- หน้าแรก
- ระบบตบหน้าเทพเซียน: ข้าคือมารร้ายที่โลกต้องจดจำ
- บทที่ 32 - ชายหนุ่มชุดขาว!
บทที่ 32 - ชายหนุ่มชุดขาว!
บทที่ 32 - ชายหนุ่มชุดขาว!
บทที่ 32 - ชายหนุ่มชุดขาว!
"เป็นไปได้อย่างไร!"
หยางซิวตกตะลึงจนแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เขาเกือบจะคิดไปว่าตนเองหูแว่วไป ทว่าน้ำเสียงเมื่อครู่นี้ช่างชัดเจนเหลือเกิน มีเสียงคนดังออกมาราวกับส่งผ่านมาจากภายในศิลาเทวะโบราณจริงๆ
"ไอ้หนู เลิกคิดฟุ้งซ่านได้แล้ว ข้ามีตัวตนอยู่จริง และตอนนี้ข้าก็กำลังส่งเสียงผ่านจิตคุยกับเจ้าจากในศิลาเทวะโบราณนี่แหละ"
"เพราะฉะนั้นวางใจได้ บทสนทนาของพวกเราอมนุษย์นั่นไม่มีทางได้ยินเด็ดขาด"
"ข้าจะถามเจ้าแค่คำเดียว อยากรอดหรือไม่"
ในขณะที่หยางซิวตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก น้ำเสียงนั้นก็ดังขึ้นมาอย่างเนิบนาบอีกครั้ง หยางซิวสะดุ้งเฮือก ขาแข้งอ่อนแรงจนเกือบจะล้มลุกคลุกคลาน
"เหลวไหล ก็ต้องอยากสิ"
สีหน้าของหยางซิวเคร่งเครียดขึ้นมาทันที แววตาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก คิดไม่ถึงเลยว่าศิลาเทวะโบราณนี้จะวิเศษถึงขั้นมีคนอาศัยอยู่ข้างใน!
แม้เขาจะไม่รู้ว่าคนผู้นี้มีจุดประสงค์อะไร ทว่าสิ่งที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีเหตุผล
ตอนนี้เขาอาศัยวิชาตัวเบาช่วยถ่วงเวลาไว้ได้อย่างยากลำบาก ทว่าด้วยพลังของซาง หากอีกฝ่ายดึงพลังจิตวิญญาณต้นกำเนิดออกมาเพิ่มพลังให้ตัวเองตามที่คนผู้นี้บอก ถึงตอนนั้นเขาคงต้องตกอยู่ในอันตรายยิ่งกว่าเดิมแน่
เขาจึงเอ่ยถามออกไป "ข้าต้องทำอย่างไร"
คนผู้นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะค่อยๆ ตอบกลับมา "อมนุษย์ตนนี้คือหนึ่งในเก้าราชครูแห่งเขาหมื่นอสูรในอดีต เป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าอสูร ต่อให้ตอนนี้เหลือเพียงพลังจิตวิญญาณ ด้วยระดับพลังของเจ้าในตอนนี้ก็ไม่มีทางเอาชนะมันได้เลย"
"และเมื่อพันปีก่อน มันก็ถูกศิลาเทวะโบราณนี่แหละสะกดเอาไว้ ดังนั้นหากอยากรอดชีวิต หนทางเดียวในตอนนี้คือต้องดึงพลังของศิลาเทวะโบราณออกมาเพื่อสะกดมันให้จงได้!"
"ดึงพลังของศิลาเทวะโบราณออกมางั้นหรือ!"
หยางซิวตกใจสุดขีด เขาเหลือบมองศิลาโบราณ ในใจรู้สึกสั่นไหวอย่างประหลาด ความรู้สึกเชื่อมโยงที่มองไม่เห็นยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น สีหน้าของเขาจริงจังขึ้นมาทันที "การดึงพลังของศิลานี้ออกมา คงไม่ใช่เรื่องง่ายใช่ไหม ข้าต้องทำอย่างไร"
อาวุธวิญญาณในใต้หล้าแบ่งออกเป็นระดับหนึ่งถึงระดับเก้า ในตงโจว อาวุธวิญญาณระดับหกก็ถือว่าเป็นสุดยอดอาวุธแล้ว
แม้หยางซิวจะไม่รู้ว่าศิลาเทวะโบราณอยู่ในระดับใด ทว่าเขามีลางสังหรณ์ว่าศิลาเทวะโบราณจะต้องเป็นอาวุธวิญญาณที่เหนือกว่าระดับหกอย่างแน่นอน!
อาวุธระดับสูงเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะหลอมรวมเลย ลำพังแค่ระดับวิญญาณยุทธ์ที่เขามีในตอนนี้ การจะกระตุ้นให้มันทำงานก็ยังยากเย็นแสนเข็ญ
คนผู้นั้นแค่นเสียงหัวเราะอย่างภาคภูมิใจ "ข้าถูกขังอยู่ในศิลาโบราณนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว ย่อมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับมันอยู่บ้าง ข้ามีวิธีก็แล้วกัน"
"ถึงแม้ข้าจะทำให้เจ้าหลอมรวมกับมันไม่ได้ ทว่าหากข้าทุ่มเทสุดกำลังช่วยเหลือเจ้า การจะให้เจ้าดึงพลังมันมาใช้ชั่วคราวย่อมไม่มีปัญหา"
"แต่ตอนนี้ข้าอ่อนแอมาก เจ้าต้องรีบลงมือแข่งกับเวลา"
"ถูกขังมาเป็นร้อยปีงั้นหรือ"
เมื่อได้ยินประโยคนี้ หยางซิวก็ยิ่งตื่นตระหนก โลกใบนี้มันเกิดบ้าอะไรขึ้น ทำไมเขาไปเยือนโบราณสถานที่ไหน ก็ต้องเจอแต่พวกที่อยู่มาเป็นพันปีร้อยปีทั้งนั้น
อายุขัยของผู้ฝึกยุทธ์ย่อมยืนยาวขึ้นตามระดับพลัง ทว่าการเจอพวกที่อยู่มาเป็นร้อยเป็นพันปีแบบนี้ มันทำให้หยางซิวรู้สึกมึนงงจนทำตัวไม่ถูก
เขาอดไม่ได้ที่จะถาม "เจ้าเป็นใคร แล้วทำไมต้องช่วยข้าด้วย"
คนผู้นั้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบเสียงขรึม "ข้าเป็นใครไม่สำคัญ เจ้าแค่รู้ไว้ก็พอว่า ที่ข้าช่วยเจ้าก็เพื่อช่วยตัวเองเหมือนกัน"
ดูเหมือนอีกฝ่ายจะรับรู้ถึงความสับสนของหยางซิว จึงเอ่ยอธิบายต่อ "เพราะเรื่องราวบางอย่างในอดีต ข้าจึงระหกระเหินมายังแผ่นดินนี้ และจับพลัดจับผลูตกลงมาในศิลาเทวะโบราณ แม้ว่าข้าจะสามารถรักษาสภาพจิตวิญญาณให้สมบูรณ์อยู่ในศิลานี้ได้ ทว่าข้าก็ถูกขังอยู่ที่นี่มาตลอด เมื่อร้อยปีก่อนศิลาเทวะโบราณตกไปอยู่ในมือของคนที่ชื่อกู่หยาง แต่น่าเสียดายที่หมอนั่นพรสวรรค์ไม่ถึง ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่อาจหยั่งรู้ความเร้นลับของศิลาโบราณได้ จึงไม่สามารถหลอมรวมกับมันได้"
"ด้วยเหตุนี้ ตลอดร้อยปีที่ผ่านมาข้าจึงถูกขังอยู่ที่นี่มาตลอด จนกระทั่งเจ้าปรากฏตัว"
"ดังนั้นที่ข้าช่วยเจ้า ก็เพื่อหาทางหลุดพ้นจากที่นี่ก็เท่านั้น"
ราชันโอสถกู่หยางใช้เวลาทั้งชีวิต ก็ยังไม่อาจหยั่งรู้ความเร้นลับของศิลาโบราณจนหลอมรวมกับมันได้อย่างนั้นหรือ
หยางซิวลอบตกใจในใจ อดไม่ได้ที่จะถามต่อ "ฟังจากที่เจ้าพูด ต้องหลอมรวมกับศิลาเทวะโบราณให้ได้ก่อนถึงจะปล่อยเจ้าออกมาได้ใช่ไหม ราชันโอสถกู่หยางคือบุคคลอันดับหนึ่งแห่งตงโจวเมื่อร้อยปีก่อนทั้งในด้านอาคมและวิทยายุทธ์ ขนาดเขายังทำไม่ได้ แล้วทำไมเจ้าถึงเชื่อมั่นในตัวข้างั้นหรือ"
"มิสู้รอให้ข้าถูกอมนุษย์ตนนี้ฆ่าตาย แล้วปล่อยให้มันเอาศิลาเทวะโบราณนี่ไป ด้วยพรสวรรค์ระดับผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าอสูร มันคงจัดการได้ง่ายดายกว่าข้าไม่ใช่หรือ"
"ฮ่าๆๆๆๆ ขำชะมัด!"
"ไอ้เด็กนี่ ช่างน่าสนใจเสียจริง!"
คนผู้นั้นจู่ๆ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งพลางเอ่ย "ศิลาเทวะโบราณคืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์แห่งโลกนี้ อมนุษย์ต่างเผ่าจะเอาไปใช้ได้อย่างไรกัน"
"บอกความจริงให้รู้เอาบุญเลยแล้วกัน ตอนแรกข้าก็ไม่ได้ฝากความหวังอะไรไว้ที่เจ้าหรอก ก็เจ้ามันเป็นแค่คนธรรมดาในหมู่เผ่ามนุษย์ที่พบเห็นได้ดาดดื่นนี่นา"
"แต่ทันทีที่เจ้าก้าวเข้ามาในวิหารโบราณ ข้ากลับพบด้วยความตกตะลึงว่าศิลาเทวะโบราณเกิดปฏิกิริยาเชื่อมโยงความรู้สึกกับเผ่ามนุษย์ธรรมดาอย่างเจ้า!"
"เชื่อมโยงความรู้สึกงั้นหรือ" หยางซิวรีบนึกถึงความรู้สึกดึงดูดประหลาดนั่นทันที หรือว่านั่นคือการเชื่อมโยงความรู้สึกของศิลาเทวะโบราณที่มีต่อเขางั้นหรือ
ทว่า...
เขาอดไม่ได้ที่จะสงสัย "ทำไมถึงต้องมาเชื่อมโยงความรู้สึกกับข้าด้วยล่ะ"
"ข้าจะไปรู้ได้ยังไง!"
คนผู้นั้นตวาดเสียงแข็งและเอ่ยอย่างหงุดหงิด "ข้าบอกแล้วว่าศิลาเทวะโบราณคืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์แห่งโลกนี้ ไอ้หนู เจ้าคงไม่รู้จักคำว่าอาวุธศักดิ์สิทธิ์สินะ ถ้าเจ้ารอดชีวิตไปได้ วันหน้าข้าจะอธิบายให้ฟัง!"
"ในเมื่ออาวุธศักดิ์สิทธิ์เชื่อมโยงความรู้สึกกับเจ้าได้ แสดงว่าในตัวเจ้าต้องมีอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดาแน่ และนั่นก็คือเหตุผลที่ข้าเลือกช่วยเจ้า"
หยางซิวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างระมัดระวัง "หรือว่าจะเป็นเพราะข้าหล่อเหลาเกินไป ก็เลย..."
"พอได้แล้ว เจ้าคนนี้นี่มัน... บัดซบเอ๊ย!"
ภายในศิลาเทวะโบราณ ชายหนุ่มชุดขาวผู้มีนัยน์ตาปีศาจกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด อดไม่ได้ที่จะสบถออกมา เขารู้สึกประสาทจะแดก แอบด่าในใจ ไอ้เด็กนี่... ความตายมาจ่ออยู่ตรงหน้าแล้วยังมีกะจิตกะใจมาเล่นมุกอีก ไม่รู้ว่ามันแกล้งโง่หรือโง่จริงๆ กันแน่!
"ต่อไปข้าจะทุ่มเทสุดกำลังเพื่อช่วยให้เจ้าสร้างความเชื่อมโยงกับศิลาเทวะโบราณ เพื่อช่วยเจ้าสะกดอมนุษย์ตนนี้เอาไว้"
"ข้อแลกเปลี่ยนก็คือ วันหน้าหากเจ้าเปิดศิลาเทวะโบราณได้ เจ้าต้องปล่อยข้าออกไป!"
เขาเอ่ยเสียงขรึม "จะเอาด้วยหรือไม่ ก็สุดแล้วแต่เจ้า!"
"เอาสิ!"
หยางซิวเหลือบมองซางที่กำลังไล่ล่าตามมาอย่างบ้าคลั่งทางด้านหลัง ตอนนี้อีกฝ่ายโกรธเกรี้ยวถึงขีดสุด เกรงว่าคงจะยอมเผาผลาญพลังจิตวิญญาณต้นกำเนิดเพื่อฆ่าเขาให้ได้แน่
"แต่ข้ายังมีคำถามสุดท้าย หากเจ้าช่วยข้าแล้ว แต่ข้ากลับเปิดศิลาเทวะโบราณไม่ได้ล่ะ จะทำอย่างไร"
"ฮ่าๆๆ วางใจเถอะ หากวันนี้เจ้าสร้างความเชื่อมโยงกับศิลาเทวะโบราณไม่ได้ ก็ถือเสียว่าข้าตาถั่วเอง อย่างมากข้าก็แค่ติดอยู่ในนี้ต่อไปก็เท่านั้น"
"ส่วนเจ้าน่ะหรือ... แน่นอนว่าคงไม่มีวันพรุ่งนี้อีกต่อไปแล้วล่ะ"
"..."
หยางซิวหน้ามืดครึ้ม กลิ่นอายรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน ในสถานการณ์หน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ ต่อให้มีโอกาสรอดเพียงริบหรี่ เขาก็ต้องคว้ามันไว้ให้ได้!
"เอาเลย!"
"ฮ่าๆๆ!"
คนผู้นั้นระเบิดเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง "ไอ้หนู อย่าทำให้ข้าผิดหวังล่ะ!"
"ฟุ่บ!"
"ไอ้หนู วันนี้ข้าต้องฆ่าเจ้าให้ได้!"
เงาร่างสายหนึ่งพุ่งไล่ตามหยางซิวมาติดๆ เขาก็คือซางนั่นเอง ตอนนี้ดวงตาของเขาแดงก่ำ ไล่ตามมาตั้งนานเพิ่งจะรู้ตัวว่าความเร็วของตนในตอนนี้ตามหยางซิวไม่ทัน เขาโกรธจัดจนต้องประสานมุทรามือเดียว ยันต์อสูรแผ่นหนึ่งพุ่งพรวดออกมา
ยันต์อสูรแผ่นนี้ก็คือวิชาลับของเผ่าอสูรที่เขาใช้ปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณออกมาอย่างฝืนทน!
เขากัดฟันกรอด วินาทีที่กำลังจะปลดปล่อยพลังจิตวิญญาณต้นกำเนิดออกมาเพิ่ม จู่ๆ ก็มีเสียงระเบิดดังกึกก้องไปทั่ววิหารโบราณ!
สิ้นเสียงระเบิด ทั่วทั้งวิหารก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ซางหยุดฝีเท้าอย่างกะทันหันและหันไปมองใจกลางวิหารด้วยความตื่นตระหนก
เขาเห็นศิลาเทวะโบราณที่ใจกลางวิหารซึ่งลอยนิ่งมานานนับพันปี กลับเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรง ศิลาโบราณที่เงียบสงบมาพันปีจู่ๆ ก็เปล่งแสงเจิดจรัสไร้ขีดจำกัด โอบล้อมศิลาสีดำทมิฬเอาไว้อย่างสว่างไสวแสบตา!
"ซี๊ด!——"
ซางสูดลมหายใจเข้าลึก ร่างกายของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง เขาถูกศิลาเทวะโบราณสะกดเอาไว้มาพันปี ตลอดพันปีที่ผ่านมาศิลานี้ไม่เคยมีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย
ทำไมจู่ๆ ตอนนี้ถึงเกิดความเคลื่อนไหวขึ้นมาได้
ส่วนลึกในดวงตาของเขาฉายแววหวาดผวา อดไม่ได้ที่จะหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต
เมื่อพันปีก่อน จักรพรรดิเซียนทั้งสิบสี่อาศัยศิลาเทวะโบราณบดขยี้ 'รู่ว่อซื่อเหวิน' ซึ่งเป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์สูงสุดของเผ่าอสูร และอาศัยพลังของศิลาโบราณสะกดเก้าราชครูแห่งเผ่าอสูรจนสิ้นซาก ในตอนนั้นหากไม่ใช่มหาราชครูใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อ ยอมเผาผลาญอาวุธศักดิ์สิทธิ์เผ่าอสูรเพื่อต้านทาน เขาจะมีโอกาสรอดชีวิตมาได้อย่างไร
ถึงกระนั้น จิตวิญญาณของเขาก็ยังถูกศิลาโบราณสะกดไว้ถึงพันปี กว่าจะหลุดรอดออกมาได้ก็ตอนนี้เอง
ครืน ครืน ครืน!
ในขณะที่ซางกำลังตื่นตระหนกสุดขีด ศิลาเทวะโบราณที่ลอยอยู่กลางอากาศก็พลันลอยสูงขึ้น บนพื้นผิวศิลาสีดำทมิฬปรากฏแสงสีทองเปล่งประกายออกมาทีละสาย
เมื่อเพ่งมองดูให้ดี แสงสีทองเหล่านี้แท้จริงแล้วประกอบขึ้นจากอักขระสีทองอันลึกลับนับไม่ถ้วน
อักขระสีทองนับไม่ถ้วนไหลมารวมตัวกันราวกับฝูงลูกอ๊อด ก่อเกิดเป็นพลังอันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต
"ตอนนี้แหละไอ้หนู จะหมู่หรือจ่าก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว!"
เสียงของชายหนุ่มชุดขาวดังออกมาจากศิลาเทวะโบราณ ภายในศิลาโบราณ เขาจ้องมองเด็กหนุ่มที่อยู่ด้านนอกเขม็ง สองมือกำหมัดแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง
บนศิลาโบราณ แสงสว่างสายหนึ่งพุ่งทะลุลงมา ท่ามกลางสายตาที่ไม่อยากเชื่อของซาง เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางแสงนั้น
เด็กหนุ่มผู้สวมชุดคลุมดำ ผมยาวสยาย นัยน์ตาดุดันดุจคมกระบี่ ยืนตระหง่านอยู่ใต้ศิลาเทวะโบราณ แผ่รังสีอำมหิตอันลึกลับกดดันลงมาอย่างน่าประหลาด!
"หยางซิว!"
ซางหน้าถอดสี ม่านตาสาดประกายตื่นตะลึง!
ไอ้เด็กนี่มันทำอะไรลงไป ทำไมศิลาเทวะโบราณถึงได้สั่นสะเทือนรุนแรงขนาดนี้
ต้องรู้ก่อนนะว่าในฐานะผู้ยิ่งใหญ่แห่งเผ่าอสูร เขาย่อมรู้จักศิลาเทวะโบราณชิ้นนี้ดี มันไม่ใช่อาวุธวิญญาณธรรมดา แต่มันคืออาวุธศักดิ์สิทธิ์ของเผ่ามนุษย์แห่งโลกใบนี้เชียวนะ!
ในขณะที่เขากำลังตื่นตระหนก แสงเจิดจรัสบนศิลาเทวะโบราณก็ระเบิดออก อักขระสีทองอันลึกลับนับไม่ถ้วนหลั่งไหลลงมาราวกับฝูงลูกอ๊อด กระจายตัวออกไปโดยมีหยางซิวเป็นศูนย์กลาง ราวกับแสงศักดิ์สิทธิ์ร่วงหล่นลงมาอาบไล้ร่างของเขา
"เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้อย่างไร"
ความเปลี่ยนแปลงกะทันหันนี้ ทำให้แม้แต่ชายหนุ่มชุดขาวภายในศิลาเทวะโบราณก็ยังตกใจจนตาเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อ
ตามแผนการที่เขาวางไว้ เขาจะใช้พลังของตนช่วยหยางซิวสร้างความเชื่อมโยงกับศิลาเทวะโบราณ เพื่อให้อีกฝ่ายสามารถดึงพลังของศิลามาใช้ชั่วคราวได้
แต่ใครจะไปคิดว่าทันทีที่สร้างความเชื่อมโยงกันได้ ภายในศิลาเทวะโบราณก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ อักขระเวทเต้นเร่า ท่ามกลางการยืดหดขยายตัว กลิ่นอายของอาวุธศักดิ์สิทธิ์กลับส่งเสียงโห่ร้องยินดี
ศิลาเทวะโบราณ... กลับเป็นฝ่ายเริ่มสร้างสายใยเชื่อมโยงกับหยางซิวด้วยตัวเองงั้นหรือ
เมื่อเห็นภาพนี้ เขาถึงกับอึ้งเป็นไก่ตาแตกไปเลยทีเดียว
หยางซิวในตอนนี้ก็ตกตะลึงไม่แพ้กัน วินาทีที่พลังของศิลาเทวะโบราณร่วงหล่นลงมา เขาก็ถูกพลังประหลาดดึงดูดเข้าไป ราวกับกำลังยืนอยู่ท่ามกลางโลกแห่งแสงสีทอง
รอบด้านเต็มไปด้วยอักขระสีทองอันลึกลับเต้นเร่าไปมา แต่ละตัวอักษรล้วนลึกล้ำแฝงความเร้นลับ ประหนึ่งกำลังจ้องมองหมู่ดาวเต็มท้องฟ้า แผ่ซ่านกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่ไร้ขอบเขต ราวกับรวบรวมกฎเกณฑ์อันสูงส่งเอาไว้ และกำลังจะก่อตัวเป็นมรรคาวิถีอันยิ่งใหญ่!
"ซี๊ด!——"
หยางซิวตกตะลึงสุดขีด หรือว่าอักขระพวกนี้ ก็คือกุญแจสำคัญในการหลอมรวมกับศิลาเทวะโบราณ
เขาจ้องมองอักขระเต็มท้องฟ้าอย่างเหม่อลอย ทุกตัวอักษรล้วนแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์อันสูงส่ง ลึกล้ำจนยากจะหยั่งถึง
ทันใดนั้น อักขระนับไม่ถ้วนตรงหน้าก็เริ่มหมุนวนอย่างรวดเร็ว คล้ายกับกลายเป็นฟันเฟืองของมรรคาแห่งสวรรค์ หมุนไปตามกฎเกณฑ์ที่ถูกกำหนดไว้ เวียนว่ายตายเกิดเป็นวัฏจักร ไม่มีวันแตกสลาย!
ในขณะที่หยางซิวตกตะลึง อักขระนับไม่ถ้วนก็รวมตัวกัน ก่อเกิดเป็นคัมภีร์สีทองเล่มมหึมา บนคัมภีร์ปรากฏตัวอักษรขนาดใหญ่สี่ตัวเขียนเอาไว้
"เคล็ดวิชาเทพต้าเฉียน!"