- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?
ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?
ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?
ตอนที่ 36 นิกายบัวดำอีกแล้วรึ?
"ไม่ใช่วิชาจำแลงเดรัจฉานงั้นรึ?"
ฉินเส้าโหยวกับจูซิ่วไฉหันมาสบตากัน
นี่พวกเขาเดาผิดงั้นหรือ?
แล้วรอยแผลเป็นบนตัวหมาสองตัวนี้มันคืออะไรกันล่ะ? แล้วแววตาที่ซับซ้อนราวกับมนุษย์นั่นอีก จะอธิบายยังไง?
ยังไม่ทันที่ทั้งสองคนจะได้เอ่ยปากถาม ซูทิงอวี่ที่กำลังลูบคลำหมาอย่างอ่อนโยน ก็พูดต่อว่า: "นี่มันคือวิชามารที่โหดเหี้ยมและอำมหิตยิ่งกว่าวิชาจำแลงเดรัจฉานเสียอีก!"
"สรุปว่าหมาพวกนี้ ก็คือคนเปลี่ยนร่างมาใช่ไหมขอรับ?" ฉินเส้าโหยวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามย้ำ
"ใช่ค่ะ" ซูทิงอวี่พยักหน้ารับ
ฉินเส้าโหยวเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะมองหน้านาง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง: "ท่านนักพรตซู ข้าขอแนะนำอะไรสักอย่างนะ... คราวหลังเวลาท่านจะพูดเรื่องสำคัญ ช่วยพูดรวดเดียวให้จบเลยได้ไหม อย่าเว้นจังหวะให้ใจหายใจคว่ำสิขอรับ"
ซูทิงอวี่ไม่ตอบรับคำแนะนำนั้น
นางเล่าต่อไปว่า:
"เมื่อหลายปีก่อน เคยเกิดคดีคล้ายๆ กันนี้ในเมืองแห่งหนึ่งทางแถบหนานเจา
ตอนนั้นมีพวกมารศาสนาจากนิกายบัวดำ ใช้วิชามารเปลี่ยนเด็กๆ ให้กลายเป็นหมู หมา และสัตว์เลี้ยงอื่นๆ แล้วหลอกล่อให้คนเป็นพ่อเป็นแม่ลงมือฆ่าลูกของตัวเองกับมือ เพื่อหวังจะเก็บเกี่ยวไออาฆาต และสิ่งที่พวกมันเรียกว่า 'บุญกุศลจากการฆ่าคน'
น่าเสียดายที่ทางการของหนานเจารู้ตัวช้าเกินไปและขัดขวางไม่ทัน ท้ายที่สุด เมืองทั้งเมืองก็ถูกคำสาปขนาดใหญ่กลืนกิน ผู้คนทั้งหมดตายอนาถและกลายร่างเป็นผีร้ายกับศพเดินได้ เมืองทั้งเมืองแปรสภาพกลายเป็นขุมนรกบนดิน
และนี่แหละคือสิ่งที่นิกายบัวดำเรียกขานว่า 'พุทธเกษตรนรก' !
เมื่อพุทธเกษตรนรกปรากฏขึ้น มันจะขยายอาณาเขตกลืนกินหมู่บ้านและเมืองรอบข้าง ผีร้ายและศพเดินได้จะออกล่ากินเลือดเนื้อสิ่งมีชีวิต ส่วนปราณผีอันคุ้มคลั่งก็จะทำให้สิ่งมีชีวิตแปดเปื้อน คุ้มคลั่งเสียสติ และกลายเป็นหนึ่งในผีร้ายหรือศพเดินได้ในที่สุด
โศกนาฏกรรมที่หนานเจาในครั้งนั้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตและครอบครัวต้องบ้านแตกสาแหรกขาดเป็นจำนวนมาก สุดท้ายหน่วยปราบมารต้องร่วมมือกับหลายฝ่าย ทุ่มเทกำลังและยอมสูญเสียอย่างหนัก กว่าจะสามารถสะกดโศกนาฏกรรมครั้งนั้นไว้ได้
และเมืองเล็กๆ แห่งนั้น จากเมืองชั้นเอกที่เคยรุ่งเรือง ก็ต้องกลายเป็นแดนผีสิงรกร้างที่ไม่มีใครกล้าเหยียบย่างเข้าไปอีกเลย..."
นิกายบัวดำอีกแล้วเรอะ? ทำไมไอ้พวกนี้มันถึงมีเอี่ยวไปซะทุกเรื่องเลยเนี่ย?
ฉินเส้าโหยวขมวดคิ้วมุ่น พอหันไปมองซูทิงอวี่ ก็เห็นนางอุตส่าห์กลั้นหายใจร่ายยาวซะขนาดนั้น จนตอนนี้หอบแฮ่กๆ หน้าดำหน้าแดงไปหมด(เก็บทุกมุก เอาฮากันไปไหน 6555555)
โดยเฉพาะตอนที่พูดสองประโยคสุดท้าย เสียงของนางเบาหวิวลงอย่างเห็นได้ชัด เหมือนคนขาดอากาศหายใจ
เห็นแล้วฉินเส้าโหยวก็รู้สึกผิดขึ้นมาตงิดๆ: "ความจริง... ท่านไม่ต้องพูดรวดเดียวจบแบบไม่หายใจเลยก็ได้นะขอรับ..."
ซูทิงอวี่หอบแฮ่กๆ พลางถลึงตาใส่เขา: "ทำไมท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า? พูดให้มันชัดเจนแต่แรกไม่ได้หรือไง?"
ฉินเส้าโหยวแบมือสองข้างออก: "ข้าก็ไม่นึกว่าท่านจะเป็นคนซื่อตรงขนาดนี้ เล่นพูดรวดเดียวจบจริงๆ แถมประโยคยังยาวเหยียดขนาดนั้นอีก"
หยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็ชี้มือบอก: "ขอโทษทีนะขอรับท่านนักพรตซู ข้าอยู่นี่ขอรับ ที่ท่านกำลังถลึงตาใส่น่ะ มันกำแพง"
ซูทิงอวี่รีบหันขวับมาถลึงตาใส่ให้ถูกทิศทาง พร้อมกับบ่นอุบอิบ: "ข้าก็ว่าอยู่ ทำไมหน้าตาท่านมันดูเหลี่ยมๆ ชอบกล"
"..."
หลังจากเงียบไปหลายวินาที ฉินเส้าโหยวก็เอ่ยถาม: "แล้วพวกท่านพอจะมีวิธีถอนคำสาปวิชามารนี้ เพื่อช่วยเด็กๆ ที่กลายเป็นหมาให้กลับคืนร่างเดิมได้ไหมขอรับ?"
ซูเจี้ยนชิงลูบหัวหมาอย่างปลอบประโลม พลางถอนหายใจ: "วิชามารนี้มันแปลกประหลาดมาก พวกเราเองก็ไม่มั่นใจว่าจะแก้ได้... ทางที่ดีที่สุดคือพากลับไปที่อารามอวี้หวง เพื่อขอให้ท่านอาจารย์จางช่วยหาวิธีถอนคำสาปให้"
ฉินเส้าโหยวทอดสายตามองหมาทั้งสองตัวด้วยความรู้สึกเสียดาย
เขาหยุดคิดไปชั่วครู่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า: "ถ้าอย่างนั้น คดีเด็กหายในอำเภอเหมียนหยวน ก็ฟันธงได้แล้วสินะขอรับว่าเป็นฝีมือของพวกมารศาสนานิกายบัวดำ? และจุดประสงค์ของพวกมัน ก็คือการเปลี่ยนอำเภอเหมียนหยวนให้กลายเป็นพุทธเกษตรนรกแห่งใหม่?"
"ไม่ใช่แค่พุทธเกษตรนรกหรอกนะ"
เนื่องจากซูทิงอวี่ยังหอบไม่หาย ซูเจี้ยนชิงจึงรับหน้าที่ตอบคำถามนี้แทน
"แต่นี่คือก้าวสำคัญในการให้กำเนิด 'พระพุทธเจ้าจอมเชือด' ของนิกายบัวดำต่างหาก!"
"พระพุทธเจ้าจอมเชือด?"
"นิกายบัวดำเชิดชูการ 'ฆ่าคนบำเพ็ญเพียร' ไม่ใช่หรือ? พวกมันประกาศกร้าวว่า ยิ่งฆ่าคนมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสามารถบรรลุมรรคผลเป็นพระอรหันต์ พระโพธิสัตว์ หรือตำแหน่งอื่นๆ ได้ง่ายขึ้นเท่านั้น และการจะบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าได้นั้น นอกจากจะต้องฆ่าคนให้มากที่สุด และสะสมไออาฆาตให้ได้มากที่สุดแล้ว ยังต้องมีพิธีบวงสรวงอีกด้วย"
"การสร้างพุทธเกษตรนรก ก็คือพิธีบวงสรวงเพื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าจอมเชือดงั้นหรือ?"
"ถูกต้อง ในเมื่อบรรลุเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว ก็ต้องมีพุทธเกษตรเป็นของตัวเองสิ ถึงจะคู่ควรกับตำแหน่งพระพุทธเจ้า"
พอได้ยินแบบนั้น ฉินเส้าโหยวกับเหล่านักรบก็ถึงกับหลุดสบถคำหยาบออกมาพร้อมกัน
เอาเลือดเนื้อและชีวิตของคนอื่น มาปูทางให้ตัวเองได้เป็นพระพุทธเจ้าเนี่ยนะ...
นี่มันใช่พระพุทธเจ้าที่ไหนกัน? มันเลวทรามยิ่งกว่าภูตผีปีศาจเสียอีก!
ซูทิงอวี่ที่เริ่มหายใจได้ทั่วท้องแล้ว ก็พูดเสริมขึ้นมาว่า: "โชคดีนะที่พวกท่านรอบคอบ รู้สึกตัวเร็ว พวกเราถึงยังมีเวลาขัดขวางและแก้ไขสถานการณ์ได้ทัน
ขืนปล่อยให้ยืดเยื้อไปกว่านี้ รอจนพวกมารศาสนาจากนิกายบัวดำดำเนินแผนการจนถึงขั้นสุดท้ายล่ะก็ ถึงตอนนั้นก็คงหมดทางเยียวยาแล้ว
และเมื่อถึงเวลานั้น ไม่เพียงแต่นิกายบัวดำจะได้ 'พระพุทธเจ้าจอมเชือด' เพิ่มมาอีกองค์ แต่เมืองนี้ทั้งเมืองก็จะกลายเป็นขุมนรกบนดิน ดีไม่ดีอาจจะลุกลามไปถึงเมืองลั่ว ทำให้ที่นั่นกลายเป็นรังของภูตผีปีศาจไปด้วย
และแน่นอนว่า คนเฝ้ายามของหน่วยปราบมารอย่างพวกท่าน ก็จะต้องเป็นด่านแรกที่ต้องรับเคราะห์ โดนพวกภูตผีปีศาจควักไส้ควักพุงกินจนไม่เหลือซากแน่"
ฉินเส้าโหยวฟังแล้วถึงกับหนาวสั่นสะท้าน
เขาแค่อยากจะเป็นฝ่ายกินภูตผีปีศาจ ไม่ได้อยากจะโดนภูตผีปีศาจกินนะโว้ย
ในขณะที่รู้สึกโชคดีที่จับพิรุธได้เร็ว ฉินเส้าโหยวก็เริ่มคิดคำนวณในใจ: คดีใหญ่ระดับนี้ ลำพังแค่นายกองน้อยอย่างข้ากับลูกน้องอีกแปดเก้าคน คงรับมือไม่ไหวแน่... ต้องเรียกกำลังเสริมด่วน!
คดีนี้ไม่เพียงแต่พัวพันกับนิกายบัวดำ แต่ยังโยงไปถึง 'พระพุทธเจ้าจอมเชือด' อีกด้วย
ถึงจะยังไม่รู้ว่าไอ้พระพุทธเจ้าจอมเชือดนี่มันเก่งกาจแค่ไหน แต่ในเมื่อกล้าตั้งตนเป็น 'พระพุทธเจ้า' ก็คงจะไม่ได้กระจอกก๊อกแก๊กแน่
ดังนั้นปลอดภัยไว้ก่อนดีกว่า ขืนไปเพิ่มยอดคนตายให้หน่วยปราบมารในปีนี้ ไม่เพียงแต่รายงานจะดูไม่จืด ตัวเขาเองก็คงไม่แคล้วต้องไปเยือนปรโลกด้วย
คิดได้ดังนั้น ฉินเส้าโหยวก็หันขวับไปมองนักรบเว่ย
เขาตั้งใจจะให้เว่ยวิ่งรอกอีกรอบ กลับไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยปราบมารเมืองลั่ว
นักรบเว่ยถูกฉินเส้าโหยวจ้องซะจนขนลุกซู่
เขาร้องโอดครวญอย่างน่าสงสาร: "ใต้เท้า ท่านก็รู้ดีนี่ขอรับว่าข้าเพิ่งจะวิ่งไปกลับมาหมาดๆ"
ความหมายแฝงก็คือ ท่านช่วยเปลี่ยนคนอื่นบ้างเถอะ อย่าจิกหัวใช้งานแต่ข้าคนเดียวสิขอรับ
ฉินเส้าโหยวเองก็รู้สึกผิดอยู่เหมือนกัน เขาหัวเราะแห้งๆ สองทีแล้วบอกว่า: "ข้าก็รู้ว่าเจ้าเหนื่อย แต่ก็เพราะเห็นว่าเจ้าเพิ่งวิ่งมานี่แหละ เลยคิดว่าเจ้าน่าจะคุ้นทางและมีประสบการณ์มากที่สุดไง"
นักรบเว่ยแทบจะร้องไห้: ที่แท้การมีประสบการณ์ก็ถือเป็นความผิดงั้นเรอะ…
"ท่านตั้งใจจะส่งคนกลับไปส่งข่าวงั้นรึ?"
ซูทิงอวี่ที่เอียงหูฟังทั้งสองคนคุยกันอยู่ ก็เอ่ยถามขึ้น
"ไม่ใช่แค่ส่งข่าว แต่ต้องไปขอกำลังเสริมด้วย งานนี้มันเกินกำลังพวกเราไปเยอะ ขืนสู้กันเอง พวกเราคงต้านไม่ไหวแน่"
ฉินเส้าโหยวพูดอย่างจริงจัง กลัวว่าพี่น้องตระกูลซูจะบ้าบิ่นอยากจะบวกกับศัตรูท่าเดียว
ซูทิงอวี่ร้อง "อ๋อ" ออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะบอกว่า: "งั้นท่านก็อย่าส่งนักรบเว่ยไปเลย พวกเขาวิ่งไปกลับรอบนึง พลังกายพลังใจก็แทบจะหมดเกลี้ยงแล้ว ที่ยืนอยู่ได้ตอนนี้ก็เพราะพึ่งยันต์กับยาของเราล้วนๆ ถ้าท่านขืนสั่งให้พวกเขาควบม้ากลับไปเมืองลั่วอีกรอบ มีหวังได้เหนื่อยตายกลางทางแหงๆ"
แม่พระมาโปรดชัดๆ!
นักรบเว่ยส่งสายตาซาบซึ้งใจไปให้นางทันที
ฉินเส้าโหยวเองก็เห็นด้วยกับเหตุผลนี้ จึงหันไปมองนักรบคนอื่นๆ แทน
แต่ยังไม่ทันที่เขาจะเรียกชื่อใคร ซูทิงอวี่ก็ชิงล้วงเอานกกระเรียนกระดาษตัวหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ แล้วยื่นส่งให้เขา
"ท่านไม่ต้องส่งใครไปหรอก ใช้เจ้านี่ส่งข่าวแทนเถอะ"
"นี่คือ?"
"นี่คือ 'ยันต์นกกระเรียน' ของอารามอวี้หวงไงล่ะ ท่านแค่พูดข้อความใส่ลงไป แล้วเอาของที่มีกลิ่นอายของคนที่ท่านต้องการจะส่งข่าวไปให้มันดม มันก็จะบินไปหาเป้าหมายและถ่ายทอดคำพูดของท่านได้อย่างแม่นยำ แต่แน่นอนว่า ระยะทางต้องไม่ไกลเกินไปนักนะ แต่จากที่นี่ไปเมืองลั่วล่ะก็ ไม่มีปัญหาแน่นอน"
นี่แหละคือวิชาอาคมของนักพรตเต๋าสินะ? มหัศจรรย์จริงๆ
แต่ปกติเวลาให้ดมกลิ่นตามหาคน มันต้องใช้หมาไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงเป็นนกกระเรียนไปได้ล่ะ?
ฉินเส้าโหยวรับยันต์นกกระเรียนมาพลิกดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น จู่ๆ เขาก็ได้กลิ่นหอมหวานละมุนลอยเตะจมูก
เขาแอบปรายตามองไปยังหน้าอกหน้าใจอันอวบอิ่มของซูทิงอวี่อย่างเงียบๆ
นึกไม่ถึงเลยว่ากลิ่นกายของผู้หญิงจะหอมชื่นใจขนาดนี้...
ไม่นานนัก ฉินเส้าโหยวก็ทำตามวิธีที่ซูทิงอวี่สอน แล้วปล่อยยันต์นกกระเรียนให้บินขึ้นฟ้าไป
หลังจากมองส่งยันต์นกกระเรียนจนลับสายตา ฉินเส้าโหยวก็หันไปมองทางที่พวกมนุษย์กระดาษหายตัวไป: "ท่านนักพรตซู ช่วยนำทางด้วยขอรับ พวกเราจะตามรอยมนุษย์กระดาษไปดูให้รู้แน่ ว่าพวกมันเป็นคนของใคร และจะใช่คนที่เราสงสัยไว้หรือเปล่า!"
ซูทิงอวี่พยักหน้ารับ จมูกของนางกระดิกเบาๆ ก็สามารถรับรู้ถึงกลิ่นอายของปีศาจที่คนทั่วไปสัมผัสไม่ได้ในทันที
นางชี้มือไปข้างหน้าอย่างมั่นใจ พร้อมประกาศกร้าว: "ไปทางตะวันตก!"
ซูเจี้ยนชิงถึงกับต้องเอามือกุมขมับอีกครั้ง
พวกฉินเส้าโหยวเองก็ถอนหายใจอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
"แต่ทิศที่ท่านชี้อยู่น่ะ... มันทิศตะวันออกนะขอรับ..."
"อ้าวเหรอ?"
ให้ตายสิ ยัยนักพรตซูคนนี้ นอกจากจะสายตาสั้นแล้ว ยังหลงทิศหลงทางอีกด้วย…
ฉินเส้าโหยวถามด้วยความเหนื่อยใจ: "สรุปว่าพวกเราต้องไปทางทิศตะวันตก หรือว่าไปตามทิศที่ท่านชี้กันแน่ขอรับ?"
ซูทิงอวี่ตอบเสียงอ่อยๆ ด้วยความเขินอาย: "ไปตามทิศที่ข้าชี้เลย กลิ่นอายของปีศาจลอยไปทางนั้น รับรองว่าไม่ผิดแน่"
ซูเจี้ยนชิงทนไม่ไหว ต้องเอ่ยปากตำหนิ: "วันหลังถ้าต้องบอกทาง ก็ชี้บอกเอาอย่างเดียวเถอะ อย่าระบุทิศเหนือใต้ออกตกเลย เดี๋ยวจะพาคนอื่นหลงทางกันหมด"
ทว่าฉินเส้าโหยวกลับนึกถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้อีกเรื่องหนึ่ง
"ท่านนักพรตซู แล้วยันต์นกกระเรียนของท่านน่ะ... คงไม่ได้หลงทิศ แล้วบินไปผิดทางเหมือนกันหรอกนะ?"