เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 คลื่นใต้น้ำถาโถม บำเพ็ญตบะเก็บตัว

บทที่ 6 คลื่นใต้น้ำถาโถม บำเพ็ญตบะเก็บตัว

บทที่ 6 คลื่นใต้น้ำถาโถม บำเพ็ญตบะเก็บตัว


บทที่ 6 คลื่นใต้น้ำถาโถม บำเพ็ญตบะเก็บตัว

หลงเซียวหลบหนีไป ทิ้งไว้เพียงซากความเสียหายและกลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้ง อวี้ป๋อซวนยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ วิญญาณยุทธ์ของเขาค่อยๆ หดกลับไป ทว่าคิ้วที่ขมวดแน่นและความกังวลที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในดวงตา แสดงให้เห็นว่าความว้าวุ่นในใจของเขายังห่างไกลจากคำว่าสงบนัก เขาร่อนลงบนพื้น สายตากวาดมองซากศพของคนจากตระกูลมังกรวารีเพลิงทมิฬด้วยความเย็นชา ไร้ซึ่งความเวทนาใดๆ ทั้งห้าคนแกะรอยตามเส้นทางการต่อสู้ครั้งใหญ่เพื่อค้นหาคนทั้งสาม

"แยกย้ายกันค้นหา! หากรอดชีวิต ข้าต้องเห็นตัว หากตกตาย... ข้าต้องเห็นศพ!" น้ำเสียงของเขาแฝงความแหบพร่าอย่างยากจะสังเกตเห็นขณะที่เขาสั่งผู้อาวุโสทั้งสี่อีกครั้ง แม้เขาจะตั้งความหวังไว้สูงว่าอวี้ป๋ออวี้และคนอื่นๆ จะรอดชีวิต โดยอ้างอิงจากคำบอกเล่าของหลานชายและร่องรอยในที่เกิดเหตุ ทว่าวินาทีที่เขาเห็นหลงเซียว อวี้ป๋อซวนไม่รู้ว่าหลงเซียวเพิ่งจะมาถึง หัวใจของเขาก็ดิ่งลงเหวในทันที เมื่อต้องเผชิญหน้ากับการดักซุ่มโจมตีจากราชทินนามพรหมยุทธ์และวิญญาณพรหมยุทธ์ถึงสองคน โอกาสที่ทั้งสามคนจะรอดชีวิตนั้นมีน้อยนิดนัก ทว่าตราบใดที่ยังมีโอกาสแม้เพียงเสี้ยวเดียว เขาก็จะไม่มีวันยอมแพ้

ผู้อาวุโสทั้งสี่รับคำสั่งอย่างขึงขัง พวกเขาผลักดันพลังจิตจนถึงขีดสุดในทันที ราวกับเรดาร์ที่แม่นยำที่สุด สแกนทุกตารางนิ้วของผืนแผ่นดินที่ถูกทักษะวิญญาณทำลายล้างจนย่อยยับ พวกเขาพลิกก้อนหินสีเลือดและสำรวจหุบเหวลึก ไม่ยอมปล่อยผ่านแม้แต่ร่องรอยกลิ่นอายแห่งชีวิตหรือพลังวิญญาณตกค้างที่เบาบางที่สุด

เวลาผ่านไปท่ามกลางการค้นหาที่เงียบงันและร้อนรน

ในที่สุด ผู้อาวุโสสายสนับสนุนการรักษาผู้ครอบครองวิญญาณยุทธ์คทาแห่งชีวิต ก็ค้นพบความผันผวนของพลังงานจางๆ ใต้โพรงภูเขาที่พังทลายลงมาครึ่งหนึ่งจากสายฟ้า เขาจึงรีบเรียกอวี้ป๋อซวนและผู้อาวุโสอีกสามคนมาทันที

ทั้งห้าคนร่วมมือกันเคลียร์เศษหินและดินที่ไหม้เกรียมซึ่งทับถมกันอยู่อย่างรวดเร็ว ภาพที่ปรากฏแก่สายตาทำเอาแม้อวี้ป๋อซวนผู้คุ้นเคยกับความเป็นความตาย ยังต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงขณะที่หัวใจบีบรัดด้วยความเจ็บปวด

อวี้ป๋ออวี้และผู้อาวุโสรับเชิญทั้งสองกำลังนั่งหันหลังชนกัน เสื้อผ้าขาดวิ่น เต็มไปด้วยรอยไหม้เกรียมและบาดแผลฉกรรจ์ โดยเฉพาะอวี้ป๋ออวี้ที่มีรอยกรงเล็บสีดำน่าสะพรึงกลัวเกือบทะลุกลางลำตัว ซึ่งเป็นบาดแผลฉกรรจ์ที่มังกรวารีเพลิงทมิฬของหลงเซียวทิ้งไว้ ลมหายใจของพวกเขาแผ่วเบา และความผันผวนของพลังวิญญาณก็อ่อนแรงเต็มที ราวกับเปลวเทียนที่ริบหรี่ท่ามกลางสายลม

แต่พวกเขายังคงมีชีวิตอยู่!

รอบกายของทั้งสามมีเยื่อแสงสีน้ำเงินที่บางเฉียบแต่กลับเหนียวแน่นเป็นพิเศษครอบคลุมอยู่ พร้อมกับประกายไฟฟ้าเส้นเล็กๆ ที่ดิ้นรนไหลเวียนไปทั่ว ม่านพลังป้องกันนี้ ซึ่งค้ำจุนด้วยพลังวิญญาณเฮือกสุดท้ายของพวกเขารวมกัน คือการปกป้องสุดท้ายหลังจากที่พวกเขาสลบไสลไป

"ป๋ออวี้!" อวี้ป๋อซวนพุ่งตัวเข้าไป พลังวิญญาณอันแข็งแกร่งของเขาโอบล้อมทั้งสามคนอย่างระมัดระวังเพื่อตรวจสอบบาดแผล สถานการณ์เลวร้ายมาก เส้นลมปราณหลายแห่งขาดสะบั้น อวัยวะภายในบอบช้ำอย่างหนัก และพลังวิญญาณก็เกือบจะเหือดแห้ง โดยเฉพาะสำหรับอวี้ป๋ออวี้ เปลวเพลิงแห่งชีวิตของเขาได้หรี่แสงลงแล้ว

"เร็วเข้า! ช่วยพวกเขาให้ได้ไม่ว่าจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม!" น้ำเสียงของอวี้ป๋อซวนแฝงความเด็ดขาดที่ไม่อาจโต้แย้งได้ขณะมองไปที่ผู้อาวุโสสายสนับสนุนการรักษา

ผู้อาวุโสท่านนั้นไม่กล้าชักช้า รีบปลดปล่อยวิญญาณยุทธ์หยาดน้ำค้างแห่งชีวิตของเขาทันที ซึ่งเป็นกลุ่มแสงสีเขียวมรกตที่อัดแน่นไปด้วยพลังชีวิตอันมหาศาล วงแหวนวิญญาณวงที่เจ็ดเบื้องล่างเขาสว่างจ้าขณะที่เขาเปิดใช้งานกายแท้วิญญาณยุทธ์โดยตรง แสงสีเขียวมรกตแปรสภาพเป็นเสาแสง ครอบคลุมร่างของอวี้ป๋ออวี้และคนอื่นๆ กลิ่นอายแห่งชีวิตอันเข้มข้นเปรียบเสมือนฝนหวาน ชโลมเส้นลมปราณที่แห้งผากและร่างกายที่บอบช้ำของพวกเขา ช่วยประคองแก่นแท้แห่งชีวิตที่กำลังจะสลายไปให้กลับมามั่นคง

ผู้อาวุโสอีกสองคนยืนคุ้มกันอย่างระแวดระวังอยู่รอบๆ พร้อมกับช่วยชักนำพลังงาน

ขณะที่อวี้ป๋อซวนมองดูทั้งสามคน ซึ่งใบหน้าเริ่มกลับมามีสีเลือดฝาดเล็กน้อยภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังงานชีวิต เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเขาก็ผ่อนคลายลงบ้างในที่สุด ทว่าความเย็นชาในดวงตาของเขากลับยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น การกระทำของตระกูลหลงได้แตะต้องเกล็ดมังกรย้อนเกล็ดของเขาเข้าอย่างจังแล้ว!

"หลงเซียว... ตระกูลหลง... เรื่องนี้จะไม่มีวันจบลงเพียงเท่านี้เด็ดขาด!" จิตสังหารพลุ่งพล่านในใจ แต่ในฐานะผู้นำตระกูล เขาต้องชั่งน้ำหนักสถานการณ์โดยรวม ในเวลานี้ การดูแลความปลอดภัยของกลุ่มป๋ออวี้และหยวนเฉิน รวมทั้งการสร้างความมั่นคงให้กับตระกูล คือสิ่งสำคัญที่สุด

ภายใต้ความพยายามอย่างเต็มที่ของผู้อาวุโสสายสนับสนุนการรักษา ชีวิตของอวี้ป๋ออวี้และคนอื่นๆ ก็รอดพ้นขีดอันตรายมาได้ชั่วคราว ทว่า การฟื้นฟูอย่างสมบูรณ์นั้นไม่อาจเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะอวี้ป๋ออวี้ เขาคงต้องใช้เวลาพักฟื้นอย่างยาวนาน และอาจถึงขั้นมีอาการบาดเจ็บแอบแฝงอย่างถาวรหลงเหลืออยู่

"กลับตระกูล!" อวี้ป๋อซวนตัดสินใจอย่างเด็ดขาด ใช้พลังวิญญาณของตนเองประคองชายที่หมดสติทั้งสามคนขึ้นมา เขาร่วมกับผู้อาวุโสอีกสามคนกลายร่างเป็นลำแสงสี่สาย มุ่งหน้ากลับสู่เมืองมังกรด้วยความเร็วสูงสุด

...

คฤหาสน์ตระกูลมังกรอัสนีทรราช ตำหนักด้านข้างของตำหนักใหญ่

หลังจากทานยารักษาอันล้ำค่าของตระกูล อวี้หยวนเฉินก็นั่งขัดสมาธิเพื่อปรับลมปราณและรักษาอาการบาดเจ็บภายใน แม้เขาจะกังวลเกี่ยวกับท่านปู่รองและผู้อาวุโสทั้งสอง แต่เขาก็เข้าใจดีว่าการฟื้นฟูความแข็งแกร่งของตนเองคือการช่วยเหลือตระกูลได้ดีที่สุดในเวลานี้

จู่ๆ เขาก็สัมผัสได้ถึงการกลับมาของกลิ่นอายอันทรงพลังและคุ้นเคยของท่านปู่และผู้อาวุโสทั้งสาม ซึ่งมีกลิ่นอายที่อ่อนแออย่างยิ่งแต่ก็มีอยู่จริงอีกสามสายแทรกอยู่ด้วย

"ท่านปู่รองและคนอื่นๆ... กลับมาแล้ว!" อวี้หยวนเฉินลืมตาโพลง ประกายแห่งความประหลาดใจและดีใจวาบขึ้นในดวงตา เขารีบลุกขึ้นเพื่อออกไปต้อนรับทันที

เมื่อเขาเห็นอวี้ป๋ออวี้และอีกสองคนที่ได้รับการประคองอย่างระมัดระวังด้วยพลังวิญญาณของท่านปู่ พวกเขาหมดสติและมีกลิ่นอายที่ร่วงโรยอย่างถึงที่สุด ความดีใจในใจของเขาก็ถูกแทนที่ด้วยความหนักอึ้งในทันที โดยเฉพาะบาดแผลอันน่าเกลียดน่ากลัวบนหน้าอกของท่านปู่รอง ทำให้เขากำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือลึก

"ท่านปู่ ท่านปู่รองและคนอื่นๆ..." น้ำเสียงของอวี้หยวนเฉินแหบต่ำ

"ชีวิตของพวกเขาพ้นขีดอันตรายแล้ว แต่อาการบาดเจ็บสาหัสมากและต้องพักฟื้นเป็นเวลานาน" อวี้ป๋อซวนจัดให้ทั้งสามคนพักในห้องที่เงียบสงบซึ่งเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยมีผู้อาวุโสสายสนับสนุนการรักษาและวิญญาจารย์สายสนับสนุนอีกหลายคนผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันดูแล เขามองไปที่อวี้หยวนเฉินและกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "เฉินเอ๋อร์ เจ้าทำได้ดีมากแล้ว หากเจ้าไม่เสี่ยงชีวิตฝ่าวงล้อมออกมาและนำข่าวมาบอก พวกเขาทั้งสาม... ก็คงไม่มีโอกาสรอดชีวิตที่ริบหรี่เพียงเท่านี้หรอก"

อวี้หยวนเฉินนิ่งเงียบ เขารู้ดีว่าท่านปู่กำลังปลอบใจเขา แต่เมื่อเห็นท่านปู่รองและคนอื่นๆ ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เพราะปกป้องเขา ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแข็งแกร่งขึ้นและเปลวเพลิงแห่งการแก้แค้นก็ลุกโชนขึ้นในใจ

"แล้วทางฝั่งตระกูลหลงล่ะขอรับ..." อวี้หยวนเฉินถาม

แสงเย็นเยียบวาบขึ้นในดวงตาของอวี้ป๋อซวน "ยกเว้นหลงเซียวและผู้อาวุโสอีกสองคน คนที่มันพามาทั้งหมดถูกทิ้งไว้ที่นั่น หนี้แค้นครั้งนี้ถูกบันทึกไว้ชั่วคราวแล้ว หลังจากสูญเสียอย่างหนัก ตระกูลหลงคงไม่กล้าบุกรุกอย่างเปิดเผยในระยะเวลาอันสั้นนี้ แต่พวกมันจะต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมลอบกัดอย่างแน่นอน"

เขามองอวี้หยวนเฉินด้วยน้ำเสียงขึงขัง "เฉินเอ๋อร์ พรสวรรค์และความแข็งแกร่งที่เจ้าแสดงออกมาในครั้งนี้ ได้ปลุกความระแวดระวังของตระกูลหลงอย่างสมบูรณ์ และอาจดึงดูดสายตาที่ซ่อนเร้นให้มาสอดแนมมากขึ้นไปอีก จนกว่าเจ้าจะมีความแข็งแกร่งมากพอที่จะปกป้องตนเองได้ เจ้าจะต้องไม่ออกจากเมืองมังกรโดยพลการอีกเป็นอันขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเอาตัวไปเสี่ยงอันตรายเพียงลำพัง"

อวี้หยวนเฉินพยักหน้าอย่างจริงจัง "ข้าเข้าใจแล้วขอรับ"

"สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือให้เจ้าและกลุ่มของป๋ออวี้ฟื้นตัวให้เร็วที่สุด" อวี้ป๋อซวนครุ่นคิด "บาดแผลของเจ้ายังไม่หายดี และพลังวิญญาณก็ต้องทำให้เสถียร ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจะต้องเข้าไปบำเพ็ญตบะเก็บตัวในส่วนลึกที่สุดของ 'หุบเขาอัสนี' ที่นั่นคือสถานที่ที่มีธาตุสายฟ้าหนาแน่นที่สุดในตระกูล ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการรักษาและการบ่มเพาะของเจ้า ปู่จะเป็นผู้คุ้มกันเจ้าจากภายนอกเอง และทรัพยากรทั้งหมดของตระกูลจะถูกจัดสรรให้เจ้าเป็นอันดับแรก"

"ขอรับ ท่านปู่!" อวี้หยวนเฉินไม่ปฏิเสธ เขารู้ดีว่ามีเพียงการแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุดเท่านั้น จึงจะสามารถรับมือกับพายุที่จะมาเยือนในอนาคต ปกป้องตระกูล และทวงหนี้เลือดจากตระกูลหลงได้

วันนั้น อวี้หยวนเฉินได้กลับเข้าไปในส่วนลึกของหุบเขาอัสนีอีกครั้ง สู่แท่นหินไหม้เกรียมที่คุ้นเคยซึ่งถูกล้อมรอบด้วยกระแสไฟฟ้าตลอดทั้งปี ทว่าคราวนี้ สภาพจิตใจของเขาแตกต่างออกไป ความสับสนและการค้นหาในอดีตลดน้อยลง แทนที่ด้วยความรับผิดชอบอันหนักอึ้งและเป้าหมายที่แน่วแน่

เขานั่งขัดสมาธิ ละทิ้งความคิดฟุ้งซ่าน และเดินลมปราณตามเคล็ดวิชาทำสมาธิอย่างเต็มกำลัง พลังต้นกำเนิดฟ้าดินธาตุสายฟ้าอันเข้มข้นและตื่นตัวในหุบเขาทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่งราวกับถูกดึงดูด แม้พลังแห่งเทพสายฟ้าที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นจะยังอ่อนแอ แต่มันดูเหมือนจะตื่นตัวมากขึ้นในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ มันชักนำพลังต้นกำเนิดที่ถาโถมเข้ามาอย่างเป็นธรรมชาติเพื่อขัดเกลาร่างกายของเขาอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และซ่อมแซมเส้นลมปราณที่เสียหาย โดยเฉพาะขาทั้งสองข้างที่ถูกใช้งานเกินขีดจำกัดไปก่อนหน้านี้

เขาไม่หมกมุ่นอยู่กับแนวคิด "ราชันจุติ" ที่ยังไม่สามารถเป็นจริงได้ในทันทีอีกต่อไป ทว่ากลับทุ่มเทจิตใจทั้งหมดไปกับการทำความเข้าใจ "พลังแห่งเทพสายฟ้า" และขัดเกลาพลังวิญญาณของตนเอง วงแหวนวิญญาณวงที่สี่ไม่ได้นำมาเพียงทักษะวิญญาณ แต่ยังมอบความเข้าใจที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นเกี่ยวกับแก่นแท้ของสายฟ้า

เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วระหว่างการบำเพ็ญตบะเก็บตัวของเขา

ภายนอก สถานการณ์ในเมืองมังกรและทั่วทั้งดินแดนตะวันออกเฉียงใต้ของจักรวรรดิเทียนโต่วเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำอันเป็นผลมาจากการต่อสู้ ณ ชายขอบของเทือกเขาอัสนีบาต

ตระกูลมังกรวารีเพลิงทมิฬสูญเสียมหาปราชญ์วิญญาณไปถึงห้าคน และจักรพรรดิวิญญาณอีกหกคนในคราวเดียว อีกทั้งวิญญาณพรหมยุทธ์สองคนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส เรียกได้ว่ารากฐานของพวกเขาถูกสั่นคลอนและขุมกำลังลดทอนลงอย่างมาก ข่าวนี้ไม่สามารถปกปิดได้มิดและแพร่กระจายไปในหมู่ขุมกำลังหลักอย่างรวดเร็ว

ข่าวการลงมือด้วยตนเองของผู้นำตระกูลมังกรอัสนีทรราช อวี้ป๋อซวน ผู้ซึ่งสังหารวิญญาจารย์ระดับสูงสิบเอ็ดคนของตระกูลหลงอย่างอาจหาญและบีบให้หลงเซียวต้องล่าถอย เปรียบเสมือนสายฟ้าฟาดที่สร้างความสั่นสะเทือนให้กับทุกฝ่าย ทุกคนต่างตระหนักดีว่าความสมดุลที่รักษาไว้มานานหลายร้อยปีระหว่างสองตระกูลวิญญาณยุทธ์สายสัตว์ระดับสูงสุดได้ถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง ความขัดแย้งได้เปลี่ยนจากในเงามืดมาสู่ที่แจ้ง แม้สงครามเต็มรูปแบบจะยังไม่ปะทุขึ้น แต่กลิ่นอายของดินปืนก็รุนแรงถึงขีดสุดแล้ว

เมื่อต้องสูญเสียอย่างหนัก ตระกูลหลงย่อมไม่ยอมปล่อยผ่านไปง่ายๆ การกระทบกระทั่งที่แฝงมากับการหยั่งเชิง ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ ซึ่งพุ่งเป้าไปที่กิจการและบุคลากรระดับล่างของตระกูลมังกรอัสนีทรราช เริ่มมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ภายใต้การควบคุมอย่างเฉียบขาดของอวี้ป๋อซวน ตระกูลมังกรอัสนีทรราชได้ดึงกำลังป้องกันกลับมาทั้งหมด ยึดมั่นฐานที่มั่นในเมืองมังกร ขณะเดียวกันก็จัดวางกองกำลังอย่างลับๆ และสะสมความแข็งแกร่ง แสดงท่าทีแข็งกร้าวว่าพร้อมจะเปิดศึกโดยไม่ลังเล

ราชวงศ์และสำนักวิญญาณยุทธ์ต่างก็จับตามองเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด แต่ทั้งสองฝ่ายก็เลือกที่จะรอดูสถานการณ์ไปก่อน ตราบใดที่ความบาดหมางส่วนตัวของทั้งสองสำนักไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพลเรือนหรือความมั่นคงของจักรวรรดิ พวกเขาก็ยินดีที่จะนั่งดูเสือสองตัวกัดกัน

ภายในตระกูลมังกรอัสนีทรราชซึ่งเป็นศูนย์กลางของวังวน บรรยากาศนั้นเคร่งขรึมและเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน อาการบาดเจ็บสาหัสของอวี้ป๋ออวี้และคนอื่นๆ รวมถึงการลอบโจมตีอวี้หยวนเฉิน ได้จุดประกายความเกลียดชังร่วมกันของคนในตระกูลทั้งหมด เรื่องราวของอวี้หยวนเฉิน ซึ่งด้วยระดับการบ่มเพาะเพียงอัครวิญญาจารย์ ไม่เพียงแต่รอดพ้นจากการไล่ล่าของจักรพรรดิวิญญาณได้สำเร็จ แต่ยังสามารถโจมตีกลับจนอีกฝ่ายบาดเจ็บ (ซึ่งถูกเล่าขานกันภายในตระกูลในวงแคบๆ หลังจากถูกแต่งเติมเพิ่มสีสันไปบ้างแล้ว) ได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นหลังอย่างมาก และเขาถูกมองว่าเป็นความหวังและความภาคภูมิใจของตระกูล

ในส่วนลึกของหุบเขาอัสนี อวี้หยวนเฉินไม่รับรู้ถึงความวุ่นวายภายนอกเลย

ด้วยสมาธิที่แน่วแน่ เขาชักนำ "พลังแห่งเทพสายฟ้า" ให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย เขาค้นพบว่าพลังเพียงเศษเสี้ยวนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับทักษะวิญญาณเท่านั้น แต่ยังมีประสิทธิภาพอย่างเหลือเชื่อในการรักษาและขัดเกลาร่างกาย ภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังงานสีม่วงทอง เส้นลมปราณที่เสียหายของเขาสมานตัวด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมายไปมาก และถึงขั้นมีความเหนียวแน่นมากขึ้น ในระหว่างการไหลเวียน พลังวิญญาณของเขาก็ถูกชำระล้างและบีบอัดอย่างต่อเนื่อง แม้ระดับพลังจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ แต่รากฐานของเขากลับถูกสร้างขึ้นอย่างแข็งแกร่งจนหาที่เปรียบไม่ได้

การควบคุมสายฟ้าของเขาก็ก้าวเข้าสู่ระดับใหม่เช่นกัน เพียงแค่ใช้ความคิดเล็กน้อย สายฟ้าก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่การปลดปล่อยพลังอันรุนแรงอีกต่อไป แต่สามารถสั่งการได้ดั่งใจนึกราวกับแขนขาของตนเอง การควบแน่น การกระจัดกระจาย การเปลี่ยนรูปแบบ และแม้กระทั่งการจำลองผลกระทบของสนามไฟฟ้าแบบง่ายๆ ก็สามารถทำได้ ด้วยระยะการรับรู้ที่กว้างขึ้นและละเอียดอ่อนยิ่งขึ้น

ไม่รู้ตัวเลยว่าเวลาผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว

ในวันนี้ อวี้หยวนเฉินที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ก็ลืมตาขึ้นทันที แสงไฟฟ้าสีม่วงทองวาบผ่านรูม่านตาแล้วจางหายไป กลิ่นอายของเขาสมบูรณ์แบบ น่าเกรงขามทว่าถูกเก็บงำไว้ อาการบาดเจ็บของเขาหายดีเป็นปลิดทิ้ง และพลังวิญญาณของเขาก็เสถียรอยู่ที่จุดสูงสุดของระดับ 42 อย่างสมบูรณ์ โดยมีสัญญาณจางๆ ว่ากำลังจะทะลวงขึ้นสู่ระดับ 43

เขาค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น ประกายสายฟ้าสีม่วงทองเส้นหนึ่งที่ควบแน่นราวกับของแข็ง เต้นระริกอยู่ที่ปลายนิ้ว ปลดปล่อยความผันผวนแห่งการทำลายล้างที่ทำให้ใจสั่นสะท้านออกมา

"ความแข็งแกร่ง... ยังห่างไกลจากคำว่าพอ" เขากระซิบกับตัวเอง สายตาทะลุผ่านประกายไฟฟ้าที่หมุนวนอยู่ในหุบเขา ราวกับมองเห็นศัตรูที่ซุ่มซ่อนอยู่ในระยะไกล และโลกอนาคตที่กว้างใหญ่ทว่าเต็มไปด้วยอันตรายยิ่งกว่า

จบบทที่ บทที่ 6 คลื่นใต้น้ำถาโถม บำเพ็ญตบะเก็บตัว

คัดลอกลิงก์แล้ว