- หน้าแรก
- โต้วหลัวต้าลู่ วิถีราชันย์มังกรอัสนี
- บทที่ 4 มังกรเร้นกายคืนรัง
บทที่ 4 มังกรเร้นกายคืนรัง
บทที่ 4 มังกรเร้นกายคืนรัง
บทที่ 4 มังกรเร้นกายคืนรัง
ความเจ็บปวดอย่างรุนแรงซัดสาดเข้าใส่เส้นประสาทของอวี้หยวนเฉินระลอกแล้วระลอกเล่าราวกับเกลียวคลื่น ขาทั้งสองข้างราวกับไม่ใช่ของเขาอีกต่อไป และทุกการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยก็นำมาซึ่งความเจ็บปวดราวกับถูกฉีกกระชาก การใช้พลังวิญญาณจนหมดขีดจำกัดทำให้เกิดความเจ็บปวดที่บิดเบี้ยวและกลวงเปล่าในจุดตันเถียนเป็นพักๆ และวิสัยทัศน์ของเขาก็มืดดับลงบ่อยครั้ง ทว่าเขากัดฟันแน่น อาศัยเจตจำนงอันเหนียวแน่นที่ถูกหล่อหลอมจากการมีชีวิตมาถึงสองชาติภพและการบ่มเพาะอย่างยากลำบากมาหลายปี ฝืนรักษาสติและแยกแยะทิศทางของเมืองมังกร
เขาจะล้มลงไม่ได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ที่นี่ ผู้ไล่ล่าจากตระกูลมังกรวารีเพลิงทมิฬอาจไม่ได้มีเพียงแค่กลุ่มเดียว หลงลี่ที่ถูกเขาทำร้ายจนขาบาดเจ็บสาหัส และจักรพรรดิวิญญาณเต่าหินผาที่เขาสลัดหลุดมาได้ อาจรวบรวมคนกลับมาได้ทุกเมื่อ เขาต้องหาสถานที่ที่ค่อนข้างปลอดภัยให้เร็วที่สุด
ด้วยความคุ้นเคยกับพื้นที่ชายขอบของเทือกเขาอัสนีบาต และการใช้สัมผัสสนามไฟฟ้าเพื่อตรวจสอบสภาพแวดล้อมอย่างเงียบงัน อวี้หยวนเฉินฝืนพาร่างกายไปพบถ้ำตามธรรมชาติแห่งหนึ่งที่ซ่อนอยู่ลึกเข้าไปในรอยแยกของผนังภูเขา ปากถ้ำถูกบดบังด้วยเถาวัลย์หนาทึบ ทำให้สังเกตเห็นได้ยากยิ่ง เขาใช้เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายขยับก้อนหินสองสามก้อนมาปิดบังปากถ้ำบางส่วน และหลังจากตรวจสอบอย่างระมัดระวังจนแน่ใจว่าไม่มีสัตว์วิญญาณที่แข็งแกร่งหรือกลิ่นอายของมนุษย์อยู่ใกล้ๆ ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ร่างของเขารูดไถลลงมาโดยที่แผ่นหลังพิงผนังหินอันเย็นเยียบ
"พรวด!" เลือดคั่งคำโตไม่อาจกลั้นไว้ได้อีกต่อไปและพ่นออกมา ย้อมสาบเสื้อด้านหน้าของเขาจนกลายเป็นสีแดง ตามมาด้วยความรู้สึกอ่อนแรงที่ถาโถมเข้าใส่อย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น
เขาไม่กล้าชะล่าใจ รีบนั่งขัดสมาธิทันที อดทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัสเพื่อโคจรเคล็ดวิชาทำสมาธิหลักของตระกูลมังกรอัสนีทรราช พลังวิญญาณอันอ่อนแรงสายเล็กๆ เริ่มถูกรีดเค้นออกมาจากจุดตันเถียนที่เกือบจะแห้งขอดและร่างกายที่เหนื่อยล้าจนถึงขีดสุด มันไหลเวียนอย่างเชื่องช้าดั่งสายน้ำเพื่อหล่อเลี้ยงเส้นลมปราณที่ได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะขาทั้งสองข้างที่เกือบจะพังทลายของเขา
เมื่อตรวจสอบภายใน สภาพเส้นลมปราณที่ขาของเขาย่ำแย่กว่าที่คาดไว้เสียอีก มีรอยแตกร้าวเกิดขึ้นหลายแห่ง หรือแม้กระทั่งรอยหักร้าวเล็กๆ พลังวิญญาณที่ไหลผ่านให้ความรู้สึกราวกับถูกมีดกรีด ผลข้างเคียงจากการฝืนกระตุ้นเส้นลมปราณเพื่อระเบิดความเร็วได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่แล้ว
"โชคดี... ที่มันยังไม่ขาดสะบั้นโดยสมบูรณ์ ยังพอมีทางรักษาได้" อวี้หยวนเฉินรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย หากเส้นลมปราณขาดสะบั้นอย่างสมบูรณ์ เช่นนั้นเว้นแต่จะมีวาสนาฝืนลิขิตฟ้า ขาทั้งสองข้างนี้ก็คงต้องถือว่าไร้ประโยชน์แล้ว
เขาชักนำพลังวิญญาณอย่างระมัดระวัง ราวกับช่างฝีมือผู้เปี่ยมไปด้วยความอดทน หล่อเลี้ยงและซ่อมแซมเส้นลมปราณที่เสียหายทีละน้อย กระบวนการนี้ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและเจ็บปวด ไม่นานหน้าผากของเขาก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อเย็นผุดพราย ในขณะเดียวกัน เขาก็แบ่งสมาธิส่วนหนึ่งไปชักนำพลังวิญญาณให้ไหลเวียนไปทั่วร่างกาย เพื่อรักษาแผลไฟไหม้จากเปลวเพลิงทมิฬบนไหล่และแขน รวมถึงอาการบอบช้ำภายใน
เวลาล่วงเลยไปอย่างเงียบเชียบท่ามกลางการรักษาอันไร้สุ้มเสียง
หนึ่งวัน สองวัน...
เมื่อกระหายน้ำ เขาจะรองหยดน้ำที่ซึมออกมาจากซอกหิน เมื่อหิว โชคดีที่ในอุปกรณ์วิญญาณเก็บของของเขามีน้ำสะอาดและเนื้อแห้งตุนไว้อยู่เสมอ จิตใจทั้งหมดของเขาจดจ่ออยู่กับการฟื้นฟูร่างกาย
ในช่วงเวลานี้ เขาสัมผัสได้ลางๆ ถึงความผันผวนของพลังวิญญาณหลายสายที่เคลื่อนผ่านไปมาในระยะไกลนอกถ้ำ และมีอยู่ครั้งหนึ่งที่เข้ามาใกล้มาก ราวกับว่ามีคนกำลังค้นหา เขาแทบจะกลั้นหายใจและรวบรวมสมาธิในทันที กดข่มกลิ่นอายของตนเองให้ต่ำที่สุดราวกับก้อนหินที่ไร้ชีวิต โชคดีที่กลุ่มผู้ค้นหาไม่ได้ค้นพบถ้ำที่ซ่อนอยู่นี้
จนกระทั่งช่วงเย็นของวันที่สาม อวี้หยวนเฉินจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
หลังจากการรักษาอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย อาการบาดเจ็บในร่างกายของเขาก็ทรงตัวในที่สุด และพลังวิญญาณก็ฟื้นฟูขึ้นมาได้ราวเจ็ดส่วน สิ่งสำคัญที่สุดคือรอยแตกร้าวในเส้นลมปราณที่ขาของเขาได้สมานตัวในเบื้องต้นแล้ว แม้จะยังเปราะบางและไม่สามารถทนรับการระเบิดพลังแบบก่อนหน้านี้ได้ แต่การเดินตามปกติและการวิ่งเหยาะๆ ก็ไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป บาดแผลภายนอกบนไหล่และจุดอื่นๆ ก็ตกสะเก็ดแล้วภายใต้การหล่อเลี้ยงของพลังวิญญาณ
"ในที่สุด... ข้าก็รอดมาได้" อวี้หยวนเฉินพ่นลมหายใจยาว ความรู้สึกโล่งอกที่รอดพ้นจากความตายพลุ่งพล่านขึ้นในใจ แต่มันก็ถูกแทนที่ด้วยความเย็นเยียบที่ลึกล้ำยิ่งกว่าในทันที
ตระกูลมังกรวารีเพลิงทมิฬ... ตระกูลหลง! ความแค้นจากการดักซุ่มโจมตีในครั้งนี้ ข้าจะต้องเอาคืนเป็นร้อยเท่าในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน!
เขาตรวจสอบสภาพของตนเอง เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นและเปื้อนคราบเลือด สภาพดูไม่ได้เลย ด้วยสภาพเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้ที่จะกลับเข้าเมืองมังกรอย่างเปิดเผย ใครจะรู้ว่ามีสายลับจากตระกูลมังกรวารีเพลิงทมิฬอยู่ใกล้เมืองมังกรหรือแม้กระทั่งแฝงตัวอยู่ในตระกูลหรือไม่ ในเมื่อพวกมันกล้าส่งวิญญาณพรหมยุทธ์ถึงสองคนมาดักซุ่มโจมตีเขา ก็ยากจะรับประกันได้ว่าพวกมันจะไม่มีแผนการอื่นอีก เขาจำต้องระมัดระวังให้มาก
"ข้าต้องปลอมตัว" ดวงตาของอวี้หยวนเฉินสั่นไหว
เขาค้นดูในอุปกรณ์วิญญาณเก็บของ ในฐานะทายาทสายตรงของตระกูล พื้นที่ในอุปกรณ์วิญญาณเก็บของของเขานั้นไม่เล็กเลย นอกจากอาหาร น้ำ เหรียญทองจำนวนหนึ่ง และยารักษาโรคแล้ว ก็ยังมีของเบ็ดเตล็ดอื่นๆ อีกประปราย รวมถึงเสื้อผ้าธรรมดาสำรองหลายชุดและอุปกรณ์แต่งกายที่เขาเตรียมไว้สำหรับการกลั่นแกล้งบางอย่าง หรือเพื่อความสะดวกในการแอบหนีออกจากตระกูลไปเที่ยวเล่น
เขาหยิบเสื้อผ้าผ้าฝ้ายหยาบสีน้ำตาลอมเทาชุดหนึ่งออกมาเปลี่ยน และเก็บชุดสีน้ำเงินเดิมที่บ่งบอกถึงฐานะของเขาอย่างระมัดระวัง จากนั้นเขาก็หยิบเครื่องสำอางพิเศษบางอย่างออกมาและเริ่มแต่งแต้มลงบนใบหน้าขณะมองดูกระจกทองเหลืองบานเล็ก
ในชาติก่อน แม้เขาจะไม่ใช่ปรมาจารย์ด้านการปลอมตัว แต่เขาก็รู้วิธีการเปลี่ยนสีผิว การเพิ่มรอยเหี่ยวย่น และการทำให้โครงหน้าดูเลือนราง ไม่นาน ภาพของเด็กหนุ่มในกระจกก็เริ่มเปลี่ยนไป ผิวของเขากลายเป็นสีหมองคล้ำและซีดเซียว มีการจงใจวาดริ้วรอยบางๆ ที่หางตา และความคมคายระหว่างคิ้วก็ถูกกลบเกลื่อน แทนที่ด้วยร่องรอยของความเหนื่อยล้าและผ่านโลกมาอย่างโชกโชน เขาดูเหมือนวิญญาจารย์หนุ่มธรรมดาๆ คนหนึ่งที่เดินทางรอนแรมมานานปี มีการบ่มเพาะระดับต่ำ เขาตั้งใจกดความผันผวนของพลังวิญญาณให้อยู่ในระดับยี่สิบกว่าๆ และดูขาดสารอาหารเล็กน้อย
เขายังทำผมให้ยุ่งเหยิงเล็กน้อยและแต้มฝุ่นลงไป ท้ายที่สุด เขาหาหมวกสานปีกกว้างมาสวมทับ บดบังใบหน้าไปเสียส่วนใหญ่
เมื่อมองดูในกระจกทองเหลือง อวี้หยวนเฉินก็พยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เว้นแต่จะเป็นคนที่คุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดีและเข้ามาสังเกตอย่างใกล้ชิด ย่อมยากที่จะจำได้ว่าเขาคืออัจฉริยะคนโปรดของตระกูลมังกรอัสนีทรราช
"ได้เวลาเคลื่อนไหวแล้ว"
ในเช้าวันที่สี่ ขณะที่ท้องฟ้าเพิ่งจะเริ่มสว่าง ชายหนุ่มสวมหมวกสานและชุดผ้าหยาบสีเทา ก้มหน้าก้มตาและมีฝีเท้าที่ดูไม่มั่นคงนัก ครึ่งหนึ่งเป็นเพราะอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี และอีกครึ่งหนึ่งเป็นเพราะการปลอมตัว ได้ลอบออกจากถ้ำที่เขาซ่อนตัวมาสามวันอย่างเงียบเชียบ และแฝงตัวกลมกลืนไปกับฝูงชนที่มุ่งหน้าไปยังเมืองมังกร
ยิ่งเข้าใกล้เมืองมังกรมากเท่าใด การตรวจสอบก็ดูเหมือนจะเข้มงวดมากขึ้นเท่านั้น ไม่เพียงแต่จะมีทหารของจักรวรรดิคอยเฝ้ายามอยู่ที่ประตูเมือง แต่ตามถนนสายหลักหลายสาย ยังมีบุคคลนิรนามที่มีสายตาเฉียบคมปรากฏตัวขึ้น คอยเดินลาดตระเวนไปมาและกวาดสายตามองคนเดินถนนที่สัญจรผ่านไปมา
หัวใจของอวี้หยวนเฉินบีบรัดแน่น ทำให้เขายิ่งมั่นใจในการประเมินของตนเองมากขึ้น เขาดึงหมวกสานให้ต่ำลงและเดินตามหลังกองคาราวานเล็กๆ ขบวนหนึ่ง มุ่งหน้าเข้าสู่เมืองมังกรโดยไม่ดึงดูดความสนใจ
และก็เป็นดังคาด เขาถูกเรียกให้หยุดเมื่อเข้าใกล้ประตูเมือง
"หยุด เจ้ามาทำอะไร มาจากไหน" ทหารนายหนึ่งก้าวเข้ามาสอบถาม ขณะที่ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ ซึ่งสวมชุดธรรมดาแต่แผ่กลิ่นอายของวิญญาจารย์ออกมาอย่างชัดเจน ก็ส่งสายตาจับจ้องมาเช่นกัน
อวี้หยวนเฉินลดเสียงลงและตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย "เรียนใต้เท้า ข้าชื่ออาเฉิน เป็นนายพรานจากเมืองนั่วติงทางตอนใต้ ข้าได้รับบาดเจ็บขณะเก็บสมุนไพรในภูเขา จึงอยากมาที่เมืองมังกรเพื่ออาศัยอยู่กับญาติสักสองสามวัน และนำของป่ามาขายเพื่อหาเงินรักษาตัวด้วยขอรับ" ขณะที่พูด เขาจงใจปล่อยความผันผวนของพลังวิญญาณระดับยี่สิบกว่าๆ ออกมาเล็กน้อย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสถานะวิญญาจารย์ของเขา เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกก่อกวนมากเกินไปโดยไม่ดึงดูดความสนใจจนเกินควร
ทหารมองดูเสื้อผ้าที่เรียบง่ายและสภาพที่ดูมอมแมมเล็กน้อยของเขา สัมผัสได้ถึงพลังวิญญาณอันอ่อนแอ และเมื่อไม่เห็นสิ่งผิดปกติ จึงโบกมือให้เขาผ่านไป
แต่ทว่าวิญญาจารย์ในชุดธรรมดาที่อยู่ข้างๆ กลับเดินเข้ามา จ้องมองเขาด้วยสายตาที่เฉียบคม "นายพรานงั้นรึ เจ้าดูอายุยังน้อยและมีพลังวิญญาณระดับยี่สิบ พรสวรรค์ของเจ้าก็ไม่เลว แล้วเหตุใดจึงมาเป็นนายพราน ถอดหมวกสานออกให้ข้าดูหน่อย"
หัวใจของอวี้หยวนเฉินกระตุกเล็กน้อย แต่สีหน้าของเขายังคงสงบนิ่ง เขาถอดหมวกสานออกตามคำสั่ง เผยให้เห็นใบหน้าที่ถูกปลอมแปลงจนดูธรรมดาไม่สะดุดตา
วิญญาจารย์ในชุดธรรมดาพินิจพิเคราะห์เขาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับพยายามค้นหาจุดบกพร่องบนใบหน้าของเขา ก่อนจะถามต่อ "ญาติของเจ้าในเมืองมังกรอยู่ที่ไหน ชื่ออะไร"
อวี้หยวนเฉินได้เตรียมเรื่องราวไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงตอบอย่างฉะฉาน "อยู่ที่ตรอกหลิวทางตะวันตกของเมืองขอรับ ชื่อหวังเหลาอู่ เป็นช่างตีเหล็ก" นี่คือชาวเมืองที่มีตัวตนอยู่จริง ซึ่งเขาบังเอิญรู้มาเมื่อครั้งแอบหนีออกไปเที่ยวเล่น ตัวตนนี้ดูธรรมดาและไม่เป็นที่น่าสงสัยง่ายๆ
วิญญาจารย์ในชุดธรรมดาจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขาอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อไม่พบแววตาแห่งความรู้สึกผิดหรือการหลุกหลิก และสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่ไม่เสถียรของเขาจริงๆ อันเนื่องมาจากบาดแผลที่ยังไม่หายดี ในที่สุดเขาก็โบกมือ "เข้าไปได้ ช่วงนี้เมืองมังกรไม่ค่อยสงบ อย่าสร้างเรื่องล่ะ"
"ขอบคุณใต้เท้า" อวี้หยวนเฉินสวมหมวกสานกลับเข้าที่ โค้งคำนับเล็กน้อย แล้วเดินเข้าประตูเมืองมังกรไปด้วยก้าวเดินที่ไม่มั่นคงนัก
เมื่อเข้ามาในเมืองมังกร ถนนหนทางและอาคารบ้านเรือนที่คุ้นเคยก็ปรากฏแก่สายตา แต่บรรยากาศในเมืองกลับตึงเครียดกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด จำนวนทหารลาดตระเวนและวิญญาจารย์ในชุดธรรมดามีมากขึ้น และแรงกดดันที่มองไม่เห็นก็แผ่ซ่านไปทั่วอากาศ
อวี้หยวนเฉินไม่หยุดพัก เขาเดินตามเส้นทางในความทรงจำ โดยจงใจเลือกใช้ตรอกซอกซอยเล็กๆ ที่มีคนพลุกพล่านน้อย หลังจากเดินลัดเลาะและเลี้ยวไปมาเพื่อยืนยันว่าไม่มีใครตามมา เขาก็มุ่งหน้าไปยังประตูหลังของคฤหาสน์ตระกูลมังกรอัสนีทรราช
คฤหาสน์ของตระกูลกินพื้นที่กว้างขวาง มีกำแพงสูงและยามเฝ้าอย่างแน่นหนา อวี้หยวนเฉินมาถึงมุมหนึ่งของกำแพงด้านหลังที่ค่อนข้างเงียบสงบ นี่คือหนึ่งในเส้นทางลับที่เขาและเพื่อนๆ เคยใช้แอบหนีออกไปตอนเป็นเด็ก เขาสัมผัสสภาพแวดล้อมอย่างระมัดระวัง และหลังจากแน่ใจว่าปลอดภัย เขาก็สูดหายใจเข้าลึก เค้นพลังวิญญาณขึ้นมา กระโดดขึ้นไป และใช้แรงปีนข้ามกำแพงสูงก่อนจะร่อนลงในสวนภายในคฤหาสน์
วินาทีที่เท้าแตะพื้น ความรู้สึกปลอดภัยอย่างบอกไม่ถูกก็พลุ่งพล่านขึ้นในใจ แต่เขาก็ยังไม่ลดการป้องกันตัว อาศัยความคุ้นเคยกับภูมิประเทศของตระกูล เขาหลบเลี่ยงทหารยามลาดตระเวนราวกับภูตผี และมุ่งหน้าไปยังตำหนักใหญ่ที่อวี้ป๋อซวนผู้เป็นปู่อยู่
ภายนอกตำหนักใหญ่ เห็นได้ชัดว่ามียามรักษาการณ์มากกว่าปกติหลายเท่า และบรรยากาศก็ดูหนักอึ้ง ทันทีที่อวี้หยวนเฉินเข้าใกล้ เขาก็ถูกทหารยามระดับมหาปราชญ์วิญญาณสองคนที่มีกลิ่นอายอันลึกล้ำขวางเอาไว้
"หยุด ผู้ใดกล้าบุกรุกพื้นที่หวงห้ามของตำหนักใหญ่" ยามรักษาการณ์ตวาดเสียงแข็ง พลังวิญญาณของพวกเขาล็อกเป้าไปที่อวี้หยวนเฉิน
อวี้หยวนเฉินหยุดเดิน ค่อยๆ ถอดหมวกสานออก และเช็ดหน้าเพื่อเผยให้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริง แม้จะยังมีสีผิวหมองคล้ำจากการปลอมตัว แต่ดวงตาสีครามและเค้าโครงหน้าที่คุ้นเคยนั้น ทำให้ยามทั้งสองถึงกับชะงักงันในทันที
"นี่... นายน้อยหยวนเฉินหรือขอรับ" ยามรักษาการณ์อุทานด้วยความแทบไม่เชื่อสายตา พวกเขาล้วนรู้ว่านายน้อยออกไปล่าวงแหวนวิญญาณกับนายท่านรอง ตอนนี้นายน้อยกลับมาคนเดียวในสภาพปลอมตัว หรือว่าเกิดเรื่องร้ายขึ้นกับนายท่านรองและคนอื่นๆ
"ข้าเอง" น้ำเสียงของอวี้หยวนเฉินแฝงไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่ยังคงหนักแน่น "ข้าต้องการพบท่านปู่"
"รอสักครู่ขอรับนายน้อย ข้าจะรีบไปรายงานทันที" ยามคนหนึ่งรู้สึกตื่นเต้นอย่างมากและหันหลังเตรียมวิ่งเข้าไปในตำหนัก
ทว่าก่อนที่เขาจะได้เข้าไป ประตูบานใหญ่ของตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกด้วยเสียงดังลั่นจากด้านใน
ร่างกำยำปรากฏขึ้นที่ประตู เขาคือผู้นำตระกูล อวี้ป๋อซวน! เห็นได้ชัดว่าเขาตื่นตัวจากความวุ่นวายภายนอก ในเวลานี้ ใบหน้าของพรหมยุทธ์ทรราชผู้นี้ไม่มีความน่าเกรงขามและความสงบเยือกเย็นตามปกติอีกต่อไป แทนที่ด้วยความร้อนรนและความกังวลที่ผสมปนเปกัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่อวี้หยวนเฉินในทันที และพลังจิตอันแข็งแกร่งของเขาก็กวาดผ่านไป เพื่อยืนยันว่านี่ไม่ใช่ภาพลวงตา และมองทะลุตัวตนที่แท้จริงภายใต้การปลอมตัวหยาบๆ รวมถึงอาการบาดเจ็บที่ยังไม่หายดี
"เฉินเอ๋อร์!" อวี้ป๋อซวนคำรามเสียงต่ำ น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความกังวลที่ไม่อาจปกปิดได้ เขาก้าวออกมาและมาอยู่ตรงหน้าอวี้หยวนเฉินในชั่วพริบตา จับไหล่เขาไว้แน่นและพินิจพิเคราะห์เขา "ทำไมเจ้าถึงกลับมาคนเดียว ป๋ออวี้กับคนอื่นๆ อยู่ที่ไหน"
เมื่อสัมผัสได้ถึงอาการสั่นเทาเล็กน้อยจากฝ่ามือของท่านปู่และความห่วงใยที่ไม่ปิดบัง เส้นประสาทที่ตึงเครียดมาตลอดทางก็ผ่อนคลายลงในที่สุด อวี้หยวนเฉินรู้สึกแสบจมูกแต่ก็ฝืนกลืนมันลงไป เขาส่ายหน้าและพูดด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง "ท่านปู่ พวกเราถูกดักซุ่มโจมตี ท่านปู่รองและผู้อาวุโสทั้งสอง... รั้งท้ายเพื่อคุ้มกันให้ข้าหนีออกมา พวกเขาน่าจะติดกับอยู่..."
เขาเล่าถึงเหตุการณ์ตอนถูกซุ่มโจมตี การหลบหนี การถูกไล่ล่า และวิธีการที่เขาใช้จนทำให้หลงลี่บาดเจ็บสาหัสและปลอมตัวกลับมาอย่างกระชับ
เมื่อได้ฟังคำบอกเล่าของหลานชาย โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่าเขาใช้พลังระดับปรมาจารย์วิญญาณวางแผนและทำร้ายจักรพรรดิวิญญาณจนบาดเจ็บสาหัสและรอดพ้นความตายมาได้ในที่สุด ดวงตาของอวี้ป๋อซวนก็ระเบิดประกายแสงอันน่าสะพรึงกลัวออกมา มีทั้งความโกรธ ความหวาดกลัว และยิ่งไปกว่านั้นคือความภาคภูมิใจและความปวดใจอย่างหาที่เปรียบมิได้!
"ดี ดี ดี ดีแล้วที่เจ้ารอดชีวิตกลับมา" อวี้ป๋อซวนกล่าวคำว่าดีถึงสามครั้งและตบไหล่อวี้หยวนเฉินอย่างแรง "สมแล้วที่เป็นหลานชายของข้า ตระกูลหลง... ข้า อวี้ป๋อซวน จะจดจำหนี้เลือดนี้ไว้"
เขาดึงอวี้หยวนเฉินให้เดินเข้าไปในตำหนักใหญ่ พร้อมกับออกคำสั่งอย่างเฉียบขาดกับยามรักษาการณ์ที่อยู่ด้านข้าง "ถ่ายทอดคำสั่งของข้า ให้ตระกูลเข้าสู่สถานะเตรียมพร้อมรบระดับหนึ่งทันที บุคลากรทั้งหมดที่อยู่ภายนอกต้องเฝ้าระวังขั้นสูงสุด นอกจากนี้ ให้ส่งหน่วยองครักษ์เงาชั้นยอดสามหน่วยที่นำโดยผู้อาวุโสระดับวิญญาณพรหมยุทธ์... ไม่ ข้าจะไปเอง ตามเส้นทางที่เฉินเอ๋อร์ใช้กลับมาและค้นหาเบาะแสของป๋ออวี้และผู้อาวุโสทั้งสองด้วยกำลังทั้งหมดที่มี หากรอดชีวิต ข้าต้องเห็นตัว หากตกตาย... ข้าต้องเห็นศพ"
"ขอรับ ท่านผู้นำตระกูล!" ยามรักษาการณ์รับคำสั่งอย่างขึงขังและรีบพุ่งตัวออกไปทันที
ภายในตำหนักใหญ่ ในที่สุดอวี้หยวนเฉินก็ปลดเปลื้องการปลอมตัวและการฝืนทนทั้งหมดออก ความเหนื่อยล้าถาโถมเข้ามาดั่งเกลียวคลื่น เขารู้ว่าตนเองปลอดภัยแล้ว ต่อจากนี้ไป จะเป็นเวลาที่ตระกูลมังกรวารีเพลิงทมิฬจะต้องรับมือกับโทสะของมังกรอัสนีทรราช
มังกรเร้นกายได้รับบาดเจ็บแต่ท้ายที่สุดก็ได้คืนรังแล้ว และโทสะอัสนีกำลังจะจุติลงมา