- หน้าแรก
- การ์ดที่ผมสร้างเนี่ย ไม่มีปัญหาจริงจริ๊ง
- 116 จะยอมปล่อยให้ตัวร้ายได้โชว์ออฟอย่างงั้นเหรอ? (2/2)
116 จะยอมปล่อยให้ตัวร้ายได้โชว์ออฟอย่างงั้นเหรอ? (2/2)
116 จะยอมปล่อยให้ตัวร้ายได้โชว์ออฟอย่างงั้นเหรอ? (2/2)
ณ ร้านเหล้าในเมืองชายแดน
เมื่อครู่นี้บาทหลวงผมแดงยังคงนั่งคุยเล่นกับลูกค้าแปลกหน้าข้างกายอย่างออกรสออกชาติ จากการพูดคุยเพียงสั้นๆ ลูกค้าโดยรอบต่างสัมผัสได้ว่าบาทหลวงผู้นี้เป็นคนอัธยาศัยดีและร่าเริงอย่างยิ่ง
"อา...ไม่มีอะไรหรอกครับ พอดีทางศาสนจักรเจอปัญหาตึงมือนิดหน่อย ดูเหมือนงานนี้ผมคงต้องเป็นคนที่แบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้ซะแล้วสิ"
เขาถอนหายใจด้วยความจำนน แต่สีหน้ากลับดูผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด มันคือความใจเย็นของผู้ที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง
"งั้นคุณพ่อครับ มีอะไรให้พวกเราช่วยไหม?"
"พวกคุณเหรอ? อืม...ขอคิดดูก่อนนะ เกรงว่าจะไม่มีครับ แต่ก็ต้องขอบคุณในน้ำใจของพวกคุณจริงๆ นะครับ ที่อยากจะช่วย"
บาทหลวงยิ้มพลางโบกมือปฏิเสธ ท่าทางนั้นดูเหมือนการปฏิเสธความหวังดี...และดูเหมือนการบอกลาไปพร้อมกัน
"งั้นก็...ลาก่อนนะครับ"
สิ้นเสียงสุดท้ายของบาทหลวง เปลวเพลิงมหาศาลก็พลันปะทุขึ้นพร้อมกระแสลมกรรโชกแรง! เสาเพลิงพุ่งสูงเสียดฟ้า ร้านเหล้าทั้งร้านรวมถึงบ้านเรือนในละแวกใกล้เคียงถูกแรงระเบิดเป่ากระเด็นหายไปในพริบตา
เวทมนตร์ของบาทหลวงถูกร่ายออกมาอย่างกะทันหันและรวดเร็วเกินไป ทำให้ชาวบ้านผู้บริสุทธิ์โดยรอบระเหยกลายเป็นไอไปในชั่วพริบตาโดยที่ยังไม่ทันรู้สึกเจ็บปวดด้วยซ้ำ
ท่ามกลางทะเลเพลิงและซากปรักหักพัง มีเพียงร่างของบาทหลวงผมแดงยืนตระหง่านอยู่อย่างสบายอารมณ์ ใบหน้าของเขาประดับด้วยรอยยิ้มจางๆ ราวกับกำลังเดินชมสวนดอกไม้หลังบ้าน
ในเวลาเดียวกัน เงาเพลิงสีแดงเข้มขนาดมหึมาก็พุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า มุ่งหน้าไปยังทิศทางของเมืองทริสตินด้วยความเร็วสูงดุจดาวหาง บาทหลวงยกมือขึ้นบังแสงแดดที่หน้าผาก มองส่งเงาเพลิงนั้นจากไป ราวกับรู้สึกว่าแสงแดดวันนี้มันช่างแยงตาเสียจริง
"ดิ้นรนให้ข้าดูหน่อยสิ เจ้าเด็กน้อยนักสร้างการ์ดระดับพิเศษ...ดันเต้"
เขาพึมพำกับตัวเองพร้อมรอยยิ้ม
ทันใดนั้น ขณะที่เขากำลังจะก้าวออกจากซากปรักหักพัง เขาก็สัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวบางอย่าง
"อ๊ะ...มาเร็วกว่าที่คิดแฮะ?"
เขาพึมพำกับตัวเอง ขณะเดียวกันในมือของเขาก็ปรากฏสมุดเวทมนตร์ปกสีแดงดำที่ดูน่าขนลุกขึ้นมาเล่มหนึ่ง โดยไม่ต้องหันกลับไปมอง เขาก็ร่ายเวทมนตร์ออกมาทันที
ฉับพลันนั้น รอบกายของเขาถูกรายล้อมไปด้วยวงแหวนพายุเพลิงสีแดงเข้มโปร่งแสง ทันทีที่เปลวไฟปรากฏขึ้น อากาศในบริเวณนั้นก็เดือดพล่าน พลังงานความร้อนพุ่งพล่านกระจายออกไปรอบทิศด้วยความเร็วที่ยากจะบรรยาย
ในวินาทีนั้น ราวกับว่าแม้แต่เถ้าถ่านก็ยังถูกจุดไฟเผาซ้ำอีกรอบ จากนั้น เปลวเพลิงที่แผ่ขยายออกไปก็ได้ปะทะเข้ากับแสงดาบที่พุ่งเข้ามาโจมตีจากด้านหลัง
ตู้มมม!
เสียงระเบิดทุ้มต่ำดังสนั่น แรงกระแทกมหาศาลและแรงสะท้อนกลับกวาดไปทั่วบริเวณ เศษซากปรักหักพังปลิวว่อนราวกับเกิดพายุ
บาทหลวงยังคงยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อน แต่ร่างที่พุ่งเข้ามาโจมตีจากด้านหลังกลับกระเด็นถอยหลังไปหลายเมตรกว่าจะทรงตัวอยู่
"ฮี่ฮี่...ยังไม่ได้กินข้าวเที่ยงมาเหรอครับ?"
บาทหลวงหรี่ตาลง หันกลับมาพูดด้วยน้ำเสียงยียวนกวนประสาท
ผู้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังคืออัศวินหญิงผมบลอนด์สวมเกราะเงินแวววาว ในมือกระชับดาบยาวเล่มงาม
ทว่าสายตาของบาทหลวงกลับไม่ได้สนใจตัวอัศวินหญิงเท่าไรนัก เขากลับจ้องมองไปที่ดาบยาวในมือเธอเป็นพิเศษ บนคมดาบนั้นมีประกายแสงสีทองเจิดจ้าไหลเวียนอยู่ ราวกับเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่มีวันมอดดับ ต่อให้ไม่ต้องใช้สกิลตรวจสอบ บาทหลวงก็ดูออกได้ในทันทีว่านั่นคืออาวุธระดับมหากาพย์สีส้มชั้นสูง
"แกมันไอ้คนสารเลว! ทำไมต้องฆ่าชาวบ้านผู้บริสุทธิ์พวกนี้ด้วย!?"
อัศวินหญิงชี้ปลายดาบใส่หน้าบาทหลวง ใบหน้าเย็นชาของเธอเต็มไปด้วยจิตสังหาร
"หึหึ ถ้าเราสู้กันโดยมีชาวบ้านอยู่แถวนี้ คุณเองก็จะสู้ได้ไม่เต็มที่เพราะกลัวโดนลูกหลงไม่ใช่เหรอ? ผมก็เลยมอบความตายที่ปราศจากความเจ็บปวดให้พวกเขา แล้วก็ช่วยให้คุณสู้ได้อย่างสบายใจหายห่วงไงล่ะ พวกคุณควรจะขอบคุณผมด้วยซ้ำนะ นี่แหละคือความหวังดีที่สุดของผมแล้ว"
บาทหลวงยังคงถือสมุดเวทด้วยมือเดียว ยืดหลังตรง ยิ้มอย่างเยือกเย็น
"ไอ้เดรัจฉาน..."
อัศวินหญิงจ้องมองบาทหลวงตาเขม็ง
"บิชอปแห่งการทำลายล้าง...อีวานส์! วันนี้ข้าจะเป็นคนลงทัณฑ์แกเอง!"
"อุ๊ย น่ากลัวจังเลย"
อีวานส์พูดไปอย่างนั้น แต่ท่าทางของเขากลับไม่ได้มีความตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย พร้อมกันนั้นเขายังได้เรียกอสูรอัญเชิญออกมาเพิ่มอีก
ในพริบตาเดียว รอบกายของเขาก็เต็มไปด้วยกองทัพจากโลกปีศาจ
หลังจากนั้น การต่อสู้ระหว่างยอดฝีมือระดับ 8 ทั้งสองก็ได้ปะทุขึ้นอย่างดุเดือดจนเมืองเล็กๆ แห่งนี้แทบพังพินาศ แม้ว่าอีวานส์จะส่ง การ์ดไพ่ตาย ใบสำคัญออกไปไกลแล้ว แต่เขาก็ยังรับมือกับอีกฝ่ายได้อย่างใจเย็น
ในตอนนี้เขาไล่ต้อนอัศวินหญิงอยู่เพียงฝ่ายเดียว ดูท่าแล้ว คงต้องมีระดับ 8 อีกสักคนมาช่วย ถึงจะพอสูสีกับอีวานส์ได้ แต่นี่แหละคือภารกิจของบิชอปแห่งการทำลายล้างอีวานส์ นั่นคือการถ่วงเวลาไม่ให้ยอดฝีมือระดับ 8 คนอื่นๆ ไปช่วยเมืองทริสตินได้ทัน
เนื่องจาก ในสมาพันธ์ราชอาณาจักรนั้นมีนักพยากรณ์ดวงดาวที่น่ารำคาญอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเขาจะคอยคำนวณพิกัดคร่าวๆ ของเหล่าบิชอปแห่งลัทธิคืนชีพได้ ถ้าพวกระดับหัวหน้ามารวมตัวกัน จะทำให้สัญญาณแจ้งเตือนภัยระดับสูงสุดดังขึ้นทันที
ดังนั้นพวกบิชอปจึงไม่กล้ายกโขยงกันมาจับตัวนักสร้างการ์ดแค่คนเดียว คนที่เคลื่อนไหวในอาณาจักรนอร์ตันได้โดยไม่กระโตกกระตากเกินไป จึงมีเพียงแค่ อีวานส์ คนนี้เท่านั้น
และเขาก็จงใจทำตัวล่อเป้า ให้พวกระดับ 8 มาไล่ล่าเขาที่นี่ เพื่อเปิดทางให้แผนการที่เมืองทริสตินสำเร็จนั่นเอง
......
ณ ท้องฟ้าเหนือทุ่งหญ้าอาณาจักรนอร์ตัน
ในตอนนี้มีเงาเพลิงสีแดงเข้มพาดผ่านท้องฟ้า ที่ใดที่มันเคลื่อนผ่าน อุณหภูมิจะพุ่งสูงขึ้นจนน่าขนลุก ราวกับจะเปลี่ยนฤดูหนาวให้กลายเป็นนรกโลกันตร์ หากเงาเพลิงนี้ตกลงมาเมื่อไหร่ ทุกอย่างคงกลายเป็นทุ่งสังหารที่มอดไหม้อย่างแน่นอน
เมืองทริสติน
เจ้าหญิงน้ำแข็งวางแก้วในมือลง แล้วลุกพรวดพราดมองไปที่หน้าต่าง เธอสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวกำลังมุ่งหน้ามายังเมืองทริสตินด้วยความเร็วสูง เธอมองออกไปไกล คิ้วขมวดมุ่น พยายามเพ่งมองเพื่อตรวจสอบข้อมูลของสิ่งนั้น
[จอมมารแห่งการทำลายล้าง - เซสเทรี่]
[ประเภท: การ์ดอัญเชิญ]
[ระดับความหายาก: มหากาพย์สีส้ม]
[ระดับ: 8]
[เอฟเฟกต์: ต้านทานสถานะผิดปกติทุกชนิด เมื่อเสียชีวิตจะคืนชีพในทันที (คูลดาวน์ 1 ชั่วโมง) และทุกครั้งที่คืนชีพจะสร้างความเสียหายวงกว้างระดับล้างผลาญ]
[หมายเหตุ: ทำลายล้าง! แล้วกำเนิดใหม่!]
ทันทีที่เห็นผลการตรวจสอบ สีหน้าของเจ้าหญิงน้ำแข็งก็เคร่งเครียดถึงขีดสุด เธอไม่ลังเลเลยที่จะใช้เวทลมพุ่งตัวบินออกไปนอกเมือง เพื่อสกัดกั้นทิศทางที่จอมมารแห่งการทำลายล้างกำลังมุ่งหน้ามา ทิ้งไว้เพียงภาพติดตาที่เย็นเยียบดุจน้ำแข็งเท่านั้น
ที่หน้าประตูสถาบันเวทมนตร์ทริสติน ดันเต้โผล่หัวออกมาจากรถม้า ยกกล้องส่องทางไกลมองดูจุดดำเล็กๆ บนท้องฟ้า ไม่ต้องเสียเวลาตรวจสอบ เขาก็เดาได้ทันทีว่ามันคืออะไร
นี่มันการ์ดไพ่ตายของ บิชอปแห่งการทำลายล้าง ซึ่งเป็น 1 ใน 10 บิชอปแห่งลัทธิคืนชีพชัดๆ
"เอาจริงดิ? เล่นกันแบบนี้เลยเหรอ? ของพรรค์นี้เจ้าหญิงน้ำแข็งจะเอาอะไรไปสู้ฟะเนี่ย"
ดันเต้วางกล้องส่องทางไกลลง แล้วกลับเข้ามานั่งคิ้วขมวดในรถม้า
การที่มันกันสถานะผิดปกติทุกชนิด ทำให้ตัดจุดเด่นที่สุดของเจ้าหญิงน้ำแข็งทิ้งไปได้เลย แถมมันยังสามารถคืนชีพได้อีก ดาเมจของเจ้าหญิงน้ำแข็งไม่พอจะฆ่ามันให้ตายสนิทได้แน่ๆ อีกทั้งยังมีพลังทำลายล้างวงกว้าง ซึ่งทำให้เจ้าหญิงน้ำแข็งไม่สามารถสู้กับมันในเมืองได้เลยแม้แต่น้อย ต้องออกไปสกัดกั้นมันที่นอกเมืองเท่านั้น
พูดตรงๆ นะ ตอนนี้ดันเต้อยากจะชิ่งกลับเมืองหลวงไปเรียนหนังสือซะเดี๋ยวนี้เลย เผลอๆ อาจจะยังทันคาบบ่ายวิชาสุดท้ายด้วยซ้ำ
ส่วนเจ้าหญิงน้ำแข็งน่ะเหรอ...ก็ปล่อยเธอให้ตายๆ ไปเถอะ นอกจากไอ้จอมมารแห่งการทำลายล้างตัวนี้แล้ว ยังมีลูกสมุนระดับสูงของบิชอปซ่อนตัวอยู่อีก เจ้านั่นถือการ์ดเวทมนตร์ระดับมหากาพย์ที่ใช้ควบคุมจิตใจ เพื่อรอจังหวะลาสช็อตจับเจ้าหญิงน้ำแข็งไปเป็นทาส
สถานการณ์แบบนี้บอกได้คำเดียวว่า เจ้าหญิงน้ำแข็งได้ไปสู่ขิตแน่นอน ถ้าไม่ใช่เพราะยัยนั่นหยิ่งผยองจนน่าหมั่นไส้ ยอมให้ความร่วมมือกับแผนของดันเต้ตั้งแต่แรก เรื่องมันคงไม่บานปลายขนาดนี้หรอก ต้องบอกเลยว่าผู้หญิงคนนี้ สมองคงทำด้วยน้ำแข็งจริงๆ นั่นแหละ
แต่ถึงอย่างนั้น...ดันเต้ก็ยังอยากจะลองช่วยเธอดูสักตั้ง เพราะลึกๆ แล้วเธอไม่ใช่คนเลว การที่เจ้าหญิงน้ำแข็งพุ่งออกไปสกัดกั้นศัตรูทันทีที่รู้ตัว ก็พิสูจน์แล้วว่าเธอไม่ได้เย็นชาไม่สนโลกอย่างที่เห็น เธอเลือกที่จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อปกป้องเมืองแห่งนี้ ทั้งที่รู้ว่าตัวเองไม่มีทางชนะอสูรอัญเชิญระดับ 8 ตัวนั้นได้เลย
"คุณดันเต้ เอาไงดีครับ?"
เมื่อท่านเจ้าเมืองเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของดันเต้ เขาก็เริ่มลนลาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นคำว่า หนักใจ แปะอยู่บนหน้าของดันเต้
"ตอนนี้ผมก็บอกไม่ได้ว่าจะช่วยเจ้าหญิงน้ำแข็งได้ไหม คงต้องถามเพื่อนร่วมทีมผมก่อนว่าจะยอมเสี่ยงตายไปกับผมหรือเปล่า"
ดันเต้ตอบกลับ จากนั้นเขาก็หันไปมองโคลอิกซ์แล้วถามขึ้นว่า
"โคลอิกซ์ นายอยากจะเล่นอะไรใหญ่ๆ ไหม? หรือว่าเราจะหิ้วท่านเจ้าเมืองหนีไปเลยดี?"
โคลอิกซ์: "เล่นใหญ่ที่ว่านี่ อันตรายแค่ไหน?"
ดันเต้: "ถ้าเล่นใหญ่ เราสองคนอาจจะซี้ม่องเท่งไปเลยก็ได้ แต่ถ้าทำสำเร็จนะ อย่างน้อยๆ พระราชาก็ต้องเลี้ยงโต๊ะจีนเราสักมื้อแหละ"
โคลอิกซ์: "นายคงไม่ได้คิดจะฆ่าไอ้จอมมารแห่งการทำลายล้างนั่นหรอกนะ?"
ดันเต้: "คิดให้ใหญ่กว่านั้นหน่อย"
โคลอิกซ์: "งั้น...นายจะจับเป็นไอ้ลูกสมุนบิชอปนั่นเหรอ?"
ดันเต้: "ใหญ่กว่านั้นอีกเพื่อน"
"......"
คราวนี้โคลอิกซ์เงียบไปหลายวินาที ในใจของเขาเริ่มจินตนาการถึงความเป็นไปได้ที่น่าสะพรึงกลัวบางอย่าง จากนั้นเขาก็ถามหยั่งเชิงด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
"......นายคงไม่ได้หมายถึง...จะไปเล่นงานบิชอปอีวานส์หรอกนะ?"
ดันเต้พยักหน้าหงึกหงัก
"ผมรู้สึกว่าไอ้หมอนั่นมันกำลังโชว์พาวใส่พวกเราจากระยะไกลน่ะ ผมเลยทนไม่ได้ ผมคิดว่าเราต้องหาทางสั่งสอนมันเพื่อความยุติธรรมสักหน่อย"
"......"
ในวินาทีนั้นเอง ท่านเจ้าเมืองที่นั่งฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับอ้าปากค้างจนแมลงวันบินเข้าปากได้
เขาช็อกตาตั้งไปแล้ว ถ้าเป็นคนอื่นพูดประโยคนี้ เขาคงคิดว่าไอ้เด็กนี่มันบ้าชัดๆ! อีวานส์มันใช่ศัตรูที่คุณควรจะไปยุ่งด้วยตอนนี้เรอะ!?
สรุปคือ...ที่คุณขมวดคิ้วเมื่อกี้ ไม่ใช่เพราะกลุ้มใจเรื่องแผนการรบ แต่เป็นเพราะคุณหงุดหงิดที่เห็นคนอื่นมาทำตัวโชว์ออฟแข่งกับคุณเนี่ยนะ!!?