- หน้าแรก
- วันนี้มันบรรลุเซียนแล้วหรือยังเนี่ย
- บทที่ 80 หนุ่มโสดมารยาทงาม
บทที่ 80 หนุ่มโสดมารยาทงาม
บทที่ 80 หนุ่มโสดมารยาทงาม
บทที่ 80 หนุ่มโสดมารยาทงาม
แน่นอนว่าเสี่ยชุดขนมิงค์ไม่เปิดโอกาสให้ใครมีข้อกังขาอยู่แล้ว ก็แหงล่ะ เขาเป็นคนจ่ายเงินนี่นา
พูดจบเขาก็โบกมือ "เอาของขึ้นมา!"
ลูกน้องร่างบึกบึนกลุ่มหนึ่งเดินเตาะแตะหามก้อนหินสีน้ำตาลขนาดใหญ่ขึ้นมาวางเรียงกัน แต่ละก้อนขนาดเท่าแตงโม แต่ดูหนักอึ้งชะมัด ขนาดชายฉกรรจ์ที่มีพลังบำเพ็ญเพียรขั้นที่หนึ่ง ยังต้องใช้ถึงสองคนช่วยกันหามมาทีละก้อน
เยว่เหวินไม่รู้จักหรอกว่าหินพวกนี้คืออะไร แต่ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามันแฝงพลังวิญญาณอ่อนๆ อยู่ ไม่ใช่หินดาดๆ ธรรมดาแน่นอน
หินก้อนใหญ่ถูกวางเรียงเป็นแถวบนพื้น เสี่ยชุดขนมิงค์ชี้ไปที่หินพวกนั้นแล้วพูดว่า "ทุกท่านที่นั่งอยู่ที่นี่ ขอเพียงโจมตีครั้งเดียวแล้วทำให้หินก้อนนี้แตกได้ ก็ถือว่าผ่านการทดสอบ แต่ถ้าใครทำไม่ได้ ก็คงไม่เหมาะที่จะลงไปลุยกับวิญญาณร้ายในเหมืองแร่ของเรา"
"ฮ่าๆๆ แค่ทุบหินให้แตกยังทำไม่ได้ ก็คงเป็นผู้ฝึกตนขั้นที่สามที่ใช้ยาโด๊ปเอาล่ะมั้ง! รีบๆ ไสหัวกลับไปซะเถอะ" ชายร่างเตี้ยล่ำที่ถักเปียเล็กๆ หัวเราะร่วนพลางลุกขึ้นยืนเป็นคนแรก
ขนาดใส่เสื้อผ้าอยู่ยังเห็นกล้ามเนื้อปูดโปนเป็นมัดๆ ตาเบิกโพลง ขมับปูดนูน เขาเดินอาดๆ ไปหยุดอยู่หน้าหินก้อนหนึ่ง
เขาขมวดคิ้ว รวบรวมพลังจนเส้นเอ็นที่แขนปูดโปน แล้วซัดหมัดที่แฝงพลังปราณสีดำเข้าใส่หินอย่างแรง
แกร๊ก
มีแค่รอยร้าวบางๆ ปรากฏขึ้นบนผิวหินเท่านั้น ห่างไกลจากคำว่าแตกละเอียดลิบลับ
"ข้าขอไสหัวไปก่อนล่ะครับ"
ชายร่างเตี้ยล่ำหันมาประสานมือคารวะทุกคน แล้วพูดติดตลกอย่างหน้าชื่นตาบาน ก่อนจะหันหลังเดินอาดๆ ออกจากเหมืองแร่ไป ดูเหมือนจะทำใจยอมรับได้ง่ายๆ แต่เยว่เหวินแอบสังเกตเห็นว่าหลังคอของหมอนั่นแดงเถือกไปหมด...
ดูท่าจะอายไม่เบาแหละ
ไม่รู้ทำไม เยว่เหวินถึงรู้สึกว่าพวกผู้บำเพ็ญเพียรสายวรยุทธ์ที่เขาเคยเจอมา มักจะดูไม่ค่อยฉลาดกันสักเท่าไหร่
ถ้าเทียบกันแล้ว จ้าวซิงเอ๋อร์ยังดูเป็นผู้คงแก่เรียนกว่าเยอะ
หลังจากนั้นก็มีผู้บำเพ็ญเพียรลุกขึ้นมาทดสอบอีกสี่ห้าคน บางคนใช้มีด ใช้ดาบ บางคนใช้ของวิเศษ แต่กลับไม่มีใครสามารถทำลายหินสีน้ำตาลนี่ได้ในดาบเดียวเลย อย่างมากก็แค่กะเทาะเศษหินขนาดเท่ากำปั้นหลุดออกมาได้เท่านั้น ยังไม่ถึงเกณฑ์ที่ตั้งไว้
จนกระทั่งคู่ชายหญิงที่มาด้วยกันออกโรง
คนแรกคือชายหนุ่มในชุดโค้ทยาวปักหมุด ตัดผมทรงสกินเฮดสีเขียว หน้าตาดุดัน มีรอยแผลเป็นที่หางคิ้ว
ชายผมเขียวเดินไปหยุดหน้าก้อนหิน สะบัดมือวูบเดียว นิ้วทั้งห้าของมือขวาก็ยืดยาวออกกลายเป็นเถาวัลย์สีเขียวดำที่มีหนามแหลมคมงอกอยู่เต็มไปหมด เขารวบเถาวัลย์ทั้งห้าเส้นเข้าด้วยกันกลายเป็นแส้เถาวัลย์เส้นเขื่อง แล้วฟาดลงไปที่ก้อนหินอย่างแรง!
เพียะ!
สิ้นเสียงฟาด หินสีน้ำตาลก้อนนั้นก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ทันที!
"โอ้โห—" เสียงฮือฮาดังขึ้นจากกลุ่มคนที่เหลือ
บรรดาผู้บำเพ็ญเพียรที่ยังอยู่ต่างพากันโห่ร้องดีใจ ถ้าไม่มีใครผ่านการทดสอบเลย พวกเขาคงถอดใจกันหมดแล้ว
"ไอ้หินบ้าเอ๊ย ข้าต้องใช้แรงตั้งเจ็ดส่วนถึงจะทุบมันแตกได้" ชายผมเขียวหัวเราะลั่น หันไปเตือนผู้หญิงที่กำลังเดินขึ้นมา "ระวังตัวหน่อยนะ"
ผู้หญิงคนนั้นมีผมดัดลอนสีแดงไวน์ฟูฟ่อง ขนตางอนเป็นแพ นัยน์ตาดำขลับ แต่งหน้าจัดจ้าน สวมแจ็กเก็ตหนังสีดำเข้าคู่กับกางเกงยีนส์ขาสั้นรัดรูป โชว์เรียวขาขาวเนียนกระชับ และสวมรองเท้าบูทหนังสีดำยาวถึงเข่า
ด้วยรูปร่างสุดเซ็กซี่และหน้าตาที่สวยเฉี่ยว ทำเอาผู้บำเพ็ญเพียรบางคนถึงกับผิวปากแซว
ชายผมเขียวรีบลุกขึ้นยืนจ้องหน้าพวกนั้นเขม็ง ชี้หน้าเตือนพวกที่สายตาไม่รักดีทีละคน ใช้สายตาดุดันประกาศความเป็นเจ้าของอย่างชัดเจน
แต่ดูเหมือนฝ่ายหญิงจะไม่ต้องการให้ใครมาปกป้อง นางปรายตามองลงมายังกลุ่มคนข้างล่างด้วยสายตาท้าทาย "ไหนดูซิ ใครมันกล้าหือ?"
พูดจบนางก็ชูมือข้างหนึ่งขึ้น เปลวไฟลุกพรึบขึ้นมาที่แขนขวา ก่อตัวเป็นดาบเพลิงยาวเกือบสามเมตร! แต่นางไม่ได้ฟาดลงไปทันที กลับบีบอัดดาบเพลิงให้หดสั้นลงเหลือแค่เมตรกว่าๆ จนกลายเป็นดาบเพลิงสีทองแดงที่ดูคมกริบและทรงพลังราวกับดาบจริง
จากนั้นนางก็ตวัดดาบฟันลงไปอย่างแรง!
ตู้ม—
ดาบนี้ไม่ได้แค่ผ่าก้อนหินออกเป็นสองซีก แต่มันระเบิดก้อนหินจนแตกกระจุย! ประกายไฟและเศษหินปลิวว่อน เศษหินที่กระเด็นไปตกกระแทกพื้นถึงกับทำให้พื้นเป็นหลุมลึก
อานุภาพร้ายกาจไม่แพ้แส้เถาวัลย์ของชายคนเมื่อกี้เลย
การโจมตีครั้งนี้ ทำเอาพวกผู้บำเพ็ญเพียรที่เคยมองนางด้วยสายตาแทะโลมถึงกับต้องมองนางใหม่ด้วยความเกรงขาม
แม้แต่เยว่เหวินเองยังแอบทึ่ง คู่รักคู่นี้ฝีมือไม่เบาเลยแฮะ แค่เห็นการโจมตีง่ายๆ แบบนี้ ก็รู้เลยว่าถ้าเป็นเขาก่อนที่จะทะลวงขึ้นสู่ขั้นปราณคุ้มกาย อาจจะไม่ใช่คู่มือของสองคนนี้ด้วยซ้ำ
ตอนนั้นเอง เขาได้ยินคนข้างๆ กระซิบกระซาบกัน "สองคนนี้คือคู่หูหงลวี่ (แดงเขียว) ใช่ไหม?"
"น่าจะใช่นะ" อีกคนตอบ "ผู้ฝึกตนขั้นที่สามที่กล้าออกไปตะลุยเขตแดนรกร้างมีไม่เยอะหรอก สองคนนี้ใจเด็ดมาก ได้ยินมาว่าถ้าร่วมมือกัน สามารถต่อกรกับยอดฝีมือขั้นปราณคุ้มกายได้เลยล่ะ"
"ที่แท้ก็พวกเขานี่เอง!"
"..."
เยว่เหวินเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของคู่หูหงลวี่มาบ้าง เป็นคู่รักที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงในวงการผู้ฝึกตนอิสระของเมืองเจียงเฉิง
ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของทั้งคู่ ฝ่ายชายแซ่เสิ่น ถนัดวิชาเถาวัลย์สีเขียว คนในวงการเลยเรียกเขาว่า เสิ่นชิง (เสิ่นเขียว)
ฝ่ายหญิงแซ่หลิว ถนัดวิชาดาบเพลิงมารสีแดง คนในวงการเลยเรียกนางว่า หลิวเหยียน (หลิวเพลิง)
ในบรรดาผู้ฝึกตนอิสระขั้นที่สาม ทั้งสองคนถือว่ามีฝีมือระดับท็อป ถ้ามีงานไหนที่สองคนนี้โผล่มา พวกผู้บำเพ็ญเพียรระดับสามขั้นแรกลงมาคนอื่นๆ ก็แทบจะไม่ต้องหวังแย่งงานเลย
คนที่เหลือต่างรู้สึกโล่งใจ โชคดีที่งานนี้เป็นงานกลุ่ม ขอแค่ทุบหินแตกก็เข้าร่วมได้ ไม่ต้องไปแย่งงานกับสองคนนี้
แต่ความโล่งใจนั้นก็อยู่ได้ไม่นาน
เพราะหลังจากคู่หูหงลวี่ผ่านการทดสอบไปแล้ว คนอื่นๆ ที่ขึ้นมาทดสอบก็ล้มเหลวไม่เป็นท่า จนเหลือแค่สองคนสุดท้าย
คนที่อยู่ก่อนหน้าเยว่เหวินคือหญิงสาวรูปร่างอรชรอ้อนแอ้น นางไม่ได้คิดจะลองทุบหินด้วยซ้ำ แต่เดินตรงไปหาเสี่ยชุดขนมิงค์แล้วพูดออดอ้อน "เถ้าแก่คะ วิชาที่ข้าฝึกมามันไม่เหมาะกับการทุบหิน แต่มันใช้ปราบวิญญาณร้ายได้ผลชะงัดเลยนะคะ ข้าไม่อยากกลับไปมือเปล่า เถ้าแก่ให้โอกาสข้าหน่อยได้ไหมคะ?"
"เจ้าฝึกวิชาอะไรล่ะ?" เสี่ยชุดขนมิงค์ถาม
"วิชามารยาหญิงค่ะ" นางตอบเสียงหวาน
"งั้นทิ้งเบอร์ติดต่อไว้แล้วก็กลับไปซะ" เสี่ยชุดขนมิงค์ตอบกลับอย่างเย็นชา ไร้เยื่อใยสุดๆ
ทีนี้ก็เหลือแค่เยว่เหวินคนสุดท้ายแล้ว เขาเดินเข้าไปยืนหน้าก้อนหิน ก้มลงมอง ใจหนึ่งก็อยากจะออมมือไว้ ไม่อยากเผยพลังขั้นปราณคุ้มกายออกมา แต่อีกใจก็กลัวว่าถ้าทุบไม่แตกจริงๆ จะหน้าแตกหมอไม่รับเย็บ
คิดไปคิดมา เอาชัวร์ไว้ก่อนดีกว่า จะได้รับงานนี้ไปทำแน่ๆ
เยว่เหวินจึงรวบรวมพลังทั้งหมด ใช้หมัดพยัคฆ์อัสนีสะเทือนฟ้า ผสานเข้ากับวิถีแห่งวายุซวิ่นที่เพิ่งบรรลุมาหมาดๆ ซัดหมัดที่แฝงไปด้วยพลังสายฟ้าและสายลมลงไปเต็มแรง!
เปรี้ยง—
แสงสายฟ้าสว่างวาบจนทุกคนตาพร่ามัว แทบจะมองไม่ทันว่าเกิดอะไรขึ้น
พอมองไปที่ใต้หมัดของเขาอีกที ก็เห็นแต่กองผงหินละเอียดที่ปลิวว่อนไปตามสายลมบางๆ
คนที่เหลืออยู่เบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและงุนงง ถึงจะไม่รู้ว่าเขาทำได้ยังไง แต่ดูเหมือนอานุภาพหมัดของชายหนุ่มรูปหล่อลึกลับคนนี้ จะรุนแรงกว่าคู่หูหงลวี่เมื่อกี้ซะอีก!
เสี่ยชุดขนมิงค์หัวเราะร่วน เดินเข้ามาหา "นึกว่าจะได้แค่สองคนนั้นซะอีก ไม่คิดเลยว่าพี่ชายคนนี้ก็ฝีมือร้ายกาจไม่เบา ไม่ทราบว่าชื่อเสียงเรียงนามอะไรครับ?"
ซวยล่ะ
ดูเหมือนจะทำตัวเด่นเกินไปหน่อยแฮะ
เยว่เหวินเห็นผู้บำเพ็ญเพียรคนก่อนหน้าทุบหินก้อนนี้กันอย่างยากลำบาก เลยนึกว่ามันจะแข็งมาก
แต่ที่ไหนได้ เขาใช้แค่กระบวนท่าที่ไม่ได้แรงที่สุดของหมัดพยัคฆ์อัสนีสะเทือนฟ้า ก็ซัดหินก้อนนี้จนแหลกเป็นผงได้แล้วเหรอเนี่ย?
นี่คงเป็นเพราะเขาไม่ค่อยได้คลุกคลีกับพวกผู้ฝึกตนอิสระที่ต้องคุ้ยขยะหาของมาบำเพ็ญเพียร เลยไม่รู้ซึ้งว่าพวกเร่ร่อนพวกนี้มันอ่อนด๋อยขนาดไหน
ประเมินพวกนี้สูงเกินไปหน่อย
ที่เขาไม่อยากเผยพลังขั้นปราณคุ้มกายออกมา ก็เพราะไม่อยากให้ตัวเองตกเป็นผู้ต้องสงสัยหลังจากไปจัดการกับเผ่ามารตนนั้น ดังนั้นเรื่องที่เขาหลอมปราณคุ้มกายสำเร็จแล้ว จึงต้องเก็บเป็นความลับให้มิดชิดที่สุด รอให้เรื่องซาลงค่อยเปิดเผยทีหลัง
แต่ตอนนี้ดันเผลอโชว์พลังออกไปนิดหน่อย ไม่รู้ว่าคนพวกนี้จะดูออกหรือเปล่า เพื่อความปลอดภัย เยว่เหวินจึงไม่กล้าบอกชื่อจริง
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบกลับไป "เรียกข้าว่า หวงต้าหู่ ก็แล้วกัน"
พอดีเพิ่งใช้วิชาหมัดพยัคฆ์อัสนีสะเทือนฟ้าไป ชื่อของหวงต้าหู่ก็เลยผุดขึ้นมาในหัวทันที
ในใจแอบรู้สึกขอบคุณหวงต้าหู่ขึ้นมาตงิดๆ
พี่หวง วิชาหมัดของพี่ หยกเจี้ยจื่อของพี่ แล้วก็ตอนนี้ชื่อของพี่ด้วย... มันช่างสารพัดประโยชน์จริงๆ นะเนี่ย
"พี่ต้าหู่ กับคู่หูหงลวี่" เสี่ยชุดขนมิงค์กวักมือเรียกทั้งสามคน "ดูท่าความหวังในการกวาดล้างเหมืองแร่ของข้า คงต้องฝากไว้กับพวกท่านแล้วล่ะ ฮ่าๆๆ"
"คู่ยุทธหงลวี่ ต่างหากล่ะ" เสิ่นชิงแก้คำ
"คู่ยุทธก็คู่ยุทธ ฮ่าๆๆ!" เสี่ยชุดขนมิงค์หัวเราะชอบใจ สั่งให้ลูกน้องเอาเงินสดมาแจกจ่ายให้ทั้งสามคน คนละสามหมื่นหยวนทันที ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง
"นี่คือค่าจ้างสามหมื่นหยวนที่ตกลงกันไว้ ถ้าพวกท่านเคลียร์เหมืองให้ข้าจนสะอาดเอี่ยม ข้าจะแถมให้อีกคนละสองหมื่นหยวน เป็นไง?" เขาเสนอเงื่อนไขเพิ่มเติม
"ฮ่าๆๆ" คราวนี้คู่หูหงลวี่หัวเราะออกมาพร้อมกัน "เสี่ยใจป้ำสุดๆ ไปเลย!"
แต่เยว่เหวินยังคงตีหน้านิ่ง กล่าวขอบคุณสั้นๆ แล้วถามต่อ "ตกลงในเหมืองแร่นี่มีวิญญาณร้ายอะไรโผล่มาบ้างล่ะ?"
"เรื่องนี้น่ะเหรอ..." พอพูดถึงเรื่องนี้ เสี่ยชุดขนมิงค์ก็หน้าสลดลงทันที "เหมืองแร่ของข้ามีทั้งหมดสิบกว่าชั้น เมื่อไม่กี่วันก่อนจู่ๆ ก็มีวิญญาณร้ายโผล่มา ยิ่งลงลึกก็ยิ่งมีเยอะ แถมยังมีหลายชนิดด้วยนะ มีทั้งตัวประหลาดที่เหมือนก้อนโคลนเหนียวๆ แมลงปูหินกระดองแข็งโป๊ก แล้วได้ยินมาว่าชั้นล่างๆ ลงไปยังมีฝูงปีศาจค้างคาวกระหายเลือดอีก จัดการยากสุดๆ"
"จริงๆ แล้วในเหมืองของข้าก็มียอดฝีมือขั้นที่สามคอยคุมเชิงอยู่คนนึงนะ แต่เขาก็รับมือกับพวกวิญญาณร้ายพวกนี้ไม่ไหว ข้าก็เลยต้องจำใจจ้างพวกท่านมาช่วยปราบ ข้าสงสัยว่าต้นตอที่ทำให้เกิดวิญญาณร้ายพวกนี้ น่าจะอยู่ลึกสุดในชั้นที่สิบเจ็ด รบกวนพวกท่านช่วยลงไปตรวจสอบให้ทีนะ"
"ไม่มีปัญหา" เสิ่นชิงรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะ "เสี่ยจ่ายหนักขนาดนี้ พวกเราก็ต้องสู้ตายถวายหัวอยู่แล้ว รับรองว่าจะจัดการให้เสร็จสรรพเรียบร้อยเลย"
เยว่เหวินก็พยักหน้ารับเช่นกัน
จากนั้นทั้งสามคนก็เดินตามพนักงานเหมืองไปยังทางเข้าเหมืองแร่
ทางเข้าเหมืองเป็นปล่องลึกดิ่งลงไป สามารถลงไปได้ถึงชั้นแรก แต่ลิฟต์ที่ลงไปลึกกว่านั้นพังไปแล้ว พวกเขาเลยต้องเดินเท้าทะลุแต่ละชั้นไปเรื่อยๆ เพื่อหาทางลงไปชั้นต่อไป เท่ากับว่าต้องเคลียร์พื้นที่ไปทีละชั้นนั่นเอง
ทั้งสามคนลง 'ลิฟต์' ที่ทำจากแผ่นเหล็กหนาเตอะ ค่อยๆ หย่อนตัวลงไปในปล่องเหมืองชั้นแรก
ภายในเหมืองมืดสลัว มีแค่หลอดไฟสลัวๆ แขวนอยู่ตามผนังหินเป็นระยะๆ ส่องสว่างไม่ทั่วถึงทุกซอกทุกมุม พื้นที่ในเหมืองค่อนข้างกว้างขวาง ในเงามืดมีก้อนสีดำๆ ขยับยุกยิกไปมา พร้อมกับเสียง 'แผล็บๆ' ของเมือกเหนียวๆ ดังมาให้ได้ยินเป็นระยะ
'กึง' เสียงแผ่นเหล็กกระแทกพื้น ทั้งสามคนลงมาถึงชั้นแรกของเหมืองแร่แล้ว
เหมือนพวกมันจะได้กลิ่นอายของสิ่งมีชีวิต ก้อนโคลนสีดำเหนียวหนืดก้อนหนึ่งก็กลิ้งหลุนๆ เข้ามาหา รูปร่างของมันบิดเบี้ยวเหมือนดินน้ำมันที่ปั้นไม่เสร็จ ดูไม่เป็นรูปเป็นร่าง แต่พอมองเห็นรอยบุ๋มที่ดูคล้ายหน้าตาอยู่รางๆ มันกลิ้งเข้ามาอย่างสะเปะสะปะ
เยว่เหวินยกมือขึ้น สวมกระจกส่องวิญญาณ
【ปีศาจโคลน: โคลนตมในถ้ำใต้ดินที่บังเอิญมีสติปัญญาขึ้นมา เริ่มมีความใฝ่ฝันอยากจะออกไปใช้ชีวิตในโลกกว้าง ถึงจะเป็นแค่ก้อนโคลน แต่ก็มีความฝันได้นะ! พละกำลังมหาศาล ถ้ามันได้สัมผัสร่างกายมนุษย์ มันจะเกาะติดหนึบไม่ปล่อย เพื่ออาศัยร่างมนุษย์หนีออกไปจากใต้ดิน พลังต่อสู้เทียบเท่ากับคุณยายสุขภาพแข็งแรงสิบคนรวมกัน】
พลังระดับสิบยายงั้นรึ?
กระจอกว่ะ
เยว่เหวินประเมินคู่ต่อสู้ในใจอย่างรวดเร็ว
ตอนนั้นเอง เสิ่นชิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง "พี่ต้าหู่ ลงมาในเหมืองนี่แล้ว พวกเราก็ถือว่าเป็นหุ้นส่วนที่ต้องฝากชีวิตไว้ด้วยกัน ข้าหวังว่าเราจะทิ้งความเห็นแก่ตัวไปให้หมด ไม่ว่าจะเจอวิญญาณร้ายตัวไหน เราต้องร่วมมือกันต่อสู้ ห้ามมีลับลมคมในหรือหักหลังกันเด็ดขาด... ที่นี่ไม่ใช่เขตแดนรกร้างนะ"
เห็นได้ชัดว่าคู่รักเสิ่นชิงกับหลิวเหยียนยังคงระแวดระวังเยว่เหวินที่เป็นคนแปลกหน้าอยู่
ก็โทษพวกเขาไม่ได้หรอกนะ ในวงการผู้ฝึกตนอิสระ มันมีเรื่องหักหลังชิงดีชิงเด่นกันให้เห็นอยู่ถมไป การระแวดระวังเพื่อนร่วมทีมที่เพิ่งรู้จักกันจึงเป็นเรื่องปกติ
การเตือนล่วงหน้าแบบนี้ กลับแสดงให้เห็นว่าพวกเขาอยากจะร่วมมือกันจริงๆ
ส่วนเยว่เหวินก็ตอบสนองต่อคำเตือนของพวกเขาอย่างตรงไปตรงมา เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "ลูกพี่ พี่สะใภ้ พวกท่านเป็นถึงผู้อาวุโสในวงการ ข้าได้ยินชื่อเสียงของพวกท่านมานานแล้ว"
"วิญญาณร้ายในเหมืองชั้นแรกนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าคนเดียวเถอะ พวกท่านคอยคุมเชิงอยู่ข้างหลังก็พอ ถือซะว่านี่เป็นการแสดงความเคารพจากผู้น้อยต่อผู้อาวุโสก็แล้วกัน!"
พูดจบ เขาก็กำหมัดแน่น พุ่งทะยานเข้าใส่วิญญาณร้ายทันที
"นี่มัน—" เสิ่นชิงถึงกับอึ้ง หันไปมองหน้าแฟนสาว ก็เห็นหลิวเหยียนทำหน้าเหวอไม่แพ้กัน
ไม่ว่าใครจะฆ่าวิญญาณร้ายได้มากกว่ากัน สุดท้ายทุกคนก็ได้ค่าจ้างเท่ากันอยู่ดี
ที่พวกเขาเอ่ยปากเตือน ก็เพราะกลัวว่าเยว่เหวินจะเห็นแก่ตัว แอบกั๊กแรงหรือหาช่องเอาเปรียบ
พวกเขาตะลอนยุทธภพมานาน เคยตั้งทีมกับผู้ฝึกตนอิสระแปลกหน้ามาก็เยอะ ไม่ว่าคนพวกนั้นจะดีหรือเลว เก่งหรืออ่อน ก็มักจะนึกถึงแต่ผลประโยชน์ของตัวเองเป็นหลัก อยากจะเอาเปรียบคนอื่นและเลี่ยงความเสี่ยงให้มากที่สุด
ที่ไหนมันจะมีคนแย่งกันออกไปรับหน้าสู้กับวิญญาณร้ายแบบนี้วะ?
หนุ่มโสดที่มารยาทงามขนาดนี้ เพิ่งเคยเจอเป็นครั้งแรกเลยเนี่ย!