- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 98 แม่?
บทที่ 98 แม่?
บทที่ 98 แม่?
บทที่ 98 แม่?
ตระกูลหูคือตระกูลอันดับหนึ่งแห่งเมืองเจียงเฉิงอย่างไม่ต้องสงสัย อิทธิพลของพวกเขากระจายไปทั่วทั้งเขตเมืองหลักและเมืองบริวาร ครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท
แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสำนักเสวียนเฟิงซึ่งเป็นสำนักเซียนอันดับหนึ่ง แต่ละรุ่นมีศิษย์แค่หยิบมือเดียว เอาแต่หมกตัวบำเพ็ญเพียรอยู่บนเขา ธุรกิจเล็กๆ น้อยๆ ตีนเขาก็มีไว้แค่หาเงินมาซื้อของวิเศษบำรุงศิษย์บนเขาเท่านั้น
ถึงคนในสำนักจะเก่งกาจแค่ไหน แต่ก็ไม่เคยคิดจะขยายอำนาจเลยสักนิด
ส่วนตระกูลหูกลับเดินคนละเส้นทาง พวกเขามุ่งมั่นที่จะแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วทุกซอกทุกมุมและทุกวงการธุรกิจในเมืองเจียงเฉิง ถึงจะไม่ถึงขั้นปิดแผ่นฟ้าด้วยมือข้างเดียว แต่ก็เรียกได้ว่ามีเส้นสายอยู่ทุกที่ หยั่งรากลึกฝังแน่นอยู่ในทุกอณูของเมืองเจียงเฉิง
ตอนแรกฉีเตี่ยนยังสงสัยอยู่เลยว่า ทำไมแก๊งมาเฟียท้องถิ่นในเมืองหมายเลขเจ็ดถึงทำให้พวกผู้อาวุโสในสำนักเกรงใจได้ เพิ่งจะมาถึงบางอ้อก็ตอนนี้แหละ คงเป็นเพราะพวกผู้อาวุโสรู้ระแคะระคายอยู่แล้วว่าแก๊งสามปลามีตระกูลหูหนุนหลังอยู่ เลยไม่อยากยื่นมือเข้าไปยุ่ง
จะว่าไปก็ไม่แปลกหรอก ขนาดหัวหน้าหน่วยของกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติยังแหยงเลย นับประสาอะไรกับสำนักหลินเจียง
"แก๊งสามปลากับสำนักผูตู้ร่วมมือกันตั้งสถาบันวิจัยนรกนี่ขึ้นมาทดลองมนุษย์อย่างผิดกฎหมาย หลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ ยังไงก็ต้องโดนกวาดล้างแน่นอน แต่ด้วยนิสัยการทำงานของพวกมัน หลักฐานที่ทิ้งไว้คงไม่สาวไปถึงตัวการใหญ่หรอก" ฟางชิงชางอธิบายต่อ "อย่างมากสำนักผูตู้ก็แค่ตัดหางปล่อยวัดสาขาในเจียงเฉิง ส่วนตระกูลหูก็แค่ถีบหัวส่งแก๊งสามปลา การจะถอนรากถอนโคนสองขั้วอำนาจใหญ่นี้ คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในเร็วๆ นี้ หวังว่าพวกเจ้าจะเข้าใจนะ"
"ข้าเข้าใจ" เยว่เหวินพยักหน้ารับ "แค่กวาดล้างที่นี่ แล้วช่วยทุกคนออกไปได้ก็พอแล้ว"
ถึงท่านนักพรตจื่อกวงจะย้ายมาจากที่อื่น มีห้าสำนักเซียนใหญ่หนุนหลัง แถมตัวเองก็เก่งกาจระดับเทพ แต่การจะงัดกับเจ้าถิ่นที่มีเส้นสายโยงใยไปทั่ว ก็คงต้องเหนื่อยหน่อยล่ะ
เรื่องระดับบิ๊กๆ ของเมืองเจียงเฉิงแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ดูแลสำนักงานเล็กๆ อย่างเขาจะเข้าไปสอดรู้สอดเห็นได้หรอก
แค่กลับไปแล้วคอยระวังตัวไม่ให้ตระกูลหูตามมาเช็คบิลก็พอแล้ว
"ถ้าไม่ได้เกรงใจ... หึ เอาเป็นว่าพวกเจ้าวางใจได้ ตราบใดที่ท่านนักพรตจื่อกวงยังอยู่เมืองเจียงเฉิง จะไม่มีทางปล่อยให้พวกแมลงสาบพวกนี้ผงาดขึ้นมาได้เด็ดขาด" ฟางชิงชางชะงักคำพูดไปนิดหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนน้ำเสียงเป็นหนักแน่น "ขอแค่หาหลักฐานเจอ ข้าจะเป็นคนแรกที่ชักกระบี่ออกมากวาดล้างพวกมันเอง!"
พูดจบ เขาก็เดินเข้าไปบัญชาการลูกน้องให้ตรวจค้นสถาบันวิจัยอย่างละเอียด
เยว่เหวินพยุงฉีเตี่ยนเดินออกมาพลางถามด้วยความสงสัย "ไม่รู้ว่าเมื่อกี้เขาจะพูดอะไร ตระกูลหูนี่มีอะไรพิเศษรึ"
"เรื่องนี้ข้าพอจะเคยได้ยินมาบ้าง" ฉีเตี่ยนกระซิบตอบ "ตระกูลหูเป็นคนดูแลหอสยบจิ้งจอกน่ะ ซึ่งมันสำคัญกับเมืองเจียงเฉิงมาก"
"หอสยบจิ้งจอกรึ" เยว่เหวินเลิกคิ้ว "ไอ้หอที่อยู่ชานเมืองหมายเลขเจ็ดนั่นน่ะนะ"
แถวชานเมืองหมายเลขเจ็ดมีสถานที่ชื่อนี้อยู่จริงๆ แต่บริเวณนั้นเป็นสวนส่วนบุคคล ห้ามคนนอกเข้าเด็ดขาด
"ข้าเคยได้ยินพวกผู้อาวุโสในสำนักเล่าถึงประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งของเมืองเจียงเฉิงน่ะ" ฉีเตี่ยนเริ่มเล่า
"เล่ากันว่าในยุคแรกเริ่มที่เกิดภัยพิบัติพลังปราณ เมืองเจียงเฉิงเคยถูกปีศาจจิ้งจอกตัวหนึ่งยึดครอง มันตั้งฉายาให้ตัวเองว่า 'เจ้าแม่จิ้งจอกเซียน' บังคับให้คนทั้งเมืองส่งเด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงไปสังเวยให้มันทุกเดือน"
เยว่เหวินไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อนเลย
ถึงเขาจะเป็นคนเจียงเฉิงแต่กำเนิด แต่ก็ไม่ได้แก่ขนาดจะรู้เรื่องราวเมื่อห้าร้อยกว่าปีก่อนหรอกนะ
แต่เขาก็พอจะเคยเรียนมาบ้างว่า ในช่วงร้อยปีแรกที่เกิดภัยพิบัติพลังปราณ ผู้คนต่างก็ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดกันอย่างยากลำบาก ตอนนั้นผู้ฝึกตนฝ่ายมนุษย์ยังมีน้อยและอ่อนแอมาก หลายคนจึงจำใจต้องกราบไหว้บูชาพวกปีศาจและสิ่งชั่วร้าย
ปีศาจบางตัวหวงถิ่นมาก คิดว่านี่คืออาณาเขตของตัวเอง ก็เลยไม่ยอมให้สิ่งชั่วร้ายอื่นเข้ามาเพ่นพ่าน ส่วนกับมนุษย์ในอาณาเขตตัวเอง มันก็จะใจดีด้วยหน่อย
ขอแค่มันช่วยคุ้มครองให้รอดพ้นจากสิ่งชั่วร้ายตัวอื่น ไม่ให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ต่อให้ต้องส่งเครื่องสังเวยให้ทุกวัน ผู้คนก็ต้องกัดฟันทน
ในยุคนั้น บนโลกมนุษย์มีสิ่งชั่วร้ายที่ถูกกราบไหว้บูชาแบบนี้อยู่เต็มไปหมด
เมืองใหญ่บูชาปีศาจตัวเป้ง หมู่บ้านเล็กบูชาปีศาจตัวจ้อย ยังไงก็ต้องหาที่พึ่งพิงไว้ก่อน
ต่อมา เมื่อกองกำลังผู้ฝึกตนฝ่ายมนุษย์แข็งแกร่งขึ้น และได้คัมภีร์เซียนมาจากตำหนักมังกรสี่สมุทร แสงสว่างก็กลับคืนสู่โลกมนุษย์อีกครั้ง
แต่พวกปีศาจและสิ่งชั่วร้ายพวกนี้ก็ยังหวงถิ่น ไม่ยอมจากไปง่ายๆ
มนุษย์ต้องใช้เวลาอยู่นานกว่าจะขับไล่พวกมันไปได้จนหมด
"ตอนนั้น ตระกูลหูนี่แหละที่เป็นคนรับหน้าที่ทำพิธีสังเวยให้เจ้าแม่จิ้งจอกเซียน พวกเขาเป็นคนกลางคอยประสานงานระหว่างปีศาจจิ้งจอกกับคนทั้งเมือง ทั้งยืมพลังปีศาจจิ้งจอกมาปกป้องชาวเมือง แล้วก็คอยเจรจาให้มันทำร้ายชาวเมืองให้น้อยที่สุด"
"พอพวกผู้ฝึกตนฝ่ายมนุษย์เริ่มยึดพื้นที่คืน จนบุกมาถึงมณฑลเทียนเป่ย ปีศาจจิ้งจอกตัวนี้ก็ไม่ยอมถอย เกิดการปะทะกันหลายครั้ง ปีศาจจิ้งจอกตัวนี้อิทธิฤทธิ์ร้ายกาจมาก ผู้ฝึกตนที่ถูกส่งมาปราบต่างก็พ่ายแพ้กลับไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า สุดท้ายก็เป็นตระกูลหูนี่แหละที่ยื่นมือเข้ามาช่วยผู้ฝึกตนผนึกปีศาจจิ้งจอกไว้ในหอสยบจิ้งจอกได้สำเร็จ ในศึกครั้งนั้นตระกูลหูสร้างความดีความชอบไว้ใหญ่หลวง เลยได้รับมอบหมายให้เป็นคนดูแลหอสยบจิ้งจอก ว่ากันว่าผนึกนั่นต้องใช้เวลาถึงสามร้อยปีในการหลอมละลายปีศาจจิ้งจอกให้สิ้นซาก ซึ่งก็น่าจะใกล้ครบกำหนดเต็มทีแล้วล่ะ"
"อย่างนี้นี่เอง..." เยว่เหวินพยักหน้าเข้าใจ
หมายความว่าถ้าตระกูลหูโดนต้อนให้จนตรอก ก็อาจจะปลดปล่อยมหาปีศาจที่เคยยึดครองเมืองเจียงเฉิงออกมางั้นสิ?
ขณะที่เขากำลังจะพาฉีเตี่ยนไปซ้อนท้ายรถมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันจิ๋วที่จอดอยู่ไกลๆ ฟางชิงชางก็วิ่งตามออกมาอีก
"ลูกน้องข้าบอกว่ามีตัวทดลองคนหนึ่งถูกเพื่อนพวกเจ้าพาตัวไปรึ" ฟางชิงชางถาม "รู้ไหมว่าอยู่ที่ไหน"
เยว่เหวินชูโทรศัพท์มือถือขึ้นมาแกว่งไปมา "รู้สิ เดี๋ยวพวกเราจะพากลับไปส่งให้เอง"
หลังจากจ้าวซิงเอ๋อร์พาหลินชิวเซิงหนีออกมาจากสถาบันวิจัย นางก็กำลังลังเลอยู่ว่าจะพากลับไปสำนักงานก่อน หรือจะพาไปรักษาตัวดี
แต่จู่ๆ หลินชิวเซิงที่บาดเจ็บสาหัสก็บอกว่าอยากจะไปที่ที่หนึ่งก่อน
พอเห็นท่าทางจริงจังของเขา จ้าวซิงเอ๋อร์ก็เลยยอมพาไป แล้วก็ส่งข้อความบอกเยว่เหวิน
"หลินชิวเซิงอยากกลับบ้าน"
ตอนที่เยว่เหวินขับรถตามโลเคชันมาถึง ทั้งสองคนก็เพิ่งจะมาถึงได้ไม่นาน
ที่นี่เป็นย่านชุมชนเก่าแก่ห่างไกลจากใจกลางเมือง มีบ้านชั้นเดียวปลูกสร้างด้วยอิฐแดงหลังคาหระเบื้องสีเขียวเรียงรายสลับกับกำแพงรั้ว เวลาเช้าตรู่แบบนี้ ควันไฟจากการทำอาหารเริ่มลอยกรุ่นขึ้นมาจากปล่องไฟเก่าๆ ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
หลินชิวเซิงนั่งยองๆ อยู่บนเนินดินนอกกำแพง ทอดสายตามองเข้าไปยังบ้านอิฐหลังเล็กๆ ในรั้ว
ผ่านกระจกหน้าต่างที่มัวหมอง จะเห็นหญิงวัยกลางคนร่างผอมบาง ผมหงอกขาวประปราย กำลังยืนล้างจานอยู่ในครัวเงียบๆ
ดูท่าทางแกจะเหนื่อยล้าเต็มทน แต่ทุกท่วงท่ากลับแฝงไปด้วยพลังอันแข็งแกร่งแปลกๆ
ราวกับว่าแกอยากจะรีบจัดการงานบ้านจุกจิกตรงหน้าให้เสร็จๆ ไป เพราะยังมีเรื่องสำคัญกว่ารอให้แกไปทำอยู่
"คิดถึงแม่ล่ะสิ"
เยว่เหวินเดินเข้ามาตบไหล่หลินชิวเซิงเบาๆ จากข้างหลัง ตอนนี้ตัวเขาเต็มไปด้วยขนจิ้งจอกนุ่มฟู สัมผัสแล้วนุ่มมือดีชะมัด
"ท่านเยว่" หลินชิวเซิงลุกขึ้นโค้งคำนับ เขาคงรู้เรื่องราวของพวกเยว่เหวินจากจ้าวซิงเอ๋อร์ระหว่างทางมาแล้ว "ขอบคุณมากที่ช่วยชีวิตข้าไว้..."
"ไม่ต้องเกรงใจหรอก" เยว่เหวินโบกมือปัด ก่อนจะถามต่อ "ทำไมไม่เข้าไปล่ะ"
"ข้า... ข้ากลัวแม่จะตกใจน่ะ" หลินชิวเซิงยิ้มเยาะตัวเอง "สภาพข้าแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะกลัวว่าจะไม่มีโอกาสได้เจอแม่อีก ข้าก็คงไม่กลับมาหรอก"
พอกลับมาถึงหน้าบ้าน ความเป็นมนุษย์ในตัวเขาก็ดูจะกลับมาเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ตอนที่คุยกัน ไม่หลงเหลือความเป็นสัตว์ประหลาดให้เห็นเลยสักนิด
"เจ้าต้องได้เจอแม่อีกแน่" เยว่เหวินปลอบใจ "สถาบันวิจัยนั่นโดนทลายไปแล้ว ตัวทดลองคนอื่นๆ ก็ถูกกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติรับตัวไปรักษา เดี๋ยวพวกเราก็จะพาเจ้าไปส่งเหมือนกัน รักษาหายเมื่อไหร่ก็กลับบ้านได้แล้ว"
"รักษาเหรอ..." หลินชิวเซิงยกมือขึ้นมาดู "ถ้าหายแล้ว พลังพวกนี้ก็จะหายไปด้วยใช่ไหม"
"ยังเสียดายอยู่อีกรึ" เยว่เหวินถาม
หลินชิวเซิงถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ยุคสมัยนี้ มีแต่พลังเท่านั้นแหละถึงจะลืมตาอ้าปากได้"
ตอนนั้นที่เขายอมตกหลุมพรางของสถาบันวิจัย ก็เพราะความอยากมีพลังนี่แหละ พอรู้ตัวว่าโอกาสสำเร็จมันไม่ได้สูงอย่างที่พวกมันเป่าหู ก็สายไปเสียแล้ว
เยว่เหวินเบือนหน้ามองก้อนเมฆสีหม่นบนท้องฟ้า พลางถามด้วยน้ำเสียงชวนคิด "แล้วสรุปเจ้าอยากลืมตาอ้าปาก หรืออยากช่วยแม่ล้างจานกันแน่"
สุดท้ายหลินชิวเซิงก็ไม่กล้าเข้าไปสู้หน้าแม่ แต่ขอร้องให้พวกเยว่เหวินเข้าไปทักทายแทน เพื่อให้แม่สบายใจขึ้นบ้าง
เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์เดินไปเคาะประตูบ้านอิฐหลังนั้นเบาๆ
"ใครคะ? เอ่อ... พวกคุณเป็นใครรึคะ"
คุณแม่หลินวิ่งหน้าตื่นออกมาเปิดประตู พอเห็นหน้าคนแปลกหน้าสองคน แววตาของแกก็หม่นลงทันที
"สวัสดีครับคุณป้าหลิน ผมเป็นผู้ดูแลสำนักงานผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่ครับ" เยว่เหวินยิ้มแย้มทักทายพลางยื่นนามบัตรให้ "ผมชื่อเยว่เหวินครับ"
จ้าวซิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็แนะนำตัว "ข้าชื่อจ้าวซิงเอ๋อร์ เป็นผู้ช่วยสำนักงานค่ะ"
"พวกคุณ..." คุณแม่หลินมองเยว่เหวินสลับกับจ้าวซิงเอ๋อร์ "ป้าไม่ซื้ออาหารเสริมหรอกนะ"
"เราไม่ได้มาขายอาหารเสริมครับ" เยว่เหวินหัวเราะ "ลูกชายคุณป้า หลินชิวเซิง ฝากพวกเรามาบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงเขาน่ะครับ"
"หา?" สีหน้าคุณแม่หลินเปลี่ยนเป็นร้อนรนทันที "เจอลูกชายป้าแล้วเหรอ"
"ใช่ครับ คดีฆาตกรรมนั่นสืบสวนจนกระจ่างแล้วว่าไม่เกี่ยวกับเขาเลย" เยว่เหวินตอบ "แต่พอดีเขามีธุระด่วนต้องไปต่างเมือง อีกพักใหญ่เลยกว่าจะกลับมาได้ เขามาบอกคุณป้าด้วยตัวเองไม่ได้ แถมโทรศัพท์ก็ดันมาหายอีก เลยวานให้พวกเรามาบอกแทนครับ"
"ไม่จริง คุณกำลังโกหกป้า" คุณแม่หลินจ้องหน้าเยว่เหวินเขม็ง แววตาดุดันราวกับแม่เสือที่กำลังตามหาลูก
แกเค้นเสียงถามอย่างเกรี้ยวกราด "ลูกชายป้าหวงของทุกชิ้นที่ป้าซื้อให้มาก ไม่มีทางทำโทรศัพท์หายเด็ดขาด นอกจากจะโดนปล้น! บอกป้ามาเดี๋ยวนี้ ว่าลูกชายป้าเกิดเรื่องอะไรขึ้น!"
"เอ่อ..." เยว่เหวินถึงกับไปไม่เป็น
ไม่นึกเลยว่าสัญชาตญาณความเป็นแม่จะเฉียบคมขนาดนี้ เรื่องสถาบันวิจัยยังเปิดเผยไม่ได้ เขาต้องรีบแต่งเรื่องที่ทั้งทำให้แกสบายใจและล้มเลิกความคิดที่จะออกตามหาหลินชิวเซิงในตอนนี้ให้ได้
คนเป็นแม่ในเวลาแบบนี้มักจะจับผิดเก่งเป็นพิเศษ เขาต้องหาข้ออ้างที่เนียนและรัดกุมกว่านี้...
ขณะที่กำลังใช้ความคิด จู่ๆ จ้าวซิงเอ๋อร์ก็โพล่งขึ้นมาว่า "เขาใส่วิกผมกะจะปลอมตัวแอบเข้าไปถ้ำมองในห้องอาบน้ำหญิง แต่ดันโดนจับได้ ด้วยความตกใจก็เลยคว้าเสื้อขนมิงค์ของคนอื่นมาใส่แล้ววิ่งหนีเตลิดเปิดเปิง ระหว่างทางดันไปสะดุดล้มทับศพเหยื่อคดีฆาตกรรมต่อเนื่องในโรงเรียนเข้า เขาคิดว่าเลือดบนศพเป็นซอสมะเขือเทศที่ตัวเองทำหกใส่ เลยพยายามผายปอดให้ศพ แต่ศพไม่ตอบสนอง เขาก็เลยตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ พอมีคนวิ่งมา เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้ใส่อะไรเลยนอกจากเสื้อขนมิงค์ เลยมุดลอดช่องหมาลอดหนีออกนอกโรงเรียนไป พอโผล่ออกมาก็โดนเทศบาลจับหมาจรจัดใช้ห่วงคล้องคอจับตัวไป พวกนั้นเห็นเขาพูดภาษาคนได้ ก็นึกว่าเป็นปีศาจจำแลงร่างมา เลยส่งตัวมาให้สำนักงานเราจัดการต่อ..."
"..." เยว่เหวินฟังจ้าวซิงเอ๋อร์พ่นน้ำไหลไฟดับแล้วถึงกับตาค้าง ไม่กล้าปริปากพูดอะไรแทรกเลยสักคำ
นี่มันจะหลุดโลกเกินไปแล้ว!
ข้าอุตส่าห์กำลังคิดหาข้ออ้างที่เนียนๆ อยู่ เจ้าดันพ่นเรื่องแต่งสดๆ ร้อนๆ ออกมาเป็นฉากๆ แบบนี้เนี่ยนะ?
ใครมันจะไปเชื่อเรื่องพรรค์นี้ฟะ!
"..."
คุณแม่หลินเองก็ฟังจนตาค้าง พูดไม่ออกไปพักใหญ่ ผ่านไปครู่หนึ่ง แกถึงได้ถามขึ้นมาว่า "แล้วตอนนี้เขา... อยู่ที่สำนักงานของพวกคุณเหรอ"
เชื่อด้วยแฮะ?!
เยว่เหวินคิ้วขมวดเข้าหากันเป็นปม เริ่มสับสนกับตรรกะความสมเหตุสมผลของโลกใบนี้ซะแล้ว
จ้าวซิงเอ๋อร์ตีหน้าตายเล่าต่อ "พอมาถึงสำนักงาน ตอนแรกเราก็กะจะให้เขาค้างคืนนึงแล้วค่อยส่งกลับโรงเรียน แต่หมอนี่มันสันดานเสียไม่เลิก ดันแอบมาถ้ำมองข้าตอนอาบน้ำอีก หมาดุที่สำนักงานเราเห็นมันทำตัวลับๆ ล่อๆ เลยแปลงร่างเป็นหมาเหล็กไซบอร์กเข้าไปขย้ำมันซะปางตาย ข้าโมโหจัดเลยส่งมันให้ตำรวจไปแล้ว เพราะงั้นตอนนี้มันเลยต้องไปนอนซังเตพร้อมกับรักษาตัวไปด้วย... ถ้าป้าอยากไปเยี่ยม ก็คงต้องรออีกสักพักใหญ่ๆ นู่นแหละ"
วกกลับมาเรื่องเดิมจนได้สินะ?
เยว่เหวินถึงกับหมดคำจะพูดกับจ้าวซิงเอ๋อร์
"ที่พูดมานี่เรื่องจริงเหรอ" คุณแม่หลินมองหน้าจ้าวซิงเอ๋อร์อย่างตกตะลึง "งั้น... งั้นป้าขอคุยโทรศัพท์กับเขาสักหน่อยได้ไหม"
"ได้สิครับ" เยว่เหวินพยักหน้า หยิบโทรศัพท์ของจ้าวซิงเอ๋อร์ขึ้นมากดโทรหาเบอร์ตัวเอง
โทรศัพท์ของเขาอยู่กับหลินชิวเซิงที่แอบซุ่มอยู่ไกลๆ เพื่อให้สองแม่ลูกได้คุยกันนั่นแหละ
แต่ในสถานการณ์แบบนี้...
เอาเถอะ
ปล่อยให้สองแม่ลูกคุยกันเองก็แล้วกัน
สัญญาณดังขึ้นแค่ครั้งเดียวปลายสายก็กดรับ เยว่เหวินยื่นโทรศัพท์ให้คุณแม่หลิน แกรับมาด้วยมือสั่นเทา เสียงทุ้มต่ำดังลอดมาจากปลายสาย
หลินชิวเซิงที่แอบมองอยู่ไกลๆ น้ำตาคลอเบ้า "แม่..."
คุณแม่หลินเงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะตวาดแหวใส่โทรศัพท์อย่างเกรี้ยวกราด "ไอ้ลูกเนรคุณ! แม่พร่ำสอนแกมาตั้งแต่เด็กว่าคนเราเกิดมาจนได้ แต่ห้ามทำผิดกฎหมายเด็ดขาด ต้องทำตัวให้สง่าผ่าเผย ไม่นึกเลยว่าแกจะโตมาเป็นไอ้โรคจิตวิปริตแบบนี้! ต่อให้แกรักษาตัวหายแล้วก็ไม่ต้องกลับมาให้ฉันเห็นหน้าอีก! ฉันไม่มีลูกอย่างแก! ไปตายซะไป๊!"
เสียงของหลินชิวเซิงฟังดูสับสนงุนงงสุดขีด "แม่?"