- หน้าแรก
- กบดานจนฟ้าดินสลาย ข้ากลายเป็นผู้อยู่เหนือทุกสรรพสิ่ง
- บทที่ 40 กวาดล้างจนสิ้นซาก
บทที่ 40 กวาดล้างจนสิ้นซาก
บทที่ 40 กวาดล้างจนสิ้นซาก
บทที่ 40 กวาดล้างจนสิ้นซาก
การมาเยือนสำนักเจตจำนงเทวะในครั้งนี้ หลินอวี่เลือกที่จะเดินขึ้นมาทางด้านหน้าของภูเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่หลินอวี่ได้พินิจพิเคราะห์ทุกสิ่งทุกอย่างของสำนักเจตจำนงเทวะอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ดูเหมือนว่าสำนักเจตจำนงเทวะจะพัฒนาไปได้ด้วยดีทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ประมุขสำนักเจตจำนงเทวะก้าวขึ้นเป็นผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตแก่นทองคำ ขนาดของสำนักก็ขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมนับครั้งไม่ถ้วน
ลำพังเพียงแค่จำนวนของศิษย์สายนอก ก็มีมากถึงหลักร้อยคน!
นี่เป็นสิ่งที่หลินอวี่คาดไม่ถึงเลย
เมื่อเดินมาถึงช่วงกลางของภูเขา หลินอวี่ก็มาถึงบริเวณที่พักอาศัยของเหล่าศิษย์สายนอก
รูปแบบการจัดสรรพื้นที่สำหรับศิษย์สายนอกเช่นนี้ เหมือนกันกับสำนักนทีนิรันดร์ไม่มีผิด
ข้อแตกต่างเพียงประการเดียวก็คือ สถานที่พักอาศัยของศิษย์สายนอกแห่งสำนักเจตจำนงเทวะ ดูคล้ายคลึงกับตลาดขนาดย่อมเสียมากกว่า
ขนาดของมันกว้างขวางยิ่งนัก
ศิษย์สายนอกผู้หนึ่งทอดสายตามองเห็นคนแปลกหน้าอย่างหลินอวี่ ก็เดินตรงเข้ามาขวางหน้า พลางเอ่ยถามด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร "เจ้าคือ..."
"ปัง!"
ยังไม่ทันที่อีกฝ่ายจะเอ่ยถามจนจบ หลินอวี่ก็เตะสวนออกไปจนร่างของมันปลิวละลิ่ว
ต่อให้เป็นหลินอวี่ในอดีต สวะที่อ่อนแอพรรค์นี้ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลินอวี่ในยามนี้ ที่เพิ่มแต้มพละกำลังไปจนถึงยี่สิบแต้มแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นพละกำลังหรือความเร็ว ล้วนได้รับการยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล
ร่างของศิษย์สายนอกผู้นั้น ลอยละล่องเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ ก่อนจะร่วงกระแทกพื้นอย่างแรง
โดยรอบ ศิษย์สายนอกนับสิบคนพากันกรูเข้ามาล้อมรอบ
ถึงกับมีคนกล้าบุกมาหาเรื่องถึงในสำนักเชียวหรือ?
ซ้ำยังมาเพียงลำพังเนี่ยนะ?
เสียสติไปแล้วหรืออย่างไร!
ที่ผ่านมา มีแต่สำนักเจตจำนงเทวะที่ไปรังแกผู้อื่น จะมีผู้ใดกล้ากำเริบเสิบสานมารังแกสำนักเจตจำนงเทวะกัน!
"ไอ้หนุ่ม เจ้าแส่หา..."
"ปัง!"
"มารดามันเถอะ ไอ้หนุ่ม เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือ..."
"ปัง!"
"เร็วเข้า รีบไปแจ้งศิษย์พี่ใหญ่..."
"ปัง!"
"หนีเร็ว..."
"ปัง!"
"ปัง!"
"ปัง!"
...
ผู้คนร้อยกว่าคน ถูกหลินอวี่เตะกระเด็นลงไปกองกับพื้นภายในเวลาเพียงสามนาที
ไม่มีผู้ใดสามารถขยับเขยื้อนได้อีกเลยแม้แต่คนเดียว
แน่นอนว่า หลินอวี่ย่อมไม่ออมมือให้อยู่แล้ว
ในเมื่อตั้งใจมาล้างแค้น ก็ต้องมีท่าทีของการล้างแค้นให้เด็ดขาด
ความแค้น ในบางครั้งอาจทำลายล้างผู้คน
ทว่าในบางคราก็อาจก่อให้เกิดตัวแปรที่ไม่คาดฝัน ทำให้บางคนมีระดับพลังพุ่งพรวดขึ้นอย่างก้าวกระโดด
หลินอวี่ไม่ต้องการให้เกิดตัวแปรเช่นนั้นขึ้น
ดังนั้น การถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก จึงเป็นวิธีการที่ประเสริฐที่สุด!
หลินอวี่ไม่ได้ปรายตามองซากศพที่เกลื่อนกลาดอยู่เต็มช่วงกลางของภูเขา เขาเพียงแค่เอามือไพล่หลัง ก่อนจะก้าวเดินมุ่งหน้าขึ้นไปสู่ยอดเขาอย่างเชื่องช้า
...
ยอดเขา
ผ่านการพัฒนามานานนับสิบปี ภายในสำนักเจตจำนงเทวะได้แปรสภาพโอ่อ่าหรูหราและดูยิ่งใหญ่ตระการตามากกว่าเดิมนัก
เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน สำนักนทีนิรันดร์ในอดีตช่างดูไม่ต่างอันใดกับหมู่บ้านเล็กๆ กลางหุบเขา
ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา ภายใต้การสนับสนุนของประมุขสำนัก สำนักเจตจำนงเทวะได้พัฒนาจนกลายเป็นสำนักระดับสามอย่างเห็นได้ชัด!
ทว่า
ช่วงเวลาที่ผ่านมา ประมุขสำนักเจตจำนงเทวะกลับไม่ค่อยปรากฏตัวให้เห็นนัก
บรรดาศิษย์ต่างก็รู้ดีว่าท่านประมุขกำลังเก็บตัวบำเพ็ญเพียร
แต่ทว่า บนใบหน้าของศิษย์หลักเพียงไม่กี่คน กลับเต็มเปี่ยมไปด้วยความวิตกกังวล
พวกเขาล่วงรู้ถึงความจริงที่ซ่อนอยู่
นั่นก็คือ การบำเพ็ญเพียรของท่านอาจารย์เกิดข้อผิดพลาดบางประการ จนเกือบจะธาตุไฟแตกซ่าน ดังนั้นในช่วงนี้ท่านอาจารย์จึงต้องเก็บตัวเพื่อรักษาระดับการบำเพ็ญเพียรให้คงที่
ในห้วงเวลานั้นเอง
ศิษย์สายในผู้หนึ่งก็พลันสังเกตเห็นว่า มีคนแปลกหน้าปรากฏตัวขึ้นภายในสำนัก
คนผู้นั้นดูเหมือนจะมีอายุราวๆ ยี่สิบปี เอามือไพล่หลัง ภายในดวงตาคล้ายกับเต็มเปี่ยมไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น สอดส่ายสายตามองไปรอบๆ
ไม่นานนัก ศิษย์สายในคนอื่นๆ ก็สังเกตเห็นการมาเยือนของหลินอวี่เช่นเดียวกัน
ศิษย์สายในราวๆ ยี่สิบคน พากันกรูเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าหลินอวี่
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเจตจำนงเทวะ ซึ่งบรรลุถึงขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นต้นไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก้าวเดินออกมาเบื้องหน้าสองก้าว มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าหลินอวี่ ก่อนจะขมวดคิ้วเอ่ยถาม "เจ้าเป็นใคร? บุกรุกเข้ามาในสำนักเจตจำนงเทวะของพวกเรามีธุระอันใด?"
คำพูดคำจาของเขาระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
นั่นก็เป็นเพราะว่า การปรากฏตัวของอีกฝ่ายนั้นกะทันหันจนเกินไป
โดยปกติแล้ว หากมีผู้ใดมาเยือน ย่อมต้องมีศิษย์สายนอกที่อยู่ตีนเขาขึ้นมารายงาน
ทว่าคนผู้นี้กลับมาปรากฏตัวที่นี่ราวกับไร้สุ้มเสียง
คราวนี้หลินอวี่ไม่ได้ลงมือในทันที
เขากวาดสายตาสำรวจศิษย์สำนักเจตจำนงเทวะที่อยู่เบื้องหน้าครู่หนึ่ง ก่อนจะเอื้อนเอ่ยออกมาอย่างเนิบนาบ "สิบปีก่อน ประมุขสำนักของพวกเจ้าและประมุขสำนักของข้าได้ประลองฝีมือกันบนเกาะเล็กกลางทะเลสาบไท่ผิง ทว่าประมุขของพวกเจ้ากลับไร้สัจจะ เรียกหาผู้อื่นมาสมทบ ร่วมมือกันสังหารท่านอาจารย์ของข้าตายตกบนเกาะเล็กแห่งทะเลสาบไท่ผิง"
"หลายวันต่อมา ศิษย์พี่ห้าของข้ามาเพื่อล้างแค้น กลับถูกพวกเจ้าเข่นฆ่าสังหาร แล้วนำศพไปทิ้งประจานกลางป่า!"
"อีกหลายวันให้หลัง ศิษย์พี่รองของข้ามาเพื่อล้างแค้น ก็ถูกพวกเจ้าทำลายขอบเขตการบำเพ็ญเพียรจนสิ้น ข้าต้องลงแรงอย่างยากลำบากกว่าจะช่วยเขากลับไปได้!"
"และอีกหลายวันหลังจากนั้น พวกเจ้าก็บุกไปยังสำนักนทีนิรันดร์ สังหารศิษย์สายนอกหลายสิบชีวิต รวมไปถึงศิษย์พี่สามและศิษย์พี่สี่ของข้าจนหมดสิ้น ซ้ำยังปล้นชิงอาวุธวิเศษไปอีกนับไม่ถ้วน!"
"ข้า ศิษย์คนที่หกของประมุขสำนักนทีนิรันดร์ วันนี้ข้ามาเพื่อล้างแค้น!"
เมื่อได้ยินหลินอวี่เอ่ยถึงเรื่องราวเมื่อสิบปีก่อน บรรดาศิษย์สายในบางส่วนของสำนักเจตจำนงเทวะก็พอจะคาดเดาอะไรได้บ้าง
และเมื่อได้รับฟังประโยคต่อมาของหลินอวี่ ศิษย์สายในของสำนักเจตจำนงเทวะทุกคนก็ต่างชักอาวุธของตนออกมาพร้อมเพรียงกัน
ในขณะที่หลินอวี่กำลังพูด พวกมันก็ค่อยๆ ขยับฝีเท้าเข้าปิดล้อมหลินอวี่เอาไว้อย่างมิดชิด
"ไอ้หนุ่ม เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ! รู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ใด?" ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเจตจำนงเทวะแค่นเสียงเย็นชา พลางชี้ปลายกระบี่ไปที่หลินอวี่
หลินอวี่คลี่ยิ้มบางๆ พลางเอ่ยตอบ "ที่นี่... ไม่ใช่สำนักเจตจำนงเทวะหรอกหรือ?"
"รู้ทั้งรู้ว่าที่นี่คือสำนักเจตจำนงเทวะ เจ้ายังกล้าบุกมาเพียงลำพัง รอนหาที่ตายชัดๆ!" สีหน้าของศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเจตจำนงเทวะดูผ่อนคลายเป็นอย่างยิ่ง
เพราะอย่างไรเสีย ที่นี่ก็คือรังหนูของสำนักเจตจำนงเทวะ
ลำพังเพียงแค่ศิษย์สายในขอบเขตรวบรวมลมปราณขั้นปลาย ก็มีถึงแปดคนแล้ว!
แถมยังรวมกับขอบเขตก่อตั้งรากฐานอย่างตัวเขาอีกคน!
ต่อให้ท่านอาจารย์ไม่ต้องออกโรง ผู้บำเพ็ญเพียรขอบเขตก่อตั้งรากฐานทั่วไปหากมาเยือนที่นี่ก็มีแต่ตายกับตาย!
ทว่าอีกฝ่าย เศษเดนของสำนักนทีนิรันดร์ ที่ดูอย่างไรก็ไม่มีทางบรรลุถึงขอบเขตก่อตั้งรากฐาน กลับกล้าบุกรุกเข้ามาเพียงลำพัง!
"เพราะรู้ว่าที่นี่คือสำนักเจตจำนงเทวะ ข้าถึงได้มาน่ะสิ!"
"การล้างแค้นน่ะ หากมาผิดที่แล้วมันจะได้ความหรือ!"
หลินอวี่มีท่าทีที่ดูผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด
เพราะอย่างไรเสีย ความแค้นนี้ก็รอคอยมานานถึงสิบปี ในที่สุดก็จะได้ชำระแค้นเสียที หลินอวี่จึงอารมณ์ดียิ่งนัก
ทันใดนั้น หลินอวี่ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงรีบเอ่ยถาม "อ้อ จริงสิ ศิษย์สายในของสำนักเจตจำนงเทวะ มากันครบแล้วใช่หรือไม่?"
ท่าทีที่กำเริบเสิบสานของหลินอวี่ ทำให้ศิษย์สายในสำนักเจตจำนงเทวะที่อยู่รอบๆ โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ
พวกมันไม่ได้เอ่ยตอบคำถามของหลินอวี่
ทว่ากลับชิงลงมือในทันที
อาวุธวิเศษนานาชนิดที่เปล่งประกายแสงสว่างวาบวับ พากันพุ่งทะยานเข้าใส่หลินอวี่อย่างพร้อมเพรียง
หลินอวี่ยืนกอดอกนิ่งขึง ไร้ซึ่งความหวาดหวั่นใดๆ
หลินอวี่เองก็อยากจะทดสอบดูเหมือนกัน ว่าทักษะกายาทองคำอมตะของเขาจะสามารถต้านทานการโจมตีจากผู้บำเพ็ญเพียรหลายสิบคนได้หรือไม่!
ศิษย์สายในพวกนี้ระดับพลังไม่สูงนัก ระดับความอันตรายไม่มาก จึงเหมาะแก่การนำมาใช้ทดสอบทักษะกายาทองคำอมตะของเขาพอดิบพอดี!
ทว่า
เมื่ออาวุธวิเศษเหล่านั้นพุ่งเข้าปะทะกับเรือนร่างของเขา หลินอวี่ก็ตระหนักได้ในทันทีว่า ตนเองยังคงคิดเข้าข้างตัวเองมากเกินไป
การนำศิษย์สายในสำนักเจตจำนงเทวะพวกนี้มาทดสอบทักษะกายาทองคำอมตะของเขา พวกมันยังไม่คู่ควรด้วยซ้ำ!
ประกายแสงสีทองอร่ามสว่างวาบขึ้นมาในฉับพลัน
ศิษย์สายในทั้งหมดถูกแสงสีทองเจิดจ้าสาดส่องจนต้องรีบยกมือขึ้นปิดบังดวงตา
พวกมันหลงคิดไปว่า ประกายแสงนี้เกิดขึ้นจากการโจมตีด้วยอาวุธวิเศษของพวกมันเอง
ในขณะที่ปิดบังดวงตา บนใบหน้าของศิษย์สายในสำนักเจตจำนงเทวะทุกคนล้วนปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันออกมา
คาดว่า ผู้บุกรุกคงจะถูกสับจนเละเป็นหมูบะช่อไปแล้วกระมัง!
ทุกคนต่างคิดเช่นนั้น
ทว่า
เมื่อแสงสีทองจางหายไป และทุกคนหันกลับไปมองที่ใจกลางลานอีกครั้ง
สิ่งที่พุ่งสวนกลับมา กลับเป็นหมัดหลุนๆ!
เสื้อผ้าบนเรือนร่างของหลินอวี่ อันตรธานหายไปจนหมดสิ้น
ภายใต้การโจมตีจากอาวุธวิเศษเหล่านั้น พวกมันได้แหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว
ทว่าหลินอวี่กลับไม่ได้ใส่ใจสภาพอันเปลือยเปล่าล่อนจ้อนของตนเองเลยแม้แต่น้อย
เพราะอย่างไรเสีย คนพวกนี้ก็กำลังจะกลายเป็นคนตายในไม่ช้า!
"ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!..."
เงาร่างพลิ้วไหวไปมา
ซากศพเกลื่อนกลาด
"ท่านอาจารย์ช่วยด้วย!" ไม่รู้ว่าศิษย์สายในคนใดตะโกนขึ้นมาก่อนจะสิ้นใจ
แต่ทว่า ประมุขสำนักเจตจำนงเทวะก็ยังคงไม่ปรากฏตัวออกมา
สิ่งที่รอคอยมันอยู่ คือฝ่าเท้าอันใหญ่โตของหลินอวี่
สองนาที
ศิษย์สายในสำนักเจตจำนงเทวะ ถูกกวาดล้างจนสิ้นซาก
ไม่สิ ยังไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะยังมีอยู่คนหนึ่งที่ยังไม่ตาย
เจ้านั่น ก็คือศิษย์พี่ใหญ่ของศิษย์สายในสำนักเจตจำนงเทวะนั่นเอง
หลินอวี่ซัดหมัดเข้าที่แผงอกของมันไปหนึ่งหมัด
แผงอกของมันถึงกับยุบตัวลงไป
ทว่ามันกลับยังไม่ตาย
มันนอนกองอยู่บนพื้น ใช้สองมือยันพื้นเอาไว้ คล้ายกับยังคงดิ้นรนพยายามจะหยัดกายลุกขึ้นมาเพื่อหลบหนี
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันจะยังไม่ตาย แต่ชีวิตกว่าครึ่งก็ปลิวหายไปแล้ว
หลินอวี่ก้าวเดินเข้าไปหาอย่างช้าๆ
มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ
ดูราวกับมัจจุราช
"มะ... ไม่นะ อย่าฆ่าข้า..." ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเจตจำนงเทวะเอ่ยด้วยความตื่นตระหนกหวาดกลัว
มันยังสามารถพูดได้
หลินอวี่รู้สึกยินดียิ่งนัก
หลินอวี่แสร้งทำเป็นไม่ได้ระวัง ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนมือของมัน
กล้ามเนื้อบนใบหน้าของศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเจตจำนงเทวะถึงกับกระตุกเกร็งด้วยความเจ็บปวดบิดเบี้ยว
มันคลานต่อไปไม่ไหวแล้ว
"บอกมา ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเจ้ายังมีคนอยู่ข้างนอกอีกหรือไม่?" หลินอวี่เอ่ยถาม
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเจตจำนงเทวะใบหน้าซีดเผือด เผยให้เห็นแววตาลังเลใจ
หลินอวี่โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย ออกแรงกดเท้าให้หนักขึ้นอีกนิด
ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักเจตจำนงเทวะรีบพยักหน้ารับรัวๆ พลางตอบด้วยสีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก "มะ... ไม่มีแล้ว อยู่ที่นี่กันหมดแล้ว!"
หลินอวี่พยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ
อยู่ที่นี่กันหมดแล้วก็จัดการง่ายหน่อย
หากยังมีปลาที่เล็ดลอดแหตาข่ายไปได้ เกรงว่าเขาคงต้องลำบากออกไปตามหาข้างนอกอีก ช่างน่ารำคาญใจยิ่งนัก
ลำดับถัดมา หลินอวี่ก็เอ่ยถามต่อว่า "แล้วท่านอาจารย์ของเจ้าเล่า?"
...