- หน้าแรก
- หนึ่งกระบี่สยบโลกเซียน
- บทที่ 16 จากลา
บทที่ 16 จากลา
บทที่ 16 จากลา
บทที่ 16 จากลา
สองพี่น้องตระกูลจี้กลับมาที่ห้องด้วยความกลัดกลุ้มและนอนไม่หลับเช่นเดียวกับอวี๋โหยว
จี้เหรินเกอกังวลอยู่สองเรื่อง หนึ่งคือเรื่องที่อวี๋ซีเป็นปีศาจ สองคือเรื่องที่จี้หงเย่าจะอยู่หรือไป
ทั้งสองเรื่องคิดจนหัวแทบจะระเบิดก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้
อวี๋ซีน้อยกลายเป็นปีศาจไปได้อย่างไร? กลายเป็นปีศาจตั้งแต่เมื่อไหร่? เขาว่ากันว่าปีศาจกินคนไม่ใช่หรือ พวกนางที่เนื้อหอมฉุยเดินไปเดินมาอยู่ตรงหน้านางทุกวัน ทำไมไม่เห็นนางจับกินเลยล่ะ!
แล้วอาจารย์ของท่านเซียนทำไมถึงอยากรับเอ้อร์ยาเป็นศิษย์ ทั้งๆ ที่ยังไม่เคยเห็นหน้ากันด้วยซ้ำ! นี่จะเป็นกับดักหรือเปล่า หรือว่าเอ้อร์ยาจะเป็นอัจฉริยะหาตัวจับยาก?
แต่พูดก็พูดเถอะ พวกเขายังไม่เคยเจอกันเลยนี่นา! แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าเอ้อร์ยาเป็นอัจฉริยะหรือเปล่า?
ท่านเซียนผู้นั้นดูมีเงื่อนงำน่าสงสัยไปหมด ท่าทางก็ไม่น่าจะเข้าถึงง่าย เอ้อร์ยาไปกับเขาต้องตกระกำลำบากแน่ๆ
ลูกคนอื่นยังไงก็ไม่สู้ลูกตัวเอง เขาจะมาคอยถามไถ่ไหมว่าเอ้อร์ยาหนาวหรือหิว เอ้อร์ยาเป็นเด็กอ่อนไหวและเก็บตัว ไม่กล้ารบกวนคนอื่น มีอะไรก็เอาแต่เก็บไว้ในใจ...
คิดไปคิดมา จี้เหรินเกอก็ยิ่งไม่วางใจที่จะให้จี้หงเย่าจากไปเพียงลำพัง
หากจี้หงเย่าอายุสักสิบสองปี หรือมีนิสัยร่าเริงกล้าแสดงออก นางคงไม่ต้องมานั่งกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับแบบนี้
ส่วนจี้หงเย่ากำลังคิดว่าจะทำอย่างไรถึงจะได้ตามท่านเซียนไป
เพื่อป้องกันไม่ให้พี่สาวพาไปตามจุดนัดพบ นางจึงตั้งใจท่องจำเส้นทางซ้ำแล้วซ้ำเล่า จดจำจุดสังเกตสำคัญทุกอย่างให้ขึ้นใจ
วิธีนี้เป็นวิธีที่พี่สาวสอนนางไว้เพราะกลัวว่านางจะออกไปเล่นแล้วจำทางกลับบ้านไม่ได้
ต่อให้พี่สาวไม่ยอม ถ้านางจำทางได้ นางก็จะแอบหนีไปเอง
หลังจากทบทวนเส้นทางในหัวอยู่หลายรอบ จี้หงเย่าก็ทนความง่วงไม่ไหวและหลับสนิทไป
จี้เหรินเกอนอนตะแคงอยู่ริมเตียง ก้มมองและจดจำใบหน้าของน้องสาวไว้ในใจ
น้องสาวนอนหลับสนิท มุมปากประดับรอยยิ้มบางๆ
เหมือนเหลือเกิน... เหมือนมากจริงๆ
พอมองใบหน้าของนาง จี้เหรินเกอก็นึกถึงภาพใบหน้าของท่านแม่ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่
หากเป็นท่านแม่ ท่านแม่จะเลือกอย่างไรนะ?
ท่านแม่เคยบอกว่า “เกอเอ๋อร์ของแม่คันอยากจะไปที่ไหนก็ไปได้เลย ไม่ว่าจะเป็นจอมยุทธหญิงผู้ผดุงความยุติธรรม หมอเทวดาผู้ช่วยชีวิตผู้คน หรือแค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ขอเพียงเป็นสิ่งที่เกอเอ๋อร์ต้องการ แม่สนับสนุนเต็มที่ทั้งสองมือสองเท้าเลย”
แต่ท่านพ่อไม่ได้คิดแบบนั้น
ตอนนั้นท่านแม่กับท่านพ่อคุยเล่นกันเรื่องแต่งงานของนางในอนาคต ทั้งสองคนถึงกับลงไม้ลงมือกันเพราะเถียงกันเรื่องจะให้แต่งงานใกล้หรือไกล คนหนึ่งถือไม้กวาด อีกคนถือมีดทำครัว
คนแรกคือท่านพ่อ คนหลังคือท่านแม่
ท่านแม่ทำกับข้าวไม่เป็น งานในครัวท่านพ่อเป็นคนจัดการทั้งหมด แต่ท่านแม่กลับรำมีดทำครัวได้น่าเกรงขามสุดๆ ใครเห็นเป็นต้องชมว่ายอดเยี่ยม
ท่านพ่อถึงกับหงอ ยอมเห็นด้วยกับท่านแม่แต่โดยดี
“ขอเพียงเกอเอ๋อร์ชอบ จะแต่งใกล้แต่งไกลก็แต่งไปเถอะ!”
แล้วตอนนี้ล่ะ?
ถึงคราวที่นางต้องเป็นคนตัดสินใจเรื่องของจี้หงเย่าบ้าง นางควรจะเลือกอย่างไรดี?
คิดไปคิดมา จี้เหรินเกอก็เผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้
นางฝันดี ฝันว่าท่านพ่อท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ กิจวัตรประจำวันของนางมีแค่ไปเรียนที่สถานศึกษา ลงสระจับปลา ปีนต้นไม้ล้วงไข่นก... พอน้องสาวเกิด นางก็คอยเด็ดดอกไม้ระหว่างทางไปสถานศึกษามาหลอกล่อน้อง
เมื่อตื่นจากฝัน จี้เหรินเกอเอื้อมมือไปคลำข้างกายโดยสัญชาตญาณ
สัมผัสได้เพียงความว่างเปล่าและเย็นเฉียบ
คนล่ะ?
สติของจี้เหรินเกอตื่นเต็มตา นางลุกพรวดขึ้นมาอย่างรวดเร็วเกินไปจนรู้สึกหน้ามืดวิงเวียน
ชั่วขณะหนึ่งนางนึกว่าความทุกข์ทรมานตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาเป็นเพียงแค่ความฝัน
แต่พอมองเห็นการตกแต่งในห้องชัดเจน ก็รู้ได้ทันทีว่าอันไหนคือความฝันอันไหนคือความจริง
แล้วเอ้อร์ยาล่ะ?
จี้เหรินเกอร้องเรียกเสียงหลง “เอ้อร์ยา! เอ้อร์ยา เจ้าอยู่ไหน?”
นางร้องเรียกพลางค้นดูทุกซอกทุกมุมในห้อง
ลางสังหรณ์ไม่ดีเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ นางพยายามตั้งสติ ค้นดูจนทั่วทั้งคฤหาสน์ก็ไม่พบ สุดท้ายจึงจำใจต้องไปเคาะประตูห้องของผู้อาวุโสสาม
เสียงชายชราดังมาจากข้างใน “หงเย่าออกไปแล้ว มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ”
ท่านเซียน!
จี้เหรินเกอได้สติ สีหน้าเปลี่ยนไปทันที ใบหน้าดำทะมึน
เอ้อร์ยาไปหาท่านเซียนแล้ว
ถ้าจับตัวกลับมาได้เมื่อไหร่ จะต้องสั่งสอนให้รู้สำนึกเสียบ้าง!
จะต้องให้ลิ้มรสก้านมะยมเสียหน่อย!
จี้เหรินเกอมองดูท้องฟ้า ตอนนี้ยังเหลือเวลาอีกตั้งหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงยามอู่ ถ้าเร่งฝีเท้าหน่อยก็คงตามทัน
นางรีบวิ่งออกจากบ้านไปโดยไม่ทันได้กินข้าวด้วยซ้ำ
แต่น่าเสียดายที่จี้หงเย่าคาดการณ์ไว้แล้ว พอเจอท่านเซียนก็เร่งให้เขารีบออกเดินทางทันที
นางรู้ดีว่าถ้าพี่สาวจับได้ โทษคงไม่ใช่แค่โดนด่าแน่ๆ!
ตั้งแต่เล็กจนโตพี่สาวเคยตีนางแค่ครั้งเดียว คือตอนที่นางแอบหนีออกไปเที่ยวโดยไม่บอก ทำให้พี่สาวต้องไปตามหาตามบ้านทุกหลังในหมู่บ้าน ตอนที่พี่สาวกำลังจะไปตามหาที่ในเมือง ก็บังเอิญสวนทางกับนางที่กำลังจะกลับบ้านพอดี
พี่สาวตอนนั้นน่ากลัวมาก แววตาเหมือนมีไฟลุกโชน ในมือถือก้านหลิว สะบัดแต่ละทีได้ยินเสียงแหวกอากาศดังขวับ หวดลงบนตัวเจ็บแสบไปหมด
พี่สาวลงมือหนักมาก รอยแผลกว่าจะหายสนิทก็ปาไปตั้งครึ่งเดือน
ครั้งนี้... จี้หงเย่าไม่อยากจะคิดเลย
“ท่านเซียน ขอร้องล่ะเจ้าค่ะ เร็วหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?”
ชายหนุ่มนิ่งอึ้งไป “พี่สาวเจ้าอนุญาตแล้วหรือ?”
“พี่สาวอนุญาตแล้วเจ้าค่ะ ตอนออกมาข้าก็ทิ้งจดหมายไว้ที่บ้านแล้ว” จี้หงเย่าตอบเสียงใส
เมื่อเห็นว่าท่าทางของนางไม่เหมือนคนโกหก ชายหนุ่มจึงขี่กระบี่พาจี้หงเย่าเหินเวหาจากไป
ครึ่งชั่วยามต่อมา จี้เหรินเกอถึงวิ่งกระหืดกระหอบมาถึง เอามือกุมท้อง หอบหายใจแฮ่กๆ ลมหายใจอุ่นๆ พวยพุ่งออกมาระเหยหายไปในอากาศ
วิ่งมาไกลจนจุก ท้องปวดเกร็งไปหมด
เมื่อไม่เห็นคนที่ควรจะเห็น จี้เหรินเกอไม่ยอมแพ้ ค้นหาบริเวณรัศมีหนึ่งร้อยเมตรจนทั่ว
แต่ผลลัพธ์ก็คือ พวกเขาไปกันแล้ว
จี้เหรินเกอโกรธจนตาแดงก่ำ แต่ก็ต้องยอมรับความจริง
นางคิดไม่ออกเลยว่าการอบรมสั่งสอนของนางผิดพลาดตรงไหน ทำไมเอ้อร์ยาถึงยอมตามผู้ชายคนนั้นไปเพียงเพราะลางสังหรณ์ของตัวเอง
ถ้ามั่นใจว่าท่านเซียนเป็นที่พึ่งพิงได้จริงๆ นางจะไปขัดขวางอนาคตที่ดีของน้องสาวได้อย่างไร?
ระหว่างทางกลับบ้าน จี้เหรินเกอเอาแต่คิดถึงชื่อสำนักที่ชายหนุ่มบอก
รู้สึกจะชื่อ... สำนักกระบี่ต้าอ้าย ผู้อาวุโสลำดับที่สิบสอง นามนักพรตเสวียน ต้องการรับเอ้อร์ยาเป็นศิษย์
ถ้ารู้ว่าสำนักกระบี่ต้าอ้ายอยู่ที่ไหน นางก็สามารถไปหาเอ้อร์ยาได้ ขอแค่แน่ใจว่าน้องสบายดี นางถึงจะวางใจได้อย่างแท้จริง
พอจี้เหรินเกอกลับมาถึงที่พัก สิ่งแรกที่ทำคือไปคารวะผู้อาวุโสสาม และแจ้งให้เขาทราบเรื่องที่นางสามารถชักนำพลังปราณเข้าสู่ร่างกายได้สำเร็จแล้ว
ผู้อาวุโสสามเหมือนจะรู้อยู่แล้ว เขาเพียงแค่พยักหน้ารับรู้ และถามลอยๆ ว่า “เจ้ามีรากวิญญาณธาตุอะไรบ้าง?”
“เรียนผู้อาวุโสสาม เป็นรากวิญญาณห้าธาตุ ไม้ ไฟ ดิน ทอง น้ำ เจ้าค่ะ” จี้เหรินเกอก้มหน้า ยืนตอบอย่างสงบเสงี่ยม
ผู้อาวุโสสามขมวดคิ้วเล็กน้อยแทบมองไม่เห็น ถอนหายใจออกมา “รากวิญญาณห้าธาตุรึ... มีก็ดีแล้ว วันนี้ข้าจะสอนวิชาให้เจ้าวิชาหนึ่ง ชื่อว่า ‘วิชาลูกไฟ’ ในเมื่อเจ้ามีรากวิญญาณธาตุไฟ หากหมั่นฝึกฝน ก็คงพอจะชดเชยความด้อยพรสวรรค์ได้”
น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความผิดหวังอย่างชัดเจน แต่สำหรับจี้เหรินเกอแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่
คนเราต้องรู้จักพอใจในสิ่งที่ตนมี ถึงจะมีความสุข
มีรากวิญญาณก็ยังดีกว่าไม่มีเลยหลายเท่านัก