- หน้าแรก
- เปย์รักข้ามมิติ ภรรยาพร้อมเปย์คุณสามีมาดเข้ม
- บทที่ 441 การเจรจาส่งออกบรรลุผล
บทที่ 441 การเจรจาส่งออกบรรลุผล
บทที่ 441 การเจรจาส่งออกบรรลุผล
บทที่ 441 การเจรจาส่งออกบรรลุผล
ประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ ผู้หญิงของเขาคนนั้นตั้งท้องได้สามเดือนกว่าแล้ว !
เจียงชิ่นแทบอยากจะสบถคำด่าออกมา มิน่าล่ะวันนี้ตาคนนั้นถึงทำหน้าตาบอกบุญไม่รับเหมือนคนท้องผูก ที่แท้ก็กำลังจะได้เป็นพ่อคนแล้วนี่เอง แล้วยังจะเสนอหน้าออกมานัดบอดทำไมอีก ! คนสารเลว !
เจียงชิ่นคืนปึกเอกสารให้อู๋ไป่กวง "อู๋ตันรู้แล้วค่ะว่าคนคนนี้พึ่งพาไม่ได้ เอกสารชุดนี้ก็ไม่ต้องให้เธออ่านหรอกค่ะ อ่านไปมีแต่จะทำให้เธอขุ่นเคืองใจเปล่า ๆ "
"เธอรู้แล้วเหรอครับ ? " อู๋ไป่กวงขมวดคิ้วถาม
"ค่ะ พอดีวันนี้คุยกันตอนนัดบอดไม่ค่อยถูกชะตาเท่าไหร่ เรื่องนี้ก็ให้มันจบ ๆ ไปเถอะค่ะ ผู้กองอู๋... ยังไงก็ขอบคุณมากนะคะที่ช่วยเป็นธุระให้"
อู๋ไป่กวงไม่ได้พูดอะไร เขารับเอกสารคืนมาแล้วยัดใส่กระเป๋าเสื้อนิ่ง ๆ ก่อนจะตอบสั้น ๆ "ไม่เป็นไรครับ"
จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นป้องปากพลางกระแอมไอเบา ๆ "ช่วงสองสามวันนี้... ผมว่างตลอดนะครับ"
" ? ? ? "
นี่มันจังหวะถามหาวันนัดบอร์ดชัด ๆ !
เจียงชิ่นเข้าใจความหมายของเขาในพริบตา เธอแกล้งนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบว่า "อ้อ... เข้าใจแล้วค่ะ เดี๋ยวฉันจะจัดการให้"
ในขณะที่เธอวุ่นอยู่กับการเป็นแม่สื่อเชื่อมสัมพันธ์ให้อู๋ตันและอู๋ไป่กวง อีกด้านหนึ่ง เวินเซ่าเฉิน ก็ทำงานรวดเร็วฉับไว เขาจัดการนัดแนะเวลาและสถานที่ที่จะพบกับพ่อค้าต่างชาติเรียบร้อยแล้ว และโทรศัพท์มาแจ้งเจียงชิ่นทันที
เจียงชิ่นแจ้งเรื่องที่พ่อค้าต่างชาติสนใจซื้อเสื้อนวมขนเป็ดให้ เฮ่อหยางซานทราบล่วงหน้า ซึ่งแน่นอนว่าเขาตื่นเต้นดีใจมาก ใครบ้างล่ะจะไม่อยากหาเงินเพิ่ม การที่สามารถส่งเสื้อนวมไปขายยังต่างประเทศเพื่อโกยเงินตราต่างประเทศได้นั้น นอกจากจะได้เงินแล้ว ยังเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจและมีหน้ามีตาอย่างยิ่ง
สิ่งเดียวที่เขากังวลคือหากพ่อค้าต้องการสินค้าจำนวนมากเกินไป กำลังการผลิตในปัจจุบันอาจจะไม่เพียงพอต่อความต้องการทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศพร้อมกัน
ทว่าเจียงชิ่นกลับดูนิ่งสุขุมกว่ามาก เธอบอกเขาว่า "ถึงเวลาเดี๋ยวก็มีทางออกเอง" กังวลไปตอนนี้ก็ไร้ประโยชน์ ไว้เจอหน้าค่อยว่ากัน
เพื่อให้การพบปะกับพ่อค้าต่างชาติออกมาดูดีที่สุด เฮ่อหยางซานจัดการแปลงโฉมตัวเองชุดใหญ่ ทั้งไปตัดผมใหม่และสวมสูทเต็มยศ ดูหล่อเหลาภูมิฐานขึ้นเป็นกอง
ส่วนเจียงชิ่นไม่ได้แต่งตัวจัดเต็มจนเกินไปนัก แต่เพื่อเป็นการให้เกียรติและเหมาะสมกับวาระ เธอจึงเลือกสวมชุดเซตกระโปรงผ้าขนสัตว์ และสวมทับด้วยเสื้อโค้ทวูลแบรนด์ "สือซ่างเจียลี่" ถือเป็นการโฆษณาเสื้อผ้าแบรนด์ตัวเองไปในตัว เผื่อว่าพ่อค้าต่างชาติจะติดใจขึ้นมา
เวินเซ่าเฉินกำหนดสถานที่พบปะไว้ที่ห้องประชุมภายในกระทรวงการค้าต่างประเทศ
ในวันที่การพบปะเริ่มต้นขึ้น ทันทีที่เจียงชิ่นปรากฏตัว เธอก็ตกเป็นเป้าสายตาของทุกคนทันที แม้จะไม่ได้แต่งตัวหวือหวา แต่ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นบวกกับการแต่งกายที่ดูดีมีรสนิยม ทำให้เธอดูเหมือนภาพวาดที่สวยงามเมื่อยืนอยู่ตรงนั้น
เป็นไปตามที่เจียงชิ่นคาดหวัง พ่อค้าต่างชาติทั้งสองคนตกหลุมรักเสื้อโค้ทวูลและชุดเซตกระโปรงที่เธอสวมใส่อยู่ทันทีที่เห็น ทำให้ยอดสั่งซื้อในวันนั้นไม่ได้มีแค่เสื้อนวมขนเป็ด แต่ยังมีเสื้อผ้าสตรีรุ่นอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้ามาอีกสองสามรายการ
การพบปะในวันนั้นจึงแปรสภาพเป็นการเจรจาทางธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ โดยมีเวินเซ่าเฉินคอยร่วมโต๊ะอยู่ข้าง ๆ แต่เอาเข้าจริงเขาก็แทบจะไม่ได้มีบทบาทอะไรเลย
เพราะระดับภาษาอังกฤษของเจียงชิ่นนั้นไม่ได้ด้อยไปกว่าเขาเลยแม้แต่น้อย เธอสามารถสื่อสารกับชาวต่างชาติได้อย่างคล่องแคล่วและลื่นไหลจนไม่ต้องพึ่งล่าม ยิ่งไปกว่านั้น เจียงชิ่นดูจะเชี่ยวชาญด้านการเจรจาต่อรองทางธุรกิจอย่างยิ่ง เธอต่อรองโต้ตอบกับพ่อค้าต่างชาติได้อย่างมีชั้นเชิงและมีไหวพริบยอดเยี่ยม
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า ทักษะการเจรจาเหล่านี้ เจียงชิ่นฝึกฝนมาอย่างโชกโชนตั้งแต่ตอนเป็นสถาปนิกในโลกอนาคตที่ต้องรับมือกับ "ลูกค้าเจ้าของโครงการ"มานับครั้งไม่ถ้วน
เจียงชิ่นบนโต๊ะเจรจาดูมีรัศมีเปล่งประกายจนเวินเซ่าเฉินเผลอมองจนเคลิ้มไปชั่วขณะ ก่อนจะรู้สึกตัวว่าเสียกิริยาและรีบเบือนสายตาหนี
การเจรจาในครั้งนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม เมื่อการพูดคุยสิ้นสุดลง พ่อค้าต่างชาติถึงกับยอมสยบให้กับเสน่ห์และความเก่งกาจของเจียงชิ่น ทั้งสองฝ่ายตกลงจะร่างสัญญาตามข้อกำหนดที่คุยกันไว้ในวันนี้ และนัดเซ็นสัญญาอย่างเป็นทางการในอีกสามวันให้หลัง
ตลอดเวลาการเจรจา เฮ่อหยางซานได้แต่นั่งยิ้มพิมพ์ใจอยู่ข้าง ๆ แม้จะฟังไม่รู้เรื่องเลยว่าเขาคุยอะไรกันก็ตาม ยังดีที่เวินเซ่าเฉินคอยช่วยแปลสรุปให้เขาฟังเป็นระยะ ๆ
ระหว่างทางกลับบ้านหลังจากเสร็จสิ้นการเจรจา เฮ่อหยางซานพลันเอ่ยขึ้นว่า "พี่สะใภ้ครับ ผมอยากเรียนภาษาอังกฤษ ตลาดส่งออกมันกว้างขวางมากจริง ๆ ต่อไปเสื้อผ้าของเราต้องมีโอกาสส่งออกอีกแน่นอน ถ้าอยากทำธุรกิจการค้าต่างประเทศให้รุ่ง ผมว่าภาษาอังกฤษสำคัญมากครับ"
เรื่องนี้เจียงชิ่นเห็นด้วยอย่างยิ่ง เมื่อครู่เธอเพิ่งจะสรุปเนื้อหาที่เจรจาบนโต๊ะให้เขาฟังคร่าว ๆ ทว่าการฟังคำบอกเล่ากับการที่เขาสามารถเข้าใจได้ด้วยตัวเองนั้นมันต่างกันลิบลับ ภาษาอังกฤษคือเครื่องมือสำคัญที่นักธุรกิจการค้าต่างประเทศจะขาดไม่ได้เลย
"ตอนนี้รัฐบาลกำลังสนับสนุนให้ทุกคนศึกษาต่อและเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เมื่อวานพี่ได้ยินวิทยุบอกว่าตอนนี้โรงเรียนภาคค่ำเปิดสอนหลายหลักสูตรเลยนะ เดี๋ยวพี่จะลองถามดูว่ามีวิชาภาษาอังกฤษไหม ถ้ามีเธอก็สมัครเรียนภาคค่ำอาศัยช่วงเย็นไปเรียน อย่างน้อยก็เพื่อสร้างพื้นฐานขึ้นมาให้ได้ก่อน"
"ได้ครับ พี่สะใภ้ช่วยเป็นธุระถามให้ผมหน่อยนะครับ"
"จ้ะ เดี๋ยวพี่จะรีบให้คำตอบนะ"
เจียงชิ่นโทรศัพท์หาอวี๋เฟิ่งเจียทันทีในวันนั้น เพื่อสอบถามเรื่องโรงเรียนภาคค่ำ เนื่องจากโรงเรียนภาคค่ำอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงศึกษาธิการ อวี๋เฟิ่งเจียย่อมรู้ข้อมูลเชิงลึกเป็นอย่างดี
อวี๋เฟิ่งเจียแจ้งผ่านสายโทรศัพท์ว่า ช่วงนี้โรงเรียนภาคค่ำมีการเปิดคลาสภาษาอังกฤษจริง ๆ นั่นเป็นเพราะปัจจุบันมีชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศจีนมากขึ้น ธุรกิจนำเข้าและส่งออกก็เติบโตอย่างรวดเร็ว ประเทศจึงต้องการบุคลากรที่มีความรู้ด้านภาษาอังกฤษหรือภาษาอื่น ๆ จำนวนมาก ซึ่งการจะรอเพียงบัณฑิตที่จบจากมหาวิทยาลัยในแต่ละปีที่มีจำนวนจำกัดนั้นย่อมไม่ทันต่อความต้องการ
โรงเรียนภาคค่ำจึงถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อตอบโจทย์นี้ นักศึกษาสามารถเลือกวิชาที่อยากเรียนได้ตามใจชอบ และเมื่อเรียนจบตามหลักสูตรและสอบผ่านก็จะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรอง
เฮ่อหยางซานไม่ได้ต้องการเพียงแค่ใบกระดาษใบเดียว แต่เขาต้องการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือในการทำงาน และการจะไปถึงจุดนั้นลำพังแค่เนื้อหาในโรงเรียนภาคค่ำอาจจะไม่เพียงพอ ทว่าคนเราจะเขมือบคำโตจนเป็นคนอ้วนในพริบตาไม่ได้ เฮ่อหยางซานที่ไม่มีพื้นฐานเลย การไปเริ่มปูพื้นฐานที่โรงเรียนภาคค่ำจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เมื่อเข้าสู่ประตูแห่งการเรียนรู้ได้แล้ว การจะศึกษาต่อยอดในระดับที่สูงขึ้นย่อมง่ายกว่าเดิมมาก
เจียงชิ่นจึงรบกวนให้อวี๋เฟิ่งเจียช่วยจัดการสมัครเรียนให้เฮ่อหยางซาน โรงเรียนภาคค่ำอยู่ไม่ไกลจากที่ตั้งร้านของเขานัก เขาจึงสามารถตรงไปเข้าเรียนได้ทันทีหลังจากปิดร้าน
เมื่อฟู่ซานรู้เรื่องนี้เข้า เธอก็รบเร้าอยากจะไปเรียนที่โรงเรียนภาคค่ำพร้อมกับเฮ่อหยางซานด้วย เธอตั้งใจอยากจะเรียนเรื่องการบริหารจัดการ
เนื่องจากตอนนี้จำนวนคนงานในโรงงานเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ จากเดิมยี่สิบกว่าคนขยายตัวไปถึงสี่สิบกว่าคน เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟู่ซานไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยในช่วงที่เริ่มทำโรงงาน เธอไม่เคยนึกเลยว่าวันหนึ่งจะต้องมาดูแลคนถึงสี่สิบกว่าคน และจำนวนคนที่มากขึ้นย่อมนำมาซึ่งปัญหาที่ซับซ้อนขึ้น เธอที่ไม่มีประสบการณ์ด้านการบริหารคนจึงอยากจะ "เติมพลัง" ให้ตัวเองด้วยการศึกษาทักษะการบริหารจัดการอย่างจริงจัง
ต่อความคิดของภรรยา เฮ่อหยางซานย่อมยกมือสนับสนุนทั้งสองข้างอยู่แล้ว ยิ่งไปเรียนด้วยกันก็ยิ่งมีเพื่อนร่วมทาง เจียงชิ่นเมื่อได้ยินดังนั้น จึงรีบช่วยสมัครหลักสูตรบริหารธุรกิจให้ฟู่ซานทันที
เมื่อทั้งคู่ต้องง่วนอยู่กับการทำงานควบคู่ไปกับการเรียน จึงแทบไม่มีแรงกายแรงใจมาดูแลหนิงหนิงได้เต็มที่ หนิงหนิงจึงถูกนำมาฝากไว้ที่บ้านแม่ฟู่ เพื่อให้อยู่เป็นเพื่อนกับพวกพี่ ๆ เสียเลย เจ้าตัวน้อยยังอยู่ในวัยที่ยังไม่ค่อยรู้ความนัก แต่การได้อยู่บ้านคุณยาย แกก็ดูท่าทางจะมีความสุขดี
หยางหยางและหน่วนหน่วนไปโรงเรียนอนุบาล แม่ฟู่จึงทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการดูแลเสี่ยวเหนียนและหนิงหนิง สามวันผ่านไป ร่างสัญญาได้รับการจัดทำจนเสร็จสมบูรณ์ เหลือเพียงขั้นตอนการลงนามของทั้งสองฝ่าย
ครั้งนี้เจียงชิ่นให้เฮ่อหยางซานเป็นคนเซ็นสัญญาเอง เพราะสถานะของเธอนั้นค่อนข้างละเอียดอ่อน จึงเป็นการดีกว่าที่จะไม่เข้าไปพัวพันกับธุรกิจส่งออกเหล่านี้โดยตรง...