- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 442 ขอแต่งงานแล้ว
บทที่ 442 ขอแต่งงานแล้ว
บทที่ 442 ขอแต่งงานแล้ว
บทที่ 442 ขอแต่งงานแล้ว
ในวันเซ็นสัญญา เจียงชิ่นไม่ได้เดินทางไปด้วย มีเพียงเฮ่อหยางซานที่ไปคนเดียว อย่างไรก็ตาม ทางฝั่งกระทรวงการค้าต่างประเทศมีเวินเซ่าเฉินคอยอยู่เคียงข้าง เจียงชิ่นจึงค่อนข้างเบาใจ
ตกเย็นเฮ่อหยางซานแวะมาหาเธอที่บ้านเพื่อเล่ารายละเอียดการเซ็นสัญญาให้ฟัง ทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ติดอยู่เพียงเรื่องเดียวคือเหล่าพ่อค้าต่างชาติเมื่อไม่เห็นเจียงชิ่นต่างก็พากันถามถึงเธอไม่หยุดว่าทำไมถึงไม่มา
เฮ่อหยางซานส่งสัญญาที่เซ็นเรียบร้อยแล้วให้เจียงชิ่นดู พ่อค้าต่างชาติเซ็นสั่งซื้อเสื้อนวมขนเป็ดรวดเดียวสองหมื่นตัว เสื้อโค้ทวูลหนึ่งหมื่นตัว และชุดเซตกระโปรงวูลอีกห้าพันชุด
ตอนที่ร่างสัญญา เวินเซ่าเฉินแจ้งจำนวนที่พ่อค้าต้องการสั่งซื้อให้เขาทราบล่วงหน้า ตอนนั้นเฮ่อหยางซานทั้งดีใจและกังวลใจไปพร้อมกัน ดีใจที่ได้ออเดอร์มหาศาล แต่กังวลว่าด้วยกำลังผลิตของโรงงานในปัจจุบันจะไม่มีทางผลิตได้ทันทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศแน่นอน
ทว่าเวินเซ่าเฉินเป็นคนช่วยแก้ปัญหานี้ให้ เขาช่วยประสานงานกับโรงงานสิ่งทอปักกิ่ง และตกลงให้ทางโน้นช่วยรับจ้างผลิต โดยคิดค่าแรงตามจำนวนชิ้นงาน ซึ่งที่นั่นมีทั้งเครื่องจักรและคนงานพร้อม เพียงแค่ติวเข้มทักษะเล็กน้อยก็เริ่มงานได้ทันที
หลังจากเซ็นสัญญากับพ่อค้าต่างชาติสำเร็จ เฮ่อหยางซานจึงไปเซ็นสัญญาจ้างผลิตกับโรงงานสิ่งทอปักกิ่งต่อ โดยมีเวินเซ่าเฉินคอยเป็นเพื่อนร่วมทางไปจัดการธุระให้เหมือนเช่นเคย
เมื่อเซ็นสัญญาครบถ้วน เฮ่อหยางซานตั้งใจจะเลี้ยงขอบคุณเวินเซ่าเฉินสักมื้อ เพราะในโปรเจกต์ส่งออกล็อตนี้ เวินเซ่าเฉินทุ่มเทแรงกายแรงใจช่วยประสานงานทุกอย่างตั้งแต่ต้นจนจบ ในฐานะที่อีกฝ่ายเป็นถึงผู้อำนวยการกองในกระทรวงการค้าฯ แต่กลับต้องมาวุ่นวายกับธุรกิจของเขา เฮ่อหยางซานจึงรู้สึกว่าต้องแสดงความขอบคุณอย่างเป็นทางการ
หากจะมอบของขวัญอะไรให้ ด้วยฐานะทางบ้านของเวินเซ่าเฉินเขาก็คงไม่ขาดแคลนอะไร การเลี้ยงข้าวสักมื้อจึงดูเหมาะสมที่สุด ทั้งยังถือเป็นโอกาสอันดีที่จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นบนโต๊ะอาหารและขยายเครือข่ายความสัมพันธ์ ให้กับโรงงานด้วย
ทว่าเมื่อเวินเซ่าเฉินได้ยินเรื่องเลี้ยงข้าว เขากลับไม่ตอบตกลงในทันที แต่ถามกลับมาว่าเจียงชิ่นจะไปด้วยไหม
ในช่วงเวลานั้น เจียงชิ่นกำลังง่วนอยู่กับงานเตรียมการส่งดาวเทียมล็อตถัดไป เธอทุ่มเททำงานในห้องแล็บจนลืมกินลืมนอน จึงไม่มีเวลาปลีกตัวออกมาได้เลย
เมื่อเฮ่อหยางซานบอกความจริงให้ทราบ เวินเซ่าเฉินจึงเอ่ยด้วยสีหน้าผิดหวังว่า "งั้นไว้รอเจียงชิ่นว่างเมื่อไหร่ค่อยนัดทานข้าวกันแล้วกัน"
คำพูดนี้แม้จะทำให้เฮ่อหยางซานรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่เขาก็จำต้องยอมรับตามนั้น ทว่าในระหว่างทางกลับบ้าน ยิ่งเขาคิด เขาก็ยิ่งรู้สึกแปลก ๆ กับท่าทีที่เวินเซ่าเฉินมีต่อพี่สะใภ้
เฮ่อหยางซานเป็นคนฉลาด เรื่องพรรค์นี้เมื่อฉุกคิดขึ้นมาเขาก็เข้าใจเจตนาแฝงนั้นได้ทันที เมื่อถึงบ้านเขาจึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษากับฟู่ซาน
"พี่สะใภ้เก่งกาจเกินไปจริง ๆ ผมรู้สึกว่าผู้อำนวยการเวินดูจะมีใจให้พี่สะใภ้มากกว่าแค่เพื่อนนะครับ"
ฟู่ซานขมวดคิ้ว "ฟังที่เธอเล่ามา มันก็น่าสงสัยจริง ๆ นั่นแหละ แต่ต่อให้เขามีใจก็ไม่มีประโยชน์หรอกจ้ะ พี่สะใภ้เป็นคนยังไงพวกเราก็รู้อยู่ ผู้อำนวยการเวินไม่มีหวังหรอก"
"นั่นก็จริงครับ เอาเป็นว่าเธอก็ลองพิจารณาดูแล้วกันว่าเรื่องนี้ควรบอกพี่ใหญ่ดีไหม"
ฟู่ซานนิ่งคิดครู่หนึ่ง "อย่าบอกพี่ใหญ่เลยจ้ะ เดิมทีมันก็ไม่มีอะไร ถ้าบอกไปเดี๋ยวจะพาลให้ดูเหมือนมีอะไรขึ้นมาเสียเปล่า ๆ อีกอย่างช่วงนี้พวกเขาก็ยุ่งกับงานกันมาก ไม่อยากให้ต้องมาเสียสมาธิเพราะเรื่องนี้"
เมื่อภรรยาให้เหตุผลที่ฟังขึ้น เฮ่อหยางซานย่อมเชื่อฟัง
เรื่องนี้จึงถูกพับเก็บไป เขาต้องเริ่มมุ่งมั่นกับการคุมงานผลิตเสื้อผ้าชุดใหญ่ สองหมื่นตัวสำหรับเสื้อนวม หนึ่งหมื่นตัวสำหรับเสื้อโค้ทวูล และห้าพันชุดสำหรับกระโปรงเซต ปริมาณมหาศาลขนาดนี้ต่อให้จ้างโรงงานสิ่งทอช่วยผลิตเขาก็ไม่อาจประมาทได้
เนื่องจากโรงงานสิ่งทอไม่เคยผลิตเสื้อผ้าสไตล์นี้มาก่อน เฮ่อหยางซานจึงต้องลงไปคุมมาตรฐานด้วยตัวเองตั้งแต่ขั้นตอนแรกเริ่มและสอนงานให้แบบจับมือทำ ขณะที่โรงงานของตัวเองเขาก็ทิ้งไม่ได้ การต้องวิ่งรอกไปมาสองทางทำให้เขาเหนื่อยจนหัวหมุนและเดินจนขาแทบขวิด
แต่ถึงจะเหนื่อยเพียงใด ในใจของเฮ่อหยางซานกลับมีความสุขอย่างยิ่ง เพียงแค่ลองคำนวณผลกำไรที่จะได้รับหลังจากส่งมอบออเดอร์ยักษ์นี้เสร็จ เขาก็รู้สึกเหมือนมีพลังพลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
ภารกิจการทดลองแบบปิดตายของเจียงชิ่นสิ้นสุดลงในเดือนเมษายน
งานในมือของเธอเสร็จสิ้นชั่วคราว จึงพอจะมีเวลาพักผ่อนได้ช่วงหนึ่ง ผิดกับฟู่เส้าตั๋วที่ยังคงง่วนอยู่กับงานและน่าจะได้พักในช่วงเดือนหน้า
เจียงชิ่นที่อยู่บ้านคนเดียวอย่างเงียบเหงา คิดอยากจะชวนอู๋ตันออกไปเที่ยวเล่น แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้อู๋ตันและอู๋ไป่กวงเริ่มคบหาดูใจกันแล้ว ขืนเธอโผล่ไปก็คงเป็นก้างขวางคอชิ้นโตแน่ ๆ
เธอจึงตัดสินใจโทรศัพท์หาจวงซือเหวิน เพื่อถามว่าทำอะไรอยู่
ตอนนี้จวงซือเหวินอยู่ชั้นปีที่ 4 และกำลังเตรียมทำวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษา เธอต้องสอบวิทยานิพนธ์ในช่วงสิ้นปีเพื่อก้าวสู่โลกแห่งการทำงาน ตอนที่เจียงชิ่นโทรไป จวงซือเหวินกำลังหน้าดำคร่ำเครียดอยู่พอดี
วิทยานิพนธ์ของเธอเจอปัญหาเข้าให้ ข้อมูลจากการทดลองดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างผิดปกติ แต่อาจารย์ที่ปรึกษาก็ติดราชการต่างจังหวัดไม่อยู่ที่มหาวิทยาลัย ในขณะที่เธอกำลังมืดแปดด้าน เจียงชิ่นก็โทรมาช่วยชีวิตไว้พอดี
จวงซือเหวินรีบขอความช่วยเหลือจากเพื่อนรักทันที เจียงชิ่นจึงดิ่งไปยังมหาวิทยาลัยปักกิ่ง เพื่อตรวจสอบการวางแผนการทดลองและจุดบอดที่เป็นปัญหา สำหรับจวงซือเหวินมันอาจจะเป็นโจทย์ที่ยากเกินความสามารถในตอนนั้น แต่สำหรับเจียงชิ่นแล้ว มันคือเรื่องจิ๊บจ๊อยที่เธอจัดการแก้ไขให้เสร็จสรรพภายในเวลาไม่นาน
เมื่อได้รับข้อมูลการทดลองที่ถูกต้อง จวงซือเหวินดีใจจนเนื้อเต้น โผเข้ากอดเจียงชิ่นแน่น เจียงชิ่นแกล้งทำท่ารังเกียจพลางผลักเธอออก "อะไรกันเนี่ย จะกอดให้ฉันขาดใจตายเลยหรือไง"
จวงซือเหวินยิ้มร่าจนหน้าบาน "ขอบใจนะจ๊ะ ขอบใจจริง ๆ รู้เลยว่าถ้าเธอออกโรงล่ะก็ ไม่มีอะไรที่จัดการไม่ได้"
"งั้นแบบนี้ต้องเลี้ยงข้าวพี่หน่อยแล้วมั้ง"
"จัดไปจ้ะ ! อยากกินอะไรบอกมาได้เลย" จวงซือเหวินประกาศอย่างใจป๋า
เจียงชิ่นแค่พูดเย้าเล่นเท่านั้น เธอไม่ได้ตั้งใจจะให้เพื่อนสาวคนนี้เลี้ยงจริง ๆ หรอก จวงซือเหวินยังเป็นนักศึกษาที่ยังไม่มีเงินเดือน ส่วนเธอเองมีรายได้ต่อปีเป็นแสน ๆ จะกล้าให้คนอื่นเลี้ยงได้อย่างไร
สุดท้ายมื้อนั้นเจียงชิ่นเป็นเจ้ามือ ทั้งคู่พากันไปทานเป็ดปักกิ่งร้านเก่าแก่ระดับตำนาน
ทันทีที่เดินออกจากร้านเป็ดปักกิ่ง เจียงชิ่นก็ได้รับโทรศัพท์จากอู๋ตัน ที่โทรมาหาหลังจากรู้ว่าเจียงชิ่นทำงานเสร็จและกำลังพักผ่อนอยู่ที่บ้าน เพราะปกติเจียงชิ่นยุ่งมาก เธอจึงไม่กล้าโทรไปรบกวนบ่อย ๆ
"เจียงชิ่นจ๊ะ ฉันมีข่าวดีจะบอก"
"ข่าวดีอะไรเหรอ ? " เมื่อได้ยินน้ำเสียงที่แฝงไปด้วยความยินดีของอู๋ตัน เจียงชิ่นก็เริ่มเดาทางถูก
อู๋ตันนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "ไป่กวงเขาขอฉันแต่งงานแล้วจ้ะ เพิ่งจะเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี่เอง"
กะแล้วเชียว !
เจียงชิ่นนึกในใจว่าไม่ผิดจากที่คิดไว้จริง ๆ อู๋ไป่กวงนี่มันสายปฏิบัติ ของแท้ ทั้งคู่เพิ่งจะเริ่มคบกันได้เพียงสองเดือนเท่านั้น เขาก็ชิงขอแต่งงานเสียแล้ว
"แล้วเธอตอบตกลงไปหรือเปล่า ? " เจียงชิ่นถามลุ้น ๆ
อู๋ตันตอบ "ฉันยังไม่ได้ตอบตกลงจ้ะ พวกเราเพิ่งคบกันได้แค่สองเดือนเอง ฉันรู้สึกว่าทุกอย่างมันเร็วไปหมด จนดูไม่เหมือนเรื่องจริงเลย"
"แล้วอู๋ไป่กวงเขามีท่าทียังไงบ้างล่ะ ? "
"เขา... เขาบอกว่าให้ฉันลองพิจารณาดูให้ดีก่อน เขาจะให้เวลาฉันจ้ะ แต่ในใจฉันมันว้าวุ่นไปหมด เจียงชิ่นจ๊ะ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่"
เจียงชิ่นเงียบไปครู่หนึ่ง เธอพอจะเข้าใจความรู้สึกของอู๋ตันได้ดี
ความสัมพันธ์ของอู๋ตันและอู๋ไป่กวงนั้นรุดหน้าไปเร็วมากจริง ๆ ตอนช่วงตรุษจีนที่อู๋ไป่กวงขอให้เจียงชิ่นช่วยเป็นแม่สื่อให้ เจียงชิ่นก็ได้สร้างโอกาสให้ทั้งสองคนได้ใกล้ชิดกัน และอู๋ไป่กวงก็แสดงความรู้สึกดี ๆ ต่ออู๋ตันอย่างตรงไปตรงมาจนอู๋ตันตั้งตัวไม่ติด
เธอเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอู๋ไป่กวงเริ่มมาตกหลุมรักเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ และอู๋ไป่กวงเองก็ไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง ส่วนอู๋ตันก็ขัดเขินเกินกว่าจะซักไซ้...