เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1656 (778) โอบล้อมและสกัดกั้น (ตอนฟรี)

บทที่ 1656 (778) โอบล้อมและสกัดกั้น (ตอนฟรี)

บทที่ 1656 (778) โอบล้อมและสกัดกั้น (ตอนฟรี)


บทที่ 1656 (778) โอบล้อมและสกัดกั้น

“จริงเหรอครับ?” เฉิงฮ่าวไท่ได้ยินดังนั้นก็ดีใจจนเนื้อเต้น “จะให้ผมเข้าร่วมองค์กรจริงๆเหรอครับ?”

“ผลงานของคุณ ทุกอย่างอยู่ในสายตาของเบื้องบนทั้งหมด พวกเขาจะจำความดีความชอบของคุณไว้!” โอโนะพยักหน้ากล่าว

เฉิงฮ่าวไท่ดีใจจนเก็บอาการไม่อยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะพูดประจบว่า “ความจริงผมก็ไม่ได้มีผลงานยิ่งใหญ่อะไรหรอกครับ หลักๆเป็นเพราะสติปัญญาของคุณโอโนะมากกว่า อีกอย่างพวกคนจีนเหล่านั้นก็โง่เขลาเบาปัญญาเกินไป การจัดการกับพวกเขามันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก ถ้าเป็นคุณโอโนะลงมือเองด้วยตัวเองละก็ ป่านนี้เราคงยึดมาได้ตั้งนานแล้ว!”

ขณะที่พูดประโยคนี้ออกมา ดูเหมือนเฉิงฮ่าวไท่จะลืมไปเสียสนิทว่าจนถึงวินาทีนี้ ตนเองก็ยังคงเป็นคนจีนคนหนึ่งอยู่

โอโนะโบกมือทำทีเป็นถ่อมตัว แต่ใบหน้ากลับอดไม่ได้ที่จะแสดงความทะนงตัวออกมา ที่จริงคำพูดของเฉิงฮ่าวไท่ก็ถือว่าถูกอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือคนจีนนั้นโง่เขลาเกินไปจริงๆ

เพียงแค่ใช้เล่ห์เหลี่ยมเล็กน้อย ก็ทำให้คนเหล่านั้นลนลานจนเสียสติ ถึงขั้นบุกไปพังโรงแรมฮ่าวไท่อย่างเปิดเผย แต่นั่นกลับเป็นการส่งหลักฐานชิ้นโตให้คู่ต่อสู้ฟรีๆ จนสุดท้ายต้องยอมอ่อนข้อให้ ช่างโง่เขลาถึงขีดสุด!

หากไม่ใช่เพราะการกระทำที่โง่เง่าของคู่ต่อสู้ การจะฮุบเถิงเฟยกรุ๊ปอาจต้องใช้เวลามากกว่านี้ แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับแทบจะประเคนเถิงเฟยกรุ๊ปใส่พานถวายให้ฟรีๆ

ไม่สิ! คนโง่แบบนั้นไม่คู่ควรเรียกว่าคู่ต่อสู้ด้วยซ้ำ!

ไม่ใช่แค่เป้าหมายเหล่านั้นที่โง่ แต่คนจีนทุกคนล้วนโง่เง่าสำหรับโอโนะ ไม่เว้นแม้แต่เฉิงฮ่าวไท่หรือพวกนักเรียนแลกเปลี่ยน

ดังนั้นสำหรับคนเหล่านี้ โอโนะตั้งใจจะปฏิบัติกับพวกเขาในฐานะ ‘เบี้ยล่าง’ เท่านั้น ส่วนเรื่องที่จะให้มาเป็นเพื่อนกัน... นั่นเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!

โอโนะเอนหลังพิงพนักเล็กน้อย ท่าทางเต็มไปด้วยความหยิ่งผยอง

ในขณะที่เฉิงฮ่าวไท่เองก็กำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งความตื่นเต้น เขาคาดไม่ถึงว่าแผนการจะประสบความสำเร็จได้ราบรื่นง่ายดายขนาดนี้ โดยเฉพาะเรื่องที่โอโนะบอกว่าองค์กรอาจจะรับเขาเข้าเป็นสมาชิก นั่นเป็นข่าวดีที่ยิ่งใหญ่กว่าการยึดเถิงเฟยกรุ๊ปได้เสียอีก!

องค์กรแข็งแกร่งขนาดไหน เฉิงฮ่าวไท่เองก็ไม่ได้รู้ลึกซึ้งนัก เพียงแค่เคยได้ยินมาบ้างเท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอที่จะทำให้เขาเกิดความยำเกรงและโหยหาอยากจะเข้าร่วม

เพราะเขาเคยเห็นมากับตาว่า ‘ซูเปอร์โซลเยอร์’ ที่องค์กรเพาะพันธุ์ขึ้นมานั้นเก่งกาจเพียงใด นักรบเหล่านั้นสามารถยกตัวรถยนต์ได้ด้วยมือเปล่า ซึ่งมันเหนือจินตนาการของมนุษย์ทั่วไปไปไกลมาก ลองคิดดูว่าถ้าหมัดของคนพวกนั้นชกใส่ร่างกายคน ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร

ได้ยินมาว่านั่นเป็นเพียงซูเปอร์โซลเยอร์ระดับพื้นฐานเท่านั้น นอกจากนักรบเหล่านี้ยังมีระดับที่สูงกว่าซึ่งเก่งกาจยิ่งกว่า ว่ากันว่าระดับสูงนั้นแม้แต่ปืนก็ยังยิงไม่ตาย แถมยังมีอายุที่ยืนยาวจนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นยอดมนุษย์!

หากมีนักรบแบบนี้คอยคุ้มกันข้างกาย โลกนี้ยังมีอะไรให้ต้องเกรงกลัวอีก?

แน่นอนว่าตัวองค์กรย่อมต้องทรงพลังยิ่งกว่า

นอกจากเรื่องนี้องค์กรยังมีอิทธิพลในด้านอื่นๆอีกมหาศาล เช่น ในด้านเศรษฐกิจ องค์กรมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับรัฐบาลญี่ปุ่น บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่หลายแห่งของญี่ปุ่นล้วนมีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับองค์กร หรือบางกลุ่มบริษัทเองก็มีองค์กรเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เลยด้วยซ้ำ!

จินตนาการได้เลยว่าองค์กรจะยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ตอนนี้ตนเองกำลังจะได้เข้าร่วมองค์กรที่ยิ่งใหญ่นั่นแล้ว ต่อไปจะเดินเชิดเดินกร่างทำอะไรตามใจยังไงก็ได้แล้วสินะ?

ส่วนโอโนะ...

เฉิงฮ่าวไท่แอบแค่นเสียงในใจ ไอ้คนญี่ปุ่นคนนี้ก็ไม่ใช่คนดีอะไร ครั้งนี้การยึดเถิงเฟยกรุ๊ปได้เห็นชัดว่าเป็นผลงานของเขา โอโนะเพียงแค่ออกคำสั่ง ส่วนแผนการและการลงมือทำเขาเป็นคนจัดการเองทั้งหมด แต่ตอนนี้โอโนะกลับใช้คำพูดเพียงไม่กี่คำมาชุบมือเปิบเอาความดีความชอบไปคนเดียว ช่างน่ารังเกียจนัก!

เฉิงฮ่าวไท่เหลือบมองโอโนะโดยไม่ให้อีกฝ่ายรู้ตัว พลางเย้ยหยันอยู่ในใจ สักวันหนึ่งเขาจะก้าวข้ามชายคนนี้ให้ได้ ถึงตอนนั้นใครจะสั่งใครก็ยังไม่แน่

ทุกคนในที่นั้นต่างมีรอยยิ้มประดับใบหน้า แต่ในใจกลับคิดคำนวณต่างกันไป พวกเขาไม่รู้เลยว่าสายโทรศัพท์ที่พวกเขาคิดว่าชนะขาดลอยเมื่อครู่ กลับเป็นการ ‘เดินเข้าไปติดกับดัก’ ด้วยตัวเอง และสิ่งที่รอพวกเขาอยู่ไม่ใช่จุดจบที่ดีแน่นอน

ก๊อก ก๊อก ก๊อก!

ทันใดนั้นเสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ตามด้วยชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งเดินเข้ามา และกระซิบกระซาบบางอย่างข้างหูโอโนะ

สีหน้าของโอโนะเปลี่ยนไปทันที “ตำรวจมางั้นเหรอ? มุ่งหน้ามาที่นี่เลยใช่ไหม?”

ชายร่างเล็กพยักหน้า พร้อมพูดรัวเร็วออกมาไม่กี่ประโยค

เฉิงฮ่าวไท่อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น “คุณโอโนะเกิดอะไรขึ้นครับ? มีเรื่องอะไรหรือเปล่า?”

โอโนะกล่าวว่า “ตำรวจมาเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา พวกเราควรออกจากที่นี่ก่อน ตอนนี้เรื่องดำเนินมาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว อย่าให้เกิดเรื่องแทรกซ้อนขึ้นมาเลย!”

เฉิงฮ่าวไท่ใจหายวูบและรีบพยักหน้าเห็นด้วย “ตกลงครับ งั้นเราไปออกทางประตูหลังกัน”

ทั้งกลุ่มรีบลุกขึ้นและเดินผ่านประตูด้านหลังห้องนั่งเล่นเพื่อออกไปจากวิลล่าอย่างรวดเร็ว

ขณะเดียวกันโอโนะก็เอ่ยขึ้นว่า “คุณเฉิงคุณคุ้นเคยกับประเทศจีนมากกว่า การเจรจากับตำรวจจีนก็น่าจะสะดวกกว่า เดี๋ยวผมจะทิ้งบอดี้การ์ดไว้ให้คุณสองคน ถ้ามีปัญหาอะไรคุณก็ช่วยจัดการหน่อยนะ!”

“เอ่อ... โอเคครับ!” เฉิงฮ่าวไท่พยักหน้า แต่ในใจกลับก่นด่าไม่หยุด ‘เวลามีอันตรายให้กูอยู่รับหน้า เวลามีความชอบมึงกลับคว้าไปเอง แม่งเอ๊ย หน้าด้านฉิบหาย!’

แม้เฉิงฮ่าวไท่จะรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แต่เขาก็ทำอะไรไม่ได้และไม่กล้าขัดขืน จึงจำใจนำบอดี้การ์ดสองคนรออยู่ที่ห้องนั่งเล่น

และในตอนนั้นเอง ตำรวจก็ได้มาถึงและเคาะประตูหน้าวิลล่าแล้ว

..........

“ไป๋จู ไม่มีใครออกมาใช่ไหม?”

ที่ประตูด้านหน้าของหมู่บ้านวิลล่าหรูแห่งนี้ ใต้ต้นไม้ใหญ่มีรถออดี้ A6 สีดำจอดอยู่คันหนึ่ง ทะเบียนรถนั้นค่อนข้างไม่ชัดและด้วยฟิล์มสีเข้ม ทำให้คนภายนอกมองไม่เห็นสถานการณ์ด้านในรถเลย

นี่คือรถของจี้เฟิงที่ก่อนหน้านี้จางเล่ยเป็นคนใช้บ่อยๆ แต่เนื่องจากใกล้ช่วงสอบ ถงเล่ยอยากให้เขามีสมาธิกับการเรียนจึงนำรถกลับมา และสัญญาว่าหลังสอบเสร็จจะให้เอากลับไปใช้ต่อ ดังนั้นตอนนี้รถจึงจอดอยู่ที่บ้านพอดี จี้เฟิงจึงส่งมันมาให้ไป๋จูใช้ปฏิบัติงาน

เมื่อจี้เฟิงมาถึงเขาก็เปิดประตู เข้าไปนั่งที่เบาะหลังทันทีและถามขึ้นด้วยเสียงต่ำ

ในตอนนั้นไป๋จูกำลังเอนหลัง อยู่ที่เบาะหน้าซึ่งปรับระดับไว้ค่อนข้างต่ำ เธอเอ่ยว่า “เฉิงฮ่าวไท่กับพวกยังไม่ออกมาทางประตูนี้ค่ะ ทางด้านฉินเฟยหยูก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหวเหมือนกัน ที่นี่เป็นหมู่บ้านแบบปิด ระบบความปลอดภัยเข้มงวดมาก ฉันเข้าไปข้างในไม่ได้ค่ะ”

จี้เฟิงพยักหน้าเล็กน้อย “แสดงว่าพวกมันยังอยู่ข้างใน ตอนนี้ตำรวจเข้าไปแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานคงได้ผลลัพธ์”

พูดจบจี้เฟิงก็มองไปที่ไป๋จู สังเกตเห็นร่องรอยความอ่อนล้าที่หว่างคิ้วของเธอ เขาจึงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไป๋จูลำบากเธอแล้วนะ”

ไป๋จูเป็นผู้ที่ฝึกฝนท่าแอโรบิกอย่างหนักหน่วงและมีฝีมือล้ำเลิศ การที่แม้แต่เธอเองยังรู้สึกเหนื่อยล้า จินตนาการได้เลยว่าช่วงสองวันที่ผ่านมานี้เธอต้องตรากตรำเพียงใด

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ!” ไป๋จูยิ้ม

“เธอพักสักหน่อยเถอะ เดี๋ยวฉันเฝ้าเอง” จี้เฟิงรู้ดีว่าเธอเป็นคนอย่างไร จึงไม่พูดพร่ำทำเพลงและออกคำสั่งโดยตรง

“ไม่เป็นไรค่ะ อีกไม่นานเรื่องก็จะจบแล้ว อุตส่าห์ทุ่มเทมาสองวันเพื่อช่วงเวลานี้ จะมาถอดใจตอนนี้ไม่ได้หรอกค่ะ!” ไป๋จูกล่าว “รอให้งานเสร็จก่อนแล้วฉันค่อยพักทีเดียวค่ะ!”

จี้เฟิงจ้องมองเธอเขม็ง “อะไรกัน เดี๋ยวนี้หัดขัดคำสั่งแล้วเหรอ?”

ไป๋จูเม้มปากยิ้มแต่ไม่พูดอะไร

จี้เฟิงทำได้เพียงพยักหน้าอย่างจนใจและไม่พูดอะไรต่อ เพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลามาโต้เถียงกัน

ซ่า... ซ่า...

ทันใดนั้นเสียงจากวิทยุสื่อสาร ที่อยู่บนเบาะผู้โดยสารก็ดังขึ้น “เป้าหมายปรากฏตัวที่ฝั่งผมแล้ว จะให้ทำยังไงดีครับ?!”

นั่นคือเสียงของฉินเฟยหยู ดูเหมือนเขาจะพบเป้าหมายแล้ว ไป๋จูจึงหันไปมองจี้เฟิงทันที

จี้เฟิงสั่งการทันที “ถามเขาว่ามีกี่คน?”

“รถสองคัน อย่างน้อยเจ็ดคนครับ!” ฉินเฟยหยูตอบกลับมา

“สกัดพวกมันไว้!” จี้เฟิงสั่งเสียงต่ำ พร้อมกับหยิบวิทยุสื่อสารที่เอวขึ้นมาถามว่า “ลู่หนานข้างในเป็นยังไงบ้าง?”

ตำรวจที่เป็นคนนำทีมในครั้งนี้คือ ‘หลี่ลู่หนาน’ เนื่องจากทุกอย่างถูกวางแผนไว้เป็นอย่างดี การที่หลี่ลู่หนานมาที่นี่จึงไม่มีอันตราย และถือเป็นการมอบความดีความชอบให้เธอฟรีๆ ซึ่งเป็นการส่งเสริมจากเจิ้งหยวนซาน และเป็นการมอบน้ำใจให้กับหลี่เป่าหยวนด้วยอีกทางหนึ่ง

ซ่า... ซ่า...

“ในวิลล่ามีแค่เฉิงฮ่าวไท่กับบอดี้การ์ดสองคน ไม่มีคนอื่นแล้ว แต่พวกเราเจอประตูหลัง คาดว่าอาจจะมีคนลอบหนีออกไปก่อนแล้ว” เสียงของหลี่ลู่หนานดังมาตามสาย

“คุณรีบจับกุมเฉิงฮ่าวไท่ไว้ก่อน ส่วนคนอื่นๆฉันจะไปจัดการเอง!” จี้เฟิงพูดจบก็หันไปบอกไป๋จูทันที “ไป๋จูออกรถ ไปหาฉินเฟยหยู”

“รับทราบค่ะ!”

ไป๋จูรีบสตาร์ทรถและพุ่งตัวไปยังประตูด้านอื่นของหมู่บ้านวิลล่าหรูอย่างรวดเร็ว

หมู่บ้านแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก การขับรถใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็มาถึงประตูอีกฝั่งหนึ่ง

ขณะที่ยังเหลือระยะทางอีกช่วงหนึ่งก่อนจะถึงประตู จี้เฟิงก็ได้เห็นภาพที่ทำให้เขาต้องชะงักด้วยความตกใจ รถคันหนึ่งจอดขวางประตูหมู่บ้านไว้ และที่ด้านในประตูมีรถสองคันกำลังเร่งความเร็วพุ่งตรงออกมา

ตูม!

รถทั้งสองคันนั้นพุ่งชนรถที่ขวางอยู่อย่างไม่ลังเล จนสามารถชนเปิดทางออกมาได้ และเตรียมจะขับหนีออกจากหมู่บ้านวิลล่า!

“รถที่ถูกชนเป็นรถของฉินเฟยหยูค่ะ!” ไป๋จูกล่าวเสียงต่ำ “คุณชายจี้พวกเราลงมือเลยไหมคะ?”

“รออีกนิด พวกมันหนีไม่พ้นหรอก”

จี้เฟิงยิ้มแล้วกล่าวว่า “รอดูฝีมือของฉินเฟยหยูไปก่อน”

ไป๋จูพยักหน้าเข้าใจเจตนาของจี้เฟิง

ทั้งสองเตรียมพร้อมจะลงมือได้ทุกเมื่อพลางจับจ้องสถานการณ์ที่ประตูหมู่บ้านอย่างใกล้ชิด เมื่อเห็นรถของฉินเฟยหยูถูกชนจนกระเด็นออกไป เขากลับเร่งเครื่องกะทันหัน และในจังหวะที่รถคันหนึ่งกำลังจะพุ่งออกไป เขาก็พุ่งเข้าชนด้านข้างทันที เสียงดังสนั่นหวั่นไหว แรงชนทำให้รถคันนั้นกระเด็นไปติดอยู่กับพุ่มไม้ริมทาง โดยมีรถของเขาพุ่งเข้าไปอัดไว้แน่นจนขยับไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ฉินเฟยหยูในตอนนั้นไม่มีเวลาไปสกัดรถอีกคันที่เหลือ ในขณะที่รถคันที่สองกำลังจะพุ่งรอดไปได้ ฉินเฟยหยูกลับเปิดประตูรถแล้วกระโดดกลิ้งลงมาอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็โยนสิ่งของบางอย่างออกไปจากมือ

กึก.. กึก..

รถคันนั้นกำลังจะพุ่งออกไป แต่แล้วที่พุ่มไม้ด้านหน้ากลับมีก้อนหินสองก้อนกลิ้งลงมาขวางทางไว้พอดี!

ในเวลาเดียวกัน คนในรถคันนั้นก็มีการตอบสนองที่รวดเร็วอย่างยิ่ง มีชายสองคนพุ่งออกมาจากประตูหน้า แต่ละคนกอดหินก้อนใหญ่คนละก้อนและยกออกไปจากทางได้ด้วยกำลังมหาศาล!

จี้เฟิงมองเห็นภาพนั้นอย่างชัดเจน หินสองก้อนนั้น แต่ละก้อนมีน้ำหนักอย่างน้อยสองถึงสามร้อยชั่ง (ประมาณ 100-150 กิโลกรัม) คนทั่วไปแค่อยากจะขยับยังยาก แต่นี่พวกเขากลับยกมันขึ้นมาได้

เมื่อมองดูรูปร่างของชายสองคนนั้นที่ไม่ได้ดูบึกบึนใหญ่โตอะไร จี้เฟิงก็ขมวดคิ้วมุ่นทันที “มนุษย์ดัดแปลง?”

....จบบทที่ 1656~

จบบทที่ บทที่ 1656 (778) โอบล้อมและสกัดกั้น (ตอนฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว