- หน้าแรก
- ยายแก่ย้อนกลับมายุค 70 พร้อมมิติ พิฆาตเสบียง
- ตอนที่ 26: ไข่ต้ม
ตอนที่ 26: ไข่ต้ม
ตอนที่ 26: ไข่ต้ม
ตอนที่ 26: ไข่ต้ม
กว่าจะมีคนมาพบหลินเป่าจู หล่อนก็นอนกองอยู่บนพื้นดินเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว
เมื่อถูกส่งตัวไปถึงโรงพยาบาลและรับการผ่าตัด มีการออกใบแจ้งเตือนภาวะวิกฤต ถึงขั้นเกือบจะไม่รอด แต่สุดท้ายดวงยังแข็ง หล่อนจึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้
แต่นั่นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น
ส่วนท่านผู้นำคนนั้นก็นอนรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลเดียวกับหลินเป่าจู พอเขาเริ่มได้สติก็พยายามจะพูด
ภรรยาของเขาคอยปลอบ: "ไม่ต้องรีบ ค่อยๆ พูด หมอบอกว่าโชคดีที่ส่งโรงพยาบาลทัน มีเรื่องอะไรที่ผ่านไปไม่ได้เชียวหรือ คุณถึงต้องบีบคั้นตัวเองจนล้มป่วยขนาดนี้?"
ท่านผู้นำพยายามอ้าปากอย่างยากลำบาก: "รูป... รูป... รูปหล่อ..."
ภรรยาของท่านผู้นำสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย หล่อนทำใจบอกความจริงกับเขาไม่ได้ จึงทำได้เพียงโกหกปลอบใจไปว่า: "อยู่ที่บ้านค่ะ อยู่ที่บ้าน เดี๋ยวฉันจะให้คนขนไปส่งที่นอกเมือง คุณวางใจเถอะ ของอยู่ดีทุกอย่าง ไม่ได้หายไปไหน อยู่ครบค่ะ!"
ท่านผู้นำถอนหายใจด้วยความโล่งอก นึกว่าตัวเองตาฝาดไปเองเสียอีก จะหายไปดื้อๆ ได้ยังไง ในเมื่อเขาอาศัยอยู่ในบ้านพักข้าราชการที่มีเวรยามคุ้มกันหนาแน่นขนาดนี้
พอมีคำยืนยันจากเมีย ในที่สุดเขาก็ข่มตานอนหลับได้อย่างสบายใจ
ท่านผู้นำเพิ่งจะงีบไปได้ไม่นาน ลูกชายของเขาก็มาถึง สองแม่ลูกนึกว่าท่านผู้นำหลับไปแล้วจึงยืนคุยกันอยู่ที่หน้าประตู เสียงไม่ดังนัก แต่ในห้องพักนั้นเงียบสงัด เมื่อได้ยินหัวข้อที่แม่ลูกคู่นี้สนทนากัน ท่านผู้นำก็ลืมตาโพล่งขึ้นมาทันที แววตาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"ระเบิดจริงๆ เหรอ?"
"เหล่าจางว่ายังไงบ้าง มีคนจงใจทำหรือเปล่า?"
"ระเบิดตอนกลางคืน พอเรื่องสงบเขาก็ลงไปดู ปรากฏว่าในคลังใต้ดินไม่มีอะไรเหลือเลย ว่างเปล่าหมดเลยครับ หรือว่าพ่อจะแอบให้คนขนย้ายไปที่อื่นก่อนแล้ว ของเยอะขนาดนั้นทำไมถึงไม่มีใครสังเกตเห็นอะไรเลย"
"เป็นไปไม่ได้ พ่อแกเพิ่งได้รูปหล่อทองแดงมาเมื่อวาน กะว่าจะชื่นชมสักสองสามวันแล้วค่อยส่งไปที่คลังใต้ดินพร้อมกัน จะย้ายที่ได้ยังไง หรือว่ามันจะเหมือนกับรูปหล่อทองแดงที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย..."
ท่านผู้นำถึงได้รู้ว่าเรื่องรูปหล่อทองแดงยังอยู่นั้นเป็นเรื่องโกหก ความจริงก็คือ รูปหล่อทองแดงหายไปแล้ว ขุมทรัพย์ทองคำในคลังรวมถึงสมบัติอื่นๆ ก็หายไปหมด แม้แต่ข้าวสารและข้าวสาลีที่เขาตุนไว้ อาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ จะหายไปหมดได้อย่างไร?
ท่านผู้นำไม่อาจยอมรับความจริงได้ เขาดิ้นรนด้วยความลนลานจนตกจากเตียงคนไข้ พยายามตะเกียกตะกายคลานไปหาพวกเขาอย่างอนาถา เขาต้องการจะไปดูด้วยตาตัวเอง หากไม่ได้เห็นเขาคงไม่ยอมตาย คลังใต้ดินของเขาลับตาคนขนาดนั้น แถมยังมีคนเฝ้า จะถูกขโมยจนเกลี้ยงได้อย่างไร?
ใครจะมีฤทธิ์เดชขนาดนั้น ถึงกล้ามาแตะต้องของของเขา
ท่านผู้นำที่เดิมทีก็เป็นอัมพฤกษ์อยู่แล้ว พอถูกกระตุ้นซ้ำอาการก็ยิ่งทรุดหนัก
สองแม่ลูกที่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวหันกลับมามอง เห็นท่านผู้นำนอนดิ้นรนอยู่ที่พื้นด้วยความโกรธแค้นที่ไร้หนทางสู้ สภาพเหมือนสุนัขแก่ที่กำลังดิ้นรนก่อนตาย ทั้งคู่ต่างกรีดร้อง: "ตาแก่!"
"พ่อ! พ่อเป็นอะไรไป พ่อต้องทนไว้นะ ตอนนี้พ่อจะสลบไปไม่ได้นะพ่อ!"
ท่านผู้นำต้องเข้ารับการผ่าตัดฉุกเฉินเป็นครั้งที่สอง ครั้งนี้หนักหนากว่าเดิม การผ่าตัดไม่ถือว่าประสบความสำเร็จ ท่านผู้นำกลายเป็นเจ้าชายนิทรา ส่วนจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่นั้นไม่มีใครล่วงรู้
ภรรยาและลูกๆ ของท่านผู้นำต่างยื้อลมหายใจเขาไว้ ต่อให้ต้องเป็นเจ้าชายนิทรา พวกเขาก็ต้องให้ท่านผู้นำมีชีวิตอยู่ต่อไป
เพราะตราบใดที่คนยังอยู่ พวกเขาถึงจะรักษาฐานะและอำนาจที่มีอยู่ในตอนนี้เอาไว้ได้
พวกเขาดึงดันรักษาสัญญาณชีพของท่านผู้นำไว้สุดชีวิต ไม่ยอมปล่อยให้เขาตายไปง่ายๆ
ท่านผู้นำที่กลายเป็นเจ้าชายนิทรา มีสายระบายและสายยางเต็มตัว ถูกกักขังอยู่บนเตียงคนไข้ ความทะเยอทะยานและแผนการอันยิ่งใหญ่ไม่มีทางเป็นจริงได้อีกต่อไป แม้แต่สมบัติที่สูญหายไปเขาก็ไม่มีปัญญาจะตามกลับคืนมาด้วยตัวเองได้
......
ในขณะเดียวกัน ครอบครัวของเสิ่นจวินหรูก็เริ่มลงมือกินอาหารเช้ากันแล้ว
มีพนักงานบนรถไฟเดินขายอาหารเช้า แต่คนส่วนใหญ่บนรถต่างเตรียมเสบียงมาเอง คนในโบกี้ที่นั่งธรรมดาแทบไม่ซื้ออาหารบนรถไฟเลย จะมีก็แต่คนในโบกี้ตู้นอนที่พอจะยอมเสียเงินซื้อ เพราะคนที่จะนั่งตู้นอนได้ส่วนใหญ่ย่อมมีฐานะหรือมีหน้าที่การงานที่ดี
ใบแนะนำตัวของพวกเสิ่นจวินหรูในตอนนี้เขียนไว้ว่าเป็น "โช่วเหล่าจิ่ว" (พวกปัญญาชนชั้นต่ำ) ที่ถูกส่งไปใช้แรงงาน หากใครรู้เข้า สายตาที่มองมาคงหนีไม่พ้นความเหยียดหยาม
เดิมทีฟู่เหยียนชวนอยากจะหาที่นั่งตู้นอนให้คนในครอบครัว แต่เสิ่นจวินหรูปฏิเสธ
ในชาติที่แล้วเพราะเขาเป็นห่วงคนในบ้านจนเกินไป จึงทำให้ฐานะปัญญาชนตกอับถูกเปิดเผย นอกจากจะซื้อตั๋วตู้นอนไม่ได้แล้ว ยังเกือบจะถูกคนอื่นรุมทำร้ายและแย่งชิงของกินของใช้ไป แสดงให้เห็นว่าคนสมัยนี้เกลียดชังพวก "โช่วเหล่าจิ่ว" มากแค่ไหน
เรียกได้ว่าเป็นกลุ่มคนที่ใครเห็นก็อยากจะรุมประชาทัณฑ์
เมื่อได้รับการเตือนจากเสิ่นจวินหรู ฟู่เหยียนชวนจึงล้มเลิกความคิดนั้น และกำชับลูกชายกับลูกสะใภ้ว่าอย่าเปิดเผยเรื่องที่ถูกส่งมาใช้แรงงานเด็ดขาด
พวกเขารู้ความหนักเบาของเรื่องนี้ จึงปิดปากเงียบสนิท
อาหารเช้าคือซาลาเปาและหมั่นโถวร้อนๆ ซึ่งเสิ่นจวินหรูหยิบออกมาจากมิติ มันยังอุ่นกรุ่นอยู่เลย เธออ้างว่าขอไปหาที่อุ่นอาหารสักหน่อย แต่ความจริงคือเรียกออกมาจากมิติพื้นที่
นอกจากนี้ ยังมีไข่ต้มอีก 4 ฟอง
เป็นไข่ต้มที่เสิ่นจวินหรูต้มเตรียมไว้หม้อใหญ่ตั้งแต่ตอนอยู่ที่บ้าน แล้วเก็บไว้ในมิติ เมื่ออยากกินตอนไหนก็ไม่ต้องจุดไฟทำใหม่ สามารถหยิบมากินได้ทันที
เมื่อได้รับไข่ต้มอุ่นๆ มาหนึ่งฟอง หวงหงเจวียนถึงกับเบิกตากว้าง
เสิ่นจวินหรูยิ้มให้: "กินเถอะ มีครบทุกคน!"
หวงหงเจวียนพยักหน้า ตรงหน้าเธอมีไข่ไก่ที่ปอกเปลือกเรียบร้อยแล้ววางอยู่ เนื้อขาวนวลเนียน มีไอความร้อนลอยกรุ่น ดูน่ากินเป็นที่สุด
ฟู่เหวินเจี๋ยส่งไข่ของตัวเองให้ภรรยา และเขาก็ปอกไข่ใบที่สองส่งให้เธออีกเพื่อให้เธอกินเยอะๆ :
"คุณต้องให้นมลูกนะ ต้องบำรุงร่างกายให้มากๆ"
หวงหงเจวียนซึ้งใจ เมื่อมองดูแม่สามีและสามีที่คอยเป็นห่วงเป็นใยเธอขนาดนี้ เธอก็รู้ว่าการตัดสินใจตามพวกเขามานั้นถูกต้องที่สุดแล้ว พวกเขามีของดีอะไรก็มักจะให้เธอเป็นคนแรก หากเธอเลือกกลับบ้านเดิม เกรงว่าแม้แต่ไข่ไก่สักฟองก็คงไม่ได้กิน เธอใช่ว่าจะไม่รู้ฤทธิ์เดชความขี้งกของพี่สะใภ้ทั้งสามคนเสียเมื่อไหร่
ลูกสาวที่แต่งออกไปก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป หากซมซานกลับบ้านเดิม อย่าว่าแต่ไข่ไก่เลย แม้แต่เศษเปลือกไข่ก็คงไม่ได้เห็นสักนิด
ตรงหน้าเสิ่นจวินหรูก็มีไข่ต้มที่ปอกเปลือกแล้วหนึ่งฟองวางอยู่เช่นกัน เธอหันไปมองฟู่เหยียนชวน ไม่ได้ปฏิเสธน้ำใจของเขา แต่เธอส่งไข่ของเธอคืนให้เขา: "คุณก็กินด้วยสิ ไม่ต้องเกรงใจ บำรุงร่างกายกันทุกคนนั่นแหละ"
ฟู่เหยียนชวนทำตามคำสั่งภรรยา เขากินไข่ไปหนึ่งฟอง
ผู้โดยสารคนอื่นๆ ที่ได้กลิ่นหอมของไข่ต้มต่างลอบกลืนน้ำลาย
หลายคนนั่งกิน "โวโว่โถว" (หมั่นโถวธัญพืชหยาบ) แผ่นแป้งธัญพืชรวมที่แห้งฝืดคอ แล้วมองมาที่ครอบครัวสี่คนของเสิ่นจวินหรูที่ได้กินทั้งไข่ต้ม ซาลาเปาไส้ถั่วแดง และหมั่นโถวแป้งขาว ต่างพากันคาดเดาว่าครอบครัวนี้ต้องเป็นข้าราชการทั้งสามีภรรยาแน่ๆ ชีวิตถึงได้ดูดีขนาดนี้
เสิ่นจวินหรูนึกในใจว่าโชคดีที่ระยะทางมันไกลจนพวกคนจากคณะกรรมการปฏิวัติขี้เกียจ ไม่อยากเดินทางตามมาถึงมณฑลชิงไห่ ทำให้พวกเธอสามารถกินอาหารที่ตุนไว้ในรถไฟได้ทุกมื้อโดยไม่ต้องถูกจับตามองจนต้องทนหิวโหยหรือหนาวเหน็บ
วันที่สองหลังจากพวกเสิ่นจวินหรูขึ้นรถไฟไป ฟู่เหวินเหรินก็ถูกจัดการให้ขึ้นรถไฟเช่นกัน ภรรยาของเขาพาลูกทั้งสามคนมารออยู่ที่สถานีรถไฟ เมื่อเห็นสามีในสภาพหนวดเครารุงรัง ผมเผ้ายุ่งเหยิง หลี่ลี่ฟางก็ปวดใจจนตาแดงก่ำ
ฟู่เหวินเหวินส่งกระติกน้ำให้เขาหนึ่งใบ: "เป็นน้ำที่หนูเก็บไว้ให้วันนี้ พี่จะดื่มเองหรือให้เด็กๆ ดื่มก็ได้ ถ้ามีโอกาสหนูจะไปเยี่ยมพี่ที่เมืองถังซานนะคะ"
เมืองถังซานอยู่ไม่ไกลจากปักกิ่งนัก นั่งรถไฟไปไม่นานก็ถึง
เบื้องหน้าฟู่เหวินเหวินตัดขาดความสัมพันธ์กับบ้านเดิม แต่เบื้องหลังครอบครัวยังคงรักใคร่กลมเกลียวกันดี
ฟู่เหวินเหรินพยักหน้าด้วยความตื้นตัน: "แม่ฝากบอกให้เธอดูแลสุขภาพด้วย บำรุงร่างกายตัวเองให้ดีก่อนเถอะ"
ฟู่เหวินเหวินพยักหน้า: "หนูทราบค่ะ พี่ใหญ่ไปถึงถังซานแล้วก็ต้องดูแลตัวเองด้วย ดูแลพี่สะใภ้และเด็กๆ ให้ดีนะคะ"
ฟู่เหวินเหรินพยักหน้า รถไฟกำลังจะออกแล้ว เขาโบกมือส่งสัญญาณให้ฟู่เหวินเหวินกลับไป
หลี่ลี่ฟางและลูกๆ พากันเกาะขอบหน้าต่าง มองดูรถไฟค่อยๆ เคลื่อนตัวจากไป ทิ้งให้น้องสามีของเธอยืนอยู่บนชานชาลาเพียงลำพัง
เมื่อเห็นภาพฟู่เหวินเหวินที่ยืนมองมาด้วยความอาลัย หลี่ลี่ฟางก็ถอนหายใจ: "ถ้าไม่ใช่เพราะลูกของเหวินเหวินยังเล็กจนห่างแม่ไม่ได้ เธอคงจะขอตามมาใช้แรงงานด้วยอีกคนแน่ๆ"
ฟู่เหวินเหรินค้าน: "ยัยนั่นคิดเพ้อเจ้อ เธอแต่งงานออกเรือนไปแล้วก็ต้องอยู่กับครอบครัวสามีสิ อีกอย่าง การถูกส่งมาใช้แรงงานไม่ใช่การไปเที่ยวพักผ่อนนะ นึกอยากจะมาก็มาได้ที่ไหน"
หลี่ลี่ฟางค้อนใส่ฟู่เหวินเหริน
พอเขารู้ตัวว่าพูดจาไม่เข้าหูเมีย ก็รีบส่งยิ้มประจบประแจงให้ลี่ลี่ฟางทันที:
"เมียจ๋าอย่าคิดมากนะ พี่ไม่ได้หมายความว่าไม่อยากให้น้องตัวเองมาลำบาก แต่พี่แค่คิดว่าเธอมีครอบครัวของตัวเองแล้ว เราไมควรไปดึงเธอมาเดือดร้อนด้วย"
หลี่ลี่ฟางแค่นเสียง: "แล้วพี่ก็เต็มใจดึงฉันมาเดือดร้อนงั้นสิ?"
ฟู่เหวินเหรินส่ายหน้า: "เราเป็นสามีภรรยากัน ใจต้องเป็นหนึ่งเดียว แต่งกับไก่ก็ต้องตามไก่ แต่งกับหมาก็ต้องตามหมา ในเมื่อพี่ถูกส่งมาใช้แรงงาน เธอเป็นเมียพี่ก็ต้องตามมาด้วยกันไม่ใช่เหรอ?"
หลี่ลี่ฟางรู้ดีว่าเรื่องมันมาถึงขั้นนี้แล้ว พูดไปก็ไร้ประโยชน์ เธอจึงพาลูกๆ ไปหาที่นั่งเพื่อพักผ่อน เตรียมรับมือกับวันเวลาที่ยากลำบากที่รออยู่เบื้องหน้า
เพียงแต่หลี่ลี่ฟางไม่ได้คาดคิดเลยว่า นอกจากเรื่องที่ต้องทำงานหนักและต้องทนกับสายตาเหยียดหยามจากคนอื่นแล้ว เรื่องปากท้องของพวกเธอกลับไม่ได้ลำบากเลยสักนิด ท้องอิ่มหนำสำราญ แถมยังมีเนื้อให้กิน แทบจะไม่ต่างจากอาหารการกินตอนอยู่ที่ปักกิ่งเลย
หลี่ลี่ฟางนึกในใจว่า หรือเธอจะได้สามีที่เป็น "ยอดชายนายกะละมัง" (ยอดชายนักตุนของ) กันแน่นะ!
[จบบทที่ 26]