เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 649 : ประกาศจับ

บทที่ 649 : ประกาศจับ

บทที่ 649 : ประกาศจับ


บทที่ 649 : ประกาศจับ

ณ ลานหน้าหอผู้คุมกฎ

กลุ่มผู้บำเพ็ญเพียรหลายคนกำลังจับกลุ่มซุบซิบนินทากันอย่างออกรส

"ศิษย์พี่ใหญ่"

ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะรูปร่างผอมบางคนหนึ่งเอ่ยปากถามขึ้น

"เจ้านั่นมันเป็นใครมาจากไหนกัน แค่เพิ่งเข้าสำนักมา ก็ได้เป็นผู้อาวุโสสายนอกซะแล้ว"

คนที่ถูกเรียกว่า 'ศิษย์พี่ใหญ่' คือผู้บำเพ็ญเพียรระดับผสานวิถี และยังเป็นศิษย์เอกแห่งสำนักหลัวเซียวยุคที่สองอีกด้วย

เขามีรูปร่างสูงใหญ่กำยำ สายตาจับจ้องไปยังทิศทางที่เฉินซานซือเพิ่งปรากฏตัวเมื่อครู่ โดยไม่ปริปากพูดอะไร

"ผู้อาวุโสสายนอกแล้วมันทำไมล่ะ?"

ตาเฒ่าระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะคนหนึ่งพึมพำขึ้นมา

"เมื่อไม่กี่วันก่อน ข้าแอบได้ยินท่านบรรพชนปรึกษาหารือกับผู้อาวุโสระดับสูงหลายท่าน บอกว่าในอนาคต เจ้านี่มีโอกาสสูงมากที่จะได้เป็น 'ผู้สืบทอด' ของสำนักหลัวเซียวเชียวนะ!"

"อะไรนะ?!"

พอคำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนก็ถึงกับฮือฮาตกตะลึง ก่อนจะเริ่มถกเถียงกันเสียงขรม

"สำนักหลัวเซียวของพวกเรา คือสำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งเผ่ามนุษย์ และท่านผู้อาวุโสติงซิวของพวกเรา ก็มีอายุขัยยืนยาวเทียบเท่าฟ้าดิน

“เรื่องผู้สืบทอดน่ะยังอีกยาวไกลนัก พวกเจ้าทั้งหลาย ทางที่ดีอย่าได้แอบไปปล่อยข่าวลือมั่วซั่วจะดีกว่า” ศิษย์พี่ใหญ่ เติ้งป๋ายอวี๋ แค่นเสียงเย็นชา

"ศิษย์พี่ใหญ่พูดถูกแล้ว"

คนอื่นๆรีบหุบปากเงียบทันที

…..

หลังจากลงทะเบียนเข้าสำนัก และกลายเป็นศิษย์ของสำนักหลัวเซียวอย่างเป็นทางการแล้ว

ติงซิวก็พาเฉินซานซือขึ้นไปยังพระราชวังที่ตั้งตระหง่านอยู่ ณ จุดสูงสุดของสำนักหลัวเซียว...ตำหนักสวรรค์หลัวเซียว

ภายในโถงใหญ่

มีผู้อาวุโสถึงห้าท่านนั่งรออยู่ก่อนแล้ว ในจำนวนนั้นมีทั้งมหาเซียนระดับจอมเซียนและปรมาจารย์เซียนรวมอยู่ด้วย

"ท่านนี้คือ เจินจุนเป้าผู่"

"นี่คือ หยวนจุนหานจาง"

"ผู้อาวุโสไท่หัว"

"และนี่คือ ผู้อาวุโสอวิ๋นจี๋"

ติงซิวแนะนำให้รู้จักทีละคน

"ส่วนผู้อาวุโสท่านอื่นๆกำลังปิดด่านฝึกตนอยู่ วันหน้าคงมีโอกาสได้พบกัน"

"สหายตัวน้อย เจ้าคือเฉินซานซือใช่ไหมล่ะ?"

หยวนจุนหานจางดูเป็นสตรีวัยกลางคนที่ใจดีและเป็นมิตร

"ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็พักผ่อนให้สบายเถอะนะ ต่อไปนี้สำนักหลัวเซียว ก็คือบ้านของเจ้าบนโลกเบื้องบนแล้วล่ะ"

"ใช่แล้วๆ"

ผู้อาวุโสไท่หัวเป็นชายวัยกลางคนที่มีหนวดเคราดกดำ เขาพูดด้วยน้ำเสียงดังกังวาน

"ไอ้หนู! ต่อจากนี้ไปในโลกผู้บำเพ็ญเพียร ถ้ามีใครหน้าไหนกล้ามาหาเรื่องเจ้า เจ้าก็มาบอกข้าได้เลย เดี๋ยวข้าจะไปถล่มประตูสำนักพวกมันให้พังพินาศไปเลย!"

ผู้อาวุโสท่านอื่นๆต่างก็แสดงท่าทีเป็นกันเองเช่นเดียวกัน

ราวกับว่า...พวกเขาได้พบหน้าลูกหลานของสหายเก่าที่ล่วงลับไปแล้วจริงๆอย่างไรอย่างนั้น

เรื่องนี้ทำเอาเฉินซานซือถึงกับ 'ตั้งรับแทบไม่ทัน' เลยทีเดียว

ต้องเข้าใจก่อนนะ ว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าเขาในเวลานี้ ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับท็อปของโลกผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสิ้น

หากเขาได้รับการปกป้องดูแลจากคนเหล่านี้จริงๆเส้นทางการฝึกฝนในอนาคตของเขาก็คงจะราบรื่นและสะดวกสบายสุดๆไปเลย

ทว่า ในใจของเฉินซานซือก็ยังคงมีความเคลือบแคลงสงสัยอยู่ดี

มันจะง่ายดายปานนั้นเชียวหรือ?

เขาจะได้มีโอกาสนอนตีพุงเป็น 'คุณชายน้อย' ผู้ร่ำรวยจริงๆงั้นหรือ?

หลังจากทักทายกันเสร็จสรรพ

ติงซิวก็แนะนำผู้บำเพ็ญเพียรอีกคนที่อยู่รุ่นหลังลงมาให้รู้จัก

"นี่คือ ฟางฝูเหยา ศิษย์ของข้าเอง ต่อไปเขาจะคอยรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยของเจ้า"

เฉินซานซือหันไปมอง ก็พบว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรที่มีรูปลักษณ์เหมือนชายหนุ่มวัยฉกรรจ์ แต่ระดับพลังในตอนนี้ เกรงว่าคงจะอยู่ในระดับจอมเซียนเป็นแน่

เขาประสานมือคารวะ "คารวะผู้อาวุโสขอรับ"

"เจ้าเป็นถึงผู้สืบทอดของผู้อาวุโสเหมย เรียกข้าว่าศิษย์พี่ก็พอแล้วล่ะ" ฟางฝูเหยามีสีหน้าเรียบเฉย

"สหายตัวน้อยเฉิน เจ้าใกล้จะทะลวงเข้าสู่ระดับผสานวิถีแล้วใช่ไหมล่ะ?"

ติงซิวดีดนิ้วเบาๆส่งป้ายหยกประจำตัวชิ้นหนึ่งไปอยู่ในมือของชายหนุ่ม

"นี่คือป้ายหยกประจำหอคัมภีร์ เจ้าสามารถเข้าไปเลือกวิชาฝึกตนระดับผสานวิถีได้ตามใจชอบเลยนะ"

สำหรับเฉินซานซือในตอนนี้ เขาต้องการเคล็ดวิชาจำนวนมากจริงๆเพื่อนำมาเพิ่ม 'ค่าประสบการณ์' ให้กับตัวเอง

"อ้อ มีอีกเรื่องหนึ่ง"

"แม่หนูเจียงนั่น ก็สมควรจะทะลวงมิติขึ้นมาได้แล้วใช่หรือไม่ล่ะ?"

เฉินซานซือชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบว่า

"แท่นทะลวงมิติที่โลกเบื้องล่าง จะเปิดใช้งานได้เพียงครั้งเดียวในรอบสามร้อยปีเท่านั้น หากศิษย์พี่หญิงต้องการจะขึ้นมา เกรงว่าคงต้องรออีกสามร้อยปีข้างหน้าล่ะขอรับ"

เขายังไม่สามารถเชื่อใจสำนักหลัวเซียวได้อย่างสนิทใจ

ดังนั้น เรื่องที่ศิษย์พี่หญิงวางแผนจะลอบขึ้นมายังโลกเบื้องบนผ่านรอยแยกมิตินั้น สมควรจะปิดบังเอาไว้ก่อนจะดีกว่า

"ใช่ๆดูความจำของชายชราคนนี้สิ"

ติงซิวทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่ก็หยุดชะงักอีกครั้ง

"มีอีกเรื่องหนึ่ง สหายตัวน้อยเฉินเคยคิดที่จะนำ 'ลูกเเก้วอธิษฐานฟ้าเพื่อมวลประชา' ขึ้นมายังโลกเบื้องบนบ้างหรือไม่ล่ะ?"

"นำขึ้นมางั้นหรือขอรับ?" เฉินซานซือส่ายหน้า

"เจ้าคงยังไม่รู้สินะ"

"ลูกเเก้วอธิษฐานฟ้าเม็ดนั้น เป็นสมบัติล้ำค่าที่ผู้อาวุโสเหมยลงมือหลอมขึ้นมาด้วยตัวเอง นอกเหนือจากการใช้สะกดโชคชะตาแล้ว มันยังมีสรรพคุณวิเศษอีกมากมาย

“การทิ้งมันไว้ที่โลกเบื้องล่างถือเป็นการใช้ของเสียเปล่าจริงๆ หากนำมันขึ้นมายังโลกเบื้องบน ข้าเชื่อว่ามันจะเป็นประโยชน์ต่อการฝึกฝนของเจ้าอย่างมหาศาลเลยทีเดียว

"และป้ายคำสั่งผู้พิทักษ์นั่น ในอนาคตเมื่อเจ้าต้องออกตามหาโบราณสถาน มันจะเป็นกุญแจสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งจุดนี้...ข้าคิดว่าเจ้าคงพอจะสัมผัสได้ด้วยตัวเองแล้วล่ะ"

"คำแนะนำของผู้อาวุโสติง ผู้น้อยจะนำไปพิจารณาอย่างถี่ถ้วนขอรับ"

"เจ้าเป็นถึงผู้อาวุโสของสำนักหลัวเซียวของข้าแล้ว ขืนยังเรียกผู้อาวุโสๆอยู่แบบนี้ มันจะดูห่างเหินเกินไปหน่อยนะ"

ติงซิวพูดด้วยรอยยิ้มแย้มแจ่มใส

"หากสหายตัวน้อยไม่รังเกียจ ต่อไปนี้ก็เรียกข้าว่าอาจารย์ลุงเถอะ ส่วนข้าก็จะเรียกเจ้าว่าเจ้าหนูซานซือ…ดีหรือไม่ล่ะ?"

"ผู้อาวุโสกล่าวหนักไปแล้วขอรับ"

เฉินซานซือแอบคำนวณในใจ

อีกฝ่ายอายุอย่างน้อยๆก็สองแสนปีเข้าไปแล้ว การเรียกเขาว่าศิษย์หลาน ถือเป็นการ 'อัปเกรดสถานะ' ตัวเองขึ้นมาแบบก้าวกระโดดสุดๆเลยทีเดียว

"เอาล่ะ"

"ศิษย์เอ๋ย เจ้าพาศิษย์น้องของเจ้าไปจัดแจงที่พักให้เรียบร้อยเถอะ"

ฟางฝูเหยาเป็นคนพูดน้อย เขาเพียงแค่พยักหน้ารับคำ ก่อนจะพาเฉินซานซือเดินออกไป

ภายในโถงใหญ่พลันตกอยู่ในความเงียบงัน

เนิ่นนานผ่านไป เจินจุนเป้าผู่ถึงได้ลูบเคราแล้วเอ่ยขึ้นว่า

"น่าแปลกจริงๆพวกท่านลองคิดดูสิ ว่าเหตุใดผู้อาวุโสเหมยถึงได้มอบการสืบทอดให้กับเจ้าหนูนี่ล่ะ? ถึงแม้พรสวรรค์ของเขาจะไม่เลว แต่ทุกๆไม่กี่หมื่นปี โลกเบื้องบนก็มักจะมีอัจฉริยะแบบนี้โผล่มาให้เห็นอยู่เสมอ แถมเจ้านี่ยังมาจากโลกเบื้องล่างอีกด้วย"

ติงซิวทอดสายตามองไปยังทิศทางที่ชายหนุ่มเดินจากไป พลางทอดถอนใจอย่างแผ่วเบา

"บางที...อาจเป็นเพราะเขามาจากโลกเบื้องล่างนี่แหละ"

"ท่านผู้อาวุโสติง" ผู้อาวุโสอวิ๋นจี๋เอ่ยขึ้น

"นักพรตซู่สือแห่งตำหนักเป่ยเฉินมาถึงแล้วขอรับ รอท่านอยู่ที่โถงด้านหลัง"

"อืม"

ติงซิวเพียงแค่คิด ร่างของเขาก็ไปปรากฏอยู่ที่โถงด้านหลังในพริบตา

ที่โต๊ะน้ำชา มีชายชราคิ้วยาวผู้หนึ่งนั่งอยู่ ข้างกายมีผู้บำเพ็ญเพียรหญิงยืนคอยปรนนิบัติ

เมื่อเห็นติงซิว ชายชราผู้นั้นก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที แล้วเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงดุดัน

"ผู้อาวุโสติง เหตุใดท่านถึงต้องขัดขวางข้าด้วย? สำนักของข้าผูกใจเจ็บกับไอ้เด็กนั่นไปแล้ว หากไม่ฆ่ามันเสียตั้งแต่ตอนนี้ จะรอให้มันเติบโตกล้าแข็งขึ้นมาก่อนหรือไง?!"

"ซู่สือเอ๋ย..."

ติงซิวใช้ไม้เท้าพยุงกาย ค่อยๆเดินเข้าไปหา

"เจ้าเองก็บำเพ็ญเพียรมาตั้งแสนกว่าปีแล้ว จะทำอะไร ทำไมถึงยังเอาแต่คิดจะฆ่าฟันกันอยู่อีกเล่า?"

เเน่​นอน​ว่า นักพรตซู่สือไม่แยแสคำตักเตือนนั้น

"เรื่องเมล็ดพันธุ์มารเป็นเรื่องใหญ่ยิ่งยวด แต่เฉินซานซือกลับพยายามขัดขวางไม่ให้พวกเรานำมันกลับมา ในตอนนั้นหากไม่ยอมให้คนของคุนซีฆ่ามัน แล้วจะให้ทำอย่างไรเล่า?

“ในเมื่อความแค้นได้ก่อตัวขึ้นแล้ว ก็ต้องจัดการถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก——”

"สหายซู่สือ"

ติงซิวหรี่ตาลง กลิ่นอายอันยากจะอธิบายแผ่ซ่านออกมาจากร่าง

"เฉินซานซือในตอนนี้ คือผู้อาวุโสแห่งสำนักหลัวเซียวของข้า เรื่องบาดหมางระหว่างพวกเจ้าที่ผ่านมาก็ให้มันจบไป และในอนาคต จะต้องไม่มีความแค้นต่อกันอีกต่อไป"

"นี่ท่าน...ตั้งใจจะรั้งตัวมันไว้จริงๆงั้นรึ?!"

นักพรตซู่สือแสดงสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ

"ติงซิวเอ๋ย คนเลวพวกข้าตำหนักเป่ยเฉินเป็นคนรับบทไป แต่ผลงานความดีความชอบท่านกลับฮุบไปทำซะเอง หน้าหนาใช้ได้เลยนี่!

"ท่านก็รู้อยู่แก่ใจ ว่าหนานกงชิงเหยาเป็นศิษย์ของสำนักข้า ในอนาคต นางจะต้องถูกนำตัวขึ้นลานประหารเซียนอย่างแน่นอน!

"และเมล็ดพันธุ์มารในตัวของเจียงซีเยว่ ข้าก็ไม่มีทางปล่อยไปเด็ดขาด!

"ความแค้นลึกล้ำราวกับทะเลเลือดเช่นนี้ ไอ้เด็กนั่นไม่มีทางที่จะไม่แก้แค้นแน่!

"ดังนั้น วันนี้ต่อให้ท่านจะพูดอะไรก็เปล่าประโยชน์ ไอ้เด็กนั่น...ตำหนักเป่ยเฉินของข้าจะต้องฆ่ามันให้จงได้!"

"ข้าบอกไปแล้วไง..."

ติงซิวเน้นย้ำทีละคำ

"คนผู้นี้ ข้าจะคุ้มครอง หากสหายซู่สือคิดจะลงมือ ก็ลงมือเสียตั้งแต่ตอนนี้เลยสิ"

"ท่าน?! ท่านจะรังแกกันเกินไปแล้วนะ!"

นักพรตซู่สือโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ

"ตาเฒ่าแซ่ติง! อย่าคิดว่าตัวเองมีอาวุโสสูงกว่าแล้วจะมาชี้นิ้วสั่งข้าได้นะโว้ย ข้าเอง...ก็เป็นถึงปราชญ์สูงสุดแห่งเผ่ามนุษย์เหมือนกันนะ!"

"ประโยคนี้ เจ้าพูดได้ถูกต้องเลยล่ะ"

ติงซิวเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและเชื่องช้า

"นับตั้งแต่ผู้อาวุโสเหมยดับสูญไป ในใต้หล้านี้ ก็ไม่มีใครที่บรรลุมรรคาก่อนข้า และไม่มีใครที่มีอาวุโสสูงกว่าข้าอีกแล้ว หากจะพูดถึงลำดับชั้นแห่งวิถีสวรรค์ ข้าผู้นี้แหละ...คือ 'อันดับหนึ่ง' อย่างแท้จริง!"

รูปร่างของเขาดูเตี้ยเล็กมากก็จริง

แต่ในสายตาของนักพรตซู่สือในเวลานี้ ร่างนั้นกลับดูใหญ่โตราวกับจะบดบังท้องฟ้า แม้แต่กฎเกณฑ์แห่งวิถีสวรรค์ก็ยังถูกเขาบดบังไว้เบื้องหลัง

"หึหึ~"

หางตาของนักพรตซู่สือกระตุกยิกๆเมื่อดึงสติกลับมาได้ เขาก็แค่นเสียงหัวเราะหยัน

"ข้าไม่สู้กับท่านหรอก! แต่มีเรื่องหนึ่งที่ข้าต้องพูดให้ชัดเจน หากไม่สามารถตามหาเมล็ดพันธุ์มารกลับมาได้ภายในเวลาที่กำหนด ผลที่ตามมา...ท่านก็รับผิดชอบเอาเองก็แล้วกัน! ศิษย์เอ๋ย พวกเราไป!"

กล่าวจบ…เขาก็พาผู้บำเพ็ญหญิงข้างกายเดินออกจากโถงไป

ทั้งสองขี่นกกระเรียนเซียน บินทะลุผ่านภูเขาเซียนของสำนักหลัวเซียวไปทีละลูก จนกระทั่งลับสายตา หายวับเข้าไปในชั้นเมฆแห่งสวรรค์ชั้นเก้า

"บ้าชะมัด!"

นักพรตซู่สือสบถด่าออกมาก่อน แล้วลูบเคราพึมพำกับตัวเอง

"ไอ้แก่หนังเหนียวนั่น ทำไมถึงต้องมายอมหมางใจกับข้าเพราะไอ้เด็กเมื่อวานซืนนี่ด้วยล่ะ?

"ตอนที่เพาะบ่มเมล็ดพันธุ์มาร มันนี่แหละที่เป็นคนลงแรงมากที่สุด

"หรือว่าในสายตาของมัน ไอ้เด็กแซ่เฉินนี่...จะมีความสำคัญมากกว่าเมล็ดพันธุ์มารงั้นรึ?"

"ท่านอาจารย์ หรือว่าจะเป็นเพราะโชคชะตาแห่งเผ่ามนุษย์เจ้าคะ?” มู่หรงซวงเจี้ยนเอ่ยขึ้น

"ในตัวเฉินซานซือ แบกรับโชคชะตาแห่งเผ่ามนุษย์จากโลกเบื้องล่างเอาไว้เกือบทั้งหมด พรสวรรค์ก็ยอดเยี่ยม ในอนาคตมีโอกาสสูงมากที่จะก้าวไปถึงจุดสูงสุด ประกอบกับเผ่ามนุษย์เราขาดไร้มหาจักรพรรดิมาเนิ่นนาน เผ่าอื่นๆก็เริ่มเคลื่อนไหวเตรียมการ..."

"เป็นไปไม่ได้!"

นักพรตซู่สือขัดจังหวะทันที

"ถ้าเทียบกับเมล็ดพันธุ์มารแล้ว ไอ้เรื่องของพวกเผ่าต่างๆพวกนั้นมันก็แค่เรื่องขี้ปะติ๋วเท่านั้นแหละ!"

"ท่านอาจารย์ ศิษย์ขอเสียมารยาทถามสักคำเถิดเจ้าค่ะ เมล็ดพันธุ์มาร...แท้จริงแล้วมันเอาไว้ทำอะไรกันแน่เจ้าคะ ถึงได้ทำให้ท่านและเหล่าปราชญ์สูงสุดใส่ใจกันมากถึงเพียงนี้..."

นางยังพูดไม่ทันจบประโยค ก็ต้องรีบหุบปากฉับทันที

สายตาของท่านอาจารย์ บ่งบอกชัดเจนว่า 'เรื่องที่ไม่ควรถาม ก็จงอย่าถาม'

นางเงียบไปพักใหญ่ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องถามว่า

"แล้วเฉินเหล่ยล่ะเจ้าคะ? จะจัดการอย่างไรดี?"

"สมควรฆ่าก็ฆ่าทิ้งซะ" นักพรตซู่สือตอบ

"ไอ้แก่หนังเหนียวนั่นอยากจะทำตัวเป็นคนดี ก็เชิญมันทำไปเถอะ แต่ข้าไม่ยอมเป็นไอ้โง่ให้ใครหลอกใช้หรอกนะ!"

….

ณ ภูเขากวนหลาน

เฉินซานซือลงหลักปักฐานอยู่ที่นี่

ภูเขาลูกนี้ หากเทียบกับภูเขาเซียนลูกอื่นๆของสำนักหลัวเซียวแล้ว ถือว่าไม่ใหญ่โตนัก

แต่สำหรับใช้เป็นถ้ำพำนักของเขาเพียงคนเดียว มันก็ออกจะกว้างขวางเกินไปเสียด้วยซ้ำ

"ศิษย์น้อง" ฟางฝูเหยาเอ่ยขึ้น

"หลังจากนี้ ที่นี่ก็คือลานฝึกธรรมของเจ้าแล้วนะ ส่วนเรื่องจะรับศิษย์หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้าเอง วันธรรมดาข้าก็จะอยู่ที่ 'ยอดเขากระจกใส (หมิงจิ้งเฟิง)' ข้างๆนี้นี่แหละ มีอะไรก็ไปหาข้าได้ตลอดเวลาเลยนะ"

"ขอบคุณมากขอรับศิษย์พี่"

หลังจากส่งอีกฝ่ายกลับไป เฉินซานซือก็มุ่งหน้าไปยังหอคัมภีร์ เลือกหยิบเคล็ดวิชาสุดยอดของเส้นทางเซียนและวิถียุทธ์มาอย่างละสิบกว่าเล่ม แล้วเริ่มลงมือศึกษาอย่างจริงจัง

วันเวลา...ดูเหมือนจะสงบสุขลงจริงๆ

ในแต่ละวัน เขาเอาแต่หมกตัวฝึกฝนอย่างหนัก เวลาว่างก็เอาเคล็ดวิชามานั่งศึกษาค้นคว้า แล้วก็ออกไปทำภารกิจของสำนักบ้างประปราย

เผลอแป๊บเดียว...ก็ผ่านไปถึงสามปีแล้ว

ตั้งแต่มาถึงโลกเบื้องบน เขาก็ได้รับ 'หยาดน้ำค้างคืนเทพ' มาครอบครอง ย่อมสามารถสกัดโอสถทะลวงด่านออกมาได้ บวกกับการฝึกฝนอย่างหนักหน่วงเป็นเวลานาน ในที่สุด เขาก็มาถึงคอขวดของการทะลวงระดับเสียที

….

ภายในอาณาเขตเพลิงสวรรค์

เฉินซานซือหลับตาทำสมาธิ โคจรพลังตามเคล็ดวิชาซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่ภายในกาย

ภายในศีรษะของเขา มีแสงศักดิ์สิทธิ์สาดส่องออกมาเป็นระลอก

ตำหนักจี๋เจิน, มหาจักรพรรดิไท่จี๋

ตำหนักเสวียนตาน, เทพไท่อี้แห่งจงหวง

ตำหนักไท่หวง, เทพไท่ซ่าง

ตำหนักโคลนทั้งเก้า ถูกเปิดออกจนหมดสิ้น!

[เคล็ดวิชา: คัมภีร์มังกร (ระดับเจตจำนงเเห่งเทพ.ขั้นปลาย)]

[ความคืบหน้า: 0/0]

[ผลลัพธ์: จ้าวแห่งวิถีอัคคี]

[จ้าวแห่งวิถีอัคคี: ควบคุมกฎเกณฑ์แห่งไฟ ต้านทานวิชาธาตุไฟทุกชนิดที่อยู่ในระดับเดียวกันหรือต่ำกว่า และมีพลังต้านทานวิชาธาตุไฟระดับสูงได้อย่างมหาศาล]

จ้าวแห่งวิถีอัคคี!

เมื่อมีคุณสมบัตินี้ แทบจะพูดได้เลยว่า ไม่ว่าเฉินซานซือจะฝึกฝนไปถึงระดับใด ผู้บำเพ็ญที่ใช้วิชาธาตุไฟทุกคน เมื่ออยู่ต่อหน้าเขา ก็จะเป็นได้แค่เด็กอมมือที่ทำอะไรเขาไม่ได้เลย

แต่ปัญหาก็คือ...

มันยังมีตัวตนระดับ 'จอมเซียนวิถียุทธ์' ดำรงอยู่น่ะสิ

ตำแหน่งจอมเซียนวิถียุทธ์ มีเพียงห้าตำแหน่งเท่านั้น คือ 'ทอง ไม้ น้ำ ไฟ ดิน'

หากต้องการก้าวขึ้นเป็นจอมเซียนคนใหม่ มีทางเลือกเพียงสองทาง คือรอให้จอมเซียนคนปัจจุบันทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์เซียนไปเสียก่อน หรือไม่ก็รอจนกว่าเขาจะหมดอายุขัยดับสูญไป จากนั้นค่อยไปแข่งขันกับผู้บำเพ็ญระดับผสานวิถีคนอื่นๆ

ส่วนการจะอาศัยกำลังของตนเอง เพื่อลงมือสังหารจอมเซียนคนปัจจุบันนั้น...แทบจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

บนเส้นทางแห่งวิถีเดียวกัน จอมเซียนมีอำนาจควบคุมพลังแห่งกฎเกณฑ์ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แล้วพวกเขาจะถูกผู้ฝึกฝนรุ่นหลังสังหารได้อย่างไรกัน?

ตลอดสามปีที่ผ่านมา เฉินซานซือได้ค้นคว้าตำราโบราณไปไม่น้อย

ผู้บำเพ็ญระดับผสานวิถีในโลกนี้ กว่าเก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ที่ได้เลื่อนขั้นเป็นจอมเซียน ล้วนได้ตำแหน่งมาจากการ 'ส้มหล่น' ทั้งสิ้น

ดังนั้น...

เขาจึงไม่คิดที่จะเดินตามรอยเท้าของผู้อื่นอีกต่อไป แต่เขาต้องการจะสร้างเส้นทางเดินของตัวเองขึ้นมาใหม่

หลอมรวมเซียนและยุทธ์เป็นหนึ่งเดียว!

ก้าวขึ้นเป็น จอมเซียนวิถียุทธ์!

แต่มันจะง่ายดายขนาดนั้นเชียวหรือ?

ฟังดูเหมือนเป็นทางลัดที่สามารถหลีกเลี่ยงการถูกคนอื่นแย่งชิงตำแหน่งได้ แต่แท้จริงแล้ว มันกลับเป็นการเพิ่มภาระให้หนักอึ้งขึ้นไปอีก เพราะจำเป็นต้องฝึกฝนทั้งสองเส้นทางให้ไปถึงจุดสูงสุดเสียก่อน จึงจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ

สิ่งแรกที่เฉินซานซือต้องทำ ก็คือการสร้างเคล็ดวิชา 'ผสานวิถี' ของตัวเองขึ้นมา

มีเพียงการสร้างเคล็ดวิชาขึ้นมาเองเท่านั้น จึงจะสามารถพิสูจน์ได้ว่า เขามีความเข้าใจใน 'มรรคา' อย่างลึกซึ้งเพียงพอที่จะดำเนินการ 'ผสานสองวิถีเป็นหนึ่งเดียว' ได้

[ทักษะ: การอ่าน (บรรลุขั้นสูง)]

[ความคืบหน้า: 1529/2000]

…..

หลายปีมานี้ที่ขึ้นมาบนโลกเบื้องบน เฉินซานซือได้อ่านตำราโบราณไปมากมายมหาศาล ทำให้ความชำนาญของทักษะการอ่านหนังสือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประกอบกับในมือยังมี 'ผลโพธิ์' อีกหนึ่งผลที่ยังไม่ได้กิน เขาเชื่อมั่นว่าขอเพียงแค่ปิดด่านฝึกตนแบบยาวๆสักครั้ง ก็จะสามารถฝึกฝนทักษะนี้ให้บรรลุขั้นสูงสุดได้อย่างแน่นอน

เมื่อมีพรสวรรค์ในการรู้แจ้งที่เพียงพอ การสร้างเคล็ดวิชาย่อมไม่ใช่ปัญหา

แต่ก่อนหน้านั้น...เฉินซานซือยังมีเรื่องที่ต้องไปจัดการให้เรียบร้อยเสียก่อน

ตามที่ได้ตกลงกันไว้...เขาควรจะไปหาจุดเชื่อมต่อมิติ เพื่อรอรับศิษย์พี่หญิงขึ้นมายังโลกเบื้องบนได้แล้ว

เรื่องนี้...ทางที่ดีที่สุดคือต้องไม่ให้คนของสำนักหลัวเซียวรู้เด็ดขาด

เฉินซานซือออกจากถ้ำพำนัก แล้วมุ่งหน้าตรงไปยัง 'ยอดเขาไท่ชู' ทันที

ยอดเขาไท่ชู เป็น 'ยอดเขาผู้คุมกฎ' ของสำนักหลัวเซียว การรับภารกิจสำนัก รับรางวัล รวมไปถึงการโยกย้ายตำแหน่งของศิษย์ภายในสำนัก ล้วนถูกจัดการที่นี่ทั้งหมด

ในเมื่อเขาต้องการจะออกจากสำนักหลัวเซียวไปสักพัก และไม่อยากให้ใครสงสัย วิธีที่ดีที่สุดก็คือการรับภารกิจของสำนักไปทำบังหน้าเสียเลย

"พวกเจ้าดูนั่นสิ นั่นมันไอ้เด็กใหม่ที่อยู่ภูเขากวนหลานไม่ใช่รึ?"

"ทำไมมันถึงได้เป็นผู้อาวุโสตั้งแต่แรกเข้าเลยวะ? ข้าเองก็เป็นระดับเปลี่ยนเเปลงเทวะขั้นปลายเหมือนกันนะโว้ย!"

เมื่อมาถึงโถงผู้คุมกฎ

เสียงซุบซิบนินทาและชี้ไม้ชี้มือก็ดังเข้าหูเฉินซานซือไม่ขาดสาย

ถึงขั้นมีศิษย์จำนวนไม่น้อยแอบลือกันให้แซด ว่าในอนาคต เขาจะได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งผู้อาวุโสสูงสุดต่อจากติงซิวด้วยซ้ำ...

จากการที่เขาคลุกคลีอยู่ในสำนักหลัวเซียวมาหลายปี จากสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมา...

ดูเหมือนติงซิวจะไม่ได้แค่พูดเล่นๆเรื่องที่จะให้เขาสืบทอดสำนักหลัวเซียว แต่น่าจะเอาจริงเลยล่ะ

จนถึงตอนนี้ เฉินซานซือก็ยังรู้สึกแปลกใจอยู่ดี

แต่เรื่องพวกนั้นเอาไว้ค่อยคิดทีหลังก็แล้วกัน

เขาทอดสายตามองไปยังกำแพงหยก แล้วเริ่มค้นหาภารกิจที่เหมาะสมกับตัวเอง

"สำนักสังหารเซียน?

"สำนักหลัวเซียวกำลังออกประกาศจับคนของสำนักสังหารเซียนงั้นหรือ?"

…………..

จบบทที่ บทที่ 649 : ประกาศจับ

คัดลอกลิงก์แล้ว