- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นมือปราบ ข้าจะกินปีศาจให้หมดโลก
- ตอนที่ 11 ออกเดินทาง
ตอนที่ 11 ออกเดินทาง
ตอนที่ 11 ออกเดินทาง
ตอนที่ 11 ออกเดินทาง
ระดับการรักษาความปลอดภัยของห้องเก็บวัตถุอาถรรพ์นั้น สูงกว่าคลังแสงอย่างเห็นได้ชัด
นอกจากจะมีคนเฝ้ายามที่ติดอาวุธครบมือแล้ว ที่นี่ยังมีการติดตั้งกลไกและค่ายกลเอาไว้ด้วย
สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ใช้เพื่อป้องกันศัตรูจากภายนอกเท่านั้น แต่ยังใช้เพื่อป้องกัน 'วัตถุอาถรรพ์' ที่ถูกเก็บรักษาไว้ข้างในนี้ด้วยเช่นกัน
หลังจากตรวจสอบใบเบิกทางที่ฉินเส้าโหยวยื่นให้โดยละเอียดแล้ว คนเฝ้ายามคนหนึ่งก็นำเขาเข้าไปในห้องเก็บวัตถุอาถรรพ์ พร้อมกับแนะนำวัตถุอาถรรพ์ประเภทต่างๆ ที่ถูกเก็บไว้ที่นี่
เมื่อฟังคำแนะนำแล้ว ฉินเส้าโหยวถึงได้รู้ว่า วัตถุอาถรรพ์นั้นสามารถแบ่งออกเป็นสองประเภทใหญ่ๆ ตามที่มาของมัน
ประเภทแรกคือ วัตถุที่ถูกสร้างขึ้นโดยยอดฝีมือ
วัตถุอาถรรพ์ประเภทนี้ มักจะมีผลข้างเคียงน้อย แต่ข้อเสียคืออานุภาพอาจจะไม่รุนแรงนัก หรือมีระยะเวลาในการร่ายและระยะเวลาคูลดาวน์ที่ค่อนข้างนาน
ส่วนประเภทที่สองคือ สิ่งของที่หลงเหลืออยู่ในโลกหลังจากที่ยอดคน หรือคนที่มีกรรมหนัก ตลอดจนผีร้ายและปีศาจตนใหญ่ตายลง
วัตถุอาถรรพ์ประเภทนี้ มักจะมีอานุภาพที่รุนแรงมาก หรือมีคุณสมบัติที่แปลกประหลาดและลี้ลับอย่างยิ่ง
แต่ข้อเสียคือมีผลข้างเคียงสูง และมักจะย้อนกลับมาทำร้ายผู้ใช้ได้เสมอ
ตัวอย่างเช่น ระฆังทองเหลืองที่ใช้ต่อกรกับการสวดมนต์ฆ่าคนของต้นไม้เนื้ออัปลักษณ์ในคุกหลวงก่อนหน้านี้ ก็จัดอยู่ในประเภทนี้เช่นกัน
แม้ว่ามันจะมีความสามารถศักดิ์สิทธิ์ในการสะกดจิตสังหาร แต่ขณะเดียวกันมันก็มีคุณสมบัติแห่งความคลุ้มคลั่ง หากใครได้ยินเสียงระฆังเป็นเวลานาน ไม่เพียงแต่แก้วหูจะแตกเท่านั้น แม้แต่ศีรษะก็จะแตกร้าวออกด้วย
และสุดท้ายก็คือต้องตายเพราะหัวระเบิดจริงๆ
หลังจากได้ฟังคำแนะนำเกี่ยวกับระฆังทองเหลืองแล้ว ฉินเส้าโหยวก็แอบรู้สึกเสียวสันหลัง
โชคดีที่พวกเขาสามารถกำจัดต้นไม้เนื้ออัปลักษณ์ลงได้ในเวลาอันรวดเร็วหลังจากสะกดบทสวดนั่นไว้ได้
มิฉะนั้น ต่อให้พวกเขาไม่ถูกต้นไม้เนื้ออัปลักษณ์ฉีกกระชากกินเป็นอาหาร ก็คงต้องพิการหรือตายเพราะระฆังทองเหลืองนั่นอยู่ดี
หลังจากแนะนำเรื่องระฆังทองเหลืองเสร็จ คนเฝ้ายามก็นำทางไปที่วัตถุอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกปัดกึ่งโปร่งใสที่วางอยู่บนผ้าขนแกะ:
"นี่คือ 'มุกภาพลวงตา' "
"เมื่อยี่สิบปีก่อน มีปีศาจเซิ่นอาศัยลำน้ำลอบเข้ามาก่อความวุ่นวายในแผ่นดิน หน่วยปราบมารเมืองลั่วของเราได้ส่งยอดฝีมือจำนวนมากไปสังหารมันที่แม่น้ำหมินเจียง ต่อมาในระหว่างการชำแหละซากปีศาจเซิ่น ก็ได้พบมุกเม็ดนี้ในท้องของมัน หากนำมุกนี้ไปแช่ในเลือด มันจะสามารถพ่นหมอกหนาออกมาเพื่อบดบังสายตาได้..."
หมอกหนา? บดบังสายตา?
นี่มันระเบิดควันชัดๆ !
ตาของฉินเส้าโหยวเป็นประกายทันที
ในฐานะจอมเจ้าเล่ห์ที่รัดกุมรอบคอบ มีหรือที่เขาจะไม่รู้ถึงความดีงามของระเบิดควัน?
ไม่ว่าจะใช้ปิดบังวิสัยทัศน์หรือดึงเบี่ยงเบนความสนใจ ก็ล้วนมีประโยชน์ทั้งสิ้น
แม้ว่ามุกภาพลวงตาเม็ดนี้จะมีนิสัยชอบสูบเลือดเป็นอาหาร แต่นั่นก็เป็นเพียงข้อเสียเล็กๆ น้อยๆ ที่พอจะรับได้
อย่างไรเสีย เขาก็ไม่ต้องสละเลือดของตัวเองอยู่แล้ว
หลังจากที่ฉินเส้าโหยวสอบถามรายละเอียดของมุกภาพลวงตาจนแน่ใจ เขาก็ตบโต๊ะตัดสินใจเลือกวัตถุอาถรรพ์ชิ้นแรก: "มุกเม็ดนี้ข้าจะเอาไป"
ถัดจากนั้น เขาก็เลือกวัตถุอาถรรพ์ที่พกพาสะดวก ใช้งานได้จริง และต่อให้มีผลข้างเคียงก็ไม่ได้ทำให้ถึงขั้นพิการหรือตาย แถมยังมีวิธีที่พอจะหาทางป้องกันได้อีกหลายชิ้นในห้องเก็บของนั้น
หลังจาก 'กว้านซื้อ' จนหนำใจ ฉินเส้าโหยวก็เดินออกจากห้องเก็บวัตถุอาถรรพ์ด้วยความพึงพอใจ
คนเฝ้ายามที่เดินตามออกมา มองดูฉินเส้าโหยวทีหนึ่ง สลับกับมองดูรายการในมือทีหนึ่งด้วยสีหน้าที่ซับซ้อนยิ่งนัก
เขาทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้เอ่ยปาก
เมื่อออกจากห้องเก็บวัตถุอาถรรพ์ ฉินเส้าโหยวเห็นว่าลูกน้องยังคงเลือกอาวุธอยู่ในคลังแสง เขาจึงแวะกลับบ้านรอบหนึ่ง เพื่อบอกพ่อแม่ว่าจะต้องไปสืบคดีเด็กหายที่อำเภอเหมียนหยวน
ฉินหลี่ซื่อพอได้ยินว่าลูกชายจะต้องเดินทางไกล ก็รู้สึกเป็นกังวล: "บาดแผลเพิ่งจะหายดีก็ต้องออกไปทำภารกิจอีกแล้วรึ? พี่เขยเจ้านี่ก็กระไร ไม่รู้จักดูแลเจ้าให้มากกว่านี้หน่อย"
ฉินเส้าโหยวช่วยพูดแก้ต่างให้เซวียชิงซาน: "พี่เขยดูแลข้าดีมากแล้วขอรับท่านแม่ ท่านตั้งใจเลือกคดีที่เสี่ยงน้อยแต่ความดีความชอบเยอะมาให้ข้าโดยเฉพาะเลย"
"ในหน่วยปราบมาร การออกไปทำภารกิจมันเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วน่า"
ฉินเต้าเหรินกลับไม่ได้ใส่ใจนัก หลังจากพูดไปสองสามคำ เขาก็เริ่มถ่ายทอดประสบการณ์: "คดีเด็กหาย ส่วนใหญ่ก็เป็นฝีมือพวกโจรลักพาตัวหรือไม่ก็ปีศาจเฮยเซิง เรื่องนี้พ่อมีประสบการณ์ เมื่อก่อนพ่อเคยพาพี่น้องออกตามล่าปีศาจเฮยเซิง..."
ในช่วงแรกๆ ฉินเต้าเหรินก็ถ่ายทอดประสบการณ์จริงๆ อยู่หรอก แต่พอพูดไปพูดมาก็เริ่มคุยโวถึงวีรกรรมอันเกรียงไกรของตัวเองในอดีตเสียฉิบ
ฉินหลี่ซื่อขัดคอขึ้นมาด้วยสีหน้าเย็นชา: "พอได้แล้ว เรื่องพวกนี้ท่านเล่ามาแปดร้อยรอบแล้ว ข้าฟังจนหูจะขึ้นหนาเป็นกะลาแล้วเนี่ย"
ฉินเต้าเหรินทำหน้าเจื่อน ไม่กล้าเถียงเมีย
ฉินหลี่ซื่อหันไปถามฉินเส้าโหยว: "เจ้าจะออกเดินทางเมื่อไหร่ล่ะ?"
ฉินเส้าโหยวตอบว่า "ต้องไปเดี๋ยวนี้เลยขอรับ ข้าแค่แวะมาบอกลาพวกท่านครู่เดียวเท่านั้น"
"รีบร้อนขนาดนั้นเชียวรึ?"
ฉินหลี่ซื่อรู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก นางเพียงแค่สั่งให้ฉินเส้าโหยวรอสักครู่ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปในห้องครัว
ครู่ต่อมา นางก็หอบเอาแผ่นแป้งจี่ สองสามแผ่นออกมา แล้วยัดใส่มือฉินเส้าโหยว: "เอาติดตัวไปกินระหว่างทางด้วยนะ ไปต่างบ้านต่างเมือง กินของที่เอาไปเองจะปลอดภัยที่สุด"
"ขอบคุณขอรับท่านแม่"
ฉินเส้าโหยวรับแผ่นแป้งมา ร่ำลาพ่อแม่เสร็จก็รีบกลับไปที่หน่วยปราบมาร
จูซิ่วไฉ หลวงพี่หม่า และคนอื่นๆ ออกมาจากคลังแสงกันหมดแล้ว แถมยังจูงม้าศึกชั้นดีมาหลายตัว กำลังช่วยกันขนย้ายอุปกรณ์ที่เบิกมาขึ้นหลังม้า
นอกจากชุดเกราะที่สวมอยู่บนตัว และดาบพกกับเกาทัณฑ์ซ่อนแขนที่พกติดตัวแล้ว อาวุธยุทโธปกรณ์อื่นๆ ล้วนถูกห่อด้วยผ้าอย่างมิดชิดวางอยู่บนหลังม้า
มองดูเผินๆ เหมือนขบวนขนส่งสินค้าไม่มีผิด
ยิ่งประกอบกับที่พวกฉินเส้าโหยวสวมชุดเครื่องแบบหน่วยปราบมารไว้ด้านใน และสวมเสื้อคลุมตัวใหญ่ทับไว้ด้านนอก มองดูแล้วก็เหมือนกับพ่อค้าที่เดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ไม่มีผิดเพี้ยน
ถึงจะพกดาบติดตัวไปด้วย แต่นั่นก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา
ยุคสมัยแบบนี้ ออกเดินทางไกลโดยไม่พกอาวุธติดตัวไว้ป้องกันตัวสิ ถึงจะเรียกว่าเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด
"ใต้เท้า"
เมื่อเห็นฉินเส้าโหยวกลับมา เหล่าลูกน้องต่างก็ประสานมือทำความเคารพ
พร้อมกันนั้นก็แอบลอบมองด้วยความอยากรู้อยากเห็น ว่าเขาเบิกวัตถุอาถรรพ์ชิ้นไหนมาบ้าง
น่าเสียดายที่ฉินเส้าโหยวไม่ได้อธิบายอะไรให้พวกเขาฟัง หลังจากพยักหน้ารับคำเคารพ เขาก็ถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง: "เตรียมตัวกันพร้อมหรือยัง?"
นักรบหลายคนดึงสายรัดบนหลังม้าให้แน่น ลองดึงดูอย่างแรงเพื่อเช็กความเรียบร้อย แล้วตอบกลับมา: "พร้อมแล้วขอรับ!"
"ถ้าอย่างนั้น ก็ออกเดินทาง!"
ฉินเส้าโหยวรับบังเหียนม้ามาจากจูซิ่วไฉ แล้วตวัดตัวขึ้นขี่ม้าอย่างคล่องแคล่ว
โชคดีที่เขายังสืบทอดความทรงจำในการขี่ม้าของร่างเดิมเอาไว้ และได้ฝึกฝนเพิ่มเติมหลังจากที่แผลหายดีแล้ว มิฉะนั้นวันนี้คงได้ปล่อยไก่ขายหน้าลูกน้องแน่ๆ
กลุ่มคนควบม้าพุ่งทะยานมุ่งหน้าออกไปนอกเมือง
เมื่อพ้นเขตเมือง ฉินเส้าโหยวก็ให้จูซิ่วไฉเป็นคนนำทาง
ในชาติก่อนเขาจะไปไหนทีต้องเปิดจีพีเอสนำทางตลอด ถ้าจะให้เขาเป็นคนนำทางไปอำเภอเหมียนหยวนเองล่ะก็ คงเหมือนกับการซื้อลอตเตอรี่หวังถูกรางวัลใหญ่ ซึ่งมันไม่น่าจะเวิร์กสักเท่าไหร่
ดีไม่ดีอาจจะพาทีมหลงไปโผล่ที่ไหนก็ไม่รู้