- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 92 ช่วยข้าด้วย
บทที่ 92 ช่วยข้าด้วย
บทที่ 92 ช่วยข้าด้วย
บทที่ 92 ช่วยข้าด้วย
อากาศช่วงใกล้เดือนสิบสองเริ่มหนาวเหน็บ ภายในห้องเปิดระบบทำความร้อนที่พื้นจนอุ่นสบาย
เดิมทีเยว่เหวินเคยคิดว่า ไหนๆ ก็เป็นผู้ฝึกตนกันหมด ปีนี้งดจ่ายค่าฮีตเตอร์สักปีก็คงไม่เป็นไร จะได้ประหยัดเงินไปได้อีกก้อน แต่พอมาคิดดูอีกที ตัวเองหนาวน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ถ้าปล่อยให้ลูกค้ามานั่งหนาวสั่นคงดูไม่จืดแน่
ฉีเตี่ยนยังคงสวมชุดฝึกยุทธ์สีขาวชุดเดิม ผมหน้าม้าปรกหน้าผากเฉียงๆ พร้อมใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาตามแบบฉบับศิษย์สำนักธรรมะเป๊ะ
ทั้งสามคนนั่งล้อมวงกินอาหารเดลิเวอรีที่ฉีเตี่ยนเพิ่งสั่งมา
ความจริงเยว่เหวินตั้งใจจะเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารฉีเตี่ยนในมื้อนี้ แต่ฉีเตี่ยนดึงดันว่าคราวนี้เขามาขอความช่วยเหลือถึงสำนักงาน ยังไงเขาก็ต้องเป็นคนเลี้ยงให้ได้
เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์จึงจำใจต้องสละโอกาสทองในการสั่งเดลิเวอรีให้เขาไป
แล้วก็ต้องนั่งกินมื้อนี้ด้วยความปวดร้าวใจ
"เรื่องมันเป็นอย่างนี้" ฉีเตี่ยนเล่าไปกินไป "เมื่อสองวันก่อนตอนข้าออกลาดตระเวนหาเบาะแสมาร ข้าไปเจอคุณป้าคนหนึ่งดูน่าสงสารมากอยู่หน้าวิทยาลัยอาชีวะเมืองหมายเลขเจ็ด ลูกชายแกหายตัวไป ข้าว่าน่าจะเกี่ยวพันกับเรื่องสิ่งชั่วร้าย พอข้าลองสืบดูก็พบว่าเรื่องนี้ข้าคงจัดการคนเดียวไม่ได้ ข้าเลยกลับไปขอความช่วยเหลือจากคนในสำนัก แต่พอท่านอาจารย์ฟังจบ กลับสั่งห้ามข้าสอดมือเข้ายุ่งเด็ดขาด พวกศิษย์พี่ศิษย์น้องก็เลยไม่มีใครกล้ามาช่วยข้าเลย"
"เรื่องอะไรกัน" จ้าวซิงเอ๋อร์โพล่งถาม "น่ากลัวมากเหรอ"
"ตัวเรื่องน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ที่น่ากลัวคือมันไปโยงกับผู้มีอิทธิพลรายใหญ่ในเมืองหมายเลขเจ็ดน่ะสิ" ฉีเตี่ยนตอบ "แก๊งสามปลา"
"แก๊งสามปลา?!" เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์อุทานพร้อมกัน
จ้าวซิงเอ๋อร์ชะงักไปนิด ก่อนจะหันไปถามเยว่เหวิน "พวกแก๊งเลี้ยงปลาเหรอ"
"เจ้าไม่เคยได้ยินชื่อนี้ด้วยซ้ำ จะมาผสมโรงทำไมฮะ" เยว่เหวินกลอกตาใส่นาง
"ก็แหม ช่วยสร้างบรรยากาศไง" จ้าวซิงเอ๋อร์ยักไหล่
ฉีเตี่ยนขยับปากเหมือนอยากจะตบมุกกลับ แต่พอคิดว่ายังไม่ค่อยสนิทกับจ้าวซิงเอ๋อร์ แถมอีกฝ่ายเป็นผู้หญิง เขาเลยกลืนคำพูดลงคอไป
เยว่เหวินอธิบาย "แก๊งสามปลาเป็นแก๊งมาเฟียที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหมายเลขเจ็ด เป็นพวกที่ขึ้นมาอยู่บนดินแล้ว มีธุรกิจบังหน้าถูกต้องตามกฎหมายเพียบ ถ้าเทียบกับพวกนักเลงหัวไม้ที่ต้องคอยลักเล็กขโมยน้อยอยู่ใต้ดินอย่างแก๊งหัวเสือแล้ว พวกนั้นกลายเป็นเด็กอมมือไปเลย"
"ใช่ พวกมันนั่นแหละ" ฉีเตี่ยนเสริม "รายละเอียดเบื้องลึกข้าเองก็ยังไม่รู้แน่ชัด แต่เป็นไปได้สูงว่าจะมีเอี่ยวด้วย ถ้าพวกเจ้ากังวล ข้าก็จะไม่บังคับให้ช่วยหรอกนะ..."
"พี่ฉี พูดแบบนี้เห็นข้าเป็นคนอื่นคนไกลไปได้" เยว่เหวินหัวเราะร่วน "ระดับความสัมพันธ์ของพวกเราแล้ว พอพี่มีเรื่องเดือดร้อน ข้าจะทนดูดายได้ยังไงกัน"
นอกจากจะเห็นแก่ความเป็นเพื่อนกับฉีเตี่ยนแล้ว ตอนนี้เขากำลังร้อนเงิน ต้องการเงินสยบมารอย่างหนัก พอมีเคสสิ่งชั่วร้ายมาเสิร์ฟถึงที่ มีหรือที่เขาจะปฏิเสธ
จ้าวซิงเอ๋อร์กอดอกพูดขึ้นบ้าง "ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกันว่าไอ้พวกขายปลามันจะแน่สักแค่ไหน"
ฉีเตี่ยนเผยรอยยิ้มบางๆ "ข้ากะไว้แล้วเชียวว่าพวกเจ้าต้องไม่ทำให้ข้าผิดหวัง งั้นกินเสร็จแล้วเราไปดูลาดเลากันเถอะ"
กินมื้อเที่ยงเสร็จ ทั้งสามคนก็เดินออกจากสำนักงาน ฉีเตี่ยนทำท่าจะโบกมือเรียกแท็กซี่ แต่เยว่เหวินกดแขนเขาลงแล้วชี้ไปที่มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันจิ๋วของตัวเอง "ซ้อนรถข้าไปก็ได้"
"หา?" ฉีเตี่ยนทำหน้าเหวอ "ซ้อนสามเนี่ยนะ"
"ยัดต้าไป๋ไปด้วยอีกตัวก็ยังไหว" เยว่เหวินคุยโว
ไม่กี่นาทีต่อมา มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสีขาวคันจิ๋วก็แล่นฉิวทะลวงผ่านถนนสายที่พลุกพล่านที่สุดของเมืองหมายเลขเจ็ด มุ่งหน้าไปยังอาคารที่ดูเหมือนโรงเรียนแห่งหนึ่ง
จ้าวซิงเอ๋อร์นั่งหันข้างซ้อนท้ายเยว่เหวินเหมือนเคย มือข้างหนึ่งโอบเอวเขาไว้หลวมๆ เส้นผมบางปอยปลิวไสวออกมาจากใต้หมวกกันน็อก ส่วนเยว่เหวินก็นั่งหลังตรงแหน่ว ดูราวกับกระบี่คมกริบเล่มหนึ่ง ยิ่งหลังจากผ่านการใช้ไฟหลอมปราณคุ้มกายมาแล้ว แววตาและบุคลิกของเขาก็ยิ่งดูเฉียบขาดบาดลึก มองเห็นประกายตาวาวโรจน์ได้แต่ไกล
หนุ่มหล่อสาวสวยหน้าตาดีระดับท็อป ซ้อนท้ายกันรับลมแดดอุ่นๆ เส้นผมปลิวไสว ช่างเป็นภาพที่สวยงามราวกับหลุดออกมาจากซีรีส์วัยรุ่น
ทว่าภาพที่ขัดตาก็คือ ด้านหน้าเยว่เหวินดันมีชายหนุ่มอีกคนนั่งยองๆ กอดเข่าขดตัวอยู่
ถึงแม้เขาจะพยายามมุดหัวลงกับเข่าสุดชีวิต แต่ด้วยความที่ตัวสูงใหญ่ ครึ่งท่อนบนเลยดูเหมือนถูกเยว่เหวินกอดเอาไว้กลายๆ
มองเผินๆ เหมือนพ่อแม่วัยใสพาลูกชายออกไปแว้น — ใครนั่งหน้า คนนั้นแหละลูก
ด้วยความที่การรวมตัวกันครั้งนี้มันดูเจริญตาปนสยองขวัญ แถมยังเด่นสะดุดตาปนฮา ตลอดทางจึงมีแต่คนเหลียวหลังมองจนคอแทบเคล็ด
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาร้อนแรงที่จับจ้องมา ฉีเตี่ยนก็กระซิบเสียงแผ่ว "รู้งี้ข้านั่งแท็กซี่มาก็ดี"
"แท็กซี่มันจะซิ่งสู้สัตว์วิเศษอาชามังกรขาวของข้าได้ไง" เยว่เหวินหัวเราะลั่น
"เร็วน่ะมันก็เร็วอยู่หรอก แต่..." ฉีเตี่ยนยังคงกระซิบกระซาบ "ท่านี้มันน่าอายชะมัดเลย"
เยว่เหวินปลอบใจ "ไม่เป็นไรน่าพี่ฉี เดี๋ยวก็ชินไปเองแหละ"
เสียงฉีเตี่ยนเริ่มสูงขึ้น "แล้วทำไมข้าต้องมาทำตัวให้ชินกับเรื่องพรรค์นี้ด้วยฮะ"
จ้าวซิงเอ๋อร์เอื้อมมือจากข้างหลังมาตบหัวเขาแปะๆ "ใจเย็นๆ ทนอีกนิดเดี๋ยวก็ถึงแล้ว"
"อย่ามาลูบหัวข้าแบบนี้นะ!" ฉีเตี่ยนโวยวายเสียงดังกว่าเดิม "ทำแบบนี้คนอื่นยิ่งมองว่าเป็นครอบครัวพ่อแม่ลูกกันไปใหญ่"
"ครอบครัวพ่อแม่ลูกงั้นรึ" เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์ระเบิดหัวเราะออกมาพร้อมกัน บรรยากาศบนมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าคันจิ๋วเต็มไปด้วยความครื้นเครง
เยว่เหวินส่ายหัว "พี่ฉีคิดมากไปแล้ว ใครจะไปมองว่าพวกเราสองคนเป็นผัวเมียกัน อย่างมากก็แค่สองพ่อลูกใจดีให้ป้าข้างบ้านติดรถมาด้วยแค่นั้นแหละ"
จ้าวซิงเอ๋อร์โบกไม้โบกมือ "อย่างดีก็แค่คุณแม่เลี้ยงเดี่ยวสุดสวยพาลูกชายซ้อนท้ายวินมอเตอร์ไซค์เท่านั้นแหละ"
ฉีเตี่ยนแทบจะกุมขมับ "ไม่ว่าจะเป็นเวอร์ชันของใคร พวกเจ้าก็ไม่ปฏิเสธเลยใช่ไหมว่าข้าเหมือนลูกน่ะ"
โชคดีที่สัตว์วิเศษอาชามังกรขาววิ่งเร็วทันใจ ไม่ถึงสิบนาทีก็มาถึงจุดหมาย
"วิทยาลัยเทคนิคอาชีวศึกษาเมืองหมายเลขเจ็ด" เยว่เหวินจอดรถ
ที่นี่ถือเป็นวิทยาลัยอาชีวะชั้นนำแห่งหนึ่งของเมืองเจียงเฉิง โด่งดังเรื่องสาขาวิชาการจัดการคราบไคลบนผิวหนังมนุษย์ กับสาขาวิชาวิวัฒนาการกลิ่นพืชและสัตว์ภายใต้อุณหภูมิสูง อัตราการได้งานทำหลังเรียนจบสูงปรี๊ด
ฉีเตี่ยนรีบกระโดดลงจากรถอย่างทนไม่ไหว เขาชี้มือไปยังมุมถนนข้างหน้า "คุณป้าคนนั้นไง"
ท่ามกลางสายลมเย็นยะเยือก มีหญิงวัยกลางคนสวมเสื้อกันหนาวแบบบางๆ รูปร่างผอมซูบ ใบหน้ากร้านโลก เส้นผมหงอกขาวประปราย ดูอายุราวห้าหกสิบปี เธอกำลังถือกระดานไวต์บอร์ดที่มีตัวหนังสือสีแดงเขียนไว้หลายบรรทัด พร้อมกับติดรูปถ่ายไว้ด้วยใบหนึ่ง
"ตามหาลูกชาย หลินชิวเซิง นักศึกษาปีสาม คณะวิวัฒนาการสิ่งมีชีวิต หายตัวไปจากวิทยาลัยในคืนวันที่ 26 พฤศจิกายน ใครพบเห็นกรุณาแจ้งเบาะแส จะเป็นพระคุณอย่างสูง"
ข้างๆ เป็นรูปถ่ายติดบัตรของเด็กหนุ่มหน้าตาหมดจดคนหนึ่ง
เธอเดินวนไปวนมาอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียน พอเห็นครูอาจารย์หรือนักศึกษาเดินออกมา ก็จะปรี่เข้าไปชูป้ายให้ดูใกล้ๆ แต่ทุกคนที่เดินผ่านต่างก็เดินเบี่ยงหลบกันเป็นแถว ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่
"ข้าเจอคุณป้าคนนี้ตอนออกลาดตระเวนน่ะ เห็นอากาศหนาวขนาดนี้แต่ไม่มีใครสนใจแกเลย ข้าเลยเข้าไปถามไถ่ ถึงได้รู้เรื่องนี้เข้า" ฉีเตี่ยนเล่า
เยว่เหวินออกความเห็น "ถ้ามีเรื่องคนหายเพราะสิ่งชั่วร้ายจริงๆ กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติก็น่าจะเข้ามาจัดการตั้งนานแล้วไม่ใช่รึ"
"ข้าไปลองสืบดูแล้ว กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติเข้ามาทำคดีแล้วจริงๆ แต่เรื่องมันค่อนข้างซับซ้อน" ฉีเตี่ยนตอบ "ลูกชายแกน่าจะพัวพันกับพวกแก๊งอันธพาลแถมยังเป็นผู้ฝึกตนสายมารด้วย วันนั้นบังเอิญมีนักศึกษาของวิทยาลัยถูกฆ่าตายพอดี กรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติเลยสงสัยว่าจะเป็นการฆาตกรรมแล้วหนี ประจวบเหมาะกับช่วงนั้นมีคำสั่งปิดเมืองค้นหาเผ่ามารพอดี คดีนี้ก็เลยถูกพักเรื่องไว้ก่อน"
"คุณป้าแกปักใจเชื่อว่าลูกชายไม่มีทางเป็นผู้ฝึกตนสายมาร แล้วก็ไม่มีทางฆ่าคนด้วย แต่แกไม่มีเงินจ้างผู้ฝึกตนมาช่วยสืบ"
"พอข้าลองสืบดู ก็รู้สึกว่าเรื่องนี้มันมีลับลมคมใน ที่บอกว่าเกี่ยวพันกับสิ่งชั่วร้าย ก็เพราะคำให้การของนักศึกษาหญิงคนหนึ่ง วันนี้ข้านัดเธอมาเจอกันที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามโรงเรียนนี่แหละ"
พูดจบ ฉีเตี่ยนก็พาทั้งสองคนเดินเข้าไปในร้านกาแฟ
เพื่อไม่ให้เป็นการกระทบกระเทือนจิตใจคุณป้า คราวนี้เขาเลยไม่เข้าไปทักทายเธอ ทำเพียงแค่เล่าข้อมูลที่ได้มาให้เยว่เหวินกับจ้าวซิงเอ๋อร์ฟังเท่านั้น
ภายในร้านถูกแบ่งเป็นคอกๆ ด้วยแผ่นไม้ ที่มุมสุดมีนักศึกษาหญิงสวมหมวกไหมพรมคนหนึ่งนั่งอยู่ เธอเอาแต่ก้มหน้า สวมหน้ากากอนามัยปิดบังใบหน้า คอยเหลือบตามองรอบๆ อย่างระแวดระวัง
ฉีเตี่ยนเดินตรงเข้าไปนั่งฝั่งตรงข้ามเธอแล้วเอ่ยทัก "สวัสดีครับคุณฟาง สองคนนี้คือเยว่เหวิน ผู้ดูแลสำนักงานผู้บำเพ็ญเพียรตระกูลเยว่ กับผู้ช่วยของเขา จ้าวซิงเอ๋อร์ ทั้งคู่เป็นเพื่อนผมเอง พวกเขาตั้งใจมาช่วยน่ะครับ"
"เยว่เหวิน... ลูกพี่คนจริงใช่ไหมคะ" หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้าง
สำหรับคนธรรมดาทั่วไป พวกเขาไม่มีทางกะเกณฑ์ได้หรอกว่าผู้ฝึกตนในระดับเดียวกันนั้นเก่งกาจแค่ไหน แต่ถ้าเห็นใครโชว์เทพในไลฟ์สด ก็มักจะทึกทักเอาเองว่าคนนั้นโคตรเก่ง
ยิ่งเยว่เหวินเล่นโชว์ลีลาฆ่าล้างบางในไลฟ์สดด้วยแล้ว
"เอ่อ" เยว่เหวินยิ้มเจื่อนๆ "เรียกข้าว่าเสี่ยวเยว่ก็พอครับ"
"ถ้ามีคุณอยู่ คดีนี้อาจจะมีความหวังขึ้นมาก็ได้" หญิงสาวยิ้มออก แต่แล้วก็เหมือนจะนึกขึ้นได้ว่าตัวเองพูดเสียงดังเกินไป เธอจึงหดคอลงแล้วกระซิบ "เราต้องระวังตัวกันหน่อยนะคะ แถวๆ โรงเรียนอาจจะมีสายสืบของพวกมันอยู่"
"พวกมันที่ว่านี่ใครเหรอ" เยว่เหวินถาม
"เดี๋ยวฉันจะเล่าให้ฟังอย่างละเอียดเลยค่ะ" หญิงสาวค่อยๆ เริ่มเล่า "ฉันชื่อฟางฮุ่ย เป็นเพื่อนร่วมชั้นของหลินชิวเซิง พวกเราเรียนสาขาปิ้งย่าง... เอ้ย สาขาวิวัฒนาการกลิ่นพืชและสัตว์ภายใต้อุณหภูมิสูงน่ะค่ะ หลินชิวเซิงเป็นหัวกะทิของห้องเลยนะ เรื่องการคุมไฟเนี่ย เซียนขั้นเทพ ขนาดศาสตราจารย์แก่ๆ หลายคนยังสู้เขาไม่ได้เลย"
"ฉันเพิ่งมารู้ทีหลังว่า จริงๆ แล้วตอนม.ปลายเขาเรียนเก่งมาก แต่ที่เลือกมาเรียนที่วิทยาลัยเรา ก็เพราะอยากรีบเรียนจบไปทำงานหาเงินเร็วๆ"
"มีผู้ชายในห้องสองสามคนที่ไม่ค่อยถูกกับเขา พวกนั้นชอบหาเรื่องรังแกเขาประจำ ฉันเห็นกับตามาหลายรอบแล้ว ตัวหัวโจกชื่อหวังฮ่วน พ่อมันเป็นเจ้าของร้านเนื้อย่าง มันชอบมาเบ่งใส่พวกเราว่าเรียนจบไปก็ต้องไปเป็นลูกจ้างร้านพ่อมันอยู่ดี แถมยังชอบลวนลามผู้หญิงในห้องด้วย ฉันเกลียดขี้หน้าหมอนี่สุดๆ"
ฟางฮุ่ยเล่าปูมหลังตัวละครคร่าวๆ ก่อนจะปรับสีหน้าให้จริงจังขึ้น
"เมื่อเดือนก่อน หวังฮ่วนดักรังแกหลินชิวเซิงหน้าโรงเรียน จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งโผล่มาซ้อมหวังฮ่วนกับพวกลูกน้องซะน่วม หลังจากนั้นหวังฮ่วนก็ปิดปากเงียบสนิท ฉันได้ยินคนเขาลือกันว่า พวกที่มารุมกระทืบมันน่ะเป็นคนของแก๊งสามปลา ขนาดพ่อมันยังไม่กล้าหือเลย"
"ตั้งแต่นั้นมาก็มีข่าวลือหนาหูในห้องว่า หลินชิวเซิงไปเข้าพวกกับแก๊งสามปลาแล้ว กลางคืนก็ไปคุมบาร์ให้พวกมัน"
"แล้วก็มาถึงคืนวันเกิดเหตุเมื่ออาทิตย์ก่อน..."
พอเล่ามาถึงตรงนี้ สีหน้าของเธอก็ฉายแววหวาดผวา
"คืนนั้นหลังเลิกเรียนคาบค่ำ พวกเราผู้หญิงกลุ่มหนึ่งกำลังเดินกลับหอพัก จู่ๆ ก็เห็นเงาดำทะมึนใหญ่เบ้อเริ่มทาบอยู่บนกำแพงระหว่างตึกหอพักสองตึก! รูปร่างมันเหมือนสัตว์อะไรสักอย่าง... พวกเราเลยรวบรวมความกล้าเดินเข้าไปดูใกล้ๆ ตอนนั้นมีคนหยิบมือถือขึ้นมาอัดคลิปไว้ด้วย... แล้วภาพที่เราเห็นก็คือ..."
"ตรงลานว่างระหว่างตึกหอพัก มีตัวประหลาดขนสีแดงฟูฟ่องแถมมีหางพวงใหญ่ยาว กำลังคร่อมทับร่างใครคนหนึ่งอยู่ พอได้ยินเสียงพวกเราเดินเข้าไป ตัวประหลาดนั่นก็หันขวับมามอง หน้าตามันถอดแบบมาจากหลินชิวเซิงเป๊ะๆ เลย!"
"พวกเราตกใจแทบช็อก วิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกันไปสามคน มีแต่ฉันที่สะดุดล้มจนหนีไม่ทัน ตอนนั้นฉันคิดว่าตัวเองตายแน่ๆ... แต่มันแค่จ้องหน้าฉันแวบหนึ่ง แล้วก็หันหลังวิ่งเตลิดไป พอพวกเราไปตามคนมาช่วย ถึงได้เห็นว่ามีศพนอนจมกองเลือดอยู่ตรงนั้น สภาพศพสยดสยองมาก หัวขาดกระเด็นเลย! ศพนั้นคือหวังฮ่วน!"
"เพราะสองคนนั้นมีเรื่องบาดหมางกันมาตลอด พอเจ้าหน้าที่จากกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติมาตรวจที่เกิดเหตุ เลยสันนิษฐานเบื้องต้นว่า หลังจากหลินชิวเซิงไปเข้าแก๊งมาเฟีย ก็คงจะฝึกวิชามารจนกลายเป็นผู้ฝึกตนสายมาร แล้วกลับมาแก้แค้นหวังฮ่วน ก่อนจะหลบหนีไป พอวันรุ่งขึ้นมีประกาศปิดเมืองล่ามาร พวกเขาก็เลยยังไม่ได้สรุปคดีนี้ แล้วก็ไม่ได้กลับมาสืบสวนต่อด้วย"
"แต่ช่วงสองวันนี้แหละ ผู้หญิงในห้องพักของฉันโดนข่มขู่กันถ้วนหน้า คนที่ถ่ายคลิปไว้ก็โดนบังคับให้ลบคลิปทิ้ง... ถึงพวกนั้นจะไม่ได้บอกตรงๆ ว่าเป็นใคร แต่ฉันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าต้องเป็นพวกแก๊งสามปลาแน่ๆ..."
ฟางฮุ่ยดึงหมวกไหมพรมลงมาปิดหน้าผาก ท่าทางหวาดกลัวสุดขีด
"ฟังดูก็มีเหตุผลอยู่นะ" จ้าวซิงเอ๋อร์ครุ่นคิด "ตอนแรกโดนรังแก พอได้แบ็กเป็นพวกมาเฟียก็เลยฝึกวิชามารแล้วกลับมาล้างแค้นคนที่เคยรังแก... ส่วนพวกคนในแก๊งก็ตามมาช่วยทำลายหลักฐานให้"
ฉีเตี่ยนแย้งขึ้น "แต่คุณป้าหลินยืนกรานหัวเด็ดตีนขาดว่าลูกชายแกไม่มีวันไปเป็นผู้ฝึกตนสายมาร แล้วก็ไม่มีทางฆ่าคนเด็ดขาด แกเลยปักใจเชื่อว่าต้องมีสิ่งชั่วร้ายปลอมตัวเป็นลูกชายแก ส่วนหลินชิวเซิงตัวจริงน่าจะถูกลักพาตัวไปแล้ว"
"ก็เป็นไปได้เหมือนกัน" เยว่เหวินพยักหน้าเห็นด้วย
"ฉันเองก็สังหรณ์ใจว่าเรื่องนี้มันต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ๆ คนอื่นเขาถึงได้พากันปิดปากเงียบกันหมด แต่ฉันก็ยังอยากจะเอาเรื่องนี้มาเล่าให้พวกคุณฟังอยู่ดี" ฟางฮุ่ยพูดเสียงสั่นอย่างลังเล "เพราะคืนนั้น สายตาที่เขามองฉันมันดูสิ้นหวังมาก แถมเขายังพูดอะไรบางอย่างกับฉันด้วย ตอนนั้นฉันฟังไม่ค่อยถนัด แต่พอมาลองนึกทบทวนดูดีๆ ประโยคที่เขาพูดน่าจะเป็น..."
"ช่วยข้าด้วย"
"ช่วยข้าด้วยงั้นรึ"