- หน้าแรก
- ระบบไพ่โจ๊กเกอร์
- บทที่ 33 - การ์ดพระราชาโพดำและข้าวหลามตัด
บทที่ 33 - การ์ดพระราชาโพดำและข้าวหลามตัด
บทที่ 33 - การ์ดพระราชาโพดำและข้าวหลามตัด
บทที่ 33 - การ์ดพระราชาโพดำและข้าวหลามตัด
วันสุดท้าย
เหลือเวลาอีกเพียงวันเดียวก่อนที่การทดสอบรอบตัดสินสำหรับเด็กใหม่จะเปิดฉากขึ้น
โจวเค่อไขความลับของการ์ดพระราชาของตัวเองได้สำเร็จแล้ว
แต่มันยังไม่พอ ห่างไกลจากคำว่าพอมากนัก
แค่รู้ความลับของการ์ดในมือตัวเองมันจะไปพออะไรได้ล่ะ
การ์ดพระราชามีทั้งหมดสามใบ
เขาต้องการมันทั้งหมด
"เหล่าทวยเทพได้ประทานไพ่เทวะให้กับผู้ที่มีพรสวรรค์เป็นเลิศ และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของชนชั้นสูง..."
ในชั่วโมงประวัติศาสตร์ ศาสตราจารย์ชราภาพยังคงพร่ำสอนเรื่องราวประวัติศาสตร์ของโลกใบนี้อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
ในขณะที่นักเรียนนับไม่ถ้วนข้างล่างพากันสัปหงกหัวทิ่มหัวตำ
โจวเค่อฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความเบื่อหน่ายพลางหมุนการ์ดพระราชาในมือเล่นไปมา
ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากเรียนหรอกนะ แต่ตั้งแต่เปิดเทอมวันแรก โจวเค่อก็สแกนเนื้อหาในหนังสือเรียนจนทะลุปรุโปร่งไปหมดแล้วต่างหาก
ความรู้พื้นฐานพวกนี้ เขาอัดเข้าสมองไปหมดเกลี้ยงแล้ว
เขาจับจ้องไปยังแผ่นหลังสีเงินที่นั่งฟังเลกเชอร์อยู่อย่างตั้งอกตั้งใจในแถวหน้า
ซูเฉินซีนั่งหลังตรงแหน่ว สายตาจดจ้องไปที่กระดานดำโดยไม่กะพริบตา
"หมดคาบเมื่อไหร่ ต้องหาโอกาสไปตะล่อมถามเรื่องการ์ดพระราชาของเธอซะหน่อยแล้ว"
"กริ๊งงง"
เสียงกริ่งหมดคาบดังขึ้นได้จังหวะพอดี
โจวเค่อหาววอด บิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า เพิ่งจะขยับตัวลุกขึ้นเตรียมจะเดินไปหาองค์หญิงเพื่อสืบข่าว
แต่ใครจะไปนึกว่า เงาร่างสีเงินนั่นจะพุ่งวูบมานั่งแหม่ะอยู่ตรงหน้าเขาก่อนเสียแล้ว
ซูเฉินซีเป็นฝ่ายชิงลงมือเข้ามาหาเขาถึงที่
"โอ๊ะ บังเอิญจัง ฉันก็กำลังจะไปหาเธออยู่พอดีเลย" โจวเค่อกะพริบตา "เธอมีธุระอะไรก็ว่ามาก่อนเลย"
สีหน้าของซูเฉินซีดูจริงจังเอาเรื่อง
"โจวเค่อ ฉันรู้ว่าเพราะอิทธิพลของเยี่ยหลิงเทียน เลยแทบจะไม่มีใครกล้าไปเข้าทีมของนายเลย"
"และนั่นก็ทำให้เพื่อนนักเรียนหลายคนที่เดิมทีอยากจะสนับสนุนนาย ต้องจำใจหันมาเข้าทีมของฉันแทน"
โจวเค่อส่ายหน้าเบาๆ พลางถอนหายใจ "เรื่องแบบนี้มันช่วยไม่ได้นี่นา"
"ก็เยี่ยหลิงเทียนไม่กล้าไปกร่างใส่เธอนี่ นักเรียนที่ถูกขู่พวกนั้นไม่กล้าเข้าทีมฉัน แต่ก็ไม่อยากไปเป็นพวกเยี่ยหลิงเทียน ก็เลยต้องไปพึ่งใบบุญเธอแทนไงล่ะ"
ซูเฉินซีพยักหน้ารับ "ใช่แล้ว และเพราะเหตุผลนี้แหละ จริงๆ แล้วลูกทีมของฉันบางคนก็ยังอยากจะช่วยนายอยู่นะ"
"ฉันไม่ควรจะแย่งเพื่อนร่วมทีมนายมาแบบนี้ ดังนั้น—"
"เรามาจับมือเป็นพันธมิตรกันเถอะ"
"พันธมิตรเหรอ" โจวเค่อกะพริบตาปริบๆ เป็นเชิงให้เธอพูดต่อ
"ถูกต้อง การแข่งขันในวันพรุ่งนี้น่าจะเป็นสงครามระหว่างสามอาณาจักรของพระราชาทั้งสามคน"
"เราสองคนร่วมมือกัน แท็กทีมจัดการกับเยี่ยหลิงเทียนก่อนเป็นอันดับแรก"
"นายสามารถดึงตัวลูกทีมของฉันไปช่วยบัญชาการรบได้เลยนะ"
โจวเค่อระบายยิ้มบางๆ "ขอบใจในความหวังดีนะ"
"แต่ว่า... ฉันไม่ต้องการหรอก"
ซูเฉินซีอึ้งไปครู่หนึ่ง "นายไม่ต้องการงั้นเหรอ"
"ใช่สิ" โจวเค่อเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทีสบายๆ
"สิบแปดปีที่ผ่านมา ฉันชินกับการอยู่คนเดียวแล้วล่ะ ขืนมีเพื่อนร่วมทีมเยอะแยะ มันจะกลายเป็นภาระมาผูกมัดฉันซะเปล่าๆ"
"มีเพื่อนแท้ที่พร้อมจะสนับสนุนฉันจากใจจริงแค่สองสามคนก็พอถมเถแล้ว"
"อีกอย่าง ฉันก็ถูกใจลูกทีมทั้งสองคนของฉันมาก แค่พวกเขาก็เกินพอแล้วล่ะ"
ซูเฉินซีพยักหน้าอย่างเข้าใจ "ฉันเข้าใจแล้วล่ะ"
"แต่ว่านะ... การทดสอบครั้งก่อน ฉันก็ยังถือว่าติดหนี้บุญคุณนายอยู่นะ"
"จนถึงวินาทีสุดท้ายนายก็ยังไม่ยอมฆ่าฉัน การที่ฉันคว้าตำแหน่งพระราชามาได้ก็เพราะนายช่วยไว้เป็นส่วนใหญ่"
"ถ้านายมีอะไรให้ฉันช่วยก็บอกมาได้เลย ตราบใดที่ฉันทำได้ ฉันยินดีช่วยเต็มที่เลย"
พอได้ยินข้อเสนอนี้ เปลือกตาของโจวเค่อก็กระตุกวูบ "แน่ใจนะว่าช่วยได้ทุกเรื่องจริงๆ"
เขาส่งยิ้มพรายพลางยักคิ้วหลิ่วตาให้
ซูเฉินซีพยักหน้าเบาๆ "ฉันพูดคำไหนคำนั้น"
"เยี่ยม งั้นบอกความลับของการ์ดพระราชาของเธอมาสิ" โจวเค่อโพล่งออกไปตรงๆ ไม่อ้อมค้อม
"เอ๊ะ" คราวนี้ซูเฉินซีถึงกับไปไม่เป็นเลยทีเดียว
"ความลับของการ์ดพระราชาเหรอ... ฉันไม่รู้อะ" ซูเฉินซีตอบเสียงอ่อย
"ฉันไม่ได้คิดจะไขความลับของการ์ดพระราชาเลยนี่นา ฉันคิดว่าแค่ใช้พลังของฉันก็น่าจะผ่านการทดสอบไปได้แล้วล่ะมั้ง"
"เป็นไปไม่ได้หรอก เอามาให้ฉันดูหน่อยสิ" โจวเค่อแบมือออกไป
ซูเฉินซีวางการ์ดพระราชาโพดำลงบนมือของโจวเค่ออย่างไว้เนื้อเชื่อใจ
โจวเค่อพินิจพิเคราะห์การ์ดพระราชาใบนี้ มันอยู่ในสภาพสมบูรณ์กริ๊บ ไม่มีแม้แต่รอยยับหรือรอยพับสักนิด
เขาทอดถอนใจอย่างเหนื่อยหน่าย
"องค์หญิงของฉันเอ๋ย ถึงเธอจะฉลาดเป็นกรด แต่เธอก็พึ่งพาแต่การใช้กำลังมากเกินไปแล้วนะ กำลังรบมันแก้ไขปัญหาได้ไม่หมดทุกอย่างหรอกนะรู้ไหม"
ว่าแล้วโจวเค่อก็ออกแรงบิดข้อมือกะทันหัน ฉีกการ์ดพระราชาใบนั้นขาดเป็นสองท่อนอย่างหน้าตาเฉย
ซูเฉินซีนั่งเบิกตาโพลงจ้องมองเขาด้วยความตื่นตะลึง ยังประมวลผลไม่ทันว่ามันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น "หา"
แคว่ก!
"นายทำบ้าอะไรเนี่ย!" ในที่สุดใบหน้าที่เคยเรียบเฉยและสง่างามเป็นอาจิณของซูเฉินซีก็แตกร้าว เกิดระลอกคลื่นแห่งความโกรธเกรี้ยวขึ้นมาจนได้
เธอรีบคว้าเศษการ์ดพระราชาที่ขาดวิ่นเป็นสองซีกกลับมาทันที
"ซูเฉินซี เธอติดหนี้ฉันอีกรอบแล้วนะ" โจวเค่อทิ้งท้ายไว้แค่นั้น
ฉับพลันนั้นเอง เส้นใยสีเงินก็พวยพุ่งออกมาจากการ์ดพระราชา ก่อนจะก่อตัวร้อยเรียงกันเป็นข้อความบรรทัดเล็กๆ
[ฆ่าฟันเพื่อคว้าชัย]
"นี่มันอะไรกัน" ซูเฉินซียังคงงุนงง ไม่เข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
"คำใบ้สำหรับการแข่งขันพรุ่งนี้ไงล่ะ" โจวเค่อตอบสั้นๆ ได้ใจความ
"แต่... นายไขความลับมันได้ยังไงกัน"
"ง่ายนิดเดียว ก็ดูจากดอกไพ่ไง"
"การ์ดพระราชาของฉันเป็นดอกไพ่โพแดง นั่นก็แปลว่าฉันต้องใช้ความจริงใจปฏิบัติต่อมันถึงจะไขปริศนาได้"
"ส่วนการ์ดพระราชาของเธอเป็นดอกไพ่โพดำ ซึ่งเป็นตัวแทนของกำลังรบและการทำลายล้าง"
"ดังนั้นวิธีไขปริศนาก็ง่ายแสนง่าย—ก็แค่ทำลายการ์ดใบนี้ทิ้งซะก็สิ้นเรื่อง"
ซูเฉินซีจ้องมองโจวเค่อด้วยความทึ่ง ก่อนจะค้อมตัวลงเล็กน้อย และกลับไปตีหน้านิ่งสงบเหมือนเดิม
เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า
"พรุ่งนี้ไม่ว่าการแข่งขันจะออกมาในรูปแบบไหน ฉันก็จะไม่ลงมือทำร้ายนายเด็ดขาด"
"ฉัน... ติดหนี้นายอีกแล้วสินะ"
...
หลังเลิกเรียน โจวเค่อก็เดินทอดน่องออกจากห้องเรียนอย่างสบายอารมณ์
ณ ตอนนี้ เขาล้วงความลับของการ์ดพระราชามาได้ถึงสองใบแล้ว
[ฆ่าฟันเพื่อคว้าชัย]
[แผ่นดินนี้ไม่อาจมีราชันย์สองพระองค์]
ตอนนี้ขอแค่หลอกตะล่อมเอาข้อมูลมาจากเยี่ยหลิงเทียนได้ เขาก็จะรวบรวมเบาะแสได้ครบถ้วนบริบูรณ์
โอ๊ะ!
นึกถึงปุ๊บก็โผล่มาปั๊บเลยแฮะ
เยี่ยหลิงเทียนเพิ่งจะเดินออกมาจากห้องเรียนข้างๆ พอดี
ในมือของเขากำลังลูบคลำการ์ดพระราชาของตัวเองไปมาพลางพึมพำกับตัวเอง
"ไอ้เวรเอ๊ย การ์ดบ้านี่มันดูคำใบ้ยังไงวะเนี่ย"
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วยัดการ์ดพระราชาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อด้านซ้าย
โจวเค่อรีบสาวเท้าเข้าไปหาทันที
"ไง สนใจดูมายากลสักหน่อยไหมล่ะ"
พอเห็นโจวเค่อเดินเข้ามาใกล้ เยี่ยหลิงเทียนก็ตั้งการ์ดระวังตัวแจราวกับเจอศัตรูตัวฉกาจ
"แกต้องการอะไร คราวนี้ฉันยังไม่ได้ไปแหยมอะไรแกเลยนะเว้ย!"
โจวเค่อชักมีดสั้นออกมาจากกระเป๋าแล้วควงเล่นไปมาเบาๆ
"จะลุกลี้ลุกลนไปทำไมเล่า หาเพื่อนคุยเล่นด้วยนิดหน่อยไม่ได้หรือไง"
เยี่ยหลิงเทียนกลืนน้ำลายเอื๊อกเมื่อเห็นมีดสั้นเล่มนั้น
โจวเค่อควงมีดสั้นในมือจนครบสามรอบ ก่อนจะเสกมันให้หายวับไปกับตาในดังเป๊าะ
เยี่ยหลิงเทียนเบิกตากว้างเท่าไข่ห่าน
วิชาล่องหนงั้นเรอะ นี่มันพลังพิเศษของสายข้าวหลามตัดไม่ใช่หรือไง แล้วไอ้โจวเค่อมันใช้เป็นได้ยังไงวะ
ยังไม่ทันที่เยี่ยหลิงเทียนจะตั้งสติได้ โจวเค่อก็พุ่งพรวดเข้ามาประชิดตัว แล้วล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเขา
"อ๊ะ ที่แท้มีดสั้นก็ย้ายมาอยู่ในนี้นี่เอง!"
โจวเค่อล้วงเอามีดสั้นออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเยี่ยหลิงเทียน
"มายากลจบแล้ว เจอกันพรุ่งนี้ในการแข่งขันนะ"
โจวเค่อทิ้งทวนไว้แค่นั้น แล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
ทิ้งให้เยี่ยหลิงเทียนยืนเหวออยู่กับที่เพียงลำพัง
"เป็นบ้าอะไรของมันวะ ประสาทแดก"
เยี่ยหลิงเทียนส่ายหน้าแรงๆ ไล่ความมึนงง พลางล้วงมือเข้าไปสำรวจในกระเป๋าเสื้อตัวเอง
?
ฉิบหายแล้ว!
การ์ดพระราชาหายไปไหนวะเนี่ย!
...
หลังจากเดินห่างออกมาจนลับสายตา โจวเค่อก็ล้วงเอาการ์ดพระราชาข้าวหลามตัดออกมาจากกระเป๋า
มายากลคือศิลปะแห่งการแสดง และหัวใจสำคัญของมันก็คือ... การเบี่ยงเบนความสนใจของผู้ชม
เขาแกล้งทำเป็นเสกมีดสั้นเข้าไปในกระเป๋าเสื้อของเยี่ยหลิงเทียน แต่จริงๆ แล้วก็แค่ใช้เทคนิคอันแนบเนียนซ่อนมันไว้ในแขนเสื้อต่างหาก
จากนั้นก็อาศัยจังหวะชุลมุน แสร้งทำเป็นล้วงมีดสั้นออกมา แล้วฉวยโอกาสตอนที่เยี่ยหลิงเทียนยังตั้งตัวไม่ติด ฉกการ์ดพระราชาในกระเป๋าเสื้อของหมอนั่นมาแทน
ลูกไม้นี้ โจวเค่อใช้ 'ล้วงกระเป๋า' บ่อยมากสมัยเด็กๆ
โจวเค่อพลิกการ์ดข้าวหลามตัดไปมาในมือ
"เอาล่ะ ถึงคราวต้องมาไขความลับของแกบ้างแล้ว"
[จบแล้ว]