- หน้าแรก
- ยายแก่ย้อนกลับมายุค 70 พร้อมมิติ พิฆาตเสบียง
- ตอนที่ 31: ถูกตาแก่จับจ้อง
ตอนที่ 31: ถูกตาแก่จับจ้อง
ตอนที่ 31: ถูกตาแก่จับจ้อง
ตอนที่ 31: ถูกตาแก่จับจ้อง
เวลาประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า คนที่พวกเสิ่นจวินหรูรอคอยก็มาถึง
เขามาพร้อมกับเกวียนวัว สภาพดูฝุ่นเขรอะพอกัน สวมเสื้อนวมตัวเก่า ในมือถือกล้องยาสูบไม้โบราณ ใบหน้าดูอมทุกข์ตลอดเวลา
เสิ่นจวินหรูเห็นเขาแล้วในดวงตาก็พลันฉายแววเคียดแค้น ในชาติที่แล้วหากไม่ใช่เพราะชายคนนี้รู้ทั้งรู้ว่าบริเวณนั้นมีหมีควายชุกชุม แต่ยังดึงดันจะให้ฟู่เหยียนชวนไปเลี้ยงสัตว์แถวนั้น ฟู่เหยียนชวนคงไม่ต้องมาจบชีวิตอย่างอนาถในท้องหมี
ไอ้แก่คนนี้ที่เมียเพิ่งตายไปยังไม่ถึงสามเดือนแท้ๆ กลับหน้าด้านมาขอเธอแต่งงาน บอกว่าเมียเขาก็ไม่อยู่แล้ว ผัวเธอก็จากไปแล้ว มาใช้ชีวิตอยู่กินด้วยกันไปแกนๆ ก็แล้วกัน
เสิ่นจวินหรูรู้สึกสะอิดสะเอียนยิ่งนัก
เมียเขาดีกับเขาขนาดนั้น แต่พอตายไปได้แค่สามเดือน เขากลับมาคิดมิดีมิร้ายกับเธอ
เสิ่นจวินหรูสงสัยว่า ฟู่เหยียนชวนอาจจะถูกไอ้สารเลวคนนี้จงใจวางแผนฆ่าด้วยซ้ำ
เพียงแต่ตอนนั้นเธอตกอยู่ในความโศกเศร้าที่ฟู่เหยียนชวนตายจากไปจนสมองคิดอะไรไม่ออก แต่พอได้กลับมาเกิดใหม่ เสิ่นจวินหรูจึงมองทะลุปรุโปร่งในหลายเรื่องที่ชาติก่อนมองไม่เห็น
ตัวอย่างเช่น ไอ้แก่จอมเจ้าเล่ห์ตรงหน้าคนนี้
แค่ฟันดำๆ ที่เต็มไปด้วยคราบยาสูบของมัน กล้าดียังไงมาคิดจะครอบครองยัยแก่อย่างเธอ
ผู้ชายที่น่ารังเกียจแบบนี้ ช้าเร็วก็ต้องตาย
ไอ้แก่นี่ชื่อ หนิวหมิงกวง ทันทีที่มาถึงเขาก็ปรายตามองกลุ่มของเสิ่นจวินหรูในคอกวัว สายตาหยุดชะงักครู่หนึ่งตอนที่มองผ่านใบหน้าของเสิ่นจวินหรู แต่เธอกลับไม่ได้เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยสักนิด
ชาติที่แล้วเป็นเพราะเธอให้เกียรติไอ้หนิวหมิงกวงคนนี้มากเกินไป
ชาตินี้ อย่าหวังว่าจะได้เห็นสีหน้าดีๆ จากเธอเลย
และจะไม่มีทางยอมให้แผนชั่วของมันสำเร็จด้วย
"ครอบครัวนี้แหละ แกพากลับไปซะ ผู้ชายไปทำงานที่เหมือง ผู้หญิงทำงานในหมู่บ้าน เป็นพวกโช่วเหล่าจิ่ว (ปัญญาชนชั้นต่ำ) ทั้งนั้น ไม่ต้องไปเกรงใจพวกมัน ไม่ฟังความก็ตบตีได้เลย ถ้าไม่ยอมทำงานก็ไม่ต้องแบ่งข้าวให้กิน" หัวหน้าหน่วยข่มขู่เสียงแข็ง
หนึ่งคือเพื่อขู่พวกเสิ่นจวินหรูไม่ให้ก่อเรื่องหรือขี้เกียจ สองคือเพื่อให้ตาแก่รู้ว่าคนพวกนี้มาเพื่อใช้แรงงานปฏิรูปและสำนึกผิด อย่าให้พวกมันอยู่ดีกินดี ให้ปฏิบัติกับพวกมันเหมือนวัวเหมือนควายก็พอ
ตาแก่พยักหน้า: "ฉันรู้แล้ว หัวหน้าวางใจเถอะ ไอ้พวกที่ส่งมาก่อนหน้านี้น่ะ อยู่ในกำมือฉันสั่งให้ทำอะไรก็ทำ ว่าง่ายยิ่งกว่าเจ้าดำหมาที่บ้านฉันเสียอีก"
ฟู่เหยียนชวนและคนอื่นๆ ที่ถูกเปรียบเปรยว่าเป็น "หมา" สีหน้าเริ่มดูไม่ได้
เสิ่นจวินหรูทำเพียงแค่คิดว่าตาแก่กำลังพ่นลมตดออกมาเท่านั้น
พวกเขาถูกต้อนขึ้นเกวียนวัวเหมือนฝูงวัวฝูงแกะ เสื้อผ้าขาดๆ ของพวกเสิ่นจวินหรูนั้นคนพวกนี้ไม่เห็นอยู่ในสายตา จึงยอมให้พวกเขานำติดตัวไปยังชนบทด้วย
พอพวกเสิ่นจวินหรูจากไป คนของคณะกรรมการปฏิวัติก็สบถออกมาอย่างหัวเสีย
มีบางคนเห็นพื้นรองเท้าพังๆ ที่เสิ่นจวินหรูทิ้งไว้ในคอกวัว ไม่รู้ทำไมใบหน้าถึงกับกระตุกวูบ เหมือนว่าเมื่อคืนเพิ่งจะโดนพื้นรองเท้าแบบนี้สั่งสอนมาอย่างไรอย่างนั้น
มันโมโหมากจนคว้ามาจุดไฟเผาทิ้งทันที
ทางด้านพวกเสิ่นจวินหรูที่นั่งอยู่บนเกวียนวัวต่างพากันเงียบกริบ ตาแก่พ่นควันยาสูบออกมาสองสามเฮือกก่อนจะเริ่มพูดจาข่มขวัญ:
"หมู่บ้านของเราอยู่ใกล้เขตเหมือง พวกผู้ชายต้องลงไปทำงานในเหมือง ถ้าทำงานไม่ครบแต้มกงฟิน จะถูกหักแต้มครึ่งหนึ่ง และต้องทนหิวโหยไป"
ฟู่เหยียนชวนพยักหน้า: "รับทราบ"
"ส่วนพวกผู้หญิงก็อย่าคิดจะอู้งาน เราแบ่งอาหารตามแต้มกงฟิน ได้แต้มเท่าไหร่ก็ได้ข้าวเท่านั้น ที่นี่อาหารขาดแคลน ทุกคนกินกันไม่ค่อยจะอิ่มหรอก ถ้าพวกแกอยากอิ่มท้อง ก็ต้องยอมทำงานเยี่ยงวัวเยี่ยงควาย"
เสิ่นจวินหรูแสดงจุดยืน: "ลูกสะใภ้ฉันจะไม่ทำงาน เธอต้องเลี้ยงลูกเล็กสองคน พวกเราที่เหลือสามคนจะเป็นคนทำงานหาแต้มกงฟินเอง"
"งั้นครอบครัวแกทั้งบ้านก็ต้องยอมอดตาย"
"นั่นเป็นเรื่องของพวกเรา ไม่ต้องให้คุณมาเดือดร้อนแทน" เสิ่นจวินหรูสวนกลับด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว
ตาแก่แค่นเสียงเหอะด้วยความโมโห: "ได้ๆๆ ฉันจะคอยดูว่าพุงแกจะแข็ง หรือปากแกจะแข็งกว่ากัน"
เสิ่นจวินหรูที่มีทรัพยากรและอาหารเต็มมิติหาได้เกรงกลัวไม่:
"ยังไงถ้าไม่ตายก็ต้องทนหิวกันไป มาถึงที่นี่แล้วเราก็ไม่มีอะไรจะพูดมาก อยู่ไปได้กี่วันก็เท่านั้นแหละ"
ท่าทีแบบ "ช่างมันเถอะ" ของเสิ่นจวินหรูทำให้ตาแก่ขมวดคิ้ว
เขาลอบมองยัยแก่ที่ดูหน้าตาสะสวยใจดีท่าทางอ่อนโยนคนนี้ ไม่นึกเลยว่านิสัยจะแข็งกร้าวขนาดนี้
เหอะ! ยังไงพวกที่ถูกส่งมาก็เป็นแบบนี้กันทุกคน อยู่ไปอีกไม่กี่วันเดี๋ยวก็สิ้นฤทธิ์เองแหละ
เขาเห็นมาเยอะแล้วไอ้พวกปากแข็ง สุดท้ายก็ต้องมาประจบสอพลอเขา ยกยอเขา เพื่อหวังให้เขาเจียดเศษอาหารจากซอกเล็บให้บ้าง
ครอบครัวนี้ก็คงไม่ต่างกัน
แต่ตาแก่หารู้ไม่ว่า ชาตินี้เขาดูคนผิดไปเสียแล้ว
เกวียนวัววิ่งรอนแรมมาหลายชั่วโมง จนฟ้าใกล้ค่ำก็ยังไม่ถึงหมู่บ้าน
ตาแก่จุดตะเกียงน้ำมันก๊าดแขวนไว้ด้านหน้า แล้วขับเกวียนเข้าหมู่บ้านต่อไป
เดินทางต่ออีกประมาณสองชั่วโมง ในที่สุดก็เห็นแสงไฟรำไร
ขณะนี้เป็นเวลาสี่ทุ่มแล้ว
ใช่แล้ว ที่นี่ฟ้ามืดช้า
ตาแก่พาพวกเขาไปที่บ้านเตี้ยๆ หลังหนึ่งที่มีมูลจามรีสุมอยู่เต็มไปหมด:
"คืนนี้พวกแกนอนที่นี่แหละ อย่าเดินเพ่นพ่าน แถวนี้มีหมาป่า ถ้าโดนคาบไปเราไม่รับผิดชอบนะ!"
พูดจบเขาก็จูงวัวเข้าคอก เติมน้ำเติมหญ้าให้มันกินเสร็จสรรพ โดยไม่แม้แต่จะปรายตามามองครอบครัวเสิ่นจวินหรูเลยสักนิด ก่อนจะสะบัดก้นกลับเข้าบ้านตัวเองไป
ที่เขาทำแบบนี้ก็เพื่อขย่มขวัญและทำลายศักดิ์ศรีของพวกเขานั่นเอง
เสิ่นจวินหรูยังมีท่าทีเรียบเฉย เธอรู้ดีว่าตอนนี้ยังปลอดภัย หมาป่ายังไม่มาหรอก ต้องรอให้หิมะตกก่อนถึงจะไม่แน่
ท่าที "มาถึงแล้วก็อยู่ให้ได้" ของเสิ่นจวินหรูช่วยดึงสติคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวที่กำลังวิตกกังวลและสับสนได้เป็นอย่างดี
ฟู่เหยียนชวนเริ่มทำตามฝีเท้าภรรยา เขาเริ่มควานหาที่ทางในความมืดเพื่อจัดที่หลับที่นอนสำหรับคืนนี้
โชคดีที่มูลวัวเหล่านั้นแห้งหมดแล้ว ถ้ายังเปียกอยู่คงนอนไม่ได้จริงๆ
หลังจากพยายามถากถางพื้นที่ออกมาได้เล็กน้อย เสิ่นจวินหรูเอาเสื้อผ้าเก่าๆ และผ้าห่มขาดๆ ที่เหลืออยู่มารองพื้น ให้สองสามีภรรยาหนุ่มสาวอุ้มลูกพิงกองมูลวัวไว้: "ไม่ต้องกลัวสกปรกหรอก มูลวัวเป็นเชื้อเพลิงหลักของที่นี่ เอาไว้ใช้จุดไฟ"
หวงหงเจวียนกลายเป็น "ติ่ง" ตัวยงของแม่สามีไปแล้ว: "แม่คะ แม่รู้เรื่องนี้ได้ยังไงคะ?"
"เคยได้ยินมาน่ะ ต่อไปพอเราตั้งหลักได้ ก็จะรู้ธรรมเนียมของที่นี่เอง ไม่ต้องกลัวนะ ขอแค่ครอบครัวเราอยู่ด้วยกัน ไม่มีอุปสรรคไหนที่ข้ามไปไม่ได้หรอก" เสิ่นจวินหรูปลอบ
หวงหงเจวียนคิดตามแล้วเห็นด้วย: "ใช่ค่ะ ขอแค่ครอบครัวเราอยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว"
พูดจบ ท้องของเธอก็ร้องโครกครากออกมา
หวงหงเจวียนหิวแล้ว
ฟู่เหวินเจี๋ยกำลังจะหยิบหมี่คลุกซอส (จ้าเจี้ยงเมี่ยน) บะหมี่เนื้อ ซาลาเปา เกี๊ยว กิ่วเจี้ย กึ่งฉ่าย นมถั่วเหลือง และปาท่องโก๋ที่เขาตุนไว้ในมิติออกมา แต่เสิ่นจวินหรูรีบห้ามไว้ก่อน:
"รอประเดี๋ยว แม่จำได้ว่ามีคนรู้จักคนหนึ่งถูกส่งมาที่หมู่บ้านนี้เหมือนกัน เดี๋ยวแม่จะไปลองถามดูว่าพอจะมีของกินร้อนๆ บ้างไหม"
เสิ่นจวินหรูแค่หาข้ออ้าง ความจริงคือเพื่อจะได้หยิบอาหารร้อนๆ ออกจากมิติได้ถนัด
กินวันละสองมื้อ ถ้าขืนยังกินแต่พวกถั่วตัดขนมแห้งๆ อีก คงได้ฝืดคอแย่
ยังไงตอนนี้ก็มืดค่ำมองไม่เห็นอะไร พวกเธอแอบกินในความมืด คนอื่นก็ไม่รู้หรอกว่ากินอะไรเข้าไป
หวงหงเจวียนทำตาเป็นประกาย: "แม่ระวังตัวด้วยนะ ให้เหวินเจี๋ยไปเป็นเพื่อนไหมคะ"
เสิ่นจวินหรูโบกมือ: "ให้พ่อไปเป็นเพื่อนก็พอ อย่าเอะอะไป เราจะแอบไปเงียบๆ"
หวงหงเจวียนพยักหน้าหงึกๆ อุ้มลูกชายไว้แน่น กลัวว่าแกจะร้องไห้จนไปรบกวนตาแก่คนนั้นเข้า
ตาแก่คนนั้นดูท่าทางใจแคบและเข้าถึงยาก มาถึงก็โยนพวกเขาไว้ที่นี่ เห็นชัดว่าตั้งใจจะกลั่นแกล้ง
เสิ่นจวินหรูและฟู่เหยียนชวนเดินออกไปในความมืดได้ไม่กี่ก้าว ก็หาที่นั่งพักครู่หนึ่ง เธอหยิบเกี๊ยวไส้ผักกาดขาวหมูสับที่ปรุงสุกแล้วออกมาจากมิติ แบ่งกันกินคนละเจ็ดแปดตัว พอเริ่มอิ่มเธอก็ถือกล่องข้าวออกมาคนละสองกล่อง ข้างในเป็นบะหมี่เนื้อที่ห่อไว้ก่อนหน้านี้
ยังคงเป็นรสชาติดั้งเดิมของปักกิ่ง
เสิ่นจวินหรูและสามีทำทีเป็นเดินกลับมา ส่งบะหมี่เนื้อให้ลูกๆ แล้วกระซิบว่า:
"รีบกินๆ เพื่อนคนนี้ดีจริงๆ รู้ว่าเรายังไม่ได้กินอะไร เลยทำบะหมี่เนื้อมาให้"
ฟู่เหวินเจี๋ยรีบรับลูกคู่รับบทละครของพ่อแม่ทันที:
"โอ้โห เพื่อนแม่คนนี้ดีเกินไปแล้ว ไว้เราตั้งตัวได้เมื่อไหร่ ต้องไปขอบคุณเขาอย่างงามเลยนะครับ"
เสิ่นจวินหรูปรายตามองลูกชายที่พูดมากหาเรื่องใส่ตัว: "กินบะหมี่เนื้อของแกไปเถอะ!"
[จบบทที่ 31]