- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 91 จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังคิดถึงมันอยู่เลย
บทที่ 91 จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังคิดถึงมันอยู่เลย
บทที่ 91 จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังคิดถึงมันอยู่เลย
บทที่ 91 จนถึงตอนนี้ข้าก็ยังคิดถึงมันอยู่เลย
หูจิ่วอียังคงสวมชุดทำงานขาดวิ่นชุดเดิม เขานั่งกางแขนกางขาอย่างไม่ยี่หระอยู่บนโซฟาในสำนักงาน บนใบหน้าคมเข้มมีรอยแผลเป็นใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกหลายรอย
ขนาดคนเก่งอย่างเขายังได้แผลกลับมาเยอะขนาดนี้ คงพอนึกภาพออกว่าการเข้าออกเขตแดนรกร้างมันอันตรายแค่ไหน
ต้าไป๋วิ่งวนไปรอบตัวเขาอย่างร่าเริง ท่าทางมันดูมีความสุขมาก
พอหูจิ่วอีหยิบถุงขนมขึ้นมา ตาของมันก็เป็นประกายวาววับ แต่พอเขาหยิบเนื้อสัตว์วิเศษชั้นดีที่อุตส่าห์หอบหิ้วมาจากเขตแดนรกร้างขึ้นมาแทน หัวของมันก็ตกลงทันที
"ดูเหมือนเซี่ยวเทียนจะชอบกินพวกอาหารขยะมากกว่าจริงๆ แฮะ" ในที่สุดหูจิ่วอีก็ยอมรับความจริงข้อนี้
เยว่เหวินพยักหน้า "เมื่อก่อนมันคงกินแต่อาหารคลีนกระมัง เลยไม่เคยเจออะไรอร่อยๆ รสชาติจัดจ้านแบบนี้"
"แต่มันฝรั่งทอดรสหลัวซือเฝิ่นเนี่ย หมาที่ไหนมันจะไปแดกลง" หูจิ่วอีพูดต่อ
"เฮอะ ตาคนนี้นี่!" จ้าวซิงเอ๋อร์เลิกคิ้วขึ้น เตรียมจะเปิดศึกเถียงกับเขาอีกรอบ
"ซิงเอ๋อร์ เจ้าไปทำบัญชีรายรับของเดือนนี้เถอะ ปล่อยให้ข้าคุยกับผู้อาวุโสเอง" เยว่เหวินรีบคว้าเอวนางแล้วลากออกไป
"รายรับกระจิดริดของพวกเรายังต้องทำตารางบัญชีอีกเหรอ ไปหาเด็กอนุบาลสามมานั่งดีดลูกคิดก็คำนวณเสร็จแล้วมั้ง" จ้าวซิงเอ๋อร์บ่นอย่างไม่เข้าใจ
หลังจากกล่อมจ้าวซิงเอ๋อร์จนสงบลงได้ เยว่เหวินก็กลับมาหาหูจิ่วอีอีกครั้ง แล้วเริ่มทักทายอย่างเป็นทางการ "ผู้อาวุโสเพิ่งกลับมาจากเขตแดนรกร้างหรือ"
"อย่าให้พูดเลย" หูจิ่วอีทำหน้าแค้นใจ "ข้ากับสหายอีกสองคนไปสำรวจดินแดนลี้ลับมา กว่าจะหนีรอดออกมาได้ก็แทบรากเลือด แถมยังโดนสิ่งชั่วร้ายตัวเป้งในนั้นไล่กวดมาตลอดทางจนถึงนอกค่ายกล ปรากฏว่าค่ายกลพิทักษ์เมืองดันเปิดใช้งานพอดี ถ้าไม่มีคำสั่งลับจากกรมควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติก็ไม่มีใครหน้าไหนเข้าไปได้ พวกข้าสามคนเลยต้องวิ่งหนีตายวนรอบค่ายกลพิทักษ์เมืองอยู่ตั้งสองวัน เกือบเอาชีวิตไม่รอดแน่ะ!"
"ต้องโทษพวกเผ่ามารที่หาเรื่องใส่ตัว" เยว่เหวินผสมโรงด่าด้วย
"ถ้าข้าเจอไอ้คนที่ฆ่ามารพวกนั้นนะ ข้าจะขอแท็กมือกับมันสักที" หูจิ่วอีพูดอย่างหงุดหงิด เห็นได้ชัดว่าเขาก็ดูข่าวมาเหมือนกัน
เยว่เหวินได้แต่ยิ้มไม่พูดอะไร ก่อนจะเปลี่ยนเรื่อง "อีกสักพักข้าก็กะจะไปลองเสี่ยงโชคในเขตแดนรกร้างดูบ้าง ผู้อาวุโสช่วยชี้แนะข้าหน่อยได้ไหมว่ามีอะไรที่ต้องระวังเป็นพิเศษหรือเปล่า"
เรื่องประสบการณ์ในเขตแดนรกร้าง ทั่วทั้งเมืองเจียงเฉิงคงหาคนเทียบหูจิ่วอีได้ยาก โอกาสทองมาอยู่ตรงหน้าขนาดนี้ เยว่เหวินย่อมไม่พลาดที่จะสูบความรู้จากเขา
"เจ้าน่ะรึ" หูจิ่วอีเหลือบมองเยว่เหวิน "อ้อ ใช่สิ คราวก่อนเจ้าเพิ่งขอชาดแสงเพลิงไท่อี้ไป คงเตรียมตัวใช้ไฟหลอมปราณคุ้มกายสินะ ถ้าบรรลุถึงขั้นพลังปราณคุ้มกายแล้ว จะออกไปลุยข้างนอกก็พอไหวอยู่"
เขาเอนหลังพิงโซฟา "ในเมื่อเจ้าอุตส่าห์ถาม งั้นข้าจะเล่าให้ฟังก็แล้วกัน"
"ขอบคุณผู้อาวุโส"
เยว่เหวินรีบนั่งตัวตรงแด่ว ทำท่าเหมือนนักเรียนเตรียมตัวฟังครูสอน
"ถ้าเจ้าเพิ่งเคยออกไปเขตแดนรกร้างครั้งแรก ทางที่ดีควรหาคนจัดทีมไปด้วย ขืนมือใหม่อย่างเจ้าออกไปลุยเดี่ยว ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย" หูจิ่วอีเริ่มร่ายยาว "แต่ต้องหาเพื่อนร่วมทีมที่ไว้ใจได้นะ ในวงการผู้ฝึกตนอิสระมีพวกมิจฉาชีพเยอะมากที่ชอบจัดฉากทำเป็นไม่รู้จักกัน แล้วลากมือใหม่เข้าทีมเพื่อพาออกนอกเมือง พอไปถึงเขตแดนรกร้างปุ๊บก็รุมกินโต๊ะ พวกที่แค่ปล้นทรัพย์น่ะถือว่าปรานีแล้ว พวกที่เอาถึงตายก็มีไม่น้อยเลย"
เยว่เหวินพยักหน้า เรื่องพรรค์นี้เขาก็เคยได้ยินมาบ้าง มิน่าเล่าตอนนั้นฉีเตี่ยนถึงได้มีอคติกับพวกผู้ฝึกตนอิสระนัก
พวกศิษย์สำนักเซียนยังห่วงชื่อเสียง โอกาสที่จะทำเรื่องเลวทรามแบบนี้เลยมีน้อยกว่า ส่วนพวกผู้ฝึกตนอิสระ บ่อยครั้งก็พร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ผลประโยชน์มา
"ข้ามีกลุ่มแชตเล็กๆ สำหรับจัดทีมไปเขตแดนรกร้างอยู่ คนในกลุ่มล้วนแต่ถูกแนะนำต่อๆ กันเข้ามา หัวหน้ากลุ่มก็จะคอยตรวจสอบประวัติให้ด้วย ถือว่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง" หูจิ่วอีเลื่อนโทรศัพท์มือถือมาให้ "ถ้าวันหลังเจ้าอยากหาคนจัดทีม ก็ลองเข้ากลุ่มนี้ดู ตรงช่องคนแนะนำให้ใส่ชื่อข้าไปได้เลย"
"ตกลง" เยว่เหวินยิ้มกริ่ม สแกนคิวอาร์โค้ดที่อีกฝ่ายให้มา พอมีช่องให้ใส่ชื่อคนแนะนำ เขาก็พิมพ์ชื่อหูจิ่วอีลงไป
ตอนนี้เขามีเพื่อนที่พอจะไว้ใจได้ไม่กี่คน ที่สนิทหน่อยก็มีแค่จ้าวซิงเอ๋อร์กับฉีเตี่ยน ซึ่งสองคนนี้ก็ยังไม่บรรลุถึงระดับสี่ด้วยซ้ำ
ถ้าช่วงนี้เขาอยากไปลุยในเขตแดนรกร้าง ก็คงต้องไปร่วมทีมกับคนแปลกหน้าจริงๆ นั่นแหละ แต่ถ้าได้ทีมที่ไม่เอาไหน มันก็จะอันตรายเกินไป
ยังไงเสีย เขตแดนรกร้างก็คือดินแดนไร้กฎหมายขนานแท้ นอกจากจะต้องรับมือกับสิ่งชั่วร้ายมากมายแล้ว ยังต้องฝากแผ่นหลังไว้กับเพื่อนร่วมทีมอีก
หลังจากส่งคำขอไปแล้ว คงต้องรอให้ทางนั้นตรวจสอบประวัติอีกสักพัก เยว่เหวินจึงได้แต่รออย่างใจเย็น
หูจิ่วอีพูดต่อ "ใครๆ ก็บอกว่าพวกสัตว์ประหลาดในเขตแดนรกร้างน่ะน่ากลัว แต่เอาเข้าจริง พวกมันนี่แหละที่น่ากังวลน้อยที่สุด เพราะพวกสัตว์ประหลาดจะหวงถิ่นและแบ่งเขตแดนกันชัดเจนมาก ถ้าเจ้าถูกมันโจมตี ขอแค่เผ่นให้พ้นอาณาเขตของมัน มันก็แทบจะไม่ตามมาเอาเรื่องอีกแล้ว ยกเว้นแต่ว่าเจ้าไปขโมยของสำคัญของมันมานะ"
"สิ่งที่ต้องระวังที่สุด อันดับแรกคือคน อันดับสองคือเผ่ามาร"
"เรื่องคน ข้าเพิ่งบอกไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมทีมของเจ้า หรือผู้ฝึกตนคนอื่นที่บังเอิญไปเจอในเขตแดนรกร้าง เจ้าก็ต้องระวังตัวไว้ให้ดี ต่อให้เป็นสายเลือดเดียวกันแท้ๆ แต่พอเจอของวิเศษล้ำค่าตรงหน้า ก็อาจจะหักหลังกันได้ เรื่องพรรค์นี้มีให้เห็นถมเถไป"
"ส่วนเรื่องมาร..."
แววตาของหูจิ่วอีฉายแววรำลึกความหลัง "พลังปราณในเขตแดนรกร้างนั้นดุร้ายป่าเถื่อน มารที่เกิดที่นั่นเลยดุร้ายกว่าในเมืองมาก พวกมันมีกฎเกณฑ์เรื่องเวรกรรมเป็นของตัวเอง ถ้าเจ้าไขปริศนากฎพวกนั้นไม่ออก มันก็อาจจะตามล่าเจ้าไปสุดหล้าฟ้าเขียวเลยทีเดียว รับมือยากกว่าพวกสัตว์ประหลาดเยอะ ดังนั้นการจะจัดการกับพวกมาร สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องหากฎของมันให้เจอ"
"เมื่อปีที่แล้ว ตอนข้าออกนอกเมืองไปครั้งหนึ่ง ข้าดันไปเจอมารทวงหัวเข้า"
"มารทวงหัวเหรอ" เยว่เหวินไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน
"มันคือผู้ฝึกตนที่ถูกเพื่อนร่วมทีมฟันคอขาดตายในเขตแดนรกร้างน่ะ ความแค้นในใจมันไม่ยอมสงบ พลังจิตเลยถูกพลังปราณกลืนกินจนกลายเป็นมาร" หูจิ่วอีอธิบาย "ไอ้มารทวงหัวนี่มันจะโผล่มาข้างหลังเจ้าแบบไร้สุ้มเสียง แล้วเอามือทั้งสองข้างวางบนไหล่เจ้า ถ้าเจ้าเผลอหันไปมองเมื่อไหร่ มันก็จะเด็ดหัวเจ้าทันที วิธีการของมันแทบจะกลายเป็นกฎเกณฑ์ไปแล้ว รับมือยากสุดๆ"
"งั้นวิธีรับมือก็คือห้ามหันหลังกลับไปมองสินะ" เยว่เหวินครุ่นคิด
"ถ้าไม่หันไปมอง มันก็จะเกาะติดเจ้าไปเรื่อยๆ ไม่ว่าเจ้าจะไปทำอะไร มันก็จะเกาะอยู่บนหลังเจ้านั่นแหละ" หูจิ่วอีว่าต่อ "วิธีเดียวคือต้องให้เพื่อนร่วมทีมช่วยโจมตีจากด้านหลังเพื่อกำจัดมัน แต่โชคร้ายที่ตอนนั้นข้าดันไม่มีเพื่อนร่วมทีมไปด้วยสิ"
"แล้วผู้อาวุโสสลัดมันหลุดมาได้ยังไง" เยว่เหวินถามอย่างอยากรู้อยากเห็น
"โชคดีที่ข้าเคยได้ยินเรื่องมารชนิดนี้มาก่อน พอรู้สึกว่ามีมือมาเกาะไหล่ ข้าก็รู้ทันทีว่าข้างหลังคือมารทวงหัว" หูจิ่วอียิ้มกริ่ม "หลังจากนั้นสามวัน ข้าเลยบุกเข้าไปในหุบเขาหมาป่าไฮยีน่า ที่นั่นมีลูกโอ๊กเมฆเขียวเยอะมาก ขายได้ราคาดีสุดๆ แต่ในหุบเขาก็มีฝูงหมาป่าไฮยีน่าชุกชุม พวกมันชอบลอบกัดจากด้านหลัง แล้วก็ล้วงควักเอาเครื่องในออกมา ไม่ว่าจะเป็นคนหรือสัตว์ประหลาด มักจะโดนพวกมันรุมทึ้งจนไส้ทะลักตายคาที่..."
"ปกติแล้วถ้าจะไปที่นั่น ต้องไปกันเป็นคู่แล้วเดินหันหลังชนกัน แถมยังต้องมาคอยพะวงอีกว่าเพื่อนจะคุ้มกันหลังให้เราได้ไหม แต่ช่วงที่ข้าลุยไปพร้อมกับไอ้มารทวงหัวน่ะ ข้ารู้สึกปลอดภัยสุดๆ ไปเลย พอผ่านไปสามวัน มันก็ถูกควักเครื่องในจนเละเทะ แล้วก็สลายกลายเป็นควันไปในที่สุด"
"ตอนที่มันยอมปล่อยมือ ข้าหันกลับไปมองมันแวบหนึ่ง... เฮ้อ ท่อนล่างนี่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมเลย"
"จนถึงตอนนี้ ข้าก็ยังคิดถึงมันอยู่เลย"
"..." เยว่เหวินเกาหัว ไม่รู้จะพูดอะไรดีไปชั่วขณะ
ฟังดูแล้ว มารตัวนี้มันช่างประเสริฐแท้ๆ
แต่เขาก็รู้ดีว่า ที่รอดมาได้เป็นเพราะหูจิ่วอีมีประสบการณ์โชกโชนและเก่งกาจต่างหาก ถ้าเปลี่ยนเป็นมือใหม่ล่ะก็ แค่หันไปมองแวบเดียวก็คงตายหงส์ไปแล้ว
หลังจากนั่งเล่าให้เยว่เหวินฟังอยู่นาน หูจิ่วอีก็ลุกขึ้นยืน "เอาล่ะ เรื่องที่ควรบอกก็บอกไปหมดแล้ว ส่วนที่เหลือเจ้าก็ไปหาข้อมูลเอาในเน็ตก็แล้วกัน วันหลังถ้ามีอะไรไม่เข้าใจก็ทักข้อความมาถามข้าได้"
"ได้ผู้อาวุโสช่วยชี้แนะ ถือเป็นเกียรติของข้าจริงๆ" เยว่เหวินกล่าวอย่างเกรงใจ
"เจ้าก็รักษาชีวิตไว้ให้ดีล่ะ ยังไงเซี่ยวเทียนก็ต้องพึ่งเจ้าเลี้ยงดูมันอยู่นะ" หูจิ่วอีหัวเราะฮ่าๆ โบกมือลา ก่อนไปก็ไม่ลืมเอื้อมมือไปลูบหัวต้าไป๋อีกที
เยว่เหวินบอก "ผู้อาวุโสก็ขอให้เดินทางปลอดภัยนะ โอกาสหน้าเจอกันใหม่ ข้าค่อยขอคำชี้แนะจากท่านอีก"
พอได้ยินคำว่า "เจอกันใหม่" หูของต้าไป๋ก็กระดิก ก่อนจะอ้าปากงับเข้าให้ดังกร้วม
"โอ๊ย!" เยว่เหวินรีบสะบัดมือเป็นพัลวัน "ปล่อยโว้ย ปล่อย!"
หูจิ่วอีหัวเราะลั่นแล้วเดินจากไป
ข้ามมาอีกวัน กระแสความวุ่นวายเรื่องกระถางทองแดงก็เริ่มซาลง
ถึงแม้คนของสำนักสิงเทียนจะยังดันทุรังตามหาอยู่ แต่ทุกคนก็มองว่าเป็นเรื่องเปล่าประโยชน์ ในเมื่อได้กระถางทองแดงภูเขางูไปแล้ว แถมเมืองเจียงเฉิงก็ปลดล็อกดาวน์แล้วด้วย ป่านนี้คงเผ่นหนีไปถึงไหนต่อไหนแล้ว
คงต้องรอจนกว่าร่างจำแลงรถบรรทุกจะโผล่มาอีกครั้งนั่นแหละ
ของแบบนี้มันเตะตาจะตายไป
ในคืนนั้นเอง เยว่เหวินก็เข้าไปอยู่ใน "กลุ่มจัดทีมผู้ฝึกตนอิสระเมืองเจียงเฉิงผู้ซื่อสัตย์" ได้สำเร็จ หัวหน้ากลุ่มคงไปสอบถามยืนยันตัวตนของเยว่เหวินจากหูจิ่วอีแล้ว ถึงได้กดรับเขาเข้ากลุ่ม
ข้อความในกลุ่มไม่ค่อยมีเคลื่อนไหวเท่าไหร่ ทั้งคืนมีประกาศหาคนเข้าทีมแค่ข้อความเดียว คือจะไปเก็บสมุนไพรวิเศษที่เกาะลิงแดงนอกเมืองเจียงเฉิงในอีกสองวันข้างหน้า เลยมาถามว่ามีใครอยากไปด้วยไหม
เยว่เหวินกะว่าจะซุ่มดูลาดเลาในกลุ่มสักสองวันก่อน แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเข้าร่วมทีมคนอื่นหรือตั้งทีมของตัวเอง
ตอนนี้เขาต้องการเงินสยบมารอย่างเร่งด่วนเพื่อเอาไปเรียนวิชามังกรวารีทะลวงมิติ จะได้ปลดล็อกของวิเศษเก็บของของตี๋ผู่ซีเคอ อุตส่าห์คว้ากระถางทองแดงภูเขางูมาอยู่ในมือได้แล้วแท้ๆ แต่กลับต้องมาติดแหง็กอยู่ที่ด่านนี้จนเอาออกมาไม่ได้สักที ความรู้สึกมันเหมือนตอนโหลดบิตทอร์เรนต์มาจนถึงเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์แล้วจู่ๆ ก็มีหน้าต่างเด้งขึ้นมาให้ใส่รหัสผ่านที่เจ้าไม่รู้นั่นแหละ
เล่นเอาหงุดหงิดจนแทบคลั่ง
ส่วนเรื่องของวิเศษตรงจุดเครื่องบินตกในเขตแดนรกร้างที่พวกลัทธิเหมียวเหมียวสามตัวเคยบอกไว้ มันก็ผ่านมาพักใหญ่แล้ว ก่อนหน้านี้เขาไม่มีปัญญาไปตามหา ไม่รู้ป่านนี้จะโดนใครชุบมือเปิบไปแล้วหรือเปล่า เขาเองก็อยากลองแวะไปดูเหมือนกัน
นอกเหนือจากนั้นก็ไม่มีเรื่องอะไรให้ต้องทำอีก กิจการของสำนักงานยังคงเงียบเหงาเหมือนเคย ไม่มีแววว่าจะกระเตื้องขึ้นเลยสักนิด
ถ้าเขาประกาศออกไปว่าตัวเองบรรลุถึงขั้นพลังปราณคุ้มกายแล้ว กิจการอาจจะดีขึ้นมาบ้างก็ได้ ยังไงเสีย คำโฆษณาปากต่อปากก็สู้ระดับพลังของจริงไม่ได้หรอก ตอนนี้เรื่องกระถางทองแดงก็ผ่านพ้นไปแล้ว แถมตัวเขาก็ไม่โดนสงสัยแม้แต่นิดเดียว ดูท่าคงไม่มีความจำเป็นต้องปิดบังระดับพลังอีกต่อไป
ขณะที่เยว่เหวินกำลังครุ่นคิดว่าจะหาโอกาสเปิดเผยระดับพลังของตัวเองดีไหม จ้าวซิงเอ๋อร์ก็เดินเข้ามาถาม "เถ้าแก่ มื้อเที่ยงนี้กินอะไรดี"
"เจ้าก็คิดจะถามความเห็นเถ้าแก่อย่างข้าแค่ตอนเรื่องกินนี่แหละ" เยว่เหวินยกมือขึ้นนวดขมับ
"ก็ข้าคิดไม่ออกนี่นา" จ้าวซิงเอ๋อร์ทำหน้าเหมือนคนใช้สมองหนักจนเริ่มปล่อยจอย
เยว่เหวินชักสงสัยว่าวันๆ หนึ่งนางคงใช้สมองคิดก็แค่ช่วงเวลานี้แหละ
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังคุยกัน ประตูสำนักงานก็ถูกดึงเปิดออก ฉีเตี่ยนเดินเข้ามาจากข้างนอก "พี่เยว่ พวกเจ้าว่างกันไหม"