- หน้าแรก
- คนผู้หนึ่งกล่าวไว้ ข้าบำเพ็ญเพียรจนบรรลุเป็นเซียนแล้ว ระบบเพิ่งจะโผล่มาเนี่ยนะ
- บทที่ 7 มังกรออกจากด่าน วางหมากกลางเทียนจิน
บทที่ 7 มังกรออกจากด่าน วางหมากกลางเทียนจิน
บทที่ 7 มังกรออกจากด่าน วางหมากกลางเทียนจิน
บทที่ 7 มังกรออกจากด่าน วางหมากกลางเทียนจิน
เช้าวันต่อมา ลมและหิมะบนเทือกเขาฉางไป๋ยังคงหนาวเหน็บพัดบาดผิว ทว่าบรรยากาศที่หน้าประตูคฤหาสน์ตระกูลกวนกลับเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
รถยนต์ยี่ห้อหงฉีสีดำหลายคันที่สวมป้ายทะเบียนพิเศษจอดรออยู่ก่อนแล้ว เครื่องยนต์ส่งเสียงครางกระหึ่มแผ่วเบา ไอสีขาวที่พ่นออกมาจากท่อไอเสียถูกลมหนาวพัดกระจายหายไปในทันที
กวนสีฮวายืนอยู่หน้ารถ มือข้างหนึ่งกำกล้องยาสูบที่ถูกขัดจนเงาวับจากการใช้งานมานานหลายปีไว้แน่น ใบหน้าที่มีรอยเหี่ยวย่นฉายแววอาลัยอาวรณ์และกังวลใจอย่างเห็นได้ชัด
หากคนนอกได้มาเห็น "สิบผู้เฒ่า" ผู้ทรงอิทธิพลแห่งภาคตะวันออกเฉียงเหนือแสดงท่าทีอ่อนโยนราวกับเด็กสาวเช่นนี้ คงได้อ้าปากค้างด้วยความตกตะลึงเป็นแน่
"บรรพชนหลิวคะ..."
เมื่อเห็นร่างในชุดคลุมยาวสีขาวนวลก้าวเดินออกมา ท่าทางดูปลอดโปร่งแม้อยู่ท่ามกลางอากาศติดลบสามสิบองศา กวนสีฮวาก็อดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปหา น้ำเสียงสั่นเครือเล็กน้อย "เทียนจินอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนัก อีกทั้งอิทธิพลของเฟิงเจิ้งหาวกำลังอยู่ในช่วงรุ่งเรืองถึงขีดสุด ทางบริษัทเองก็จับตามองทุกความเคลื่อนไหว ท่าน..."
หลิวหยวนขุยหยุดชะงักและหันกลับมา รูม่านตาสีทองแนวตั้งแฝงไปด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่ดูอบอุ่น ราวกับกำลังมองดูลูกหลานที่ยังไม่โตเต็มที่ในบ้านของตนเอง
"พอได้แล้ว เสี่ยวสือ"
เขายกมือขึ้นตบบ่าที่เริ่มค่อมลงของกวนสีฮวาเบาๆ "เจ้ากังวลเรื่องอะไร? กลัวว่าข้าจะปรับตัวเข้ากับสถานที่ไม่ได้รึ? หรือกลัวว่าข้านึกสนุกจะไปรื้อเมืองเทียนจินนั่นทิ้งเสียล่ะ?"
"ไม่... ลูกศิษย์มิบังอาจคิดเช่นนั้นค่ะ" กวนสีฮวารีบก้มหน้าลงทันที "เพียงแต่โลกในทุกวันนี้เน้นเรื่องกฎระเบียบและกฎหมาย..."
"กฎมีไว้สำหรับคนอ่อนแอ" หลิวหยวนขุยพูดขัดขึ้นอย่างราบเรียบ สายตาเบนไปทางทิศใต้ "ส่วนเรื่องกฎหมาย ในเมื่อข้าเข้าสู่โลกฆราวาส ข้าย่อมปฏิบัติตามกฎของโลกนี้ ตราบใดที่คนตระกูลเฟิงนั่นคุยกันด้วยเหตุผล ข้าก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล แต่ถ้าหากเขาไม่ และคิดจะใช้วิชาลึกลับนั่นมากดขี่สายวิชาชูม่าของข้า..."
หลิวหยวนขุยหยุดนิ่ง มุมปากหยักขึ้นเป็นรอยยิ้มที่เย็นเยือก "ข้าก็จะให้เขาได้รู้ว่า กฎที่แท้จริงน่ะมันเป็นอย่างไร"
พูดจบ เขาก็ไม่กล่าวสิ่งใดเพิ่มอีก ค้อมตัวก้าวขึ้นไปนั่งที่เบาะหลังของรถยนต์
สองพี่น้องตระกูลเติ้ง เติ้งโหย่วฝูและเติ้งโหย่วไฉ่ รีบก้าวตามขึ้นไปทันที
ยามนี้ทั้งสองคนไม่มีร่องรอยของความสุภาพหรือความขี้เล่นเหมือนปกติหลงเหลืออยู่เลย ทั้งคู่ดูเกร็งราวกับกำลังเผชิญหน้ากับศัตรูตัวฉกาจ โดยเฉพาะเติ้งโหย่วฝู เขาสัมผัสได้ชัดเจนว่าท่านปู่คุนเซิงในร่างกำลังพยายามกดข่มกลิ่นอายของตนเองอย่างบ้าคลั่ง ประหนึ่งอยากจะย่อส่วนตัวเองให้กลายเป็นเม็ดฝุ่นที่ไม่มีตัวตนที่สุด
"คุณยาย ดูแลตัวเองด้วยนะ พวกเรา... พวกเราไปก่อนครับ" เติ้งโหย่วฝูบอกลาคุณยายกวนด้วยสีหน้าปั้นยาก
กวนสีฮวาทอดถอนใจพลางโบกมือ "ไปเถอะ ปรนนิบัติบรรพชนหลิวให้ดี ถ้าหากบรรพชนหลิวผมร่วงแม้แต่เส้นเดียว พวกเจ้าก็ไม่ต้องกลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีก"
เติ้งโหย่วฝู: "..."
ขบวนรถค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไป ทิ้งภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะไว้เบื้องหลัง มุ่งหน้าสู่สนามบินด้วยความเร็วสูง
...
ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ณ สนามบินนานาชาติเทียนจินปินไห่
เมื่อหลิวหยวนขุยก้าวออกมาจากอาคารผู้โดยสารและมองไปยังเมืองใหญ่ที่ทันสมัย เต็มไปด้วยตึกระฟ้าและการจราจรที่คับคั่ง แววตาของเขาฉายความงุนงงออกมาวูบหนึ่ง แต่ก็ถูกแทนที่ด้วยความแจ่มใสในชั่วพริบตา
การกักตนบำเพ็ญเพียรเจ็ดสิบปีอาจเป็นช่วงเวลาชั่วชีวิตของปุถุชน แต่สำหรับเขาแล้ว มันเป็นเพียงความฝันที่ยาวนานกว่าปกติเล็กน้อยเท่านั้น
แม้เขาจะเคยเห็นรากฐานของอารยธรรมสมัยใหม่มาบ้างตอนที่ทะลุมิติมาครั้งแรกเมื่อพันปีก่อน แต่การได้เห็นความรุ่งเรืองด้วยตาตนเองเช่นนี้ก็ยังทำให้เขารู้สึกสะท้อนใจอยู่บ้าง
กล่องเหล็กที่วิ่งเต็มถนนและตึกรามบ้านช่องที่พุ่งทะยานสู่หมู่เมฆเหล่านี้ ไม่ใช่ยุคสมัยที่เต็มไปด้วยสงครามในความทรงจำของเขาอีกต่อไป
"บรรพชนหลิวครับ รถเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนโรงแรมจองไว้ที่โรงแรมลี่ซุ่นเต๋อ ซึ่งเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่ขึ้นชื่อที่สุดในเทียนจินครับ" เติ้งโหย่วฝูเดินนำทางอย่างระมัดระวังพลางถือกระเป๋าเดินทาง
หลิวหยวนขุยพยักหน้าแล้วก้าวขึ้นรถตู้ธุรกิจที่มารอรับ
ภายในรถ บรรยากาศดูค่อนข้างหนักอึ้ง
หลิวหยวนขุยมองดูทิวทัศน์ที่พุ่งผ่านหน้าต่างไปก่อนจะเอ่ยขึ้นกะทันหัน "โหย่วฝู"
"ครับ! บรรพชนหลิวมีคำสั่งอะไรครับ!" เติ้งโหย่วฝูที่นั่งเบาะหน้าสะดุ้งสุดตัว จนหัวเกือบจะกระแทกกระจกหน้ารถ
"หลังจากเช็คอินที่โรงแรมเสร็จแล้ว พวกเจ้าสองคนไม่ต้องอยู่ปรนนิบัติข้า" น้ำเสียงของหลิวหยวนขุยราบเรียบราวกับพูดเรื่องสัพเพเหระ "ให้ไปที่สมาคมเทียนเสี้ย"
"หา?"
เติ้งโหย่วฝูและเติ้งโหย่วไฉ่ที่นั่งเบาะหลังร้องอุทานออกมาพร้อมกัน ใบหน้าของทั้งคู่ซีดเผือดลงทันที
ไปที่สมาคมเทียนเสี้ย?
ในโลกผู้วิเศษปัจจุบัน ใครบ้างจะไม่รู้ว่าเฟิงเจิ้งหาวแห่งสมาคมเทียนเสี้ยครอบครอง "วิชากูบงกชวิญญาณ" ที่เป็นดาวข่มเหล่าเซียนโดยเฉพาะ?
การที่ศิษย์ชูม่าอย่างพวกเขาสองคนเสนอหน้าไปถึงรังของอีกฝ่าย มันไม่ต่างอะไรกับการไปหาที่ตายหรอกหรือ?
"ทำไม? กลัวรึ?" หลิวหยวนขุยมองพวกเขามองผ่านกระจกมองหลัง
"เปล่าครับ... ไม่ใช่ความกลัว..." เติ้งโหย่วไฉ่พูดติดอ่าง "หลักๆ คือ... คือถ้าไปถึงที่นั่นแล้วพวกเราต้องพูดว่าอะไรครับ? จะให้เปิดฉากสู้เลยหรือเปล่า?"
"สู้รึ? ข้าคงหวังพึ่งพวกเจ้าเรื่องนั้นไม่ได้หรอก"
หลิวหยวนขุยแค่นยิ้ม "ไปถึงแล้วก็แค่ส่งข้อความแทนข้า บอกว่าตระกูลหลิวแห่งเทือกเขาฉางไป๋ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในฐานะทายาทของเพื่อนเก่า เดินทางมาเยี่ยมเยียนประธานเฟิง พวกเราเป็นคนมีเหตุผล เรื่องมารยาทต้องทำให้ครบถ้วนอย่าให้เสีย"
"แค่... แค่นั้นหรือครับ?" เติ้งโหย่วฝูถึงกับอึ้ง
"แล้วจะเอาอะไรอีก?" หหลิวหยวนขุยหลับตาลงเพื่อพักผ่อน "หรือจะให้ข้าเขียนจดหมายท้าดวลให้พวกเจ้าถือไป? ไปเถอะ อย่าให้ข้าต้องเสียหน้า ถ้าหากเฟิงเจิ้งหาวนั่นกล้าลงมือกับพวกเจ้า..."
แรงกดดันจางๆ ที่ทำให้หัวใจแทบหยุดเต้นแผ่ซ่านไปทั่วห้องโดยสารรถ
"ข้าจะได้มีข้ออ้างในการพังทลายสมาคมเทียนเสี้ยของมันให้ราบพณาสูร"
เติ้งโหย่วฝูลอบกลืนน้ำลาย รู้สึกเย็นสันหลังวาบ
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว บรรพชนหลิวกำลังวางเบ็ดตกปลา!
ถ้าหากเฟิงเจิ้งหาวไม่รู้จักกฎกติกามารยาทและลงมือขึ้นมาจริงๆ ผลที่ตามมาคงยากจะจินตนาการ
...
หลังจากเดินทางถึงโรงแรมลี่ซุ่นเต๋อและจัดการที่พักเสร็จสิ้น หลิวหยวนขุยก็ไม่ได้พักผ่อน
เขาเปลี่ยนชุดเป็นเสื้อโค้ทสีดำที่ดูทันสมัยขึ้นเล็กน้อย รวบผมสีเงินเป็นหางม้าต่ำแบบเรียบง่าย ดูลดความน่ากลัวแบบปีศาจลง และดูเหมือนศิลปินผู้ลึกลับที่ดูอมทุกข์แทน
"ไปจัดการธุระของพวกเจ้าเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า"
หลิวหยวนขุยโบกมือไล่สองพี่น้องตระกูลเติ้งที่ยังตัวสั่น "ข้ามีเพื่อนเก่าคนหนึ่งอาศัยอยู่แถวนี้ ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว ข้าจะไปเยี่ยมเขาเสียหน่อย"
"เพื่อนเก่าหรือครับ?" เติ้งโหย่วฝูตกใจ "บรรพชนหลิวมีคนรู้จักอยู่ที่เทียนจินด้วยหรือครับ? พวกเราต้องเตรียมของขวัญอะไรไหม?"
"ไม่ต้องหรอก"
หลิวหยวนขุยเดินไปที่หน้าต่างกระจกบานใหญ่ มองออกไปยังท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด แววตาของเขาลุ่มลึก "เขาเป็นคนยากจน ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่ เขาไม่ชอบเรื่องผิวเผินพวกนั้นหรอก แค่ถือเหล้าไปสักขวดก็พอแล้ว"
ตอนที่เขายังมีชีวิตอยู่รึ?
เติ้งโหย่วฝูรู้สึกใจคอไม่ดีและไม่กล้าถามอะไรต่อ
หลิวหยวนขุยผลักประตูเปิดออกและหายลับไปท่ามกลางฝูงชนในยามเย็น
สถานที่ที่เขากำลังจะไปไม่ใช่ใจกลางเมืองที่พลุกพล่าน แต่เป็นชายขอบเมืองเทียนจิน ใกล้กับหมู่บ้านเล็กๆ ที่ดูไม่สะดุดตาแห่งหนึ่ง
สถานที่แห่งนั้นเป็นที่ฝังร่างของชายชราผู้หนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยรุ่งโรจน์แต่กลับต้องแบกรับชื่อเสียงที่แปดเปื้อนและความลับมาตลอดชั่วชีวิต
จางหวยอี้
หรือที่รู้จักกันในนาม หัวขโมยหูใหญ่
ในฐานะผู้ทะลุมิติ แม้หลิวหยวนขุยจะมาถึงโลกนี้ก่อนที่เนื้อเรื่องจะเริ่มหลายร้อยปี แต่ในช่วงหลายปีก่อนที่จะกักตน เขาก็ได้เดินทางไปทั่วโลก
ในคืนที่ฝนตกเมื่อหลายสิบปีก่อนนั่นเอง ที่เขาได้บังเอิญพบกับชายหนุ่มคนหนึ่งในป่าลึก ซึ่งได้รับบาดเจ็บสาหัสและถูกตามล่าจากทั้งฝ่ายธรรมะและฝ่ายอธรรม
ในตอนนั้น จางหวยอี้ดูเวทนาไม่ต่างจากสุนัขตัวหนึ่ง แต่ดวงตาของเขากลับสว่างจ้าอย่างน่ากลัว
หลิวหยวนขุยไม่ได้ช่วยชีวิตเขา และก็ไม่ได้ฆ่าเขา เขาเพียงแค่แบ่งไก่ย่างครึ่งตัวกับเหล้าขุ่นๆ หนึ่งไหให้ชายผู้นั้น
ทั้งสองพูดคุยกันทั้งคืนในวัดร้าง พวกเขาไม่ได้คุยกันเรื่องการบำเพ็ญเพียรหรือแปดวิชาลึกลับ พวกเขาคุยกันเพียงแค่เรื่องโลกเฮงซวยใบนี้เท่านั้น
เมื่อรุ่งสาง จางหวยอี้จากไปพร้อมกับทิ้งคำพูดไว้ว่า "หากข้า จางหวยอี้ รอดชีวิตไปได้ ข้าจะไปหาท่านที่เทือกเขาฉางไป๋เพื่อเลี้ยงเหล้าที่ดีที่สุดอย่างแน่นอน"
น่าเสียดายที่หลิวหยวนขุยกลับขึ้นเขาเพื่อกักตนเตรียมรับทัณฑ์พันปี และจางหวยอี้ก็จบชีวิตลงกลางป่าเขานอกเมืองเทียนจินในที่สุด
"เจ้าหัวขโมยหูใหญ่ เจ้านี่มันเชื่อถือไม่ได้จริงๆ"
หลิวหยวนขุยเดินอยู่ท่ามกลางลมหนาว ในมือถือเหล้าเอ้อร์กัวโถวสองขวดที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อข้างทาง พร้อมกับรอยยิ้มขื่นๆ บนใบหน้า "เจ้าบอกว่าจะเลี้ยงเหล้าข้า แต่สุดท้ายข้ากลับต้องเป็นฝ่ายมาหาเจ้าเสียเอง"
ฝีเท้าของเขารวดเร็วอย่างยิ่ง ดูเหมือนเขากำลังเดินเล่นอย่างสบายอารมณ์ แต่ความจริงแล้วเขากำลังใช้ยอดวิชาย่นระยะทาง
ไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เมืองที่แสนวุ่นวายก็ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แทนที่ด้วยป่าละเมาะที่แห้งเหี่ยวและม่านราตรีที่มืดมิด
เขาก้าวเดินไปตามทิศทางเลือนรางในความทรงจำและร่องรอยของแรงดึงดูดแห่งโชคชะตาจางๆ หลิวหยวนขุยก้าวเท้าเข้าไปในสุสานรวมที่ถูกทิ้งร้างมานานแสนนาน