- หน้าแรก
- ชีวิตสุดเทพของเด็กหลังห้องกับระบบไร้เทียมทาน
- บทที่ 12 - คาบพละก็ไม่สงบ
บทที่ 12 - คาบพละก็ไม่สงบ
บทที่ 12 - คาบพละก็ไม่สงบ
บทที่ 12 - คาบพละก็ไม่สงบ
หญิงสาวสวมกระโปรงยาวสีขาว ด้านในเป็นเสื้อเชิ้ตลายดอกไม้เล็กๆ สีฟ้า ดวงตากลมโตสดใสราวกับสายน้ำในฤดูใบไม้ร่วง จมูกโด่งรั้นรับกับใบหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพรา
แต่ที่เด็ดสุดๆ คือน้ำเสียงของเธอ มันหวานหยดย้อยจนแทบจะละลายกระดูกคนฟังได้เลย...
ด้วยความที่ลั่วเทียนไม่ค่อยได้เข้าห้องสมุด เขาจึงไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนดังของโรงเรียน ด้วยความสวยระดับนางฟ้าบวกกับนิสัยที่อ่อนโยน ทำให้เธอกลายเป็นเทพธิดาในฝันของหนุ่มๆ นับไม่ถ้วน
ถึงขนาดมีบางคนเข้ามาในห้องสมุดไม่ใช่เพื่ออ่านหนังสือ แต่เพื่อมาแอบมองเธอโดยเฉพาะ
และผู้หญิงคนนี้ก็คือบรรณารักษ์ประจำห้องสมุด มีชื่อว่า 'เซี่ยเยว่'
พอลั่วเทียนได้ยินว่าห้องสมุดปิดก็เริ่มร้อนใจขึ้นมาทันที บ่ายนี้เขามีเรียนนะ จะให้กลับมาอีกรอบได้ยังไง นี่เขาอุตส่าห์ยอมอดข้าวยังไม่ได้กินอะไรเลยเพื่อจะมาอ่านหนังสือเชียวนะ
"พี่สาวคนสวยครับ ช่วยเห็นใจผมหน่อยเถอะนะครับ ถ้าพี่ไล่ผมไปตอนนี้ แล้วผมจะไปอยู่ที่ไหนล่ะครับ?" ลั่วเทียนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องอ้อนวอนขอความเมตตาจากเซี่ยเยว่
เซี่ยเยว่เองก็เป็นคนขี้สงสารอยู่แล้ว ในเมื่อตอนเที่ยงห้องสมุดก็ไม่มีคน จะปล่อยให้เขาอยู่ข้างในก็คงไม่เป็นไร ถือซะว่ามีคนอยู่เป็นเพื่อนด้วย
"ก็ได้จ้ะ น้องจะอ่านหนังสือข้างในนี้ก็ได้ แต่ห้ามส่งเสียงดังนะ หนังสือข้างในหลายเล่มเก่ามากแล้ว เวลาเปิดอ่านต้องระวังให้มากๆ อย่าทำให้หนังสือขาดหรือเสียหายล่ะ" เซี่ยเยว่ยอมอนุญาต แต่ก็ไม่ลืมเตือนสติแบบเป็นงานเป็นการ
ลั่วเทียนพยักหน้ารัวๆ ราวกับไก่จิกข้าวสาร พลางกล่าวขอบคุณอย่างซาบซึ้ง "ขอบคุณครับพี่สาว"
เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว ลั่วเทียนก็รีบพุ่งตัวไปที่ชั้นหนังสือทันที แต่แล้วเขาก็ต้องชะงัก เพราะไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหนดี หนังสือที่นี่มันเยอะเกินไปจริงๆ
ทั้งหนังสือประวัติศาสตร์ วรรณกรรม ดนตรี หรือแม้แต่นิยายและนิตยสารก็มีครบทุกอย่าง ลั่วเทียนไม่รู้ว่าจะหยิบเล่มไหนมาอ่านก่อนดี
"ช่างเถอะ ความรู้เรื่องอื่นๆ ก็สำคัญก็จริง แต่สำหรับฉันตอนนี้มันยังไม่จำเป็นเท่าไหร่ รีบหาความรู้ที่เอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงก่อนดีกว่า" ลั่วเทียนส่ายหน้า
ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ตอนนี้เขาต้องเลือกสิ่งที่จำเป็นก่อน ความรู้พวกการเกษตรอะไรทำนองนั้นเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ยังไงก็ไม่ได้ใช้เร็วๆ นี้แน่
สุดท้ายลั่วเทียนก็ตัดสินใจหยิบหนังสือคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ขั้นสูงออกมาสองเล่ม เขานำไปวางบนโต๊ะแล้วเริ่มอ่านอย่างตั้งอกตั้งใจ
"ติ๊ง! เปิดอ่านหนังสือคณิตศาสตร์ขั้นสูง ค่าประสบการณ์คณิตศาสตร์ +1 ความคืบหน้าปัจจุบัน..."
ลั่วเทียนถอนหายใจยาว เป็นไปตามที่เขาคาดไว้ไม่มีผิด สถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเกิดขึ้นแล้ว สมัยก่อนตอนอ่านหนังสือเรียนคณิตศาสตร์มัธยมปลายเล่มหนึ่ง จะได้ค่าประสบการณ์ตั้งสิบยี่สิบแต้ม แต่ตอนนี้พออ่านหนังสือที่เนื้อหาลึกซึ้งกว่าเดิม กลับเพิ่มค่าประสบการณ์ได้แค่ 5% เท่านั้น
ถ้าคิดตามหลักการนี้ หมายความว่าถ้าอยากจะอัปเลเวล เขาต้องอ่านหนังสือระดับนี้ให้จบถึงยี่สิบสามสิบเล่มเลยเหรอ?
แล้วถ้าทะลุระดับเชี่ยวชาญไปแล้วล่ะ การจะเพิ่มค่าประสบการณ์แค่แต้มเดียวคงยากเย็นแสนเข็ญสุดๆ ไปเลยใช่ไหม?
โชคดีที่ในห้องสมุดมีหนังสือมากมายมหาศาล ไม่อย่างนั้นลั่วเทียนคงมืดแปดด้าน ไม่รู้ว่าอนาคตจะทำยังไงต่อไปดี
"หนังสือพวกนี้เยอะเกินไปแล้ว อ่านเล่มหนึ่งต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ ถ้าเป็นแบบนี้ ต่อไปจะอัปเลเวลทีต้องใช้เวลาตั้งเท่าไหร่เนี่ย?" จู่ๆ ลั่วเทียนก็นึกถึงปัญหานี้ขึ้นมาจนต้องขมวดคิ้วมุ่น
แต่แล้ว ระบบราวกับจะได้ยินเสียงบ่นพึมพำของลั่วเทียน
"ระบบตรวจพบความต้องการของโฮสต์ กำลังจับคู่ทักษะที่เหมาะสม..."
"ติ๊ง! กระตุ้นการทำงานของทักษะการจดจำอย่างมีสมาธิ ทักษะความจำ +1 ความคืบหน้าปัจจุบัน 1/10 ระดับปัจจุบัน: เริ่มต้น"
ลั่วเทียนชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็สัมผัสได้ว่าเนื้อหาความรู้ที่เพิ่งอ่านผ่านตาไปเมื่อครู่ ซึ่งเริ่มจะเลือนลางไปบ้างแล้ว กลับปรากฏชัดเจนขึ้นมาในหัวอีกครั้ง
"เชี่ย!" ลั่วเทียนเผลอสบถออกมาด้วยความดีใจสุดขีด
ไม่นึกเลยว่าระบบจะเทพได้ขนาดนี้ ถึงขั้นเพิ่มความสามารถในการจดจำให้ได้ด้วย ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป เขาก็มีความจำชนิดที่เรียกว่าจำได้ไม่มีวันลืมเลยสิ!
แต่ไอ้การจับคู่ทักษะอัตโนมัติมันคืออะไรกันเนี่ย? หรือว่าระบบนี้จะมีชีวิต สามารถพัฒนาระดับตัวเองได้ตามความต้องการของเขางั้นเหรอ?
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เขาไม่เก่งขึ้นแบบไร้ขีดจำกัดไปเลยหรือไง?
ลั่วเทียนลองหยิกตัวเองดูแรงๆ โอ๊ย เจ็บ!
แต่ความเจ็บก็เป็นการย้ำเตือนว่าทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความฝัน
แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ นี่มันหมายความว่ายังไง?
หมายความว่าในอนาคต เรื่องเรียนเขาจะเป็นอัจฉริยะ เรื่องมนุษยสัมพันธ์เขาจะเป็นหนุ่มฮอตที่ใครๆ ก็หลงรัก เรื่องการใช้ชีวิตเขาก็จะพึ่งพาตัวเองได้สบายๆ
ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองอีกแล้ว จะทำให้พ่อแม่ได้ใช้ชีวิตสุขสบายราวกับเทพเซียน และเมื่อเขาพัฒนาไปเรื่อยๆ การจะก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของชีวิต ได้แต่งงานกับสาวสวยรวยเก่งก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้...
ความฝันสูงสุดของลั่วเทียนก็คือการเป็นคนที่รวยที่สุดในโลก เปิดบริษัทที่ใหญ่ที่สุด กวาดเงินให้มากที่สุด...
ตื่นมานับเงินจนเมื่อยมือ นอนหลับใหลในอ้อมกอดของสาวงาม...
พอคิดถึงตรงนี้ ลั่วเทียนก็แอบหัวเราะคิกคักออกมา ยิ่งหัวเราะก็ยิ่งดังขึ้นเรื่อยๆ...
"ชู่ว เมื่อกี้รับปากพี่ว่ายังไงจ๊ะ? บอกให้เงียบๆ ไง" ไม่รู้ว่าเซี่ยเยว่มายืนอยู่ข้างหลังลั่วเทียนตั้งแต่เมื่อไหร่ เธอเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงดุๆ นิดๆ
"ขอโทษครับ ขอโทษจริงๆ ครับ เมื่อกี้อ่านหนังสือเพลินไปหน่อยเลยอินจัด สัญญาว่าจะไม่มีครั้งหน้าแล้วครับ" ลั่วเทียนรีบขอโทษขอโพยเป็นพัลวัน เซี่ยเยว่จึงไม่อยากจะว่าอะไรต่อ
เธอเพียงแค่กำชับให้ลั่วเทียนรักษาความสงบอีกครั้งก่อนจะเดินจากไป ลั่วเทียนตบหน้าผากตัวเองดังแปะ แล้วบ่นพึมพำว่า "โอย เมื่อกี้มัวแต่อ่านหนังสือเพลิน ลืมไปซะสนิทเลยว่าตอนบ่ายมีเรียน"
พอมองดูเวลา ตอนนี้ก็บ่ายสองโมงสิบนาทีแล้ว เหลือเวลาอีกไม่ถึงยี่สิบนาทีก็จะเข้าเรียน ลั่วเทียนจึงรีบเก็บหนังสือเข้าที่ แล้ววิ่งหน้าตั้งไปที่สนามโรงเรียนทันที
คาบเรียนบ่ายวันนี้คือวิชาพลศึกษา ครูผู้สอนคือเซียงเย่ เป็นชายวัยสี่สิบกว่าๆ หัวล้านเถิก พุงพลุ้ย แถมยังขาโก่งนิดๆ
แต่เห็นหน้าตาแบบนี้ อย่าเพิ่งดูถูกไปเชียวล่ะ สมัยหนุ่มๆ เขาเคยเป็นนักฟุตบอลระดับเมืองมาก่อนนะ แต่เพราะบาดเจ็บตอนแข่งจนไม่สามารถเล่นกีฬาหนักๆ ได้อีก ถึงได้ระเห็จมาเป็นครูสอนฟุตบอลที่โรงเรียนมัธยมที่สี่นี่แหละ
"วันนี้ครูจะมาสอนเรื่องการเลี้ยงบอลนะ การเลี้ยงบอลที่สำคัญที่สุดก็คือการควบคุมลูกบอล ต้องเลี้ยงบอลให้อยู่ติดเท้าให้ได้ ถึงจะมีโอกาสยิงประตู..." เซียงเย่อธิบายพร้อมกับทำท่าสาธิตให้นักเรียนห้องเจ็ดดู
เขาวิ่งเหยาะๆ ไปข้างหน้า สองขาขยับไปมาทำท่าหลอกล่อเหนือลูกบอล ลูกฟุตบอลราวกับมีแม่เหล็กดูดติดอยู่กับเท้าของเขา ไม่หลุดออกไปไหนเลย
"ครูครับ! ลั่วเทียนไม่ได้ใส่กางเกงวอร์มมาครับ"
เสียงตะโกนขัดจังหวะดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แน่นอนว่าเป็นเสียงของฉินสยงที่ยังคงผูกใจเจ็บลั่วเทียนอยู่นั่นเอง
ลั่วเทียนเพิ่งจะวิ่งมาจากห้องสมุด จะเอาเวลาที่ไหนไปเปลี่ยนกางเกงวอร์มล่ะ แถมเซียงเย่เป็นคนสอนเข้มงวดอยู่แล้ว มีกฎชัดเจนว่าเวลาเข้าเรียนต้องสวมกางเกงวอร์ม พอเซียงเย่เห็นกางเกงยีนส์บนตัวของลั่วเทียน สีหน้าของเขาก็เย็นชาลงทันที
"ลั่วเทียน ก้าวออกมา" เซียงเย่สั่งเสียงเข้ม
ลั่วเทียนไม่มีทางเลือก จึงก้าวออกมายืนข้างหน้า เซียงเย่ถามต่อว่า "ทำไมเธอถึงไม่เปลี่ยนกางเกงวอร์ม?"
ลั่วเทียนตอบตามความจริงอย่างซื่อสัตย์ "ขอโทษครับครู ตอนเที่ยงผมไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดจนเพลิน เลยลืมเรื่องนี้ไปสนิทเลยครับ"
เซียงเย่ถอนหายใจยาวพลางส่ายหน้า สมัยนี้อย่าว่าแต่นักเรียนเลย แม้แต่ครูก็เป็นเหมือนกันหมด สนใจแต่วิชาหลัก ไม่ให้ความสำคัญกับวิชาพละเอาเสียเลย ไอ้นโยบายพัฒนาครบทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคมน่ะ มันก็แค่เรื่องตลกหลอกเด็กเท่านั้นแหละ
"โห ลั่วเทียนไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดเองเลยเหรอเนี่ย มิน่าล่ะ ปกติถึงไม่เห็นเขาอ่านหนังสือแต่ดันเรียนเก่ง ที่แท้พวกหัวกะทิเขาก็แอบไปซุ่มพยายามกันนี่เอง"
เพื่อนหลายคนรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที ถ้าลั่วเทียนรู้ว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่ คงได้แต่หัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เขาเพิ่งเคยเข้าห้องสมุดเป็นครั้งแรกในชีวิตวันนี้เอง แต่ดันโดนเข้าใจผิดว่าแอบไปซุ่มขยันซะงั้น
"ครูรู้ว่าพวกเธออยู่มัธยมปลาย ภาระการเรียนหนักเพราะต้องเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย แต่ร่างกายก็ต้องดูแลให้ดีด้วยนะ เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คาบที่แล้วครูสอนเรื่องการยิงประตูไปแล้วใช่ไหม เดี๋ยวครูจะเป็นผู้รักษาประตูให้ ให้โอกาสเธอสิบครั้ง ถ้ายิงเข้าได้สองประตู เรื่องที่ไม่ได้ใส่กางเกงวอร์มมาวันนี้ ครูจะถือว่าหายกัน" เซียงเย่พูดจบก็โยนลูกฟุตบอลให้ลั่วเทียนทันที
ฉินสยงแอบหัวเราะหึๆ ด้วยความสะใจ ทำหน้าตาราวกับคนเจ้าเล่ห์ที่ทำแผนการสำเร็จ ล้อเล่นหรือเปล่า เซียงเย่เคยเป็นนักฟุตบอลระดับเมืองมาก่อนนะ ให้เขาเป็นผู้รักษาประตู ลั่วเทียนคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะเตะเฉียดเสาประตูด้วยซ้ำมั้ง
ส่วนหลี่เสวี่ยเจียวก็มีสีหน้ากังวลใจ เธอรู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของเซียงเย่ดี ถ้ายิงประตูไม่เข้า เซียงเย่คงต้องเอาเรื่องไปฟ้องครูประจำชั้นแน่ๆ
พอคิดได้แบบนั้น หลี่เสวี่ยเจียวก็หันไปถลึงตาใส่ฉินสยงด้วยความโกรธแค้น รู้สึกว่าหมอนี่มันน่ารังเกียจชะมัด คอยแต่จะหาเรื่องลั่วเทียนอยู่เรื่อย ฉินสยงสัมผัสได้ถึงสายตาโกรธเคืองของหลี่เสวี่ยเจียว เขาก็ยิ่งพาลโกรธลั่วเทียนหนักกว่าเดิม เคียดแค้นทวีคูณเข้าไปอีก!
(จบแล้ว)