เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 102 เสิร์ฟไปหมดแล้ว

บทที่ 102 เสิร์ฟไปหมดแล้ว

บทที่ 102 เสิร์ฟไปหมดแล้ว 


บทที่ 102 เสิร์ฟไปหมดแล้ว 

"เอิ๊ก"

จานหมุนไปได้แค่ครึ่งโต๊ะ มันก็กลายเป็นซากเปลือกกุ้งไซส์ยักษ์ที่ว่างเปล่าไปซะแล้ว

เยว่เหวินวางตะเกียบลง "โทษทีนะหัวหน้าหวัง ลูกจ้างข้าสองคนนี้กินมูมมามไปหน่อย ร้านนี้ให้ปริมาณอาหารน้อยไปจริงๆ แหละ—"

ปริมาณอาหารร้านนี้แม่งโคตรเยอะ!

กุ้งหอยปูปลาวิเศษพวกนี้จับมาจากเขตแดนรกร้างทั้งนั้น จานใหญ่บะเริ่มเทิ่มแทบจะเท่ากะละมังอยู่แล้ว เจ้ากล้าบอกว่ามันน้อยงั้นเรอะ? กุ้งมันแทบจะลุกขึ้นมาร้องขอความเป็นธรรมอยู่แล้วโว้ย

หวังโส่วไฉด่าเปิงอยู่ในใจ แต่ติดที่ต้องรักษาหน้า เลยไม่ได้แสดงอาการสติแตกให้วัยรุ่นพวกนี้เห็น

เขาฝืนยิ้มออกมา "ไม่เป็นไร ดูออกว่ารอกันจนหิว พนักงาน ข้าขอสั่งอาหารเพิ่มอีกสองสามอย่าง"

เดิมทีรู้อยู่แล้วว่าร้านอาหารริมน้ำให้เยอะ เขาเลยสั่งแค่อาหารขึ้นชื่อที่ตัวเองอยากลองชิมไปไม่กี่อย่าง แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ วันนี้เขาเจอคู่ปรับตัวฉกาจเข้าให้แล้ว

ต้องสั่งเพิ่มสถานเดียว

รอจนเขาสั่งอาหารเสร็จ เยว่เหวินถึงค่อยถามต่อจากหัวข้อเมื่อกี้ "สายผู้ฝึกตนอิสระฝ่าฟันยากกว่าสายสำนักเซียนงั้นรึ?"

ฟังดูผิดหลักความเป็นจริงไปหน่อย

ปกติแล้วระดับพลังโดยรวมของผู้ฝึกตนอิสระน่าจะอ่อนชั้นกว่าศิษย์สำนักเซียนแบบเทียบไม่ติดสิ

"หึ" หวังโส่วไฉหัวเราะ "เพราะสายผู้ฝึกตนอิสระไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในเมืองเจียงเฉิงของเราน่ะสิ"

หลังฟังเขาอธิบาย เยว่เหวินก็เข้าใจแจ่มแจ้งว่าทำไมถึงบอกว่าสายผู้ฝึกตนอิสระนั้นผ่านยากกว่า

เพราะศิษย์สำนักเซียนต้องมาจากสำนักในพื้นที่แน่นอน แต่ผู้ฝึกตนอิสระไม่ได้มีแค่คนในพื้นที่ พวกผู้ฝึกตนอิสระที่บำเพ็ญเพียรในเมืองใหญ่อย่างเมืองหลงตูหรือเมืองเทียนไห่ ไม่มีทางแย่งโควตาในพื้นที่ของตัวเองได้หรอก

พวกเขาเลยมักจะแห่กันมาก่อนงานชุมนุมผู้ฝึกปราณรุ่นเยาว์จะเริ่ม วิ่งโร่มาตามเมืองเล็กๆ ที่มีระดับพลังโดยรวมอ่อนแอกว่า เพื่อลงแข่งรอบเก็บคะแนนที่นั่น

การแข่งขันและทรัพยากรในเมืองใหญ่มันมีมากกว่าเยอะ พลังบำเพ็ญที่เคี่ยวกรำมาจากการแข่งขันแบบนั้น พอเอามาเทียบกับผู้ฝึกตนอิสระในพื้นที่ มันก็คือการไล่ต้อนเด็กประถมชัดๆ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเทียบกับศิษย์สำนักเซียนในพื้นที่ นอกจากฝีมือจะไม่ได้เป็นรองแล้ว ประสบการณ์ต่อสู้ของพวกเขายังโชกโชนกว่าด้วยซ้ำ

มณฑลเทียนเป่ยคือพื้นที่ประสบภัยพิบัติหนักสุดจาก "ผู้อพยพงานชุมนุมผู้ฝึกปราณรุ่นเยาว์" พวกนี้ ก่อนเริ่มงานทุกครั้งจะมีผู้ฝึกตนอิสระจำนวนมหาศาลจากต่างถิ่นหลั่งไหลเข้ามาในมณฑลเทียนเป่ย อย่าว่าแต่ผู้ฝึกตนอิสระในพื้นที่เลย แม้แต่สำนักเซียนท้องถิ่นยังโดนแรงกระแทกจนแทบยืนไม่อยู่

เมืองเจียงเฉิงเคยมีหลายครั้งที่ตัวแทนสี่คนที่ถูกคัดเลือกมา มีคนในพื้นที่แค่คนเดียว หรือบางทีก็ไม่มีเลยด้วยซ้ำ

เมืองเล็กๆ รู้สึกทั้งรักทั้งเกลียดผู้ฝึกตนอิสระพวกนี้ ใจหนึ่งก็ต้องยอมรับว่าผลงานของพวกเขามาจากฝีมือล้วนๆ ถ้าไม่มีคนพวกนี้ ตัวแทนของเมืองก็จะยิ่งอ่อนแอลงไปอีก แต่อีกใจหนึ่ง ผู้ฝึกตนอิสระพวกนี้ไม่ได้มีความผูกพันอะไรกับคนท้องถิ่นเลย

พอพวกเขาคว้าเกียรติยศฮีโร่ของเมืองไปได้ แข่งงานชุมนุมผู้ฝึกปราณรุ่นเยาว์จบก็คงเผ่นแน่บไปที่อื่น ไม่ยอมอยู่ต่อเพื่อยกระดับความแข็งแกร่งให้คนในพื้นที่หรอก

ดังนั้นกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติเลยอยากดึงตัวอัจฉริยะในพื้นที่เข้ามามากกว่า เพื่อเน้นปลุกปั้นให้ไปเอาชนะพวกผู้อพยพงานชุมนุมผู้ฝึกปราณรุ่นเยาว์เหล่านั้น

โดยเฉพาะปีนี้ ได้ยินมาว่าเมืองเจียงเฉิงเตรียมของวิเศษล้ำค่าระดับเฮฟวี่เวตไว้เป็นรางวัลสำหรับผู้ชนะศึกฮีโร่เมือง กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติไม่อยากให้ของวิเศษพวกนี้ตกไปอยู่ในมือคนนอก ทางที่ดีควรตกอยู่ในมือคนที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเอง

ทว่าในกลุ่มคนหนุ่มสาวรุ่นนี้ นอกจากฟางชิงชางแล้ว ก็ยังไม่มีคู่แข่งที่แข็งแกร่งพอตัวเลย

ฉีเตี่ยนฟังจบก็พยักหน้าตาม "มิน่าล่ะช่วงนี้ถึงรู้สึกว่าเมืองเจียงเฉิงมีผู้ฝึกตนต่างถิ่นเยอะขึ้น ที่แท้ก็มาลงแข่งรอบเก็บคะแนนสายผู้ฝึกตนอิสระนี่เอง"

พูดจบเขาก็นึกขึ้นได้กะทันหัน ว่าตอนนี้ตัวเองไม่มีสถานะศิษย์สำนักเซียนอีกแล้ว

ต้องไปลุยรอบเก็บคะแนนเหมือนกันนี่หว่า

ตอนแรกนึกว่าตัวเองคงได้ไปทัวร์แค่รอบเดียว ตอนนี้ดูทรงแล้ว อาจจะเข้าไม่ถึงรอบแรกด้วยซ้ำ คงโดนคัดออกไปก่อนซะล่ะมั้ง

ฟ้าถล่มของแท้

สิ้นเสียง ก็ได้ยินเสียงโวยวายดังมาจากห้องข้างๆ ตามมาด้วยเสียงเพล้งพลั้งของถ้วยชามแตกกระจาย

ถึงขั้นมีคลื่นพลังปราณแผ่ซ่านมาด้วย!

"หืม?" หวังโส่วไฉลุกพรวดขึ้นตามสัญชาตญาณของนักสืบสวน เตรียมจะไปดูสถานการณ์ "ข้าไปดูหน่อย"

"หัวหน้าหวัง ข้าไปเป็นเพื่อน" เยว่เหวินเดินตามไป

หวังโส่วไฉเดินออกจากห้อง มาถึงหน้าประตูห้องส่วนตัวข้างๆ ก็เห็นพนักงานเสิร์ฟหลายคนแอบมองอยู่ตรงนั้น ตัวสั่นงันงก ไม่กล้าเข้าไป เขาเลยเอ่ยถาม "เกิดอะไรขึ้น?"

พอเขาตีหน้าขรึม ก็ดูมีรัศมีน่าเกรงขามขึ้นมานิดหน่อย

พนักงานเสิร์ฟหลายคนรีบแย่งกันตอบเจื้อยแจ้ว "ข้างในมีกลุ่มผู้ฝึกตนกำลังจัดงานเลี้ยงกัน เมื่อกี้มีคนลวนลามพนักงานของเรา ผู้อาวุโสคุ้มกันของร้านเราเข้าไปจัดการ ก็โดนอัดกระเด็นออกมาเหมือนกัน! ตอนนี้ผู้จัดการกำลังเจรจาอยู่นั่นแหละ—"

เยว่เหวินเงยหน้ามองเข้าไปข้างใน ก็เห็นกลุ่มผู้ฝึกตนหน้าตาหลากหลายกำลังโวยวายกันอยู่ ผู้จัดการร้านอาหารกำลังก้มหัวปะหลกๆ ขอโทษขอโพย

ร้านอาหารระดับร้านอาหารริมน้ำเนี่ย ปกติก็แค่จ้างผู้อาวุโสคุ้มกันขั้นที่สามมาคอยเฝ้าร้านเท่านั้น

เวลาเจอเรื่องแบบนี้ ถ้าผู้อาวุโสคุ้มกันสู้ไหว ก็แค่สั่งสอนพวกมันสักยก ถ้าสู้ไม่ไหว แสดงว่าพวกก่อกวนไม่ใช่คนระดับสามขั้นแรก ปกติทางร้านก็มักจะเลือกก้มหัวยอมจำนน กล้ำกลืนฝืนทนให้เรื่องมันจบๆ ไป

พอผู้ฝึกตนหลุดพ้นจากสามขั้นแรก สถานะทางสังคมก็จะต่างกันลิบลับ ยอดฝีมือขั้นพลังปราณคุ้มกาย ไม่มีใครหน้าไหนอยากจะไปล่วงเกินหรอก

"กร่างขนาดนี้เชียว?" หวังโส่วไฉขมวดคิ้วมองเข้าไป พอเห็นว่าผู้ฝึกตนโต๊ะนี้ส่วนใหญ่เป็นพวกวัยรุ่น เขาก็ยื่นมือออกไปทันที แสงสีเขียวสายหนึ่งพุ่งทะยานออกจากแขนเสื้อ

เคร้ง—

แสงสีเขียวนั่นพุ่งเข้าไปในห้องส่วนตัว กลายสภาพเป็นกระบี่โบราณสัมฤทธิ์ ปักฉึกเข้าที่กำแพงอย่างแรง พริบตานั้นก็มีคลื่นระลอกหนึ่งแผ่ซ่านออกมาจากตัวกระบี่

พวกผู้ฝึกตนในห้องได้รับผลกระทบในทันที การเคลื่อนไหวของแต่ละคนเชื่องช้าลงอย่างหนัก สีหน้าเหี้ยมเกรียมค้างเติ่งอยู่บนใบหน้า

"หวังโส่วไฉ หัวหน้าหน่วยที่เจ็ดแห่งสาขากรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติอยู่ที่นี่ ใครหน้าไหนกล้ามากำเริบเสิบสานแถวนี้?" หวังโส่วไฉเอามือไพล่หลัง เดินส่ายอาดๆ เข้าไปในห้อง

ผู้ฝึกตนทั้งโต๊ะหน้าตื่นตระหนก แต่กว่าจะหันไปมองเขาได้สักแวบก็เชื่องช้าสุดๆ

สถานการณ์ถูกเขาควบคุมไว้ได้อย่างรวดเร็ว สายตาของพนักงานเสิร์ฟข้างหลังที่มองหวังโส่วไฉก็เปลี่ยนเป็นเทิดทูนบูชาขึ้นมาทันที

ทว่าในตอนนั้นเอง ชายหนุ่มคนหนึ่งที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานก็ลุกพรวดขึ้นยืน!

ชายหนุ่มที่นั่งตำแหน่งประธานย้อมผมสีทองคำขาว เซ็ตผมตั้งชี้โด่เด่ สวมเสื้อแจ็คเก็ตลายทาง รูปร่างผอมสูง ตาตี่นิดๆ สีหน้าดูเย่อหยิ่งจองหองไม่ยอมคน

เขาก้าวเดินไปหนึ่งก้าว สองก้าว สามก้าว จนไปหยุดอยู่ข้างกระบี่โบราณสัมฤทธิ์ ดูออกเลยว่าถึงเขาจะได้รับผลกระทบ แต่ก็น้อยกว่าคนอื่นเยอะ ถึงขนาดเอื้อมมือไปกำด้ามกระบี่ไว้แน่น

ชวิ้ง—

พอเขาออกแรง กระบี่โบราณสัมฤทธิ์ก็ค่อยๆ ถูกเขาดึงออกจากกำแพงหน้าตาเฉย!

"ข้าน้อยเซียวฉู่เป่ย เพิ่งมาถึงเมืองเจียงเฉิง วันนี้เพื่อนฝูงกลุ่มหนึ่งมาเลี้ยงต้อนรับข้า" ระหว่างที่ดึงกระบี่ เขาก็เอ่ยปากช้าๆ "เมื่อกี้เพื่อนคนหนึ่งเมาแล้วเสียมารยาท ต้องขออภัยจริงๆ แต่มันก็ไม่น่าจะถึงขั้นต้องให้หัวหน้ากรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติลงมือสะกดปราบกันเลยมั้ง—"

พูดจบไปไม่กี่ประโยค กระบี่โบราณสัมฤทธิ์ก็เหลือแค่ปลายกระบี่ที่ยังเสียบคาอยู่ในกำแพง เกือบจะถูกเขาดึงออกมาได้ทั้งเล่มแล้ว!

ฝ่ายหวังโส่วไฉกลั้นหายใจรวบรวมสมาธิ ความจริงเขาใช้พลังทั้งหมดต้านทานมันมาตลอด แต่เขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า ด้วยพลังบำเพ็ญทั้งหมดที่มี เขากลับกดกระบี่เล่มนี้ลงไปไม่ได้แม้แต่น้อย

ตอนแรกเขาเห็นว่าโต๊ะนี้มีแต่พวกเด็กวัยรุ่น เลยชิงลงมืออวดเบ่งบารมีไปก่อน

ไม่นึกเลยว่าไอ้หนุ่มนี่จะมีปราณคุ้มกายที่โคตรแข็งแกร่งขนาดนี้!

จังหวะที่เขากำลังคิดหาทางลงอยู่นั้น มือข้างหนึ่งก็ยื่นมาจากด้านข้าง กดหมับลงบนด้ามกระบี่ แล้วกดกระบี่โบราณสัมฤทธิ์เล่มนั้นกลับเข้าไปทีละนิ้วๆ

นั่นคือมือของเยว่เหวิน!

เขาทนรับแรงกดดันจากข้อห้าม เดินเนิบนาบเข้ามาในห้อง กดด้ามกระบี่ไว้ จ้องมองชายหนุ่มที่ชื่อเซียวฉู่เป่ยในระยะประชิด แล้วเอ่ยเสียงเรียบ "ในเมื่อรู้ตัวว่าเสียมารยาททำเรื่องผิดไปแล้ว ก็ควรจะขอโทษอย่างจริงใจ แต่กลับมาโวยวายเสียงดังที่นี่มันหมายความว่าไง?"

ชวิ้ง—

หว่างคิ้วของเซียวฉู่เป่ยฉายแววดุดันวาบหนึ่ง เขาฮึดออกแรงเพิ่มอีกครั้ง แต่ไม่ว่าจะรีดเค้นพลังบำเพ็ญทั่วร่างออกมาแค่ไหน ก็ไม่อาจต้านทานกระบี่โบราณสัมฤทธิ์ที่ถูกเยว่เหวินกดกลับเข้าไปดื้อๆ ได้เลย!

ปัง

ชั่วพริบตา ด้ามกระบี่ก็จมมิดลงไปจนสุด เซียวฉู่เป่ยราวกับถูกสูบเรี่ยวแรงไปทั้งร่าง ตัวอ่อนยวบลงไปถนัดตา

แต่เขาก็รีบผนึกปราณยืนหยัดขึ้นมาใหม่ ปล่อยมือแล้วบอกว่า "ใครบอกว่าพวกเราจะไม่ขอโทษ? แค่ผู้อาวุโสคุ้มกันของพวกมันโผล่มาก็ลงมือเลย ท่าทางแม่งโคตรแย่"

หวังโส่วไฉก้าวออกมาได้จังหวะพอดี "พวกเจ้าทำตัวแบบนี้ จะไปโทษว่าคนอื่นท่าทางไม่ดีก็ไม่ได้หรอกนะ ใครเป็นคนทำผิดก่อน ออกมาขอโทษซะ ถ้าขอโทษจากใจจริงข้าจะปล่อยไป แต่ถ้าไม่ ข้าคงต้องส่งตัวไปขังที่โรงพักสักสองสามวันแล้วล่ะ"

พูดจบ เขาก็ตวัดนิ้วทั้งสอง กระบี่โบราณนั่นก็กลายสภาพเป็นแสงพุ่งเฟี้ยวกลับเข้าไปในแขนเสื้อ

พอข้อห้ามถูกปลด คนในห้องก็กลับมาขยับตัวได้อีกครั้ง

ชายหัวเกรียนสวมเสื้อหนังที่นั่งอยู่ตรงที่นั่ง พอเห็นสถานการณ์ก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ถึงระดับพลังของเขาจะมองการประลองเวทเมื่อกี้ไม่ออก แต่ก็พอดูออกว่าฝั่งตัวเองเสียเปรียบเข้าให้แล้ว

ทันทีที่แรงกดดันบนร่างหายไป เขาก็รีบลุกขึ้นโค้งคำนับเป็นอันดับแรก "ขอโทษครับ! หัวหน้าหวัง! เมื่อกี้ข้าดื่มหนักไปหน่อย เลยหน้ามืดตามัว ขอโทษจริงๆ ครับ!"

"มาขอโทษอะไรข้า?" หวังโส่วไฉตวัดสายตามอง "เจ้าไปทำตัวทรามใส่ใคร ก็ไปขอโทษคนนั้นสิ"

ชายหัวเกรียนคนนั้นเลยเดินออกไปโค้งคำนับแจกจ่ายรอบวง ถึงค่อยกลับมาอย่างว่านอนสอนง่าย

"อืม" หวังโส่วไฉถึงได้พูดอย่างพอใจ "ข้าไม่รู้หรอกนะว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้ามีสันดานยังไง แต่ในเมืองเจียงเฉิงจะทำอะไรก็ทำไป ขอแค่อย่าผิดกฎหมายก็พอ"

พูดจบ เขาก็หันหลังเอามือไพล่หลังเดินจากไป เยว่เหวินก็เดินตามก้นเขาออกไป

เซียวฉู่เป่ยยืนมองแผ่นหลังของเยว่เหวินอยู่ข้างหลัง สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงน เหมือนกำลังใช้ความคิด

วัยรุ่นอีกคนข้างๆ ขยับเข้ามาใกล้ "โทษทีนะลูกพี่เซียว ที่เกิดเรื่องวุ่นวายแบบนี้ พรุ่งนี้เปลี่ยนที่ใหม่ เดี๋ยวข้าเลี้ยงพาไปเที่ยวให้หนำใจเลย"

"ไม่เป็นไร" เซียวฉู่เป่ยส่ายหน้าตอบ "พรุ่งนี้ข้านัดตั้งทีมออกไปเขตแดนรกร้างแล้ว ไว้รอข้ากลับมาก่อนแล้วกัน"

"โอ้โห!" คนรอบข้างพากันอุทานด้วยความทึ่ง "ลูกพี่เซียวออกไปลุยในเขตแดนรกร้างได้แล้วเหรอเนี่ย? โคตรเก่งเลย!"

คนข้างๆ ที่รู้เรื่องก็ช่วยคุยโวแทนเขา "เฮอะ พวกเจ้าถ้ารู้ว่าลูกพี่เซียวไปกับใครล่ะก็ ต้องซูฮกให้จนหัวทิ่มพื้นแน่! รู้จักเจ๊เหยาไหมล่ะ?"

"ว้าว!" คราวนี้เสียงบูชาเทิดทูนยิ่งดังระงม

"เจ๊เหยาบาร์ความฝันคนนั้นน่ะเหรอ? ลูกพี่เซียวเพิ่งมาถึงเมืองเจียงเฉิง ก็สอยนางมาได้แล้วเรอะ?"

"นั่นมันเทพธิดาของข้าเลยนะโว้ย!"

"อย่าพูดซี้ซั้ว" เซียวฉู่เป่ยโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ "ก็แค่คู่หูที่ออกไปเขตแดนรกร้างด้วยกันเท่านั้นแหละ"

ส่วนหวังโส่วไฉในจังหวะที่หันหลังกลับ สีหน้าก็ฉายแววโล่งอกแวบหนึ่งอย่างยากจะสังเกตเห็น

เมื่อกี้เขาเกือบจะโดนเซียวฉู่เป่ยหักหน้าอยู่รอมร่อแล้ว โชคดีที่เยว่เหวินลงมือช่วย กดเซียวฉู่เป่ยไว้ได้ทันก่อนที่เขาจะหมดท่า

เพียงแต่หลังจากโล่งอก หวังโส่วไฉก็ยังมีความสงสัยอยู่บ้าง

ไอ้หนุ่มที่ไม่รู้หัวนอนปลายเท้านั่นเก่งกว่าเขาก็ช่างมันเถอะ แต่เยว่เหวินที่รู้อยู่เต็มอกว่าเพิ่งจะทะลวงผ่านขั้นพลังปราณคุ้มกายมาได้ไม่นาน นี่ก็แกร่งกว่าเขาด้วยงั้นรึ?

ไม่มั้ง?

ถึงแม้พรสวรรค์ของเขาจะตันอยู่แค่ขั้นพลังปราณคุ้มกาย แต่หลายปีมานี้ก็อาศัยความอดทนบากบั่นจนขยับมาถึงขั้นพลังปราณคุ้มกายระดับกลางได้สำเร็จ นั่นก็พิสูจน์แล้วว่าพลังปราณคุ้มกายระดับกลางของเขาแน่นปึ้กแค่ไหน

เยว่เหวินเพิ่งทะลวงขั้นพลังปราณคุ้มกายมาได้ไม่นาน เรื่องนี้ชัวร์ป้าบ ถ้าแกร่งกว่าเขา งั้นก็เป็นไปได้แค่อย่างเดียวคือคุณภาพปราณคุ้มกายของเยว่เหวินมันเหนือล้ำกว่าเขาแบบสุดกู่—

แต่มันก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนอิสระในเมืองเจียงเฉิง จะไปเอาเคล็ดวิชาและวัตถุดิบเซียนระดับท็อปมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?

หวังโส่วไฉเชื่อมั่นในพรสวรรค์และฝีมือของเยว่เหวินมาตลอด แต่นั่นมันก็ต้องตั้งอยู่บนตรรกะของความเป็นจริงสิ ถ้าเยว่เหวินเพิ่งทะลวงขั้นแล้วเก่งกว่าเขาขนาดนั้น มันชักจะผิดปกติเกินไปหน่อยแล้ว

เขาเปลี่ยนความคิดอีกรอบ หรือว่า—จะเป็นไอ้เซียวฉู่เป่ยนั่นที่ผลาญปราณคุ้มกายไปจนหมดก๊อกเพื่อต่อต้านเขา พอเยว่เหวินลงมือปุ๊บก็เลยกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้หลังอูฐหักพอดี

คิดแบบนี้ค่อยดูสมเหตุสมผลขึ้นมาหน่อย

เดินออกมาได้ไม่กี่ก้าว ผู้จัดการร้านก็วิ่งตามมา "หัวหน้าหวัง ขอบคุณทั้งสองท่านมากที่ยื่นมือเข้าช่วย อาหารมื้อนี้ทางร้านเราขอเป็นเจ้ามือเองแล้วกันครับ วันหลังถ้าทั้งสองท่านมาร้านเราอีก จะลดราคาให้เป็นพิเศษตลอดเลยครับ"

"—" หวังโส่วไฉตีหน้าขรึมเคร่งครัด "ไม่ต้องเกรงใจขนาดนั้นหรอก"

"ต้องเกรงใจสิครับ" ผู้จัดการละล่ำละลัก "ถ้าวันนี้ไม่ได้หัวหน้าหวัง ข้าก็ไม่รู้จริงๆ ว่าเรื่องมันจะจบยังไง"

หลังจากเล่นตัวปฏิเสธอยู่หลายรอบ หวังโส่วไฉก็ทำเป็นจำใจยอมตกลงกินฟรี

เดินกลับมาที่ห้องส่วนตัว พอปิดประตูเสร็จ เขาก็หัวเราะเจ้าเล่ห์ออกมา "รู้หรือยังว่าทำไมเรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ ข้าถึงต้องลงมือเอง?"

เยว่เหวินชูนิ้วโป้งให้ "แน่นอนว่าเพราะพี่หวังเกลียดความชั่วเข้าไส้ยังไงล่ะ"

พอนั่งลง หวังโส่วไฉมองไปบนโต๊ะ มันก็ยังคงว่างเปล่าเหมือนเดิม จ้าวซิงเอ๋อร์กับฉีเตี่ยนสองคนนั่งตัวตรงรออยู่ริมโต๊ะ กะพริบตาปริบๆ ดูทำตัวเรียบร้อยน่ารักสุดๆ

หวังโส่วไฉเลยเรียกพนักงานเสิร์ฟมาอีกรอบ "อาหารที่ข้าเพิ่งสั่งไปเมื่อกี้ ยกมาเสิร์ฟได้เลย"

"หืม?" พนักงานเสิร์ฟทำหน้างง "เสิร์ฟไปหมดแล้วนี่คะ!"

คืนนั้น หวังโส่วไฉที่กำลังนั่งซดบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปอยู่ที่บ้านก็ส่งข้อความหานักพรตจื่อกวง

"ท่านนักพรต การทาบทามล้มเหลวอีกรอบแล้วครับ"

"ข้าอธิบายไปแล้วนะว่าได้เป็นศิษย์ในนามของท่าน ได้ทรัพยากรสนับสนุนจากกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติ แถมยังจะพิจารณาเลื่อนขั้นให้เป็นหัวหน้าหน่วยก่อนใครเพื่อนด้วย"

"แต่หมอนั่นหัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอม ไม่อยากโดนผูกมัด อยากอยู่กับพวกเพื่อนๆ มากกว่า"

"ตอนนี้ข้ารู้สึกว่า ถ้าดึงตัวไอ้เด็กนี่มาไม่ได้ สาขาเราต้องเสียผลประโยชน์แน่ๆ แต่ว่า—ถ้าดึงตัวไอ้เด็กนี่มาได้ มันก็อาจจะเป็นหายนะของสาขาเราเหมือนกันนะ!"

หลังจากวางมือถือลง เขากำลังคีบบะหมี่เข้าปากกินอย่างเคียดแค้น ก็ได้ยินเสียงมือถือสั่น

เขานึกว่านักพรตจื่อกวงตอบกลับมาแล้ว ผลปรากฏว่าพอหยิบมือถือขึ้นมาดู

"AAA ผู้ดูแลสำนักงานผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่: พี่หวัง ขอยืมเงินสักหมื่นหยวนได้ไหม? รีบใช้น่ะ"

จบบทที่ บทที่ 102 เสิร์ฟไปหมดแล้ว

คัดลอกลิงก์แล้ว