เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 3 ลี้ลับยิ่งกว่าสิ่งลี้ลับ

ตอนที่ 3 ลี้ลับยิ่งกว่าสิ่งลี้ลับ

ตอนที่ 3 ลี้ลับยิ่งกว่าสิ่งลี้ลับ


เวลาล่วงเลยไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงเวลาหกโมงเย็น ภายนอกยังคงมืดสนิท มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง

ภายในโถงทางเดินที่เคยสว่างไสว จู่ๆ ไฟก็ดับลงอย่างรวดเร็ว

ในชั่วพริบตาที่ไฟดับ เงาสีดำทมิฬจำนวนมากเริ่มปรากฏขึ้นบนพื้น

เงาเหล่านั้นก่อตัวเป็นรูปร่างมนุษย์ในชุดเครื่องแบบต่างๆ อย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นตำรวจ ผู้พิพากษา นิติเวช ญาตินักธุรกิจ คนร้าย เด็กผู้หญิง ฯลฯ

พวกมันนั่งตาแดงก่ำอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบเชียบ ไม่พูดไม่จา ดูน่าขนลุกพิลึก

ภายในสำนักงานทนายความ

ที่นี่ขนาดไม่ใหญ่มาก มีแสงไฟสีนวลตา ชั้นหนังสือสองแถวตั้งขนาบข้างประตู

หน้าโต๊ะทำงาน

โคนันกำลังเปิดดูหนังสือของโลกนี้ข้างชั้นหนังสืออย่างเบื่อหน่าย

“ที่แท้ที่นี่ก็คือปี 2023 ในแง่หนึ่งผมก็ถือว่าข้ามเวลามายังอนาคตของประเทศจีนสินะ”

“ประเทศจีนกลายเป็นระบบเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลก GDP สูงกว่าประเทศจีนในยุค 1996 ที่ญี่ปุ่นของผมเป็นสิบเท่าเลย”

โคนันเผลอพูดภาษาญี่ปุ่นออกมาโดยไม่รู้ตัว

ทันใดนั้นก็มีชาวญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามาในห้องถ่ายทอดสดของประเทศจีนอย่างล้นหลาม

“เด็กคนนี้เป็นคนญี่ปุ่นของเรานี่ ทำไมไปโผล่ในห้องถ่ายทอดสดของประเทศจีนได้”

“ไอ้เด็กนี่มันขายชาติ ขายชาติชัดๆ ช่วยคนประเทศจีนแต่ไม่ช่วยคนญี่ปุ่น เอามันไปเผาซะ”

“พวกนายจะตื่นเต้นอะไรกันนักหนา นี่เป็นแค่ตัวละครที่ถูกอัญเชิญมาจากพรสวรรค์ลึกลับที่เจียงเจ๋อผู้ถูกเลือกของประเทศเราปลุกขึ้นมา ดูพวกนายร้อนรนกันจัง”

“ไม่ยุติธรรม ทำไมคนอื่นต้องสู้คนเดียว แต่หมอนั่นได้สู้เป็นคู่”

“ไม่ยุติธรรมแล้วยังไง โลกแห่งกฎเกณฑ์มีความยุติธรรมด้วยเหรอ ใครใช้ให้ผู้เล่นของพวกนายไม่โชคดีแบบนี้ล่ะ”

“...”

ในขณะที่ผู้ชมกำลังทะเลาะกัน ประตูห้องสำนักงานทนายความก็ถูกเคาะ

เจียงเจ๋อเงยหน้าขึ้น มุมปากยกยิ้ม “ไม่ผิดคาดเลย คนแรกที่เข้ามาคือตำรวจ”

ข้อแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดระหว่างเรื่องเล่าสยองขวัญระดับ 9 ดาวกับระดับต่ำคือไม่มีกลลวงว่าควรเปิดประตูหรือไม่ และไม่มีเงื่อนไขอย่างแค่สบตาก็ถูกฆ่าทิ้ง

ต่อให้ผู้เล่นหลบอยู่ในสำนักงานและไม่ทำอะไรเลยก็สามารถรอดชีวิตได้ แต่ภายใต้แรงกดดันของกฎ ไม่มีใครเลือกที่จะอยู่เฉยได้

“เชิญครับ”

ประตูถูกผลักเปิดออก ตำรวจในชุดเครื่องแบบสีฟ้าอ่อนและมีใบหน้าซีดเผือดเดินเข้ามา

เอวของอีกฝ่ายคาดปืนแม่เหล็กไฟฟ้าสีดำเอาไว้ ก่อนนั่งลงบนเก้าอี้ปรึกษาความ

โคนันที่อยู่ด้านข้างตกใจจนตาเบิกโพลงเมื่อเห็นตำรวจที่ร่างไร้สีเลือด สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ ตำรวจคนนี้เหมือนศพที่ถูกแช่แข็งมาเป็นปี จู่ๆ อีกฝ่ายก็เดินมาอยู่ตรงหน้า

“คุณทนาย รวบรวมไปถึงไหนแล้ว”

กฎข้อที่ 2 ห้ามเชื่อใครทั้งนั้น ห้ามตอบใครทั้งนั้น

แต่เจียงเจ๋อเป็นผู้เล่นสปีดรัน ไม่สนใจกฎที่สับสนวุ่นวายพวกนี้อยู่แล้ว

และเจียงเจ๋อย่อมไม่บอกว่าเขาไม่ได้ทำอะไรเลย และไม่ปฏิเสธที่จะตอบด้วย เพราะถ้าทำแบบนั้น เขาจะถูกตำรวจทำให้ปนเปื้อนและถูกกลืนกินจนตายคาที่ “หลักฐานอยู่ระหว่างรวบรวม จะเสร็จสมบูรณ์ทันวันประหารในอีกเจ็ดวันข้างหน้า คุณกลับไปก่อนเถอะ”

พอได้ยินแบบนี้ ตำรวจหน้าซีดก็เอียงคอเผยให้เห็นนัยน์ตาสีแดง จ้องมองเจียงเจ๋ออย่างพินิจพิเคราะห์

“บ้าน่า ตอบผิดเหรอ” โคนันที่อยู่ข้างๆ รู้สึกท่าไม่ดี หัวใจกระตุกวูบ

ถ้าเผชิญหน้ากับคนร้ายธรรมดาอาจยังพอไหว แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับสิ่งลี้ลับ เขาเสียความกล้าที่จะตั้งคำถามในฐานะนักสืบไปแล้ว

ฉากนี้ทำเอาผู้ชมชาวจีนตื่นเต้นจนแทบหยุดหายใจ

“คนก่อนอย่างจางเฉียงตอบว่า ‘ยังไม่เริ่มรวบรวม’ ก็ถูกตำรวจฆ่าตายทันที”

“แย่แล้ว สิ่งลี้ลับตัวนี้จะฆ่าเจียงเจ๋อเหมือนกันเหรอ”

“ขอร้องละ อย่าให้สิ่งลี้ลับบุกรุก 48 ชั่วโมงเลยนะ”

แต่สิ่งที่ผู้ชมคาดไม่ถึงคือ ตำรวจทำเพียงถามประโยคเดียว พอไม่พบความผิดปกติใดๆ ก็หันหลังเดินจากไป

“นี่มัน… สถานการณ์อะไรกันเนี่ย?”

“...”

ทีมผู้เชี่ยวชาญของประเทศจีนเห็นฉากนี้เช่นกัน

ก่อนหน้านี้เมื่อตรวจสอบพบว่าเจียงเจ๋อเป็นเพียงคนจรจัดในเมืองซูโจว พวกเขาก็แทบไม่คาดหวังอะไรแล้ว

พวกเขาลอบเตรียมการอพยพผู้คนในพื้นที่เฉพาะไว้แล้วด้วยซ้ำ

แต่คาดไม่ถึงว่าเจียงเจ๋อจะรอดชีวิตมาได้ถึงชั่วโมงที่สี่โดยไม่ถูกตำรวจฆ่า แถมยังตอบถูกอีกต่างหาก

ผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งถามด้วยความประหลาดใจ “ทุกคนคิดว่าไง”

ผู้เชี่ยวชาญคนที่สองตอบกลับ “ผมเดาว่าคำตอบไม่เหมือนกัน ก่อนหน้านี้จางเฉียงบอกว่า ‘ยังไม่เริ่ม’ แต่เจียงเจ๋อบอกว่า ‘หลักฐานอยู่ระหว่างรวบรวม จะเสร็จสมบูรณ์ทันวันประหารในอีกเจ็ดวันข้างหน้า’ สองคำตอบนี้ต่างกันราวฟ้ากับเหว คำตอบของเจียงเจ๋ออาจจะเป็นคำตอบมาตรฐานก็ได้”

ผู้เชี่ยวชาญคนที่สามยกมือสนับสนุน “รีบบันทึกไว้ เร็วเข้า คนจรจัดคนนี้ดวงดีใช้ได้”

.........

ในขณะนี้ทางฝั่ง เจสสิก้า ผู้ถูกเลือกจากประเทศออสเตรเลีย

เธอกำลังนั่งอยู่ในสำนักงานทนายความ กำลังขบคิดว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรดี

จู่ๆ ประตูก็ถูกเคาะ เธอตกใจจนหน้าซีดเผือด แต่ก็ไม่กล้าชักช้ากับสิ่งลี้ลับที่อยู่ตรงหน้า จึงเอ่ยปากด้วยความหวาดกลัว “เข้ามา”

ตำรวจผู้มีใบหน้าซีดเผือดนั่งลงที่เก้าอี้สำหรับผู้มาปรึกษา จ้องเขม็งไปที่เจสสิก้าแล้วถาม “คุณทนาย รวบรวมไปถึงไหนแล้ว”

เจสสิก้ากลืนน้ำลาย เพิ่งนึกถึงกฎข้อที่ 2 ได้ว่าห้ามตอบ แต่ถ้าเป็นกฎปลอมล่ะ

ในด่านที่มีกฎ จะไม่มีการสนทนาเลยได้อย่างไร เธอจึงตอบคำถามอย่างวางใจ “ฉันเพิ่งมา กำลังปรับตัวอยู่ เดี๋ยวจะเริ่มตรวจสอบแล้ว”

สิ้นเสียงพูด นัยน์ตาตำรวจตรงหน้าแดงก่ำในทันที รอยยิ้มลี้ลับปรากฏขึ้นบนใบหน้า

ขากรรไกรบนและล่างของมันพลันฉีกออกจากกัน หนวดเนื้อสีเหมือนกลีบดอกไม้พุ่งออกมาจากปาก กลืนร่างเจสสิก้าลงท้องไปในพริบตา

“กรี๊ด...”

พร้อมกับเสียงกรีดร้อง ห้องถ่ายทอดสดของผู้ถูกเลือกจากประเทศออสเตรเลียก็จอดับทันที

[ผู้ถูกเลือกจากประเทศออสเตรเลีย: เจสสิก้า การท้าทายล้มเหลว ระยะเวลาที่รอดชีวิต 4 ชั่วโมง ในไม่ช้าสิ่งลี้ลับจะบุกรุกเมลเบิร์นเป็นเวลา 48 ชั่วโมง]

“เวรแล้วไง ฉันอยู่เมลเบิร์น!”

“ทำไมเธอไม่ตอบตามคำตอบของเจียงเจ๋อประเทศจีน มัวแต่บอกว่ากำลังปรับตัว ปรับตัวหาแม่เธอเหรอ”

“ปรับตัวบ้าบออะไร ทำเอาพวกเราชาวเมลเบิร์นซวยไปด้วย ต้องรีบหนี หนีไปประเทศสหรัฐฯ ดีกว่า”

“...”

เมื่อสิ่งลี้ลับรายแรกมาถึง จอถ่ายทอดสดของ 200 ประเทศทั่วโลกก็ดับวูบไปทันที 20 จอ

ในด่านระดับ 9 ดาวครั้งก่อน มีผู้ถูกเลือกเพียงไม่กี่คนที่ยื้อชีวิตไปได้ถึง 5 ชั่วโมง

ส่วนใหญ่จบเห่กันตั้งแต่ด่านแรก ตอนนี้เหลืออยู่ 180 คน ผลงานระดับนี้ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว

เพียงแต่สิ่งลี้ลับที่จะมาเยือนรายต่อไป เกรงว่าจะฆ่าผู้เล่นส่วนใหญ่ทิ้งจนเกลี้ยง

.........

ณ ห้องถ่ายทอดสดประเทศสหรัฐฯ

จอห์น สมิธ ผู้เป็นทั้งทนายความ หมอ นักสืบ ดีไซเนอร์ และคนทำงานด้านไอที

จรรยาบรรณในฐานะทนายความบอกเขาว่าต้องแจ้งสถานการณ์จริงให้ลูกความทราบตลอดเวลา ห้ามโกหก และห้ามปฏิเสธที่จะตอบ

ตำรวจถามด้วยใบหน้าซีดเผือด “คุณทนาย รวบรวมไปถึงไหนแล้ว”

จอห์น สมิธ ตอบอย่างไม่รีบร้อน “ไม่สะดวกจะเปิดเผยรายละเอียด แต่ผมรับรองได้ว่าอีกเจ็ดวันสามารถดำเนินการประหารได้”

พอได้ยินคำตอบที่น่าพอใจ มุมปากของตำรวจก็ยกโค้งขึ้น ทิ้งท้ายประโยคหนึ่งไว้ “คุณรีบดำเนินการหน่อยจะดีกว่า เพราะผมรอถึงเจ็ดวันไม่ไหว ภายในเจ็ดวันนี้ไม่แน่ว่าผมอาจจะถูกผู้ไม่หวังดีทำร้าย”

“หืม สิ่งลี้ลับก็ถูกฆ่าได้เหรอ ใครจะเป็นคนฆ่ากันล่ะ?”

เขาบังเอิญจับใจความสำคัญได้ประโยคหนึ่ง ขณะที่จอห์นกำลังจะอ้าปากถามกลับ ตำรวจคนนั้นก็หันขวับกลับมา นัยน์ตาเปล่งแสงสีแดง มุมปากฉีกยิ้มกว้างอย่างน่าขนลุกราวกับถูกเย็บด้วยเข็มและด้าย

พอเห็นฉากนี้ จอห์นหัวใจกระตุกวูบ ไม่กล้าเอ่ยปากอีก

จนถึงตอนนี้ยังไม่เกิดอันตรายขึ้น

“เกือบไป เกือบไปแล้ว!”

“เก่งมาก สมกับเป็นคุณจอห์น ถึงกับหลอกถามข้อมูลจากตำรวจได้!”

“ที่แท้สิ่งลี้ลับก็ถูกฆ่าได้!”

“จอห์นทำสิ่งที่จอห์นคนอื่นทำไม่ได้อย่างง่ายดาย สมกับเป็นจอห์นจริงๆ!”

“นี่มันแค่บังเอิญโชคช่วยชัดๆ น่าตื่นเต้นตรงไหน ยังกล้าคุยว่าเป็นนักสืบระดับท็อปเท็นของอเมริกา คำตอบยังไม่ได้มาตรฐานเท่าเจียงเจ๋อของพวกเราเลย” ผู้ชมจากประเทศจีนคนหนึ่งบ่นระงม

พอมองส่งตำรวจจากไป จอห์น สมิธ ก็เตรียมตัวเคลื่อนไหว

เขาเตรียมออกไปตามหาเด็กผู้หญิง ยอมเสี่ยงดวงกับร่างกายที่แข็งแกร่งขึ้นสิบเท่า

ในจังหวะที่เขาจับลูกบิดประตู หัวใจเขากระตุกอีกครั้ง เพราะสัมผัสที่หกบอกเขาว่า... ตอนนี้ยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ เพราะมีความตายรออยู่ตรงหน้า!

.........

ภายในสำนักงานทนายความ

โคนันมองประตูที่ถูกปิดลง เงยหน้ามองนาฬิกาที่บอกเวลาหกโมงเย็น 30 นาที แล้วหันไปมองเจียงเจ๋อ “เราไม่เริ่มลงมือกันตอนนี้เหรอครับ?”

เจียงเจ๋อปรายตามองเขาอย่างระอา “ดึกดื่นป่านนี้ ลดจำนวนครั้งการเคลื่อนไหวหน่อยจะดีกว่า ต่อให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นสิบเท่า แต่เราคนน้อย สู้สิ่งลี้ลับที่เดินเพ่นพ่านเป็นฝูงข้างนอกไม่ไหวหรอก กฎระบุว่าร่างกายแข็งแกร่งขึ้นสิบเท่า นายต้องเชื่อด้วยเหรอ มันมักจะมีกฎอื่นที่หลอกให้เราไปตายเสมอ”

หลังจับใจความสำคัญได้ โคนันหรี่ตาลง ถามด้วยน้ำเสียงเหมือนกำลังสอบสวน “ผมฟังจากน้ำเสียงของคุณแล้ว เคยได้ยินสำนวนหนึ่งจากประเทศจีนของพวกคุณที่ว่า ‘กำชัยชนะไว้ในมือ’ คุณรู้ได้ยังไงว่าออกไปไม่ได้ ทำไมถึงมั่นใจขนาดนั้น ตอนกลางวันคุณระมัดระวังตัวแจ แต่ตอนกลางคืนกลับมั่นใจสุดขีด พฤติกรรมของคุณตอนกลางวันกับกลางคืนมันต่างกันอยู่นะ คุณดูเหมือนไม่ได้มองผมเป็นเพื่อนร่วมทีมเลย”

ในฐานะยอดนักสืบ สัญชาตญาณการสังเกตเฉียบคมมาก

คำถามนี้เป็นสิ่งที่ผู้ชมประเทศจีนและเหล่าผู้เชี่ยวชาญคิดอยู่ในใจเช่นกัน

ทำไมเจียงเจ๋อถึงมั่นใจขนาดนี้ แถมยังเอาแต่หมกตัวอยู่ในเซฟเฮาส์จอมปลอม จะไม่ถูกสิ่งลี้ลับบุกรุกหรอกหรือ?

แต่เมื่อครู่ผู้ถูกเลือกไม่น้อยที่อยู่ในเซฟเฮาส์ก็ถูกตำรวจฆ่าตายไปแล้ว พิสูจน์ได้ว่ากฎของเซฟเฮาส์นั้นผิด... มันไม่ได้ปลอดภัย

“ตอนกลางวันความทรงจำของฉันสับสน จำไม่ได้ว่าไม่กี่นาทีก่อนทำอะไรไปบ้างเป็นเรื่องปกติ และตัวฉันเองก็จำไม่ได้หรอกว่าพูดอะไรผิดไปบ้าง”

“ตอนกลางวัน ทางที่ดีนายอย่าเชื่อใจฉันเต็มร้อย ไม่ว่าฉันจะพูดอะไรที่ส่งผลเสียกับนายก็เถอะ เพราะนั่นอาจไม่ใช่ตัวฉัน”

เจียงเจ๋อเผยรอยยิ้มของผู้กุมชะตาลิขิต ขยิบตาให้โคนันเบาๆ “แต่นายเชื่อใจฉันตอนกลางคืนได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ตอนกลางคืนฉันคือตัวจริง”

“ลำดับการปรากฏตัวต่อไปต้องเป็น ผู้พิพากษา นิติเวช ญาตินักธุรกิจ และสุดท้ายถึงจะเป็นญาติคนร้าย และเด็กผู้หญิง”

“จุดพลิกเกมในบรรดาคนพวกนี้ต้องเป็นญาติคนร้ายกับเด็กผู้หญิงคนนั้น”

“ถ้าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเราไม่อยู่ในสำนักงาน จะถูกสิ่งลี้ลับฆ่าตายเอานะ”

“เพื่อนร่วมทีมของฉัน ตอนนี้นายเชื่อใจฉันหรือยังล่ะ?”

เมื่อเห็นเจียงเจ๋อที่มั่นใจและเปี่ยมด้วยเสน่ห์ โคนันรู้สึกถึงความปลอดภัยที่ก่อตัวขึ้นมาในใจ

ครั้งนี้เขาสัมผัสได้ถึงความจริงใจและความตรงไปตรงมาจากตัวเจียงเจ๋อ

พอได้ฟังคำนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนได้กลับไปอยู่ข้างกายพ่อแม่

พ่อของเขาเป็นนักเขียนนิยายสืบสวนชื่อดัง ไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน ความรู้สึกปลอดภัยของเขาจึงค่อนข้างเปราะบาง แถมยังต้องเผชิญหน้ากับศัตรูอย่างองค์กรชุดดำ ใช้ชีวิตแบบหลบๆ ซ่อนๆ มาตลอด เขาเอือมระอากับการต้องซ่อนตัวอยู่บ้านพี่รันเต็มทน

แต่ตอนนี้กลับค้นพบความรู้สึกนั้นจากพี่ชายชาวจีนคนนี้

“นี่ฉันกำลังคิดบ้าอะไรเนี่ย คุโด้ นายเป็นชายแท้นะ”

โคนันสะบัดหัวอย่างแรง สลัดความคิดเชิงปรัชญาชวนเสียวสันหลังวาบทั้งหลายทิ้งไป

ชั่ววินาทีถัดมา ที่ประตูมีเสียงเคาะอย่างรุนแรงดังขึ้นอีกครั้ง “ปัง ปัง ปัง”

เจียงเจ๋อชี้ไปที่ประตูแล้วตวาดลั่นทันที “ผู้พิพากษางั้นเหรอ จะไสหัวไปไหนก็ไป บอกกี่ครั้งแล้วว่าฉันไม่ชอบตอบคำถามแบบต้องเลือกคำตอบ!”

สิ้นเสียงพูด ทุกคนต่างอ้าปากค้าง

ช่างเป็นการกระทำที่โคตรจะบ้าบิ่นอะไรขนาดนี้

กล้าชี้หน้าด่าสิ่งลี้ลับเนี่ยนะ

...................................................................

จบบทที่ ตอนที่ 3 ลี้ลับยิ่งกว่าสิ่งลี้ลับ

คัดลอกลิงก์แล้ว