- หน้าแรก
- สัปยุทธ์พิภพเทวะ
- ตอนที่ 118 คำแนะนำของผู้อาวุโส
ตอนที่ 118 คำแนะนำของผู้อาวุโส
ตอนที่ 118 คำแนะนำของผู้อาวุโส
ตอนที่ 118 คำแนะนำของผู้อาวุโส
"ซินถง ตอนนั้นเจ้าทิ้ง 'หมัดมังกรเอ็นพยัคฆ์กระดูก' ที่ทำคำอธิบายไว้ให้เจ้าหนุ่มนั่น เขาถึงกับบรรลุได้ถึงระดับนี้ ความสามารถในการทำความเข้าใจนี้ไม่เลวเลยจริงๆ เช่นนี้แล้ว ซินถง เจ้าก็เป็นอาจารย์ของเจ้าหนุ่มนี่แล้วสิ อื้ม ข้าเป็นอาจารย์ของเจ้า เช่นนี้เจ้าหนุ่มนี่ก็ต้องเป็นรุ่นหลานของข้าแล้วสิเนี่ย เฮ้อ ปล่อยให้เจ้าหนุ่มนี่เอาเปรียบตาแก่อย่างข้าอีกแล้ว"
ตาเฒ่าซูกล่าวพลางส่ายหัวไปมา หลินซินถงฟังแล้วนึกอยากจะหัวเราะ หากคนอื่นได้อาจารย์รุ่นปู่ก็ถือว่าเสียเปรียบ ทว่าพอมาเป็นอาจารย์ของนาง ใครที่นับเขาเป็นอาจารย์รุ่นปู่กลับกลายเป็นการได้เปรียบไปเสียอย่างนั้น
"ซินถงเอ๋ย อย่าว่าอย่างนั้นอย่างนี้เลย ตอนนี้ข้าเองก็เริ่มจะมองเขาในแง่ดีขึ้นบ้างแล้ว ว่าแต่ ความรู้สึกที่เขามีต่อเส้นลมปราณหยินโดยกำเนิดของเจ้า เจ้าสืบจนชัดเจนหรือยัง?"
หลินซินถงส่ายหน้า ความรู้สึกนี้ไร้ร่องรอย ยากจะยืนยันได้จริงๆ
คืนนั้นเมื่อกลับไป หลินซินถงได้เริ่มเดินพลัง "คัมภีร์จิตวิญญาณสตรีลึกลับ" ทว่าไม่ว่านางจะพยายามเพียงใด เส้นลมปราณก็ยังคงแห้งเหือด ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์นี้ อันที่จริงก็อยู่เหนือความคาดหมายไปแล้ว...
ซูเจี๋ยกลับปล่อยวางได้มากกว่า เขาจึงกล่าวว่า "ซินถง อีกไม่กี่วันอาจารย์ต้องไปพบกับเหวินอวิ๋นโหว การปรากฏของเมฆม่วงในอวิ๋นฮวงครั้งนี้ จนถึงตอนนี้ยังหาสาเหตุไม่ได้ ทว่าเหวินอวิ๋นโหวได้นำเข็มทิศหาขุมทรัพย์ซึ่งเป็นสมบัติสำคัญของแผ่นดินมายังอวิ๋นฮวง และได้พบสถานที่ลึกลับโบราณแห่งหนึ่ง สถานที่ลึกลับแห่งนี้อันตรายเกินไป ด้วยความแข็งแกร่งของเจ้าไม่สามารถเข้าไปได้ รวมถึงเหวินอวิ๋นโหวด้วย
ยอดฝีมือผู้มีชื่อเสียงของอาณาจักรเทพไท่อาหลายคนมารวมตัวกัน ทว่าต่างก็ใคร่ครวญอยู่นาน ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไป ครั้งนี้เหวินอวิ๋นโหวได้คัดลอกผังค่ายกลที่ชำรุดส่วนหนึ่งของสถานที่ลึกลับโบราณออกมา เพื่อใช้เชิญอาจารย์ อาจารย์เองก็มีความสนใจยิ่งนัก จึงตั้งใจจะไปดูสักรอบ ในสถานที่ลึกลับโบราณแห่งนั้น อาจจะมีมรดกตกทอดของปรมาจารย์อสูรร้างในสมัยโบราณ หากอาจารย์ได้รับแรงบันดาลใจบ้าง ไม่แน่ว่าอาจจะต่อเส้นลมปราณที่ขาดไปโดยกำเนิดของเจ้าได้"
เมื่อซูเจี๋ยกล่าวเช่นนั้น ในใจของหลินซินถงทั้งกังวลและซาบซึ้ง "ท่านอาจารย์ สถานที่ลึกลับแห่งนั้น..."
"ฮ่าๆ วางใจเถอะ อาจารย์ไม่เป็นอะไรหรอก ภารกิจหลักของอาจารย์ในครั้งนี้คือการแก้ผังค่ายกล อีกอย่าง อาจารย์เดินไปทั่วแดนรกร้างมาหลายปี มีตอนไหนที่เสียเปรียบกัน? ตอนอาจารย์ยังหนุ่ม อาจารย์มักจะหาผลประโยชน์ท่ามกลางอันตรายในเขตลับอยู่บ่อยครั้ง ต่อให้อันตรายเพียงใด อาจารย์ก็คลี่คลายได้หมด ตอนนั้นไม่รู้ว่ามีคนแย่งกันจะร่วมกลุ่มกับอาจารย์เข้าเขตลับมากเท่าใด"
ตาเฒ่าซูกล่าวออกมาด้วยความภูมิใจ เรื่องนี้อันที่จริงเขาก็ไม่ได้โม้ไปเสียทั้งหมด เขาเชี่ยวชาญในการคลี่คลายอันตราย และนำสมบัติกลับมาได้ท่ามกลางอันตรายที่รุมล้อมในเขตลับจริงๆ
ทว่าเรื่องที่มีคนแย่งกันจะร่วมกลุ่มกับตาเฒ่าซูเข้าเขตลับนั้น สถานการณ์จริงดูเหมือนจะคลาดเคลื่อนไปจากที่ตาเฒ่าซูกล่าวไปบ้าง
เมื่อสมัยซูเจี๋ยยังไม่โด่งดังเท่าตอนนี้ เขาเคยร่วมกลุ่มกับผู้อื่นไปสำรวจเขตลับหลายครั้ง ต่อมาเมื่อต้องเผชิญกับอันตรายที่ไม่คาดคิดในเขตลับ ผลปรากฏว่าทุกคนในกลุ่มต่างพินาศไปหมดสิ้น ทว่ากลับมีเพียงตาเฒ่าซูคนเดียวที่รอดออกมาได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในบางครั้งเขายังได้รับผลประโยชน์ไม่น้อยอีกด้วย แน่นอนว่าตัวซูเจี๋ยเองไม่มีวันยอมรับเรื่องนี้เด็ดขาด
ทุกครั้งที่เขาเล่าให้ใครฟัง เขามักจะทำท่าทีโศกเศร้า ราวกับเป็นการไว้อาลัยให้แก่ผู้ที่จากไป ในขณะเดียวกันก็ดูเหมือนว่าเหตุการณ์ที่เฉียดตายในเขตลับนั้น จะสร้างบาดแผลลึกในใจให้แก่เขาอย่างยิ่ง
ทว่าในชั่วพริบตา ก็มีคนเห็นเขาเดินเตร่เข้าไปในตลาดมืดหรือในงานประมูล เพื่อนำสมบัติที่เขาไม่ได้ใช้ไปขาย และเปลี่ยนเป็นสิ่งที่เขาต้องการ แล้วเดินกลับมาพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เปี่ยมล้น
หลังจากเกิดเรื่องเช่นนี้ติดต่อกันหลายครั้ง ผู้คนจึงมอบฉายาให้ซูเจี๋ยว่า "ซูจอมชิ่ง" และชื่อเสียงของซูจอมชิ่งก็ขจรขจายไปอย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็ไม่มีใครกล้าชวนเขาไปร่วมกลุ่มบุกเขตลับอีกเลย
เมื่อไปแล้วทุกคนต่างก็กลายเป็นเหยื่อล่อ มีเพียงเขาคนเดียวที่ชิ่งออกมาได้รวดเร็วจนรอดชีวิตมาได้ ใครจะกล้าพาเขาไปเล่นด้วยอีก?
ดังนั้นจึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่า การที่เหวินอวิ๋นโหวเชิญตาเฒ่าซูในครั้งนี้ จะต้องเป็นเพราะไปเจอปัญหาที่แก้ไม่ได้ในเขตลับจริงๆ จนไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว จึงจำต้องให้ซูเจี๋ยมาช่วยแก้ค่ายกลให้
...
ในยามนี้ ท่ามกลางสายตาของผู้ชมรอบด้านที่ไม่เข้าใจ หรือทึ่งในความสามารถ หรือรู้สึกประหลาดใจ อี้อวิ๋นก็ได้เดินลงมาจากแท่นหยกขาว
"เจ้าชื่ออี้อวิ๋นหรือ? อายุสิบสองปี?"
ในตอนนั้นเอง ข้างหูของอี้อวิ๋นก็ได้ยินเสียงสื่อสารด้วยปราณแท้ เขาเงยหน้าขึ้นมอง เห็นจางถานกำลังมองมาที่ตนเอง
ฝีเท้าของอี้อวิ๋นชะลอลงและพยักหน้า
"เจ้ามีระดับการบ่มเพาะเท่าใด? ขอบเขตชักนำปราณหรือ?"
อี้อวิ๋นพยักหน้าอีกครั้ง
"ชักนำปราณขั้นต้น? หรือชักนำปราณขั้นสูงสุด?"
"ขั้นสูงสุด" ริมฝีปากของอี้อวิ๋นขยับเพียงเล็กน้อย แม้จะอยู่ไกล ทว่าจางถานก็อ่านออก
เจ้าหนุ่มนี่ ถึงกับยังใช้วิชาส่งเสียงผ่านปราณไม่เป็น
น่าสนใจจริงๆ นี่เป็นกลเม็ดเล็กๆ ที่ขอบเขตเส้นลมปราณก็ควรจะทำได้แล้ว หรือว่าอาจารย์ของเขาไม่ได้สอน หรือว่าเขาจะไม่มีอาจารย์ที่เข้าท่าเลย?
ไม่ถูกสิ หากไม่มีอาจารย์ เขาไม่มีทางฝึก "หมัดมังกรเอ็นพยัคฆ์กระดูก" ออกมาได้ถึงระดับนั้น
ความคิดหลายอย่างแล่นผ่านสมองของจางถานในชั่วพริบตา
อี้อวิ๋นผู้นี้ เป็นตัวประหลาดจริงๆ!
ดูท่า ที่เขาเกิดการทะลวงขอบเขตในการคัดเลือกรอบแรกนั้น ก็คือจากชักนำปราณขั้นต้นไปสู่ชักนำปราณขั้นสูงสุด!
คนอื่นภายใต้ความกดดันอันหนักหน่วงก้าวเดินได้ลำบากยิ่งนัก ทว่าเขากลับทะลวงขอบเขตได้ภายใต้ความกดดันนั้น
และที่ล้ำค่าที่สุดก็คือ อี้อวิ๋นมีอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น!
อายุสิบสองปี มีความสามารถในการทำความเข้าใจที่เป็นเลิศ และระดับการบ่มเพาะก็ไม่เลว ถือว่าเป็นหน่ออ่อนที่ยอดเยี่ยมยิ่งนัก
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมฆม่วงที่เจ้าชักนำมาเมื่อครู่นี้มีความหมายว่าอย่างไร?" จางถานถาม
ในใจของอี้อวิ๋นไหววูบ เขาเงยหน้ามองฟ้า บนท้องฟ้านั้น เมฆม่วงแผ่ขยายออกไป เพราะเวลาผ่านไปนานแล้ว เมฆม่วงเหล่านี้จึงเริ่มจางลง ดูคล้ายกับขนนกสีม่วงที่กระจายตัวออกไป สวยงามยิ่งนัก
เมฆม่วงเต็มท้องฟ้า...
ยามที่อี้อวิ๋นฝึกวรยุทธ์ พลังปราณต้นกำเนิดของฟ้าดินรอบด้านจะพุ่งเข้าสู่ร่างกายของเขา หลังจากผ่านผลึกม่วงแล้ว จึงระบายออกมาทางรูขุมขนเล็กๆ นับไม่ถ้วนทั่วร่าง
ดูเหมือนว่าพลังสมาธินี้เองที่สอดประสานกับพลังปราณต้นกำเนิดของฟ้าดินรอบด้าน จนควบแน่นเป็นเมฆม่วง
เมฆม่วงนี้ ก็น่าจะเกี่ยวข้องกับผลึกม่วงต้นกำเนิดเช่นกัน
"เจ้าไม่รู้ก็ช่างเถอะ จำไว้ว่า อย่าได้โอหังและอย่าได้วู่วาม ในโลกใบนี้มีผู้กล้าหาญมากมายนับไม่ถ้วน อีกทั้งโลกแดนรกร้างนั้นกว้างใหญ่เกินไป เพียงแค่อาณาจักรเทพไท่อาก็มีดินแดนกว้างขวางจนยากจะหยั่งถึงแล้ว อย่าคิดว่าความสำเร็จที่เจ้าได้รับนั้นจะยอดเยี่ยมสักเพียงใด ตั้งใจพยายามต่อไปนั่นคือหนทางที่ถูกต้อง!"
คำสั่งสอนของจางถานนั้น อี้อวิ๋นยอมรับด้วยใจจริง อันที่จริงต่อให้จางถานไม่กล่าว อี้อวิ๋นก็พอจะทราบว่า บนเส้นทางแห่งมรรควรยุทธ์นี้เขายังไม่แม้แต่จะเริ่มออกตัวด้วยซ้ำ เส้นทางของเขายังอีกยาวไกลนัก
อี้อวิ๋นคิดเช่นนั้นพลางเดินออกจากแท่นหยกขาว มุ่งหน้าไปยังตำแหน่งของตนเอง เนื่องจากเขาเป็นคนของเผ่าเหลียน ตำแหน่งที่เขาอยู่จึงติดกับคนในเผ่าเหลียน
---