เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1700 อิสรภาพเหนือบัลลังก์หยก (จบบริบูรณ์)

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1700 อิสรภาพเหนือบัลลังก์หยก (จบบริบูรณ์)

ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1700 อิสรภาพเหนือบัลลังก์หยก (จบบริบูรณ์)


ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1700 อิสรภาพเหนือบัลลังก์หยก (จบบริบูรณ์)

[แฟนฟิค เขียนโดย iPAT]

ท่ามกลางเศษเสี้ยววิญญาณของปีศาจอสรพิษที่โปรยปรายลงมา หลี่ฉิงซานพลันบรรลุถึงแก่นแท้แห่งเคล็ดวิชาเก้าเทพปีศาจอย่างกะทันหัน

เขาสัมผัสได้ถึงพลังของปีศาจอสรพิษที่ใช้ซ่อมแซมและปรับเปลี่ยน รวมถึงพลังของเทพมังกรที่ใช้ปกครองและค้ำจุน เมื่อได้รับพลังงานจากแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพมังกรฝูซี และพลังงานจากแสงจันทร์ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพอสรพิษหนี่วา พลังทั้งสองสายก็หลอมรวมเข้ากับรากฐานเดิมของเขา

การบ่มเพาะเทพมังกร และปีศาจอสรพิษของเขาทะลวงผ่านคอขวดทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดในวินาทีนี้

ปีศาจวัว, ปีศาจพยัคฆ์, เต่าจิตวิญญาณ, วิหคเพลิงอมตะ, ปีศาจวานร, กิเลน, ปีศาจอสรพิษ, เทพมังกร และมนุษย์...

เคล็ดวิชาเก้าเทพปีศาจบรรลุถึงจุดสูงสุด!

"อ๊ากกกกก!!!!" หลี่ฉิงซานคำรามก้อง ร่างกายระเบิดพลังมหาศาลออกมาจนสวรรค์ทั้งเก้าสั่นคลอน แสงสีขาวบริสุทธิ์พุ่งกวาดออกไปทุกทิศทางทำให้วิสัยทัศน์ของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดดับลง

เทพปีศาจบรรลุธรรม!

เมื่อแสงสว่างจางลง ร่างที่ปรากฏต่อสายตาทุกคนไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่เป็นการรวมกันของสรรพสัตว์ดุร้ายน่าเกลียดน่ากลัว แต่ยังคงรูปลักษณ์ของมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าครั้งไหนๆ

หลี่ฉิงซานปรากฎกายในร่างบุรุษหนุ่มหน้าตาหล่อเหลา สง่างาม และเยือกเย็น เส้นผมที่เคยเป็นสีแดงฉานประดุจเปลวเพลิง บัดนี้กลับกลายเป็นสีขาวบริสุทธิ์ยาวสยายพริ้วไหว กลิ่นอายรอบกายไม่ได้กดขี่ด้วยความตาย แต่กลับสงบสุข ให้ความรู้สึกสบายเหมือนสายลมฤดูใบไม้ผลิ ดูสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์อย่างประหลาด ดวงตาของเขาสงบนิ่งทว่าลึกล้ำประดุจห้วงจักรวาล

"ฝูซี..." หลี่ฉิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทรงพลังจนมิติสั่นสะเทือน "วันสิ้นโลกของเจ้า... มาถึงแล้ว"

บัดนี้ เขาไม่ใช่เพียงราชาเทพปีศาจ แต่คือตัวแทนแห่งมรรคาใหม่ที่จะเข้ามาแทนที่สวรรค์ที่เน่าเฟะนี้อย่างแท้จริง!

"น่าสนใจ เช่นนั้นก็เข้ามา..." จักรพรรดิสวรรค์ยังกล่าวด้วยรอยยิ้ม แม้จะรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้างก็ตาม

พลันนั้น ร่างของหลี่ฉิงซานกลับหายไปอย่างกะทันหัน โดยปราศจากระลอกคลื่น หรือเสียงใดๆ ไม่มีแม้แต่เสียงลม หลี่ฉิงซานเคลื่อนที่ผ่านห้วงมิติโดยตรง และไปปรากฎกายตรงหน้าจักรพรรดิสวรรค์ในเสี้ยวพริบตา

หมัดของเขาถูกชักกลับก่อนจะเหวี่ยงออกไปอย่างง่ายๆ และแผ่วเบาราวกับกำปั้นเด็ก แต่ในความแผ่วเบานั้นกลับบรรจุพลังอันยิ่งใหญ่จนเกินจะจินตนาการเอาไว้

ก่อนที่ผู้ใดจะทันรู้ตัว หมัดของเขาก็ตรงไปที่ใบหน้าของจักรพรรดิสวรรค์แล้ว

ราวกับเวลาหยุดนิ่ง จักรพรรดิสวรรค์เพียงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเฉยเมย ทันใดนั้น แววตาของเขาก็ฉายแววเย้ยหยันอย่างประหลาด มุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเยาะ

"ฉึก!"

หมัดที่ควรจะปะทะใบหน้าศัตรูพลันหยุดชะงักลงกลางอากาศ ร่างของหลี่ฉิงซานกระตุกเฮือก คิ้วขมวดแน่น ดวงตาเผยความตื่นตะลึง เขาก้มหน้าลงเพียงและค้นพบปลายดาบที่พุ่งออกมาจากหน้าอก ชัดเจนว่าการโจมตีนี้ไม่ได้มาจากเบื้องหน้า แต่มาจากด้านหลัง! คมดาบสีดำทมิฬที่คุ้นเคยแทงจากด้านหลังทะลวงผ่านหัวใจ และทะลุออกมาด้านหน้า เลือดสีแดงประกายทองสาดกระเซ็นลงบนพื้น

ทุกสิ่งรอบกายพลันเงียบสงัดประดุจความตาย ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

หลี่ฉิงซานค่อยๆ หันหน้ากลับไปช้าๆ ลมหายใจขาดห้วง ภาพที่ปรากฏเบื้องหลังคือ...

บุตรบุญธรรมที่เขาฟูมฟักมาตั้งแต่ยังอยู่ในไข่นก วิหคเพลิงอมตะน้อยที่เปี่ยมไปด้วยคุณธรรม นักบวชหนุ่มที่ยืนอยู่ท่ามกลางแสงสีทองแห่งพุทธะ หลี่เฟิงหยวน!

มือที่เคยประสานเป็นรูปดอกบัวตูมและสวดมนต์อยู่เสมอ บัดนี้กลับกำด้ามดาบเทพปีศาจไว้มั่น

"เฟิง... หยวน..." เสียงของหลี่ฉิงซานสั่นเครือ เลือดไหลทะลักออกมาจากปาก

"อมิตตพุทธ... ท่านพ่อ" หลี่เฟิงหยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบไร้ร่องรอยของความโกรธหรือความเสียใจ "วิถีปีศาจของท่านคือหายนะของสรรพสิ่ง ท่านจะทำให้หมื่นโลกพันพิภพจมอยู่ใต้ความบ้าคลั่ง อาตมาจำต้องแบ่งรับบาปอันใหญ่หลวงเพื่อสรรพชีวิต... เพื่อรักษาความสงบแห่งมรรคา"

"ฉิงซาน!" เสี่ยงอันตะโกนและพุ่งเข้าไปพร้อมกระบี่สังหารพระพุทธเจ้า ทว่าจักรพรรดิสวรรค์กลับโบกมือสร้างม่านพลังกั้นไว้ ขณะที่ตนเองล่าถอยออกไปพลางหัวเราะร่าอย่างผู้ชนะ

"เดรัจฉาน!" พี่วัวก่นด่าด้วยความโกรธ

หลี่ฉิงซานทรุดเข่าลงกับพื้นด้วยใบหน้ามืดมน ดาบเทพปีศาจยังคงปักคาอก พลังชีวิตที่เคยไร้ขีดจำกัดเริ่มรั่วไหลออกไปตามคมดาบที่เขาสร้างขึ้นมาเองกับมือตัวเอง

"เพื่อ... มรรคา... งั้นหรือ?" หลี่ฉิงซานแค่นเสียงกล่าวพร้อมเลือดที่ทะลักไหลออกจากปาก น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวัง "นี่คือ... เส้นทางที่เจ้าเลือก? คุณธรรม...ความชอบธรรมของเจ้า คือการทรยศ...และฆ่าพ่อของเจ้างั้นหรือ?"

หลี่เฟิงหยวนหลับตาลง ไม่ตอบคำถามนั้น แต่กลับเร่งเร้าเปลวเพลิงหลากสีส่งผ่านเข้าไปในคมดาบเพื่อแผดเผาวิญญาณของหลี่ฉิงซานจากภายใน!

"หลี่ฉิงซาน หมากตานี้ของข้าเป็นอย่างไรบ้าง ชอบหรือไม่? ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!" จักรพรรดิสวรรค์เอ่ยอย่างสบายอารมณ์ "วิหคเพลิงอมตะคือสัญลักษณ์แห่งคุณธรรมและความชอบธรรมของสวรรค์ มรดกทางสายเลือดของวิหคเพลิงอมตะก็คือสิ่งที่สวรรค์มอบให้ ตั้งแต่วันแรกที่วิหคเพลิงน้อยลืมตา มันก็เป็นนกของสวรรค์แล้ว... หลี่ฉิงซาน นี่คือโชคชะตาของเจ้า จงภูมิใจเถอะที่ได้เป็นหมุดค้ำจุนสวรรค์ทั้งเก้าให้ดำรงอยู่ไปชั่วกัลป์!"

ด้วยเจตจำนงของจักรพรรดิสวรรค์ ลวดลายอาคมของค่ายกลขนาดใหญ่พลันส่องสว่าง โซ่แสงนับไม่ถ้วนพุ่งขึ้นจากพื้น ตรงเข้าพันธนาการหลี่ฉิงซานและหลี่เฟิงหยวนเอาไว้ทันที ในเวลาเดียวกัน มันก็เริ่มดูดกลืนพลังของทั้งสองคนอย่างตะกละตะกลามราวกับสัตว์ร้ายที่หิวโหย

"อ๊าก!!!" หลี่เฟิงหยวนกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด เขาไม่คาดคิดว่าตนจะถูกสวรรค์หักหลังและกลายเป็นเหยื่อสังเวยเช่นกัน และต้องรู้ว่า เขาเป็นแค่เทพเจ้าที่ผ่านภัยพิบัติสวรรค์มาเพียงเจ็ดครั้ง เขายังห่างไกลจากระดับมหาเทพอยู่มาก แล้วเขาจะทนรับการสูบพลังที่รุนแรงเช่นนี้ได้อย่างนานเท่าใด

หลี่ฉิงซานกัดฟันแน่น เสียงร่ำไห้ปานจะขาดใจของบุตรชายทำให้เขาโกรธจนแทบระเบิด หลี่เฟิงหยวนจะทรยศพ่ออย่างเขาก็ไม่เป็นไร นั่นเป็นทางที่เด็กคนนี้เลือกเอง แต่หลี่ฉิงซานจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาเล่นตลกกับบุตรชายของเขา!

"บึม!!!"

หลี่ฉิงซานระเบิดพลังออกมาด้วยความเดือดดาล ค่ายกลค้ำสวรรค์สูบพลังของเขาอย่างเต็มที่ นี่ทำให้แรงกดดันของหลี่เฟิงหยวนลดลงอย่างมาก

"ท่าน...พ่อ..." หลี่เฟิงหยวนกล่าวด้วยเสียงสั่นเครือปนเสียงสะอื้น แม้ตนจะทรยศหลี่ฉิงซานอย่างเลือดเย็น แต่พ่อของเขาคนนี้ก็ยังปกป้องเขาจนถึงที่สุด "ท่านพ่อ...ข้า..ข้าขอโทษ..."

ในที่สุดเขาก็ไม่สามารถทนได้ ระเบิดอารมณ์ออกมาราวกับเด็กน้อย น้ำตาอุ่นๆ ไหลทะลัก ไม่เหลือความสง่างามของวิหคเพลิงอมตะแม้แต่น้อย

ภายในค่ายกลที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด หลี่ฉิงซานพยายามเอื้อมมือที่สั่นเทาไปลูบศีรษะของหลี่เฟิงหยวน และดึงเด็กน้อยเข้ามาซบอกของเขา แม้สติจะเลือนลาง แต่เขายังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุด

"อย่าร้อง... เจ้าหนู... พ่อยัง... ไม่ตายสักหน่อย..."

ภาพนี้ทำให้เหล่ามิตรสหายรวมถึงเหล่าทวยเทพรู้สึกสะเทือนใจอย่างยิ่ง สวรรค์ทั้งเก้าที่ต้องแลกมาด้วยเลือดและน้ำตาเช่นนี้คือความชอบธรรมจริงๆ งั้นหรือ?

นอกค่ายกล เสี่ยวอันหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด ขณะโจมตีม่านแสงสีทองด้วยกระบี่สังหารพระพุทธเจ้าที่ลุกไหม้ด้วยเพลิงสีขาวอย่างดุเดือด ทว่ากลับไม่สามารถทำสิ่งใดเลย

"ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า! ช่างเป็นภาพที่งดงามยิ่งนัก!" จักรพรรดิสวรรค์หัวเราะลั่นราวกับคนบ้า "หลี่ฉิงซาน เจ้าเลี้ยงเขามาได้ดีจริงๆ แต่น่าเสียดายที่เจ้าลูกนกนี่เป็นเพียงดาบที่ข้าลับไว้รอต้อนรับเจ้าเท่านั้น ไม่ว่าความผูกพันของพวกเจ้าจะลึกซึ้งเพียงใด สุดท้ายก็ไม่มีสิ่งใดยิ่งใหญ่กว่าสวรรค์! ...และสาวน้อยกระดูกขาว แม้เจ้าจะระเบิดตัวเอง เจ้าก็ไม่อาจทำลายค่ายกลนี้ได้ เลิกดื้อรั้น ประมุขผู้นี้บอกแล้วว่าจะปล่อยพวกเจ้าไป แน่นอนว่าประมุขผู้นี้ย่อมไม่ผิดคำพูด..."

ท่ามกลางสายตาที่สิ้นหวังของเหล่ามิตรสหาย และเสียงหัวเราะแห่งชัยชนะของจักรพรรดิสวรรค์ ร่างของสองพ่อลูกค่อยๆ ถูกกลืนหายไปในแสงสีทองของค่ายกลค้ำสวรรค์ กลายเป็นเครื่องสังเวยที่ไม่มีวันจบสิ้นของสวรรค์ทั้งเก้าแห่งนี้!

จักรพรรดิสวรรค์หัวเราะร่าอย่างบ้าคลั่ง เสียงหัวเราะของเขากึกก้องไปทั่วสวรรค์ทั้งเก้า สะใจในชัยชนะที่ได้บดขยี้เกียรติยศของหลี่ฉิงซาน และสะใจที่ได้เห็นน้ำตาแห่งความทรมานของหลี่เฟิงหยวน เขาคือจักรพรรดิมังกรผู้ปกครองทุกสรรพสิ่ง ผู้ใดกล้าต่อต้านจะต้องได้รับการลงทัณฑ์อย่างสาสม เขาลูบไล้อักขระสีทองที่คุมชะตาชีวิตของสองพ่อลูกไว้อย่างพึงใจ ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่ความปีติพุ่งขึ้นถึงขีดสุด สังหรณ์ร้ายขุมหนึ่งกลับปะทุขึ้นในใจของเขา

เหตุใด... ทุกอย่างจึงดูง่ายดายถึงเพียงนี้? มันราบรื่นเกินไปหรือไม่?

พลันนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าของจักรพรรดิสวรรค์กลับค่อยๆ แข็งค้าง เมื่อเขาพบว่าหยดเลือดสีแดงทองที่เปื้อนมือของเขานั้น... กำลังระเหยกลายเป็นหมอกควันสีขาว

เฮือก!

จักรพรรดิสวรรค์สะดุ้งสุดตัว ร่างกายสั่นสะท้านประดุจถูกกระชากวิญญาณ แสงสีทองดับวูบลงแทนที่ด้วยความว่างเปล่าของสุสานมังกรที่ค่อยๆ พังทลายจากพลังงานของฝูซีและหนี่วา หลังจากกำแพงพลังงานของสวรรค์ทั้งเก้าล่มสลายภายใต้พลังการระเบิดตัวเองของปีศาจอสรพิษ

เขายังคงนั่งอยู่บนบัลลังก์หยก... มือของเขาไม่ได้เปื้อนเลือด... และไม่มีค่ายกลใดๆ พันธนาการสองพ่อลูกไว้

เบื้องหน้าของเขา หลี่ฉิงซานในร่างผมขาวยืนตระหง่านอยู่ ณ จุดเดิม ดาบเทพปีศาจยังปักอยู่บนพื้น หลี่เฟิงหยวนยังคงยืนอยู่ข้างกายบิดาด้วยใบหน้าถอดถอนใจแต่ดวงตามั่นคง ไร้ซึ่งร่องรอยของการทรยศหรือตราประทับทาสใดๆ

รอบด้านยังมีพี่วัว เสี่ยวอัน เสี่ยวหมิง และกู่เยี่ยนหยิน ยืนอยู่

ทว่า เหล่าเทพสวรรค์กลับไม่ปรากฏ ตั้งแต่เหล่าเทพอาวุโสตระหนักถึงความจริงเบื้องหลังความทะเยอทะยานของจักรพรรดิสวรรค์ พวกเขาก็เริ่มลังเลแล้ว เมื่อม่านพลังงานของสวรรค์ทั้งเก้าถูกทำลาย คลื่นพลังงานแรงสูงจากตะวันจันทราแผ่พุ่งลงมา ทำลายล้างทุกสรรพสิ่ง เทพอาวุโสอย่างหยวนซื่อเทียนจุนก็ตัดสินใจนำกองทัพสวรรค์กลับพิภพสววรค์อย่างเด็ดเดี่ยว เทพสวรรค์จะไม่เข้าไปยุ่งกับเหตุการณ์นี้อึก สุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ฝ่ายใดจะได้รับชัยชนะ พวกเขาก็จะยอมรับผลของมัน

อีกด้านหนึ่ง กองทัพปีศาจทั้งหมดก็ถูกหลี่ฉิงซานส่งกลับพิภพปีศาจไปแล้วเช่นกัน

"นี่คือ..." จักรพรรดิสวรรค์พึมพำด้วยเสียงอันสั่นพร่า เหงื่อเย็นเยียบไหลซึมทั่วแผ่นหลัง "มายาฝัน... งั้นหรือ?"

"เจ้าดูจะฝันหวานไปนานทีเดียวนะ" หลี่ฉิงซานเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ แววตาของเขาไม่ได้ฉายแววบ้าคลั่งเหมือนในนิมิต แต่กลับสงบนิ่งลึกล้ำประดุจมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง

"เจ้าหลงระเริงในอำนาจจนลืมไปว่า จิตใจที่เต็มไปด้วยความละโมบและหวาดกลัวของเจ้านั่นแหละ คือมารในใจ"

จักรพรรดิสวรรค์หน้าซีดเผือด เขาเพิ่งตระหนักได้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น ล้วนเป็นภาพสะท้อนจากส่วนลึกในจิตใจของเขาเองที่หวาดกลัวการสูญเสียอำนาจ และความปรารถนาที่จะครอบครองทุกสิ่ง หลี่ฉิงซานเพียงกระตุ้นด้วยเนตรมารเล็กๆน้อยๆ เท่านั้น

"ไม่ใช่ข้าที่สร้างภาพนั้น... แต่เป็นเงาในใจเจ้าเองต่างหาก" หลี่ฉิงซานกล่าวพลางดึงดาบเทพปีศาจขึ้นมา

ในสุสานมังกรอันเว้งว้างนั่น หลี่เฟิงหยวนยังคงยืนพนมมืออยู่อย่างสงบ ทั่วร่างของนักบวชหนุ่มอาบไล้ด้วยรัศมีสีทองหม่นที่ดูอ่อนโยนและบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะถูกเจตจำนงอื่นใดแทรกแซงได้

แท้จริงแล้ว ตั้งแต่วันที่เขาได้รับเมตตาจากพระพุทธเจ้า ให้เข้าสู่ร่มกาสาวพัสตร์ พระพุทธเจ้าก็ช่วยชำระล้างจิตวิญญาณของเขาด้วยหยาดน้ำอมฤตแห่งปัญญาจนบริสุทธิ์ผุดผ่อง พระพุทธองค์ทรงหยั่งรู้ถึงเมล็ดพันธุ์แห่งกรรมที่จักรพรรดิสวรรค์ฝังไว้ในไข่นกตั้งแต่อดีตกาล ทรงมิได้ทำลายมันทิ้งในทันที หากแต่ใช้พุทธมนต์ลับผนึกครอบเจตจำนงสวรรค์นั้นไว้ประดุจดอกบัวที่ห่อหุ้มมลทิน

"อมิตตพุทธ... จักรพรรดิสวรรค์ ท่านหลงระเริงในอำนาจจนคิดว่าตนเองเป็นผู้เขียนบทสรุปของกรรมทั้งปวง" หลี่เฟิงหยวนเอ่ยเสียงเรียบก้องกังวาน "เจตจำนงสวรรค์ที่ท่านยัดเยียบให้ข้า ถูกผนึกไว้ …เพื่อรอคอยวินาทีที่ท่านจะเผยความอัปลักษณ์ในใจออกมา"

เหตุที่หลี่เฟิงหยวนไม่ทำลายเจตจำนงสวรรค์นั้นทิ้งตั้งแต่ต้น เพราะไม่ต้องการให้จักรพรรดิสวรรค์ไหวตัวและเปลี่ยนแผนการร้ายเป็นอย่างอื่น แต่ปล่อยให้จักรพรรดิสวรรค์ตายใจว่ายังมีหมากตายตัวสุดท้ายไว้ในมือ

ทันใดนั้น หลี่เฟิงหยวนก็เปล่งเสียงสวดมนต์เพียงหนึ่งคำ!

"โอม!"

รัศมีแสงแห่งพุทธะสีทองอร่ามระเบิดออกมาจากหลังศีรษะของเขา เจตจำนงสวรรค์ที่ถูกผนึกไว้ในจิตวิญญาณพลันแตกสลายกลายเป็นธุลี

"เจ้า... สารเลว!" จักรพรรดิสวรรค์คำราม ร่างกายบนบัลลังก์สั่นสะท้านด้วยความอัปยศที่ถูกเด็กเมื่อวานซืนซ้อนกล

หลี่ฉิงซานที่ยืนอยู่ด้านข้างแค่นยิ้มอย่างพึงใจ เขาตบไหล่ลูกชายเบาๆ ก่อนจะชี้ดาบเทพปีศาจไปเบื้องหน้า "ทำได้ดีมากเจ้าหนู!“

"เอาล่ะ ถึงเวลาปิดบัญชีแล้ว พี่วัว ไปกันเถอะ" หลี่ฉิงซานกล่าวอย่างสบายอารมณ์

"ได้!" พี่วัวตอบรับด้วยรอยยิ้ม

“บังอาจ!!” จักรพรรดิสวรรค์ไม่อาจสะกดข่มความโกรธแค้นได้อีกต่อไป เขาแปรกายเป็นมังกรทองร่างใหญ่โตคำรามด้วยความเดือดดาลที่ถูกท้าทายอำนาจ

ขณะเดียวกัน หลี่ฉิงซานพร้อมพรรคพวกก็ก้าวเข้าสู่สนามรบสุดท้ายอย่างองอาจ

.....

หนึ่งร้อยปีผ่านไป ราวกับเสียงกัมปนาทแห่งมหาสงครามวันสิ้นโลก ณ วังสวรรค์เป็นเพียงนิทานปรัมปราที่เล่าขานกันในหมู่คนรุ่นหลัง บัดนี้ พิภพปีศาจไม่ใช่ดินแดนแห่งความมืดมิดที่อาบชโลมด้วยกลิ่นคาวเลือดอีกต่อไป แต่มันได้หลอมรวมเข้ากับแดนสุขาวดีอย่างสมบูรณ์ ภายใต้หยาดน้ำอมฤตแห่งปัญญาและแสงอาทิตย์สีทองที่สาดส่องลงมาหล่อเลี้ยงสรรพชีวิตจนเขียวขจี

ลัทธิแห่งแสงที่มีหลี่ฉิงซานเป็นเทพเจ้าสูงสุดผู้มอบแสงสว่าง ความหวัง และอิสรภาพให้พิภพปีศาจ ภายใต้การนำของเฉียนหรงจื่อ เผ่าปีศาจยุคใหม่เลิกการเข่นฆ่าและหันมาใช้ชีวิตเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดา เด็กเกิดใหม่เผ่าปีศาจไม่มีหัวใจปีศาจอีกต่อไป เหลือเพียงจิตวิญญาณที่ปรารถนาความสงบสุข โดยมีหยวนเหยาจูและศิษย์เอกอย่างหลี่หลง คอยประสาทวิชาการเกษตร สอนให้เผ่าปีศาจหันมาพรวนดินทำไร่ทำนา ปลูกพืชผักสมุนไพรจิตวิญญาณ แทนการกวัดแกว่งศาสตรา

แม้แดนสุขาวดีจะไม่ได้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติเหมือนกาลก่อน แต่มันยังคงเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาพุทธ ภายใต้การดูแลอย่างใส่ใจของพระพุทธเจ้า พื้นที่แห่งนี้กลายเป็นศูนย์กลางของความศรัทธาที่คอยประคับประคองวัฏสงสารทั้งหกให้ดำเนินไปตามครรลองที่ควรจะเป็น โดยปราศจากการแทรกแซงของมือในเงามืด

สิ่งที่สาบสูญไปตลอดกาลคือ สวรรค์ทั้งเก้า... ในศึกตัดสินครั้งสุดท้าย หลี่ฉิงซานได้ใช้พลังสูงสุดทำลายรากฐานที่เน่าเฟะของสวรรค์ทั้งเก้าจนแตกสลายกลายเป็นฝุ่นธุลีอวกาศ เหลือทิ้งไว้เพียงดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ที่เป็นตัวแทนของซีฝูกับหนี่วา โคจรเย้าหยอกกันอยู่ในความมืดมิดอันไพศาล เป็นประจักษ์พยานถึงจุดจบของยุคสมัยเก่า

เหล่าเทพสวรรค์พยายามอ้อนวอนให้หลี่ฉิงซานขึ้นดำรงตำแหน่งจักรพรรดิสวรรค์คนใหม่ เพื่อจัดระเบียบจักรวาล ทว่าเขากลับแสยะยิ้มไม่แยแสและประกาศนามมหาเทพของตนเองออกมาอย่างภาคภูมิใจว่า "ข้าคือ มหาเทพผมขาวโคตรหล่อโคตรเท่โคตรเอาตะลุยฟันหมื่นโลกพันพิภพแข็งและแกร่งที่สุดในปฐพีเดินไปทางใดหญิงกรีดสาวเหลียวจนคอแทบหลุด%#@*&^?…..."

ฉายายาวเหยียดจนไปถึงดวงจันทร์ทำเอาเหล่าเทพใบ้รับประทาน แม้แต่เทพอาวุโสหลิงเป่าเหล่าจุน ผู้บันทึกประวัติศาสตร์สวรรค์ถึงกับมือสั่นจนน้ำหมึกหกเลอะเทอะ สุดท้ายด้วยความอ่อนใจและไม่กล้าเขียนชื่อที่ดูหลุดโลกขนาดนั้นลงไปในคัมภีสวรรค์ เขาจึงจำใจตวัดพู่กันบันทึกไว้เพียงสั้นๆ ว่า... "มหาเทพผมขาว"

ท่ามกลางสายธารแห่งกาลเวลาที่ไหลเอื่อย ทุกชีวิตยังคงต้องดิ้นรนทำงานหนัก แต่หัวใจมนุษย์มักสร้างปาฏิหาริย์ขึ้นเสมอ เรื่องราวของวีรบุรุษหน้าใหม่ผุดขึ้นประดุจดอกเห็ด ทว่าตำนานของราชาวีรบุรุษผมขาวผู้ล้มสวรรค์ยังคงเป็นแรงบันดาลใจที่ไม่มีวันเลือนหาย

สำหรับหลี่ฉิงซาน เขายังคงรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้กับตัวเอง... เดินทางท่องเที่ยวไปในทุกภพ ทุกโลก และทุกมิติ เพื่อลิ้มลองสุราชั้นยอด อาหารเลิศรส และพักพิงในอ้อมกอดของสตรีที่งดงามที่สุด โดยมีเงาร่างที่งดงามและเย็นเยียบของเสี่ยวอันเคียงข้างไปทุกหนแห่ง

ณ คาเฟ่เล็กๆ แห่งหนึ่งในโลกที่สงบสุข

กลิ่นหอมของกาแฟคั่วและขนมอบลอยอวลไปในอากาศ หลี่ฉิงซานในชุดลำลองเรียบง่ายทว่ายังคงความเท่ห์ไม่เหมือนใครด้วยผมทรงสกินเฮดสีขาวสว่างนั่งอยู่ตรงข้ามกับเสี่ยวอัน นางยังคงดูหมดจดและงดงามประดุจหยกสลัก ท่าทางที่นางบรรจงตักไอศครีมเข้าปากอย่างละเมียดละไมนั้นทำให้โลกทั้งใบดูอ่อนโยนลง

"อร่อยไหม?" หลี่ฉิงซานถามพลางเท้าคางมองนางด้วยสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก

เสี่ยวอันพยักหน้าเบาๆ ดวงตาที่เป็นประกายของนางฉายแววความสุขที่หาได้ยาก "หวาน... และเย็นดี"

หลี่ฉิงซานหัวเราะเบาๆ เขาเอื้อมมือไปเช็ดรอยไอศครีมที่มุมปากให้นางอย่างแผ่วเบา นอกหน้าต่างกระจก แสงแดดรำไรทอแสงผ่านแมกไม้ ผู้คนเดินผ่านไปมาด้วยรอยยิ้ม รถยนต์ไฟฟ้าไร้คนขับวิ่งอยู่บนถนน มันเป็นภาพที่สงบสุขไร้ซึ่งกลิ่นอายแห่งสงครามและภาระหน้าที่ของเทพเจ้าโดยสิ้นเชิง

อิสรภาพที่แท้จริง ไม่ได้อยู่บนบัลลังก์หยกที่สูงส่ง แต่อยู่ในถ้วยไอศครีมเล็กๆ และหัวใจที่สงบสุขเมื่อได้อยู่เคียงข้างคนที่รักที่สุดเช่นนี้เอง

[ จบบริบูรณ์ ]

ฝากติดตามนิกายเรื่องใหม่ด้วย

เรื่อง "อสูรวิญญาณสะท้านภพ" คลิกที่นี่

เรื่อง "เทพอสูรทลายดาราจักร" คลิกที่นี่

จบบทที่ ตำนานเทพปีศาจข้ามภพ บทที่ 1700 อิสรภาพเหนือบัลลังก์หยก (จบบริบูรณ์)

คัดลอกลิงก์แล้ว