- หน้าแรก
- เอ๊ะ ให้ไปล่าผี แต่ไหงแกกลายเป็นเทพมารสุดขีดไปซะล่ะ
- บทที่ 39 - มโนแจ่มของซูหลิน กับยอดคนลึกลับหลังฉาก
บทที่ 39 - มโนแจ่มของซูหลิน กับยอดคนลึกลับหลังฉาก
บทที่ 39 - มโนแจ่มของซูหลิน กับยอดคนลึกลับหลังฉาก
บทที่ 39 - มโนแจ่มของซูหลิน กับยอดคนลึกลับหลังฉาก
☆☆☆☆☆
ยามเช้าตรู่ แสงอาทิตย์แรกสาดส่องเข้าสู่จวนตระกูลเฉิน
หลังจากผ่านค่ำคืนแห่งการ "กวาดล้าง" อย่างดุเดือด เฉินฝานก็กลับมายังเรือนพักของตนพร้อมกับกลิ่นอายคาวเลือดที่จางหายไปและความพึงพอใจที่อัดแน่นอยู่ในอก
ค่ำคืนนี้เขาไม่ได้แค่ทลายรังปีศาจที่ร้านตีเหล็กสกุลหวังเท่านั้น แต่ในระหว่างทางเขายังได้แวะเวียนไปจัดการพรายน้ำในบ่อน้ำร้างทางทิศตะวันตก และถอนรากถอนโคนต้นหลิวปีศาจที่ชานเมืองทิศตะวันออกอีกด้วย
แม้พวกมันจะเป็นเพียงปีศาจชั้นต่ำที่เพิ่งจะเริ่มสร้างเรื่องราว แต่ก็ช่วยเพิ่มแต้มพลังงานให้เขาได้ถึงสิบห้าแต้มเต็มๆ
สำหรับเฉินฝานแล้ว ของพวกนี้เปรียบเสมือนอาหารว่างที่ช่วยแก้ขัดได้เป็นอย่างดี
ทว่าคนที่เดินตามหลังเขามาอย่างซูหลิน กลับมีท่าทางที่ดูเลื่อนลอยราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปเรียบร้อยแล้ว
ภาพเหตุการณ์ตลอดทั้งคืนที่ผ่านมาได้ทำลายโลกทัศน์ที่นางสั่งสมมาทั้งชีวิตจนพินาศย่อยยับ
นางได้เห็นกับตาว่าเฉินฝานพุ่งเข้าหาปีศาจประดุจรถถังที่วิ่งทับมดปลวก ไม่มีร่ายมนตร์ ไม่มีหยิบยันต์ และไม่มีการใช้อาวุธวิเศษใดๆ ทั้งสิ้น
สิ่งที่เขาใช้มีเพียงพละกำลังที่ดิบเถื่อนและบริสุทธิ์ที่สุดเท่านั้น
คว้าตัวปีศาจขึ้นมา ฉีกร่างมันออกเป็นชิ้นๆ แล้วก็กระทืบให้แหลกคามือ
มันช่างเป็นวิธีการที่เรียบง่าย รุนแรง และเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพจนน่าขนลุก
ความรู้สึกที่ได้เห็นความดิบเถื่อนในระดับนี้มันตราตรึงยิ่งกว่าวิชาดาบขั้นสูงที่นางเคยเห็นมาทั้งหมดเสียอีก
เมื่อกลับถึงห้องพัก ซูหลินไม่ได้ล้มตัวลงนอนเพื่อพักผ่อน แต่นางกลับรีบพุ่งไปหาฉินเจิ้นที่กำลังเดินลมปราณรักษาตัวอยู่ทันที
"พี่ฉิน"
ซูหลินทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้พลางรินน้ำเย็นเข้าปากรวดเดียวหมดจอกเพื่อหวังจะดับความตื่นตระหนกในใจ
"เป็นอย่างไรบ้าง? เมื่อคืนเดินตามท่านสามเฉินไป ได้เบาะแสอะไรสำคัญมาบ้างไหม?"
ฉินเจิ้นลืมตาขึ้นเมื่อเห็นท่าทางกระสับกระส่ายของคู่หูก็อดจะขมวดคิ้วไม่ได้ "หรือว่าเขาไปทำเรื่องที่มันน่าเหลือเชื่ออะไรขึ้นมาอีกงั้นหรือ?"
"น่าเหลือเชื่อหรือ?"
ซูหลินหัวเราะขื่นๆ ออกมา "คำนั้นมันยังน้อยเกินไปที่จะใช้กับเขาเสียด้วยซ้ำ"
นางเริ่มเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้ฉินเจิ้นฟังอย่างละเอียดทีละขั้นตอน
หลังจากฟังจบ แม้แต่ชายที่ผ่านศึกมาอย่างโชกโชนอย่างฉินเจิ้นก็ยังต้องนั่งนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่
"พละกำลังทางกายภาพล้วนๆ สามารถบดขยี้เหล็กกล้าได้ด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ... นี่มันก้าวข้ามขอบเขตของนักยุทธ์ไปไกลโขแล้ว ต่อให้เป็นยอดฝีมือระดับปรมาจารย์สายภายนอกในเมืองหลวง ก็ยังทำได้ไม่ถึงขนาดนี้เลย"
"นั่นแหละคือสิ่งที่ข้ากังวล"
ซูหลินพยักหน้าพลางฉายแววตาที่เต็มไปด้วยความคิด "และที่ข้าไม่เข้าใจที่สุดคือความเร็วในการเติบโตของเขา"
"พี่ฉิน ท่านจำได้ไหมตอนที่เรามาถึงอำเภอชิงเหอใหม่ๆ?"
"ในตอนนั้นเฉินฝานแม้จะมีพละกำลังมหาศาลอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังเป็นแค่นักยุทธ์ที่พอมีฝีมือคนหนึ่งเท่านั้น เวลาต้องเจอกับพวกมารหุ่นกระดาษเขายังต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมเข้าช่วย"
นางชูนิ้วขึ้นสามนิ้วแล้วเน้นเสียงหนัก "แต่นี่มันผ่านไปกี่วันกัน? ไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ!"
"ภายในเวลาไม่ถึงสิบห้าวัน เขากลับกลายเป็นสัตว์ร้ายที่สามารถบดขยี้ทุกอย่างได้ตามใจชอบแบบนี้ มันเป็นไปได้อย่างไร?"
ฉินเจิ้นส่ายหน้าช้าๆ "มันไม่มีทางเป็นไปได้เลย นอกจากเขาจะโดนอสูรโบราณเข้าสิงสู่ หรือไม่ก็ได้รับยาวิเศษระดับตำนานที่หาได้ยากยิ่งในรอบพันปี"
"การโดนสิงสู่เป็นไปไม่ได้แน่" ซูหลินฟันธงทันที "ข้าตรวจสอบอย่างดีแล้ว เขาไม่มีกลิ่นอายปีศาจแม้แต่น้อย กลับกันเขามีปราณโลหิตที่ร้อนระอุดุจดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นศัตรูตามธรรมชาติของพวกมัน"
"ส่วนเรื่องยาวิเศษ..."
ซูหลินหรี่ตาลงพลางนึกถึงพฤติกรรมแปลกๆ ของเฉินฝานในช่วงที่ผ่านมา
"เขาพยายามกว้านซื้อสมุนไพรและของโบราณไปทั่วเมืองชนิดที่ไม่เสียดายเงินทอง แม้แต่ดาบอาถรรพ์ที่เต็มไปด้วยไอสังหารเขาก็ยังเอามาครอบครอง"
"พี่ฉิน ท่านเคยคิดถึงความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่งไหม?"
นางลดเสียงต่ำลงพลางทำท่าทางลึกลับ
"ความเป็นไปได้อะไร?" ฉินเจิ้นถามด้วยความสงสัย
"เฉินฝาน... อาจจะเป็นแค่ฉากบังหน้าเท่านั้น"
ซูหลินสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วปล่อยมโนภาพที่นางวิเคราะห์มาทั้งคืนออกมา "ท่านลองคิดดูสิ คนที่เคยเป็นคุณชายเจ้าสำราญที่ไม่เอาถ่านมาตลอดชีวิต จะอยู่ดีๆ เก่งกาจและมีความคิดที่ลึกซึ้งขนาดนี้ได้อย่างไร?"
"คำอธิบายเดียวที่มีเหตุผลที่สุดก็คือ... เบื้องหลังของเขาต้องมียอดคนที่เก่งกาจถึงขั้นพลิกฟ้าคว่ำดินหนุนหลังอยู่!"
"ยอดคนงั้นหรือ?" ฉินเจิ้นขมวดคิ้วตาม
"ใช่! ยอดคนที่เร้นกายจากโลกภายนอก หรืออาจจะเป็นตัวตนจากสำนักลึกลับที่สาบสูญไปนานแล้ว!"
ซูหลินเริ่มเดินไปมาในห้องด้วยความตื่นเต้น "ยอดคนผู้นั้นเลือกเฉินฝานให้เป็นตัวแทนในการออกมาดำเนินเรื่องบนโลกมนุษย์ หรือที่เรียกว่า 'ผู้นำสาส์น' นั่นเอง"
"วิชาประหลาดที่เขาฝึก พละกำลังที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่มีที่มาที่ไป ทั้งหมดนั่นคือสิ่งที่ยอดคนผู้นั้นประทานให้"
"ส่วนสมุนไพรและของโบราณมหาศาลที่เขาต้องการ จริงๆ แล้วเขาไม่ได้เอามาใช้เองหรอก แต่น่าจะเอามาเพื่อ 'ส่งต่อ' หรือ 'เซ่นสรวง' ให้กับขุมพลังที่อยู่เบื้องหลังต่างหาก!"
"นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมเขาถึงต้องการทรัพยากรมากมายขนาดนั้น เพราะเขากำลังเลี้ยงดูตัวตนที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าเราจะจินตนาการได้อยู่!"
ฉินเจิ้นฟังจนตาค้าง
แม้ข้อสันนิษฐานนี้จะฟังดูเหลือเชื่อและมโนไปไกล แต่มันกลับอธิบายพฤติกรรมที่ผิดมนุษย์ทุกอย่างของเฉินฝานได้อย่างลงตัวอย่างน่าประหลาด!
"ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่าจริงๆ..." ฉินเจิ้นกลืนน้ำลาย "นั่นหมายความว่าเบื้องหน้าเราไม่ใช่แค่เฉินฝานเพียงคนเดียว แต่เป็นขุมอำนาจที่อาจจะยิ่งใหญ่กว่าราชสำนักเสียอีกงั้นหรือ?"
"มีความเป็นไปได้สูงมาก!"
ซูหลินพยักหน้าอย่างหนักแน่น "และในยามที่เมืองชิงเหอกำลังจะถูกเจ้าสาวชุดแดงถล่มแบบนี้ การมีตัวตนระดับนั้นอยู่ใกล้มืออาจจะเป็นทางรอดเดียวของเราก็ได้!"
"ดังนั้นต่อจากนี้ไป เราต้องเปลี่ยนท่าทีที่มีต่อเฉินฝานใหม่ทั้งหมด อย่ามองเขาเป็นแค่เศรษฐีหรือนักยุทธ์รุ่นเยาว์ แต่จงมองเขาเป็นตัวแทนของมหาอำนาจที่ยากจะหยั่งถึง!"
ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังมโนไปไกลถึงระดับโลกอยู่นั้นเอง
จู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าที่สับสนวุ่นวายดังมาจากภายนอก พร้อมกับเสียงร้องไห้โฮที่ฟังดูน่าเวทนาเหลือเกิน
"เกิดอะไรขึ้น?"
ทั้งสองคนรีบเปิดประตูออกไปดูทันที
พบกลุ่มพ่อครัวนับสิบคนกำลังนั่งคุกเข่าอยู่กลางลานบ้าน ทุบกำแพงร้องไห้ประหนึ่งว่าบ้านไฟไหม้หรือเสียญาติผู้ใหญ่ไปพร้อมๆ กัน
หัวหน้าพ่อครัวหวังที่ตัวอ้วนกลมในตอนนี้กลับมีสภาพหน้าตาซีดเซียวพลางกอดขาพยุงตัวเองไว้กับถังไม้
"โอย... คุณชาย... ได้โปรดเมตตาพวกเราด้วยเถอะเจ้าค่ะ... พวกเราไม่ไหวแล้วจริงๆ..."
"นี่มันเรื่องอะไรกันล่ะลุงหวัง?" ซูหลินเดินเข้าไปถามด้วยความประหลาดใจ
"แม่นางซู ช่วยพูดกับคุณชายสามให้หน่อยเถอะเจ้าค่ะ!" หัวหน้าพ่อครัวหวังร้องไห้น้ำตาไหลพราก "ถ้าปล่อยให้คุณชายกินแบบนี้ต่อไป พวกเราคงได้ลงไปนอนในโลงก่อนแน่ๆ!"
"กิน?" ซูหลินอึ้งไป "คุณชายสามหิวอีกแล้วหรือ?"
"ไม่ใช่แค่หิวธรรมดาแล้วเจ้าค่ะ!"
พ่อครัวหวังชี้ไปยังกองกระดูกวัวที่กองเป็นภูเขาเลากาอยู่ที่หลังครัว "เมื่อเช้านี้คุณชายกลับมาถึงจวน บอกว่าอยากกินมื้อเช้าแบบเบาๆ พวกเราเลยเตรียมซาลาเปาไว้ห้าสิบลูกกับไก่ตุ๋นสิบตัว"
"ใครจะไปนึกว่า... คุณชายใช้เวลาไม่ถึงจิบชาเดียวเขมือบทุกอย่างจนเกลี้ยง แล้วบอกว่านั่นแค่ 'รองท้อง'!"
"จากนั้นท่านสั่งให้พวกเราย่างวัวทั้งตัว! วัวตัวใหญ่ๆ หนักแปดร้อยชั่งนั่นแหละเจ้าค่ะ!"
พ่อครัวหวังทำมือประกอบท่าทางด้วยความหวาดกลัว "คุณชายกินเนื้อ ย่อยกระดูก ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม วัวทั้งตัวหายวับไปกับตาเหลือเพียงซากกระดูกขาวโพลนแบบที่เห็นนั่นแหละเจ้าค่ะ!"
"และที่สำคัญที่สุด... พอท่านกินวัวเสร็จ ท่านหันมาสั่งพวกเราว่าเย็นนี้ขอกินหมูเพิ่มอีกสิบตัว!"
"พวกเราไม่ได้พักเลยเจ้าค่ะ! เตาไฟจะแตกแล้ว มือพวกเราจะขาดแล้ว! นี่มันไม่ใช่คนกินแล้ว นี่มันคือการเลี้ยงอสูรตะกละชัดๆ!"
ซูหลินและฉินเจิ้นหันมาสบตากันทันที
ในดวงตาของทั้งคู่ต่างฉายแววว่า "นั่นไงล่ะ ข้าว่าแล้ว!"
กินวัวทั้งตัวในมื้อเดียว?
นี่มันไม่ใช่เรื่องที่มนุษย์ปกติจะทำได้แน่นอน!
นี่คือหลักฐานที่ยืนยันว่าเฉินฝานต้องกำลังใช้วิธีการกินเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานและส่งต่อไปให้ "ยอดคน" ที่อยู่เบื้องหลังอย่างไม่ต้องสงสัย!
"ยอดคนผู้นั้น... คงจะใช้พลังงานไปเยอะน่าดูเลยนะ ถึงได้กินดุขนาดนี้" ซูหลินพึมพำด้วยความยำเกรง
ส่วนในห้องโถงอาหารที่อยู่ไม่ไกล
เฉินฝานกำลังนั่งแทะขาหมูอย่างเมามันพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
"เนื้อหมูที่นี่มันจืดชะมัด ครั้งหน้าต้องบอกให้พวกเขาสั่งเครื่องเทศมาเพิ่มเยอะๆ เสียแล้ว"
เขาหารู้ไม่เลยว่า พฤติกรรมการกินเพื่อชดเชยพลังงานที่ร่างกายต้องใช้ในการควบแน่นกล้ามเนื้อขั้นที่สามของเขา ได้กลายเป็นตำนานบทใหม่ที่ทำให้คนทั้งจวนขวัญผวาไปเรียบร้อยแล้ว
[จบแล้ว]