหม้อดิน... เอ้ย ใหญ่เท่ากระสอบทรายแบบนี้ แกเคยเห็นบ้างไหมล่ะ!"
ถ้าเป็นภูตผีปีศาจทั่วไป โดนพายุหมัดสุดคลั่งของฉินเส้าโหยวเข้าไปแบบนี้ ไม่ตายก็คางเหลือง
แต่หลัวฮั่นหน้ายิ้มมีความทนทานต่อการถูกทุบตีเป็นเลิศจริงๆ
มันไม่เพียงแต่จะไม่ถูกต่อยจนตาย แต่ยังฟื้นตัวจากอาการมึนงงได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่พยายามออกแรงผลักฉินเส้าโหยว มันก็อ้าปากกว้างราวกับอ่างเลือด
ผีทารกตัวขาวซีดที่เบ้าตามีเลือดไหลเยิ้มหลายตัว มุดออกมาจากปากของหลัวฮั่นหน้ายิ้ม พวกมันใช้มือเล็กๆ ทั้งเจ็ดแปดข้างเกาะกุมฉินเส้าโหยวไว้ พยายามลากเขาออกไป พร้อมกับแยกเขี้ยวสีแดงฉาน กัดลงบนตัวฉินเส้าโหยวอย่างดุร้าย
แต่พวกมันก็ไม่อาจกัดทะลุเลือดเนื้อของฉินเส้าโหยวได้
เพราะร่างกายของฉินเส้าโหยวแข็งแกร่งเกินไป!
แข็งไปซะทุกส่วน ไม่มีตรงไหนนิ่มเลยสักนิด เล่นเอาฟันของพวกผีทารกแทบจะหักกระจุย
ถึงกระนั้น ภายใต้การร่วมมือกันของหลัวฮั่นหน้ายิ้มและพวกผีทารก ฉินเส้าโหยวก็ถูก 'แกะ' ออกมาจากตัวของหลัวฮั่นหน้ายิ้มจนได้
หลัวฮั่นหน้ายิ้มถอนหายใจด้วยความโล่งอก รีบถอยกรูดทันที
ฉินเส้าโหยวอยากจะตามไปซ้ำ แต่ก็ถูกพวกผีทารกรุมเกาะแกะทำให้เชื่องช้าลง ในเวลาเดียวกัน ฝูงซากศพเชิดก็แห่กันเข้ามาล้อมเขาไว้ทุกทิศทาง
แม้ซากศพเชิดจะมีฝีมือไม่เท่าไหร่ แต่พวกมันมีจำนวนมหาศาล
พวกมันเองก็ถูกไฟประหลาดแผดเผาจนบาดเจ็บเช่นกัน แต่ด้วยความที่ไร้ความรู้สึกเจ็บปวดและไม่เกรงกลัวความตาย ต่อให้ถูกไฟลามติดตัว การโจมตีของพวกมันก็ไม่ลดละลงเลย
ส่วนพวกผีทารกนั้นยิ่งเจ้าเล่ห์และรับมือยาก
ฉินเส้าโหยวตกอยู่ในวงล้อมอย่างสมบูรณ์ ไม่อาจตีฝ่าไปถึงตัวหลัวฮั่นหน้ายิ้มได้อีก
ส่วนหลัวฮั่นหน้ายิ้มก็เหมือนจะหวาดกลัวฉินเส้าโหยว มันไม่กล้าเข้าใกล้ลานประลอง ทำได้เพียงเดินวนเวียนอยู่รอบนอกวงล้อม อ้าปากน่าเกลียดๆ พ่นไออาฆาตออกมาไม่หยุด
ไออาฆาตเหล่านั้น บางส่วนก็กลายร่างเป็นผีร้าย บางส่วนก็กลายเป็นแมลงมีพิษ ทำให้ฉินเส้าโหยวต้องคอยรับมือจนสายตัวแทบขาด
บวกกับการถูกไฟประหลาดย่างสด การรุมทึ้งอย่างไม่คิดชีวิตของซากศพเชิด และการลอบกัดของพวกผีทารก ไม่นานเขาก็เริ่มอ่อนแรง ปราณโลหิตสูญเสียไปอย่างหนัก แม้แต่ร่างกายที่แข็งแกร่งดั่งทองแดงเหล็กกล้าก็เริ่มมีบาดแผล
ไม่ใช่แค่ฉินเส้าโหยวเท่านั้น คนอื่นๆ ก็เริ่มจะต้านทานไม่ไหวมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว
ในเวลานี้ เสียงคนตะโกนและเสียงหมาเห่าในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ต่างก็เบาบางลงไปมาก
หมาหลายตัวถึงกับเห่าไม่ออกแล้ว นอนหมอบรอความตายอย่างเจ็บปวดทรมานอยู่ในกรงเหล็ก
ทว่า ท่ามกลางช่วงเวลาแห่งความสิ้นหวังนี้ หยดน้ำหยดหนึ่งก็ตกลงมาจากฟากฟ้า กระทบลงบนจมูกของฉินเส้าโหยวพอดี
ตามมาด้วยห่าฝนที่เทกระหน่ำลงมาเป็นสาย
"ฝนตกงั้นรึ?"
"สวรรค์มีตา! ฟ้ายังไม่ทอดทิ้งพวกเราจริงๆ!"
"ฮ่าๆๆ ฝนตกแล้ว พวกเรารอดแล้ว!"
ภายในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง เหล่าผู้พิทักษ์ราตรีต่างมีความหวังลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
หมาที่ถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก แม้ส่วนใหญ่จะหมอบกองกับพื้นอย่างอ่อนระโหยโรยแรง แต่เมื่อเม็ดฝนหยดลงมา แววตาที่เหม่อลอยของพวกมันก็กลับมามีประกายแห่งชีวิตชีวาอีกครั้ง
ส่วนพวกมารศาสนานิกายบัวดำกลับเย้ยหยัน: "เปล่าประโยชน์น่า น้ำฝนธรรมดาๆ ดับไฟศักดิ์สิทธิ์บัวดำของพวกเราไม่ได้หรอก... เอ๊ะ?!"
ยังพูดไม่ทันขาดคำ สีหน้าของพวกมันก็แข็งค้างไปพร้อมกัน
เพราะพวกมันเห็นกับตาว่า ไฟศักดิ์สิทธิ์บัวดำที่ควรจะไม่มีวันดับด้วยน้ำฝน กลับกำลังมอดดับลงอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงแค่นั้น หลังจากโดนน้ำฝนสาดกระเซ็นใส่ พวกมันยังรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าพลังวรยุทธ์ของตัวเองถูกกดทับ ซ้ำร้ายยังมีรอยไหม้พุพองปรากฏขึ้นตามร่างกายอีกด้วย
ทำไมถึงเป็นแบบนี้?
ฝนที่ตกลงมานี่มันคือน้ำอะไรกันแน่?
ทำไมมันถึงลวกผิวพวกมันได้?
พวกมารศาสนานิกายบัวดำรีบเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นว่าบนท้องฟ้า เบื้องล่างดอกบัวสีดำขนาดยักษ์นั้น ไม่รู้ว่ามีเมฆฝนที่เกิดจากยันต์ลอยมารวมตัวกันตั้งแต่เมื่อไหร่
ห่าฝนที่ดับไฟศักดิ์สิทธิ์บัวดำได้ ก็ตกลงมาจากเมฆยันต์ก้อนนี้นี่เอง
เมื่อหันไปมองบนกำแพงศาลเจ้า ก็เห็นนักพรตหญิงในชุดคลุมสีฟ้า ซูทิงอวี่ ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่บนนั้น
ข้างกายของนาง ยังมีซูเจี้ยนชิงในร่างเด็กหญิงลอยอยู่ ทั้งคู่กำลังจ้องมองพวกมารศาสนาในลานศาลเจ้าอย่างระแวดระวัง
เมฆยันต์บนท้องฟ้านั่น ก็คือฝีมือของสองพี่น้องคู่นี้นี่เอง
จู่ๆ ฉินเส้าโหยวก็รู้สึกว่า สองพี่น้องตระกูลซูในเวลานี้ ช่างดูเท่ระเบิดไปเลย
ในนิยายเรื่องอื่นมีแต่พระเอกขี่ม้าขาวมาช่วยนางเอก พอมาเรื่องของข้า ไหงกลายเป็นคนสวยมาช่วยฮีโร่ซะงั้นล่ะเนี่ย?
นี่แหละน้า ผลประโยชน์ของการเกิดมาหล่อ!
รู้สึกดีชะมัดยาด
เหล่าผู้พิทักษ์ราตรีที่หลุดพ้นจากความทรมานของไฟประหลาด ขวัญกำลังใจก็ฟื้นคืนกลับมาเต็มเปี่ยม พวกเขารวบรวมกำลังที่เหลืออยู่ พุ่งเข้าห้ำหั่นกับพวกมารศาสนานิกายบัวดำและซากศพเชิดอีกครั้ง
ชั่วพริบตาเดียว การต่อสู้ก็ดุเดือดเลือดพล่านยิ่งกว่าเดิม
และในจังหวะนั้นเอง เสียงม้าควบตะบึงอย่างรวดเร็วและหนักหน่วงก็ดังกึกก้องขึ้น
ทหารม้าหุ้มเกราะเต็มยศหน่วยหนึ่ง พุ่งทะยานฝ่าเข้ามาในศาลเจ้าพ่อหลักเมือง บดขยี้ซากศพเชิดที่ขวางประตูจนล้มระเนระนาดไปเป็นแถบ
ผู้นำทัพมา ก็คือนายกองธงใหญ่เซี่ย ที่นำกำลังไปจับกุมตัวผีวาดหนังที่จวนรองเสนาบดีจางนั่นเอง
ดูเหมือนว่าปฏิบัติการที่จวนตระกูลจางจะลุล่วงไปด้วยดี
และก็เป็นไปตามคาด รองเสนาบดีจางเตรียมการไว้พร้อมแล้วจริงๆ ทันทีที่คนของหน่วยปราบมารไปถึง เขาก็ร่วมมือจากทั้งในและนอก จู่โจมจับกุมตัวผีวาดหนังและพรรคพวกได้อย่างง่ายดาย
ไม่อย่างนั้น นายกองธงใหญ่เซี่ยและสองพี่น้องตระกูลซู คงไม่สามารถปลีกตัวมาช่วยเหลือที่นี่ได้เร็วขนาดนี้แน่