- หน้าแรก
- คนผู้หนึ่งกล่าวไว้ ข้าบำเพ็ญเพียรจนบรรลุเป็นเซียนแล้ว ระบบเพิ่งจะโผล่มาเนี่ยนะ
- บทที่ 11 วิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณตระกูลเฟิง
บทที่ 11 วิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณตระกูลเฟิง
บทที่ 11 วิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณตระกูลเฟิง
บทที่ 11 วิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณตระกูลเฟิง
ชั้นบนสุดของสมาคมเทียนเสี้ย ณ ห้องรับรอง
ทันทีที่เฟิงซิงถงก้าวเข้ามา กลิ่นอายรอบด้านก็เปลี่ยนไป จากความตึงเครียดก่อนหน้ากลายเป็นความกดดันที่เยือกเย็นและน่าสยดสยอง
หากการที่เติ้งโหย่วฝูเอาชนะเจี่ยเจิ้งอวี๋ได้ในพริบตาเมื่อครู่นี้คือการใช้พละกำลังและความเร็วเข้าข่ม พลังคุกคามที่เฟิงซิงถงแผ่ออกมาในยามนี้ก็คือ กฎเกณฑ์ ที่พุ่งเป้าไปที่ดวงวิญญาณโดยเฉพาะ
"พี่เติ้ง ล่วงเกินแล้ว"
แม้เฟิงซิงถงจะยังเยาว์วัย แต่เขากลับแสดงท่าทีสุขุมเกินอายุ
เขาค่อยๆยกมือขวาขึ้น พลังปราณสีดำสนิทในฝ่ามือเริ่มหมุนวนราวกับหลุมดำขนาดเล็กที่คอยสูบกลืนแสงสว่างและไอชีวิตรอบกายอย่างตะกละตะกลาม
"นี่คือ... มนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณงั้นหรือ"
เติ้งโหย่วฝูขยับแว่นสายตา เหงื่อเย็นๆเริ่มซึมออกมาตามหน้าผาก
แม้จะผ่านการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงจากหลิวหยวนขุยมาตลอดสามวัน และแม้ดวงวิญญาณของเขาจะผสานเข้ากับท่านหลิวคุนเซิงจนถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แต่เขาก็ยังไม่อาจสะกดความหวาดกลัวตามสัญชาตญาณเมื่อต้องเผชิญกับกลิ่นอายนี้ได้
มันคือความสั่นสะท้านของเหยื่อที่เผชิญหน้ากับผู้ล่าตามธรรมชาติ
"โหย่วฝู... ระวังตัวด้วย"
เสียงของหลิวคุนเซิงดังขึ้นในจิตใจของเติ้งโหย่วฝู น้ำเสียงนั้นสั่นเครืออย่างเห็นได้ชัด "ไอ้สิ่งในมือเด็กนั่นมันชั่วร้ายนัก! ข้ารู้สึกเหมือนมีตะขอมาเกี่ยวเข้าที่จุดตายของข้าโดยตรง!"
"ท่านหลิวคุนเซิง ท่านบรรพชนหลิวกำลังดูอยู่ พวกเราถอยไม่ได้!"
เติ้งโหย่วฝูกัดฟันกรอดพลางคำรามลั่น เขาสลัดความกลัวในใจออกไปอย่างสุดกำลัง
ตูม!
ไอปีศาจมหาศาลพวยพุ่งออกมาอีกครั้ง เติ้งโหย่วฝูพุ่งเข้าใส่เฟิงซิงถงราวกับพญางูยักษ์ที่เลื้อยออกจากถ้ำ พร้อมกับเสียงลมหวีดหวิว
"ฟ่อ—!!!"
สิ้นเสียงขู่คำราม กรงเล็บของเติ้งโหย่วฝูที่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างเหล็กกล้าก็พุ่งตรงไปยังลำคอของเฟิงซิงถง
การโจมตีนี้ทั้งรวดเร็ว แม่นยำ และอำมหิต!
ทว่า เมื่อต้องเผชิญกับการโจมตีที่รุนแรงปานสายฟ้าแลบ เฟิงซิงถงกลับยังคงท่าทีสงบเยือกเย็น
"ออกมาเถิด ท่านปู่จื่อจง"
สิ้นคำขานรับเบาๆ ร่างอันมั่นคงของชายชราท่าทางใจดีก็ปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า ขวางกั้นเส้นทางเบื้องหน้าเฟิงซิงถงเอาไว้
ดวงวิญญาณนั้นถือเข็มเงินไว้ในมือพลางโบกสะบัดอย่างแผ่วเบา ถักทอข่ายปราณขึ้นในอากาศ เข้าสกัดกั้นกรงเล็บอันคมกริบของเติ้งโหย่วฝูไว้ได้อย่างเด็ดขาด
เคร้ง!
เสียงปะทะกันของโลหะดังสนั่น
ในสนามประลอง เติ้งโหย่วฝูที่โจมตีพลาดเป้าถอยกรรเชือกออกมาทันที ก่อนจะโถมเข้าใส่ระลอกใหม่ราวกับคลื่นคลั่ง
ด้วยทักษะการต่อสู้ที่ได้รับถ่ายทอดจากหลิวหยวนขุย ประกอบกับสภาวะผสานร่างเทพสถิต เติ้งโหย่วฝูจึงสามารถกดดันดวงวิญญาณของหวังจื่อจงได้ในช่วงเวลาสั้นๆ
"หืม? ฝีมือไม่เบาเลยทีเดียว"
เฟิงเจิ้งหาวขยับแว่น แววตาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย "โดยปกติแล้ว เหล่าศิษย์ร่างทรงทั่วไปเมื่อต้องเผชิญกับกลิ่นอายของวิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณ เทพสถิตในร่างย่อมต้องขวัญหนีดีฝ่อ แต่เด็กคนนี้กลับยังสำแดงพลังต่อสู้ได้ถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ดูท่าวิชาของท่านหลิวจะยอดเยี่ยมสมคำร่ำลือจริงๆ"
แต่นั่นเป็นเพียงความประหลาดใจชั่วครู่เท่านั้น
เพราะเขารู้ดีว่าความน่ากลัวที่แท้จริงของวิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณ ไม่ใช่การเรียกวิญญาณออกมาต่อสู้ แต่คือการบังคับให้สยบยอม
"พี่เติ้ง ข้านับถือในความแข็งแกร่งของท่าน"
เฟิงซิงถงถอนหายใจในขณะที่คอยสั่งการให้หวังจื่อจงตั้งรับ "แต่ดูเหมือนเทพผู้ยิ่งใหญ่ในร่างของท่านจะไม่ได้อยากสู้เคียงข้างท่านสักเท่าไหร่เลยนะ"
ยังไม่ทันขาดคำ แววตาของเฟิงซิงถงก็พลันคมปลาบขึ้นมา
"มนต์อัญเชิญ: พันธนาการ!"
วืด—
เฟิงซิงถงกางนิ้วออกทันที ปราณสีดำสนิทแปรสภาพเป็นเส้นใยสีดำละเอียดนับไม่ถ้วน ราวกับหนวดที่มีชีวิต พวกมันพุ่งทะลวงผ่านไอปีศาจคุ้มกันของเติ้งโหย่วฝูเข้าไปในร่างกายของเขาโดยตรง!
"อ๊าก!!!"
เติ้งโหย่วฝูแผดร้องออกมาอย่างเจ็บปวด ร่างที่กำลังจู่โจมพลันชะงักค้าง
ความเจ็บปวดในครั้งนี้ไม่ใช่ทางกายภาพ แต่เป็นความรู้สึกทุกข์ทรมานราวกับดวงวิญญาณกำลังถูกฉีกกระชากออกจากกัน
"ออกไป! ออกไปจากตัวข้าเดี๋ยวนี้!"
เสียงคำรามของหลิวคุนเซิงดังสนั่นหวั่นไหว แต่มันไม่ใช่การสื่อสารผ่านจิตอีกต่อไป หากแต่เป็นการตะโกนออกมาจากปากของเติ้งโหย่วฝูเอง
ร่างกายของเติ้งโหย่วฝูกระตุกอย่างรุนแรง เส้นใยสีดำพันธนาการดวงวิญญาณของหลิวคุนเซิงเอาไว้แน่น และเริ่มฉุดกระชากราวกับกำลังเล่นชักเย่อ เพื่อดึงเอาปีศาจเฒ่าผู้มีตบะแปดร้อยปีตนนี้ออกมาจากร่างของเติ้งโหย่วฝูให้ได้!
"เปล่าประโยชน์"
ท่าทีอ่อนน้อมบนใบหน้าของเฟิงซิงถงเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเย็นชาของผู้กุมชะตาชีวิต "ต่อหน้าหนึ่งในแปดวิชาปาฏิหาริย์ เหล่าดวงวิญญาณไม่มีสิทธิ์ที่จะปฏิเสธ ต่อให้ท่านจะเป็นปีศาจผู้ยิ่งใหญ่ที่บำเพ็ญตบะมานับร้อยปี ตราบใดที่ไร้ซึ่งกายหยาบ ท่านก็เป็นเพียงลูกแกะในโรงฆ่าสัตว์เท่านั้น"
"ออกมา... ซะ!"
เฟิงซิงถงคำรามเบาๆพลางกระชากฝ่ามือกลับอย่างแรง
"โฮก— ไม่! พี่ใหญ่ ช่วยข้าด้วย!!"
สิ้นเสียงคำรามอย่างสิ้นหวังของหลิวคุนเซิง เงาร่างพญางูดำมหึมาก็ถูกฉุดกระชากออกมาจากกลางกระหม่อมของเติ้งโหย่วฝูด้วยเส้นใยสีดำที่ดูเปราะบางเหล่านั้น!
ตุบ
เมื่อสิ้นสิ้นการประทับทรง เติ้งโหย่วฝูก็ตาเหลือกค้างและล้มพับลงกับพื้น หมดสติไปทันที
ส่วนท่านหลิวคุนเซิงผู้โด่งดังในแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือและมีนิสัยมุทะลุ ยามนี้กลับถูกปราณสีดำพันธนาการร่างไว้กลางอากาศอย่างแน่นหนา
ร่างกายของมันหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว จนกลายเป็นเพียงงูดำตัวเล็กขนาดเท่าช่วงแขน ซึ่งถูกเฟิงซิงถงคว้าคอเอาไว้
"นี่หรือคือเทพพฤกษาหลิวผู้ยิ่งใหญ่"
เฟิงซิงถงบีบจุดตายของหลิวคุนเซิงไว้พลางสัมผัสได้ถึงความสั่นเทาที่ส่งผ่านมือมา
เงียบกริบ
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า
ภาพเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นรวดเร็วและน่าตกใจเกินไป
หลิวคุนเซิงผู้ที่เพิ่งสำแดงบารมีและกำราบเจี่ยเจิ้งอวี๋ได้เมื่อครู่ กลับถูกใครบางคนคว้าคอเอาไว้เหมือนปลาไหลในชั่วพริบตา
นี่คือผู้ล่าโดยธรรมชาติ
นี่คือความสิ้นหวัง
"แปะ แปะ แปะ"
เสียงปรบมือจังหวะสม่ำเสมอดังทำลายความเงียบในห้องโถง
หลิวหยวนขุยนั่งอยู่บนโซฟาพลางปรบมือเบาๆ ใบหน้าของเขาเรียบเฉยไร้อารมณ์ มีเพียงนัยน์ตาสีทองที่ทอประกายล้ำลึกยิ่งขึ้น
"ยอดเยี่ยม"
หลิวหยวนขวุ่ยเอ่ยขึ้นอย่างเรียบเฉย "วิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณช่างสมคำร่ำลือจริงๆ ทั้งการกระชากวิญญาณอย่างรุนแรง และการละเว้นลำดับตบะ ขอเพียงเป็นดวงวิญญาณ ก็จัดการได้ง่ายดายราวกับหยิบของในกระเป๋า วิชาตระกูลเฟิงชุดนี้เป็นฝันร้ายของเผ่าพันธุ์วิญญาณโดยแท้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น รอยยิ้มของผู้ชนะก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเฟิงเจิ้งหาว
"ท่านหลิวกล่าวชมเกินไปแล้ว"
เฟิงเจิ้งหาวชี้ไปยังหลิวคุนเซิงในมือของบุตรชาย น้ำเสียงแฝงไปด้วยการข่มขู่ "ในเมื่อหลิวคุนเซิงผู้นี้ตกอยู่ในมือข้าแล้ว ตามกฎของโลกผู้มีพลังพิเศษ เขาย่อมเป็นของรางวัลของข้า ข้าควรจะมีสิทธิ์จัดการกับเขาอย่างไรก็ได้ ใช่หรือไม่"
เขาไม่ได้ต้องการจะยึดตัวหลิวคุนเซิงไว้จริงๆ แต่เขากำลังลองดี
เขากำลังทดสอบขีดจำกัดของหลิวหยวนขุย และต้องการดูว่า "บรรพชนหลิว" ผู้นี้จะมีบารมีสักแค่ไหน
หากหลิวหยวนขุยยอมถอย นั่นหมายความว่า "ปีศาจพันปี" ที่ร่ำลือกันก็เป็นเพียงแค่คำคุยโต และสุดท้ายก็ต้องยอมก้มหัวให้กับวิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณอยู่ดี
ทว่า
หลิวหยวนขุยไม่ได้ตอบคำถามของเฟิงเจิ้งหาว
เขาเพียงแต่ค่อยๆหันหน้าไปช้าๆ สายตาจับจ้องไปที่เฟิงซิงถง
หากจะพูดให้ถูกคือ จับจ้องไปที่มือของเฟิงซิงถงที่กำลังกำคอหลิวคุนเซิงอยู่
"เจ้าหนู"
เสียงของหลิวหยวนขุยแผ่วเบายิ่งนัก นุ่มนวลราวกับสายลมฤดูใบไม้ผลิ
"เจ้าตัวเล็กในมือเจ้านั่น ถึงมันจะเป็นพวกไร้ประโยชน์และทำให้ข้าต้องขายหน้า..."
"แต่ถึงอย่างไร มันก็เรียกข้าว่า พี่ใหญ่"
ตูม!!!
โดยไม่มีสัญญาณเตือนใดๆ
ทันทีที่คำว่า พี่ใหญ่ หลุดออกจากปาก ความกดดันที่น่าหวาดกลัวและยากจะอธิบายก็เข้าปกคลุมไปทั่วทั้งห้องโถงในทันที!
นี่ไม่ใช่ มนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณ ที่มุ่งเล่นงานดวงวิญญาณ แต่นี่คือ บารมีแห่งมังกร ที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและอยู่เหนือเหตุผลทั้งปวง!
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
พื้นหินอ่อนราคาแพงใต้เท้าของเฟิงซิงถงแตกกระจายเป็นรอยร้าวราวกับใยแมงมุมในพริบตา
"อึ่ก!"
เฟิงซิงถงครางออกมาเบาๆ เขารู้สึกเหมือนหน้าอกถูกรถไฟความเร็วสูงพุ่งเข้าชน ใบหน้าซีดเผือดลงทันควัน
เขาพบด้วยความตระหนกว่า ปราณอัญเชิญวิญญาณที่เคยไหลเวียนอย่างอิสระ กลับหยุดชะงักลงภายใต้ความกดดันนี้!
ที่น่ากลัวยิ่งกว่าคือ เขารู้สึกว่าสิ่งที่เขากำลังถืออยู่ไม่ใช่้งู แต่เป็นระเบิดนิวเคลียร์ที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ
เพียงแค่ความคิดเดียวจากชายที่นั่งอยู่บนโซฟา เขาก็จะแหลกสลายกลายเป็นจลาจล!
"ซิงถง!"
สีหน้าของเฟิงเจิ้งหาวเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง เขาลุกขึ้นจากโซฟาทันที พลังปราณมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากร่างเพื่อพยายามช่วยบุตรชายต้านทานความกดดันนี้
แต่เขากลับต้องตกตะลึงเมื่อพบว่า พลังปราณของเขานั้นประหนึ่งแสงเทียนท่ามกลางพายุคลั่งเมื่ออยู่ต่อหน้าความกดดันนี้ มันสั่นไหวและจวนเจียนจะดับมอดลง
"นี่มัน... ระดับตบะขั้นไหนกันแน่?!" หัวใจของเฟิงเจิ้งหาวสั่นระรัว
หลิวหยวนขุยยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ท่าทางไม่เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
เขายกถ้วยชาขึ้นมาพลางเป่าเบาๆ
"ข้าจะให้เวลาเจ้าสามวินาที"
"ปล่อยเขาซะ"
"หนึ่ง"
ทันทีที่ตัวเลขแรกถูกเอ่ยออกมา เสียงกระดูกลั่นดังเปรี๊ยะมาจากหัวเข่าของเฟิงซิงถง และเขาก็ต้องทรุดกายลงอย่างไม่อาจขัดขืน
ความรู้สึกอึดอัดเหมือนกำลังจะตายทำให้สมองของเขาว่างเปล่า
เขาเหลือบมองหลิวคุนเซิงในมือ แล้วมองไปยังหลิวหยวนขุยที่นั่งอยู่ตรงนั้นราวกับเทพเจ้าหรือปีศาจผู้ยิ่งใหญ่
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดบิดาของเขาถึงได้หวาดระแวงชายผู้นี้นัก
"ซิงถง! ปล่อยมันซะ!"
เฟิงเจิ้งหาวตัดสินใจอย่างเด็ดขาดและตะโกนสั่ง
ในฐานะผู้นำที่ชาญฉลาด เขารู้ดีว่าควรประเมินสถานการณ์อย่างไร
การเอาชนะหลิวคุนเซิงได้นั้นเพียงพอแล้วที่จะพิสูจน์ความร้ายกาจของวิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณ ถือว่าได้หน้าไปเรียบร้อยแล้ว
หากยังดื้อรั้นขัดขืนและยั่วโมโหหลิวหยวนขุยผู้ลึกลับคนนี้ต่อไปจนเกิดเรื่องกับบุตรชาย ย่อมเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย
เมื่อได้ยินคำสั่งของบิดา เฟิงซิงถงรู้สึกราวกับได้รับการอภัยโทษครั้งใหญ่
เขาสั่นสะท้านพลางคลายมือออกและสลายปราณสีดำในฝ่ามือไป
หลิวคุนเซิงที่ถูกบีบจนแทบขาดใจร่วงลงสู่พื้นเสียงดังตุบ
มันไม่สนใจความเจ็บปวดตามร่างกาย รีบแปรสภาพเป็นกลุ่มควันสีดำและพุ่งกลับเข้าไปในร่างของเติ้งโหย่วฝูที่นอนหมดสติอยู่ทันที โดยไม่กล้าโผล่หน้าออกมาอีกเลย
"ข้า... ข้าขออภัย"
เฟิงซิงถงที่โชกไปด้วยเหงื่อพยายามก้มเอวที่ปวดร้าวลงและคำนับไปยังทิศทางที่หลิวคุนเซิงหายลับไป "ผู้น้อย... ล่วงเกินท่านแล้ว"
เมื่อคำขอโทษถูกกล่าวออกไป ความกดดันอันน่าสะพรึงกลัวที่อบอวลอยู่ทั่วห้องก็สลายตัวไปราวกับน้ำป่าที่ไหลหลากกลับลงสู่มหาสมุทร
เฮือก—
ขาของเฟิงซิงถงอ่อนแรงจนเกือบจะทรุดลงไปกองกับพื้น เขาหอบหายใจอย่างหนักหน่วงราวกับเพิ่งรอดพ้นมาจากประตูนรก
"ดีมาก"
หลิวหยวนขุยปักถ้วยชาลง รอยยิ้มพึงพอใจปรากฏขึ้นที่มุมปาก
"การรู้ผิดแล้วแก้ไขถือเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ ประธานเฟิงช่างสั่งสอนบุตรชายได้ดีแท้"
ยามนี้สีหน้าของเฟิงเจิ้งหาวเคร่งขรึมถึงขีดสุด
เขานั่งลงบนโซฟาอีกครั้ง มองไปยังหลิวหยวนขุยด้วยสายตาที่ไร้ซึ่งความดูแคลน มีเพียงความระแวดระวังอย่างสูงสุด
"วิชาของท่านหลิวช่างล้ำลึกนัก"
เฟิงเจิ้งหาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ "เพียงแค่กลิ่นอายก็สามารถกดดันบุตรชายของข้าได้ แม้แต่ข้าเองยังรู้สึกใจสั่นสะท้าน"
"แต่ว่า..."
เฟิงเจิ้งหาวเปลี่ยนหัวข้อขยับแว่นสายตาพลางจ้องมองด้วยแววตาที่เริ่มร้อนแรงขึ้น "ท่านหลิวเองก็น่าจะเห็นแล้วเช่นกัน
ต่อให้ระดับตบะของท่านจะสูงส่งเทียมฟ้าเพียงใด ตราบใดที่เป็นดวงวิญญาณ ย่อมต้องถูกสยบด้วยวิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณ
น้องชายตัวน้อยของท่านที่มีตบะนับร้อยปี ยังไร้ทางสู้ต่อหน้าบุตรชายของข้า
ถ้าเช่นนั้น..." เฟิงเจิ้งหาวโน้มตัวไปข้างหน้า จ้องมองหลิวหยวนขุยตาไม่กะพริบ "แล้วท่านล่ะ ท่านหลิว?
แม้ท่านจะจำแลงกายเป็นมนุษย์ แต่โดยเนื้อแท้แล้ว ท่านก็ยังคงจัดอยู่ในประเภท ดวงวิญญาณ ใช่หรือไม่?
หากข้าลองใช้มชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณกับท่านดูบ้าง... ไม่รู้ว่าท่านจะทนทานได้สักเพียงไหนกัน?"
สิ้นคำพูดนี้ เฟิงซิงถงที่เพิ่งจะหายใจทั่วท้องก็เปลี่ยนสีหน้าอีกครั้ง "ท่านพ่อ! อย่าทำเช่นนั้นเด็ดขาด!"
เขาเพิ่งจะเผชิญกับความกดดันของหลิวหยวนขุยมาโดยตรงและมันน่ากลัวเกินไป เขาไม่คิดว่าวิชามนต์อัญเชิญและบัญชาดวงวิญญาณจะสามารถควบคุมตัวตนระดับนี้ได้
แต่เฟิงเจิ้งหาวในยามนี้กลับมีความคิดอื่นอยู่ในใจ
เมื่อได้ยินสิ่งที่เฟิงเจิ้งหาวกล่าว หลิวหยวนขุยกลับไม่โกรธเคือง แต่กลับหัวเราะออกมาแทน
เขาหัวเราะอย่างมีความสุขยิ่งนัก
"เจ้าอยากจะอัญเชิญข้าอย่างนั้นหรือ"
หลิวหยวนขุยลุกขึ้นยืนพลางจัดปกเสื้อให้เข้าที่
เขาค่อยๆเดินไปหาเฟิงเจิ้งหาว ทุกย่างก้าวที่เขาก้าวเดิน เงาร่างมังกรขาวมหึมาที่ขดตัวอยู่อย่างเลือนลางเริ่มปรากฏขึ้นในความว่างเปล่าเบื้องหลังเขา
"เฟิงเจิ้งหาว ในเมื่อเจ้ามีความเชื่อมั่นในหนึ่งในแปดวิชาปาฏิหาริย์ของเจ้าถึงเพียงนี้
ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้โอกาสเจ้าสักครั้ง"
หลิวหยวนขุยกางแขนออก เปิดห้วงจิตสำนึกของเขาอย่างสมบูรณ์ ในพริบตานั้น กลิ่นอายโบราณและกว้างใหญ่ไพศาลก็พุ่งเข้าใส่คนทั้งคู่
"มาสิ ลองดูสักตั้ง"