- หน้าแรก
- หน่วยรบเถื่อน
- บทที่ 1001 – เพิ่มเงินเดือนก็ยังได้
บทที่ 1001 – เพิ่มเงินเดือนก็ยังได้
บทที่ 1001 – เพิ่มเงินเดือนก็ยังได้
ผ่านไปครึ่งชั่วโมง และต่อมาอีกสิบห้านาที เกาหยางจึงเดินออกมาจากห้องทำงานของดานี่
กลุ่มคนยังคงรออยู่ข้างนอก แต่เพราะกลัวว่าจะได้ยินในสิ่งที่ไม่ควรได้ยิน ทุกคนจึงพร้อมใจกันถอยห่างออกมาพอสมควร
เมื่อเห็นเกาหยางออกมา พวกเขาก็กรูกันเข้าไปหา ลุดวิกยื่นบุหรี่ให้มวนหนึ่ง เกาหยางรับมาแล้ว 'แอลกอฮอล์' ก็รีบจุดไฟให้ทันที
หลังจากเกาหยางสูดควันเข้าปอดลึกๆ แอลกอฮอล์ก็ชูนิ้วโป้งให้แต่ไม่ได้พูดอะไร ส่วน 'ตัวตลก' กลับมีท่าทางตื่นเต้นและเอ่ยขึ้นว่า "ผมไม่เคยรบแบบนี้มาก่อนเลย โคตรสะใจ! เหมือนเล่นเกมคอมพิวเตอร์เลยนะ ไม่สิ ง่ายกว่าเล่นเกมอีก ง่ายยิ่งกว่าการซ้อมรบซะอีก"
หลี่ชิวรีบเสริมทันที "แต่ตอนถอนตัวนี่แม่มโคตรสยองเลย"
เกาหยางพยักหน้าเห็นด้วยอย่างแรง
ตอนนั้นเอง ลุดวิกบุ้ยปากไปทางห้องทำงาน "ข้างในจบแล้วเหรอ? ไม่ได้ยินเสียงร้องโหยหวนแบบนั้นมานานแค่ไหนแล้วเนี่ย ไม่ได้ยินเสียงแบบนี้มาหลายปีแล้ว"
'สุนัขสงคราม' ลูบแขนตัวเองตามสัญชาตญาณแล้วพูดว่า "เสียงกรีดร้องน่ะผมได้ยินมาเยอะ แต่ที่สยองขนาดนี้เพิ่งเคยเจอครั้งแรก ทำเอาขนลุกไปหมด ตอนนี้ผมเข้าใจคำว่าสิ้นหวังจนอยากตายแต่ตายไม่ได้มันเป็นยังไง"
หลี่ชิวพูดเรียบๆ "พวกอ่อนหัด เขาเรียกว่า 'อยู่มิสู้ตาย' ต่างหาก"
สุนัขสงครามพยักหน้า "เออ นั่นแหละ ความหมายเดียวกัน"
ลุดวิกแค่นเสียงอย่างไม่แยแส "นั่นเพราะพวกแกเห็นมาน้อย ถ้าให้ฉันลงมือสอบสวนเองล่ะก็ มันจะร้องโหยหวนกว่านี้อีก"
หลังจากกลุ่มคนหัวเราะหึๆ ในลำคอ เกาหยางก็เหลือบไปเห็นไอลีนกับแจ็คแลนยังคงยุ่งอยู่ข้างเครื่องบิน ส่วนเกรกลอรอฟก็ยังไม่เดินมา เขายังคงทำความสะอาดปืนกลอยู่
ถึงแม้จะไม่ใช่ช่างเครื่อง แต่ในฐานะนักบิน ต่อให้ไม่ได้ลงมือเอง แจ็คแลนก็ต้องเฝ้าดูการตรวจเช็คเครื่องบินเพื่อให้แน่ใจ
เกาหยางชี้ไปที่เครื่อง Mi-17 ที่เพิ่งทำเอาพวกเขาเกือบหัวใจวาย แล้วเอ่ยเสียงเครียด "ฉันขอไปดูทางนั้นหน่อย"
เกาหยางเดินไปที่เครื่องบิน เมื่อเห็นเกาหยางเดินเข้ามาใกล้ แจ็คแลนที่กำลังซ่อมบำรุงเครื่องอยู่กับช่างเครื่องก็เดินเข้ามาหาพร้อมรอยยิ้ม "เรียบร้อยแล้วเหรอ? ได้ยินว่าพวกนายกำลังสอบสวนเชลย ได้เรื่องไหม?"
เกาหยางพยักหน้า "สอบสวนไปคนหนึ่งแล้ว บัดดาดีไม่ได้อยู่ที่นั่น ยังเหลืออีกสองคนที่ยังไม่ได้สอบสวน เดี๋ยวถ้าถามครบทั้งสามคนก็น่าจะยืนยันได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น"
แจ็คแลนส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ "นั่นคือคว้าน้ำเหลวสินะ น่าเสียดายจริงๆ แต่เอาเถอะ เรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องปกติ"
เกาหยางถอนหายใจยาว "ใช่ น่าเสียดาย แต่มันก็เป็นเรื่องปกติ"
แจ็คแลนบุ้ยปากไปทางห้องสอบสวน "แล้วนายไม่รอสอบสวนต่อเหรอ? มาหาฉันทำไมเนี่ย? ฉันยุ่งอยู่ ไม่ไว้ใจปล่อยให้ช่างเครื่องจัดการคนเดียวหรอก ฉันต้องดูว่าใบพัดหลักยังใช้ได้ไหม ถ้ามีรอยร้าวก็ต้องเปลี่ยน แล้วยังมีระบบทางเดินน้ำมัน กับเครื่องยนต์อีก พอทำ 'โรล' ไปทีหนึ่งก็ต้องเช็คทุกอย่าง ยุ่งยากชะมัด"
เกาหยางระบายลมหายใจออกมา "ฉันอยู่ข้างในต่อไม่ไหวแล้ว เดิมทีฉันคิดว่าตัวเองทนได้ดี แต่พอเห็นวิธีสอบสวนไอ้หมอนั่น ขนลุกไปหมด ฉันเลยออกมาสูดอากาศก่อน รอให้พวกเขาทำขั้นต้นเสร็จแล้วค่อยกลับเข้าไปก็ยังทัน"
"พวกนั้นทำยังไง?"
"ทั้งน่าสะอิดสะเอียนทั้งโหดเหี้ยม ไม่พูดถึงได้ไหม?"
"โอเค ในเมื่อมันน่าแหวะก็ไม่ต้องพูด ฉันกำลังหิวอยู่ รอให้งานเสร็จจะได้ไปหาอะไรกินสักที"
เกาหยางชี้ไปที่ Mi-17 "ที่ฉันเดินมา จริงๆ คือเพราะยังขวัญเสียแล้วก็สงสัยด้วย นายทำ 'เดธโรล' ไปทำไม มันจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ?"
แจ็คแลนถูคราบน้ำมันที่มือแล้วชูมือทั้งสองข้างขึ้น "ดูนะ มือขวาของฉันคือเฮลิคอปเตอร์ของเรา มือซ้ายคือมิสไซล์ พวกเราโชคดีมาก ตอนที่กำลังจะเร่งความเร็ว ฉันเห็นแสงวาบทางด้านขวา และก็ดูออกว่านั่นคือมิสไซล์ ถึงเรดาร์จะไม่แจ้งเตือนแต่ฉันตัดสินใจว่าจะต้องหนีเอาตัวรอดเดี๋ยวนี้"
"ท่าทางการบินของเราเป็นแบบนี้ หัวเครื่องไปทางนี้ พอเปลี่ยนทิศทาง หัวเครื่องมาทางนี้ เพราะฉันต้องการให้ท่อไอเสียเครื่องยนต์หลบเลี่ยงทิศทางที่มิสไซล์พุ่งมา เพราะจุดนั้นอุณหภูมิสูงที่สุด ในขณะเดียวกันก็ลดระดับความสูงอย่างรวดเร็ว เพื่อพยายามให้มิสไซล์ถูกรบกวนจากพื้นดินจนสูญเสียเป้าหมาย เพราะตอนนั้นเราอยู่ใกล้พื้นดินมากจริงๆ แต่เราอยู่ใกล้กับมิสไซล์มากเกินไป ฉันจึงตระหนักได้ว่าแค่การหลบหลีกธรรมดาไม่สามารถสลัดมิสไซล์หลุดได้"
"ในวินาทีนั้น ฉันรู้ว่ามิสไซล์กำลังจะถึงตัวแล้ว และท่าหลบหลีกของฉันอาจทำให้เราตกอยู่ในอันตรายกว่าเดิม เพราะความสูงที่ลดลงทำให้ระดับของมิสไซล์ขนานกับเครื่องบินของเรา หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ และเป้าลวง ของเราติดอยู่ใต้ท้องเครื่องกับด้านข้าง... ดังนั้น ฉันเลยทำโรลเพื่อหลบหลีก!"
แจ็คแลนตบมือดังฉาดแล้วพูดด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด "นายควรจะดีใจนะที่คนขับคือฉัน รู้ไหม? ถ้าเป็นนักบินคนอื่น พวกนายตายไปแล้ว! ฉันพลิกเครื่อง เพื่อให้เป้าลวงยิงกระจายออกไปทุกทิศทาง แล้วก็ทำสำเร็จ! แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือต้องประคองเครื่องให้กลับมานิ่งได้ โดยไม่เอาหัวปักพื้นตาย รู้ไหมตอนนั้นเราสูงเท่าไหร่? ไม่ถึงสี่สิบเมตร!"
"ต่ำกว่าสี่สิบเมตร พลิกเครื่อง ยิงแฟลร์โดยเสี่ยงกับการที่จะโดนใบพัด แล้วก็ดึงเครื่องกลับขึ้นแล้วเร่งความเร็ว…พระเจ้า ฉันโคตรเจ๋งจริง ๆ ฉันยังทึ่งตัวเองเลยจริง ๆ แรม นายควรขอบคุณฉันนะ ฉันช่วยชีวิตพวกนายทุกคน ถ้าเป็นนักบินคนอื่น พวกนายตายหมดแล้ว!"
จากการบรรยายแบบใส่อารมณ์ทั้งคำพูดและท่าทางของแจ็คแลน ในที่สุดเกาหยางก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนั้น เขาจึงผ่อนลมหายใจยาวก่อนจะพูดกับแจ็คแลนว่า "ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้จริงๆ ว่า Mi-17 มันทำท่าโรลได้ นายรู้ไหม?"
แจ็คแลนยักไหล่ "มันทำไม่ได้หรอก ถ้าใคร ๆ ก็พลิก Mi-17 ได้ สิ่งที่ฉันทำก็คงไม่เรียกว่าปาฏิหาริย์แล้ว เพื่อน นายเพิ่งเห็นปาฏิหาริย์ด้วยตาตัวเอง ปาฏิหาริย์ที่ช่วยชีวิตนาย"
เกาหยางยิ้ม "ฉันรู้ ตอนนั้นฉันยังไม่เข้าใจ แต่ตอนนี้เข้าใจแล้ว แต่ถ้าเรียกว่าปาฏิหาริย์ ก็แปลว่ามีโชคเข้ามาเกี่ยวด้วยใช่ไหม?"
แจ็คแลนกำหมัดแน่นต่อหน้าเกาหยาง แล้วพูดอย่างขึงขัง "ฉันไม่เคยพึ่งโชค นี่มันฝีมือล้วนๆ!"
"งั้นนายทำอีกรอบได้ไหมล่ะ?"
แจ็คแลนชะงักไปทันที เขากระตุกคอเล็กน้อยแล้วตอบว่า "เอ่อ... เรื่องนั้น... ช่างมันเถอะ"
เกาหยางหัวเราะ "ปาฏิหาริย์ของนายคือผลลัพธ์ของฝีมือบวกกับโชค ฉันขอยืนยันว่าฉันเชื่อมั่นในความสามารถของนายมาก ไม่งั้นคงไม่เรียกนายมาหรอก จริงไหม?"
แจ็คแลนกลับมาฮึกเหิมอีกครั้ง "นายเข้าใจก็ดีแล้ว!"
เมื่อเห็นว่าได้เวลาพอสมควรแล้ว เกาหยางตบไหล่แจ็คแลนแล้วยิ้มเบาๆ "การสอบสวนน่าจะเริ่มอีกรอบแล้ว ฉันต้องไปฟังต่อ ไว้เจอกัน"
เกาหยางโบกมือลาแจ็คแลน เมื่อเดินกลับไปที่ห้องสอบสวนเขาก็ต้องผ่านกลุ่มคนอีกครั้ง เขาโบกมือไล่ "ไม่มีอะไรแล้ว แยกย้ายกันไปเถอะ ไปหาที่นอนพักกันซักงีบ"
ลุดวิกตบพุงตัวเองแล้วพูดเสียงดัง "ฉันหิวจนไส้กิ่วแล้วเนี่ย รออาหารมื้อพิเศษอยู่ หัวหน้า... คุณคงไม่ได้ลืมเรื่องนี้ใช่ไหม?"
เกาหยางตบหน้าผากตัวเอง "โอ้ ขอโทษที ฉันลืมไปสนิทเลย เดี๋ยวจะรีบไปสั่งให้ พวกนายมีใครอยากกินมื้อพิเศษบ้าง หรือจะรอเวลาอาหารเช้าทีเดียวเลย?"
ไม่มีใครอยากรออาหารเช้า หลังจากการต่อสู้ที่สั้นแต่หนักหน่วง โดยเฉพาะหลังจากที่เกือบเอาชีวิตไปทิ้งกลางอากาศจนขวัญกระเจิง การได้กินข้าวสักมื้อคือวิธีผ่อนคลายความเครียดที่ดีที่สุด
เกาหยางดีดนิ้ว "ตกลง เดี๋ยวฉันไปแจ้งให้ น่าจะไม่นาน"
ทันใดนั้น หลี่ชิวก็ยกมือขึ้น "หัวหน้า ผมมีเรื่องจะพูดด้วยหน่อย"
เกาหยางมองหลี่ชิวอย่างสงสัย "เรื่องอะไร? นายคงไม่ได้จะบอกว่าต่อไปนี้จะไม่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์อีกแล้วนะ?"
ลุดวิกหัวเราะเยาะ "เจ้าปลาไหลน้อยของเราขวัญอ่อนซะแล้ว"
หลี่ชิวชูนิ้วกลางให้ลุดวิกอย่างไม่แยแส ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ไม่ใช่เรื่องนั้น ตอนนั้นพูดเล่น ใครจะไม่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์กัน ผมจะพูดเรื่องสำคัญต่างหาก หัวหน้า... มื้อเที่ยงคือบาร์บีคิว มื้อเย็นคือเนื้อย่าง นอกจากเนื้อย่างก็มีแผ่นแป้ง ถ้าอยากกินผักก็สลัด อาหารเช้าคือแผ่นแป้งกับฮัมมัส มื้อเย็นก็ฮัมมัสกับแผ่นแป้ง เปลี่ยนเมนูหน่อยก็เอาปลาทอดมาแทนเนื้อย่าง... คุณไม่เบื่อบ้างเหรอ?"
เบื่อสิ... เกาหยางเบื่อจะตายอยู่แล้ว
อาหารในซีเรียคล้ายกับในอิรักมาก ถามว่าอร่อยไหม? จริงๆ มันก็อร่อย แต่ปัญหาคือมันวนเวียนอยู่แค่นั้น หลี่ชิวพูดแค่ไม่กี่ประโยคก็สรุปโครงสร้างอาหารของซีเรียได้เกือบหมดแล้ว
ของอร่อยแค่ไหน ถ้ากินติดต่อกันสามวันก็ต้องเบื่อแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับคนจีน สำหรับคนท้องถิ่นที่คุ้นเคยกับอาหารแบบนี้เขาอาจจะกินได้ทั้งชีวิตโดยไม่มีปัญหา แต่สำหรับคนจีนนี่คือเรื่องใหญ่...
เกาหยางถอนหายใจ "เบื่อสิ ฉันน่ะเบื่อสุดๆ แต่เบื่อไปก็ทำอะไรไม่ได้ นายต้องหัดพอใจซะบ้าง ตอนนี้ซีเรียของขาดแคลน พวกเราได้กินโดยงบของกองทัพอากาศก็นับว่าดีที่สุดแล้ว"
หลี่ชิวโบกมือ "จริงๆ มันง่ายนิดเดียว เราทำกินกันเองได้ไหม? คุณแค่เอาวัตถุดิบมาให้ผม แล้วผมจะทำอาหารเอง... ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปผมไม่ไหวแน่ กินแต่ของย่างๆ ทุกวันจนธาตุไฟเข้าแทรกหมดแล้ว"
หัวใจของเกาหยางเต้นโครมคราม เสียงของเขาสั่นเครือด้วยความตื่นเต้น เขาคว้าตัวหลี่ชิวไว้แน่นแล้วถามเสียงดัง "นายทำอาหารเป็นเหรอ?!"
หลี่ชิวตอบด้วยสีหน้าจริงจัง "ตอนผมอยู่แอฟริกา รอบตัวมีแต่พวกพี่มืด จะบอกให้... เมื่อเทียบกับพวกพี่มืดที่นั่น อาหารที่นี่ถือว่าโคตรของโคตรดีแล้ว ดังนั้นคุณคิดว่าถ้าผมทำอาหารไม่เป็น ผมจะมีชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้ยังไง?"
เกาหยางตบมือฉาด "ดี! นายรอนี่ อยากได้อะไรฉันจัดให้ นายทำอะไรเป็นบ้าง?"
หลี่ชิวตอบอย่างมั่นใจ "ก็ไม่มีอะไรมาก อาหารบ้าน ๆ นั่นแหละ อย่าคิดว่าผมเป็นเชฟก็พอ เครื่องปรุงที่นี่อาจไม่ครบ รสชาติอาจไม่เป๊ะ แต่ก็พอกินได้ ขอดูวัตถุดิบก่อนแล้วกัน"
เกาหยางถามต่อด้วยสีหน้าเคร่งขรึม "ตามกฎของทหารรับจ้าง ฉันไม่ควรถามมาก แต่ตอนนี้ฉันอยากรู้จริงๆ ว่านายไปเรียนทำอาหารมาจากไหน? นายคงไม่ได้มาจาก 'หน่วยพลาธิการ' ใช่ไหม?"
"ไม่ใช่หรอก แค่ผมมันพวกนักกิน... เอ่อ เกิดมาเห็นแก่กินน่ะ ตอนอยู่เมืองจีนว่างๆ ก็ชอบค้นคว้าลองทำกินเอง ถือว่าพอมีพื้นฐานบ้าง"
หลี่ชิวไม่ใช่พ่อครัว ทำให้เกาหยางแอบผิดหวังเล็กน้อย แต่การได้เจอคนที่ทำอาหารเป็นก็นับว่าดีมากแล้ว เขาเอ่ยเสียงเข้ม "นายรอตรงนี้ เดี๋ยวฉันไปหาคนมา นายไปยืมครัวของสนามบินทำมื้อหนึ่งก่อน ทำเยอะๆ หน่อยนะ ถ้าฝีมือนายถูกปากพวกเรา ฉันจะรีบหาทางจัดหาครัวส่วนตัวให้นายทันที แล้วก็... ฉันจะเพิ่มเงินให้นายด้วย ถ้าอาหารของนายถูกปากพวกเราจริงๆ ฉันจะเพิ่มเงินเดือนให้นาย 'เท่าตัว' เลย!"
------
(จบบทที่ 1001)