เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?

ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?

ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?


ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?

"ไม่ใช่วิชาจำแลงเดรัจฉานงั้นรึ?"

ฉินเส้าโหยวกับจูซิ่วไฉหันมาสบตากัน

นี่พวกเขาเดาผิดงั้นหรือ?

แล้วรอยแผลเป็นบนตัวหมาสองตัวนี้มันคืออะไรกันล่ะ? แล้วแววตาที่ซับซ้อนราวกับมนุษย์นั่นอีก จะอธิบายยังไง?

ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะได้เอ่ยปากถาม ซูทิงอวี่ที่กำลังลูบคลำหมาอย่างอ่อนโยน ก็พูดต่อว่า: "นี่มันคือวิชามารที่โหดเหี้ยมและอำมหิตยิ่งกว่าวิชาจำแลงเดรัจฉานเสียอีก!"

"สรุปว่าหมาพวกนี้ ก็คือคนเปลี่ยนร่างมาใช่ไหมขอรับ?" ฉินเส้าโหยวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามย้ำ

"ใช่ค่ะ" ซูทิงอวี่พยักหน้ารับ

ฉินเส้าโหยวเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะมองหน้านาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง: "ท่านนักพรตซู ข้าขอแนะนำอะไรสักอย่างนะ... คราวหลังเวลาท่านจะพูดเรื่องสำคัญ ช่วยพูดรวดเดียวให้จบเลยได้ไหม อย่าเว้นจังหวะให้ใจหายใจคว่ำสิขอรับ"

ซูทิงอวี่ไม่ตอบรับคำแนะนำนั้น

นางเล่าต่อไปว่า:

"เมื่อหลายปีก่อน เคยเกิดคดีคล้ายๆ กันนี้ในเมืองแห่งหนึ่งทางแถบหนานเจา

ตอนนั้นมีพวกมารศาสนาจากนิกายบัวดำ ใช้วิชามารเปลี่ยนเด็กๆ ให้กลายเป็นหมู หมา และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ แล้วหลอกล่อให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ลงมือฆ่าลูกของตัวเองกับมือ เพื่อหวังจะเก็บเกี่ยวไออาฆาต และสิ่งที่พวกมันเรียกว่า 'บุญกุศลจากการฆ่าคน'

น่าเสียดายที่ทางการของหนานเจารู้ตัวช้าเกินไปและขัดขวางไม่ทัน ท้ายที่สุด เมืองทั้งเมืองก็ถูกคำสาปขนาดใหญ่กลืนกิน ผู้คนทั้งหมดตายอนาถและกลายร่างเป็นผีร้ายกับศพเดินได้ เมืองทั้งเมืองแปรสภาพกลายเป็นขุมนรกบนดิน

และนี่แหละคือสิ่งที่นิกายบัวดำเรียกขานว่า 'พุทธเกษตรนรก' !

เมื่อพุทธเกษตรนรกปรากฏขึ้น มันจะขยายอาณาเขตกลืนกินหมู่บ้านและเมืองรอบข้าง ผีร้ายและศพเดินได้จะออกล่ากินเลือดเนื้อสิ่งมีชีวิต ส่วนปราณผีอันคุ้มคลั่งก็จะทำให้สิ่งมีชีวิตแปดเปื้อน คุ้มคลั่งเสียสติ และกลายเป็นหนึ่งในผีร้ายหรือศพเดินได้ในที่สุด

โศกนาฏกรรมที่หนานเจาในครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตและครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเป็นจำนวนมาก สุดท้ายหน่วยปราบมารต้องร่วมมือกับหลายฝ่าย ทุ่มเทกำลังและยอมสูญเสียอย่างหนัก กว่าจะสามารถสะกดโศกนาฏกรรมครั้งนั้นไว้ได้

และเมืองเล็กๆ แห่งนั้น จากเมืองชั้นเอกที่เคยรุ่งเรือง ก็ต้องกลายเป็นแดนผีสิงรกร้างที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปอีกเลย..."

นิกายบัวดำอีกแล้วเรอะ? ทำไมไอ้พวกนี้มันถึงมีเอี่ยวไปซะทุกเรื่องเลยเนี่ย?

ฉินเส้าโหยวขมวดคิ้วมุ่น พอหันไปมองซูทิงอวี่ ก็เห็นนางอุตส่าห์กลั้นหายใจร่ายยาวซะขนาดนั้น จนตอนนี้หอบแฮ่กๆ หน้าดำหน้าแดงไปหมด(เก็บทุกมุก เอาฮากันไปไหน 6555555)

โดยเฉพาะตอนที่พูดสองประโยคสุดท้าย เสียงของนางเบาหวิวลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนคนขาดอากาศหายใจ

เห็นแล้วฉินเส้าโหยวก็รู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ: "ความจริง... ท่านไม่ต้องพูดรวดเดียวจบแบบไม่หายใจเลยก็ได้นะขอรับ..."

ซูทิงอวี่หอบแฮ่กๆ พลางถลึงตาใส่เขา: "ทำไมท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า? พูดให้มันชัดเจนแต่แรกไม่ได้หรือไง?"

ฉินเส้าโหยวแบมือสองข้างออก: "ข้าก็ไม่นึกว่าท่านจะเป็นคนซื่อตรงขนาดนี้ เล่นพูดรวดเดียวจบจริงๆ แถมประโยคยังยาวเหยียดขนาดนั้นอีก"

หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็ชี้มือบอก: "ขอโทษทีนะขอรับท่านนักพรตซู ข้าอยู่นี่ขอรับ ที่ท่านกำลังถลึงตาใส่น่ะ มันกำแพง"

ซูทิงอวี่รีบหันขวับมาถลึงตาใส่ให้ถูกทิศทาง พร้อมกับบ่นอุบอิบ: "ข้าก็ว่าอยู่ ทำไมหน้าตาท่านมันดูเหลี่ยมๆ ชอบกล"

"..."

หลังจากเงียบไปหลายวินาที ฉินเส้าโหยวก็เอ่ยถาม: "แล้วพวกท่านพอจะมีวิธีถอนคำสาปวิชามารนี้ เพื่อช่วยเด็กๆ ที่กลายเป็นหมาให้กลับคืนร่างเดิมได้ไหมขอรับ?"

ซูเจี้ยนชิงลูบหัวหมาอย่างปลอบประโลม พลางถอนหายใจ: "วิชามารนี้มันแปลกประหลาดมาก พวกเราเองก็ไม่มั่นใจว่าจะแก้ได้... ทางที่ดีที่สุดคือพากลับไปที่อารามอวี้หวง เพื่อขอให้ท่านอาจารย์จางช่วยหาวิธีถอนคำสาปให้"

ฉินเส้าโหยวทอดสายตามองหมาทั้งสองตัวด้วยความรู้สึกเสียดาย

เขาหยุดคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า: "ถ้าอย่างนั้น คดีเด็กหายในอำเภอเหมียนหยวน ก็ฟันธงได้แล้วสินะขอรับว่าเป็นฝีมือของพวกมารศาสนานิกายบัวดำ? และจุดประสงค์ของพวกมัน ก็คือการเปลี่ยนอำเภอเหมียนหยวนให้กลายเป็นพุทธเกษตรนรกแห่งใหม่?"

"ไม่ใช่แค่พุทธเกษตรนรกหรอกนะ"

เนื่องจากซูทิงอวี่ยังหอบไม่หาย ซูเจี้ยนชิงจึงรับหน้าที่ตอบคำถามนี้แทน

"แต่นี่คือก้าวสำคัญในการให้กำเนิด 'พระพุทธเจ้าจอมเชือด' ของนิกายบัวดำต่างหาก!"

"พระพุทธเจ้าจอมเชือด?"

"นิกายบัวดำเชิดชูการ 'ฆ่าคนบำเพ็ญเพียร' ไม่ใช่หรือ? พวกมันประกาศกร้าวว่า ยิ่งฆ่าคนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ หรือตำแหน่งอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น และการจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น นอกจากจะต้องฆ่าคนให้มากที่สุด และสะสมไออาฆาตให้ได้มากที่สุดแล้ว ยังต้องมีพิธีบวงสรวงอีกด้วย"

"การสร้างพุทธเกษตรนรก ก็คือพิธีบวงสรวงเพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าจอมเชือดงั้นหรือ?"

"ถูกต้อง ในเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องมีพุทธเกษตรเป็นของตัวเองสิ ถึงจะคู่ควรกับตำแหน่งพระพุทธเจ้า"

พอได้ยินแบบนั้น ฉินเส้าโหยวกับเหล่านักรบก็ถึงกับหลุดสบถคำหยาบออกมาพร้อมกัน

เอาเลือดเนื้อและชีวิตของคนอื่น มาปูทางให้ตัวเองได้เป็นพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ...

นี่มันใช่พระพุทธเจ้าที่ไหนกัน? มันเลวทรามยิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก!

ซูทิงอวี่ที่เริ่มหายใจได้ทั่วท้องแล้ว ก็พูดเสริมขึ้นมาว่า: "โชคดีนะที่พวกท่านรอบคอบ รู้สึกตัวเร็ว พวกเราถึงยังมีเวลาขัดขวางและแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน

ขืนปล่อยให้ยืดเยื้อไปกว่านี้ รอจนพวกมารศาสนาจากนิกายบัวดำดำเนินแผนการจนถึงขั้นสุดท้ายล่ะก็ ถึงตอนนั้นก็คงหมดทางเยียวยาแล้ว

และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่นิกายบัวดำจะได้ 'พระพุทธเจ้าจอมเชือด' เพิ่มมาอีกองค์ แต่เมืองนี้ทั้งเมืองก็จะกลายเป็นขุมนรกบนดิน ดีไม่ดีอาจจะลุกลามไปถึงเมืองลั่ว ทำให้ที่นั่นกลายเป็นรังของภูตผีปีศาจไปด้วย

และแน่นอนว่า คนเฝ้ายามของหน่วยปราบมารอย่างพวกท่าน ก็จะต้องเป็นด่านแรกที่ต้องรับเคราะห์ โดนพวกภูตผีปีศาจควักไส้ควักพุงกินจนไม่เหลือซากแน่"

ฉินเส้าโหยวฟังแล้วถึงกับหนาวสั่นสะท้าน

เขาแค่อยากจะเป็นฝ่ายกินภูตผีปีศาจ ไม่ได้อยากจะโดนภูตผีปีศาจกินนะโว้ย

ในขณะที่รู้สึกโชคดีที่จับพิรุธได้เร็ว ฉินเส้าโหยวก็เริ่มคิดคำนวณในใจ: คดีใหญ่ระดับนี้ ลำพังแค่นายกองน้อยอย่างข้ากับลูกน้องอีกแปดเก้าคน คงรับมือไม่ไหวแน่... ต้องเรียกกำลังเสริมด่วน!

คดีนี้ไม่เพียงแต่พัวพันกับนิกายบัวดำ แต่ยังโยงไปถึง 'พระพุทธเจ้าจอมเชือด' อีกด้วย

ถึงจะยังไม่รู้ว่าไอ้พระพุทธเจ้าจอมเชือดนี่มันเก่งกาจแค่ไหน แต่ในเมื่อกล้าตั้งตนเป็น 'พระพุทธเจ้า' ก็คงจะไม่ได้กระจอกก๊อกแก๊กแน่

ดังนั้นปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ขืนไปเพิ่มยอดคนตายให้หน่วยปราบมารในปีนี้ ไม่เพียงแต่รายงานจะดูไม่จืด ตัวเขาเองก็คงไม่แคล้วต้องไปเยือนปรโลกด้วย

คิดได้ดังนั้น ฉินเส้าโหยวก็หันขวับไปมองนักรบเว่ย

เขาตั้งใจจะให้เว่ยวิ่งรอกอีกรอบ กลับไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยปราบมารเมืองลั่ว

นักรบเว่ยถูกฉินเส้าโหยวจ้องซะจนขนลุกซู่

เขาร้องโอดครวญอย่างน่าสงสาร: "ใต้เท้า ท่านก็รู้ดีนี่ขอรับว่าข้าเพิ่งจะวิ่งไปกลับมาหมาดๆ"

ความหมายแฝงก็คือ ท่านช่วยเปลี่ยนคนอื่นบ้างเถอะ อย่าจิกหัวใช้งานแต่ข้าคนเดียวสิขอรับ

ฉินเส้าโหยวเองก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน เขาหัวเราะแห้งๆ สองทีแล้วบอกว่า: "ข้าก็รู้ว่าเจ้าเหนื่อย แต่ก็เพราะเห็นว่าเจ้าเพิ่งวิ่งมานี่แหละ เลยคิดว่าเจ้าน่าจะคุ้นทางและมีประสบการณ์มากที่สุดไง"

นักรบเว่ยแทบจะร้องไห้: ที่แท้การมีประสบการณ์ก็ถือเป็นความผิดงั้นเรอะ…

"ท่านตั้งใจจะส่งคนกลับไปส่งข่าวงั้นรึ?"

ซูทิงอวี่ที่เอียงหูฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่ ก็เอ่ยถามขึ้น

"ไม่ใช่แค่ส่งข่าว แต่ต้องไปขอกำลังเสริมด้วย งานนี้มันเกินกำลังพวกเราไปเยอะ ขืนสู้กันเอง พวกเราคงต้านไม่ไหวแน่"

ฉินเส้าโหยวพูดอย่างจริงจัง กลัวว่าพี่น้องตระกูลซูจะบ้าบิ่นอยากจะบวกกับศัตรูท่าเดียว

ซูทิงอวี่ร้อง "อ๋อ" ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า: "งั้นท่านก็อย่าส่งนักรบเว่ยไปเลย พวกเขาวิ่งไปกลับรอบนึง พลังกายพลังใจก็แทบจะหมดเกลี้ยงแล้ว ที่ยืนอยู่ได้ตอนนี้ก็เพราะพึ่งยันต์กับยาของเราล้วนๆ ถ้าท่านขืนสั่งให้พวกเขาควบม้ากลับไปเมืองลั่วอีกรอบ มีหวังได้เหนื่อยตายกลางทางแหงๆ"

แม่พระมาโปรดชัดๆ!

นักรบเว่ยส่งสายตาซาบซึ้งใจไปให้นางทันที

ฉินเส้าโหยวเองก็เห็นด้วยกับเหตุผลนี้ จึงหันไปมองนักรบคนอื่นๆ แทน

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเรียกชื่อใคร ซูทิงอวี่ก็ชิงล้วงเอานกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เขา

"ท่านไม่ต้องส่งใครไปหรอก ใช้เจ้านี่ส่งข่าวแทนเถอะ"

"นี่คือ?"

"นี่คือ 'ยันต์นกกระเรียน'  ของอารามอวี้หวงไงล่ะ ท่านแค่พูดข้อความใส่ลงไป แล้วเอาของที่มีกลิ่นอายของคนที่ท่านต้องการจะส่งข่าวไปให้มันดม มันก็จะบินไปหาเป้าหมายและถ่ายทอดคำพูดของท่านได้อย่างแม่นยำ แต่แน่นอนว่า ระยะทางต้องไม่ไกลเกินไปนักนะ แต่จากที่นี่ไปเมืองลั่วล่ะก็ ไม่มีปัญหาแน่นอน"

นี่แหละคือวิชาอาคมของนักพรตเต๋าสินะ? มหัศจรรย์จริงๆ

แต่ปกติเวลาให้ดมกลิ่นตามหาคน มันต้องใช้หมาไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงเป็นนกกระเรียนไปได้ล่ะ?

ฉินเส้าโหยวรับยันต์นกกระเรียนมาพลิกดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จู่ๆ เขาก็ได้กลิ่นหอมหวานละมุนลอยเตะจมูก

เขาแอบปรายตามองไปยังหน้าอกหน้าใจอันอวบอิ่มของซูทิงอวี่อย่างเงียบๆ

นึกไม่ถึงเลยว่ากลิ่นกายของผู้หญิงจะหอมชื่นใจขนาดนี้...

ไม่นานนัก ฉินเส้าโหยวก็ทำตามวิธีที่ซูทิงอวี่สอน แล้วปล่อยยันต์นกกระเรียนให้บินขึ้นฟ้าไป

หลังจากมองส่งยันต์นกกระเรียนจนลับสายตา ฉินเส้าโหยวก็หันไปมองทางที่พวกมนุษย์กระดาษหายตัวไป: "ท่านนักพรตซู ช่วยนำทางด้วยขอรับ พวกเราจะตามรอยมนุษย์กระดาษไปดูให้รู้แน่ ว่าพวกมันเป็นคนของใคร และจะใช่คนที่เราสงสัยไว้หรือเปล่า!"

ซูทิงอวี่พยักหน้ารับ จมูกของนางกระดิกเบาๆ ก็สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายของปีศาจที่คนทั่วไปสัมผัสไม่ได้ในทันที

นางชี้มือไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ พร้อมประกาศกร้าว: "ไปทางตะวันตก!"

ซูเจี้ยนชิงถึงกับต้องเอามือกุมขมับอีกครั้ง

พวกฉินเส้าโหยวเองก็ถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ

"แต่ทิศที่ท่านชี้อยู่น่ะ... มันทิศตะวันออกนะขอรับ..."

"อ้าวเหรอ?"

ให้ตายสิ ยัยนักพรตซูคนนี้ นอกจากจะสายตาสั้นแล้ว ยังหลงทิศหลงทางอีกด้วย…

ฉินเส้าโหยวถามด้วยความเหนื่อยใจ: "สรุปว่าพวกเราต้องไปทางทิศตะวันตก หรือว่าไปตามทิศที่ท่านชี้กันแน่ขอรับ?"

ซูทิงอวี่ตอบเสียงอ่อยๆ ด้วยความเขินอาย: "ไปตามทิศที่ข้าชี้เลย กลิ่นอายของปีศาจลอยไปทางนั้น รับรองว่าไม่ผิดแน่"

ซูเจี้ยนชิงทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากตำหนิ: "วันหลังถ้าต้องบอกทาง ก็ชี้บอกเอาอย่างเดียวเถอะ อย่าระบุทิศเหนือใต้ออกตกเลย เดี๋ยวจะพาคนอื่นหลงทางกันหมด"

ทว่าฉินเส้าโหยวกลับนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่ง

"ท่านนักพรตซู แล้วยันต์นกกระเรียนของท่านน่ะ... คงไม่ได้หลงทิศ แล้วบินไปผิดทางเหมือนกันหรอกนะ?"

จบบทที่ ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?

คัดลอกลิงก์แล้ว