- หน้าแรก
- ข้ามโลกมาอยู่สำนักหญิงล้วน แต่ดันอ่านตำราเทพออกแค่คนเดียวซะงั้น
- บทที่ 902 อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย
บทที่ 902 อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย
บทที่ 902 อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย
บทที่ 902 อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย
ผู้หญิงปีศาจคนนี้โผล่มาจากไหนกันเนี่ย?
วินาทีที่กระบี่ถูกชักออกจากร่าง 'หร่านซู่เจวียน' ก็เหมือนถูกสูบเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น อาการหน้ามืดวิงเวียนโจมตีเข้ามาเป็นระลอก ร่างกายเซถลา ก่อนจะหงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้นเสียงดัง "ปัง" นอนแผ่หลา ไม่ไหวติงอีกเลย
จากนั้น ท่ามกลางสายตาอันตกตะลึงของกุยเซียว ใบหน้าและรูปร่างของนางก็เริ่มบิดเบี้ยว ผิดรูปผิดร่าง จนกลายเป็นคนละคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับหร่านซู่เจวียนเลยแม้แต่น้อย
เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างเตี้ยผอม หน้าตาจืดชืด!
ที่แท้ 'หร่านซู่เจวียน' ที่เพิ่งลอบโจมตีกุยเซียวอย่างโหดเหี้ยมเมื่อครู่นี้ ก็คือผู้ชายที่ปลอมตัวมานั่นเอง
พอคิดว่าเมื่อกี้ตัวเองเผลอใจไปคิดอะไรแปลกๆ กับผู้ชาย กุยเซียวก็รู้สึกพะอืดพะอม คลื่นไส้จนแทบจะอ้วกออกมา
"ข้าประมาทไปเอง" ชายวัยกลางคนหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษ หายใจหอบถี่ เสียงเบาหวิวแทบจะไม่ได้ยิน "แต่ได้ตายด้วยน้ำมือผู้หญิงเก่งๆ อย่างเจ้า ก็ถือว่าไม่เลว"
ที่แท้ชายผู้นี้มีกายาพิเศษสุดมหัศจรรย์ สามารถเปลี่ยนรูปร่างหน้าตาและน้ำเสียงให้เหมือนกับคนที่เขาสัมผัสตัวได้อย่างไร้ที่ติ จนตาเปล่าแยกไม่ออก
ก่อนหน้านี้ในสนามรบ เขาก็ใส่ชุด 'สำนักศึกษาเสาะมรรคา' ที่เตรียมไว้ ปลอมตัวเป็นศิษย์ในสำนัก แฝงตัวเข้าไปในฝูงชน แล้วคอยลอบโจมตียอดฝีมือของกองกำลังพันธมิตรอยู่เรื่อยๆ ซึ่งก็ทำสำเร็จมาตลอด ไม่มีใครจับได้เลย
ดังนั้น พอพรรคพวกของเขารมควันยาสลบใส่หร่านซู่เจวียน เขาก็ตัดสินใจปลอมตัวเป็นนางทันที โดยไม่ต้องเปลี่ยนชุดด้วยซ้ำ แล้วแกล้งนอนสลบอยู่ข้างทางเพื่อหลอกล่อกุยเซียว หาจังหวะปลิดชีพอีกฝ่าย
แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่า ความผิดพลาดเพียงเล็กน้อยของเขา จะทำให้หนานกงหลิงตัดสินใจเด็ดขาด ชักกระบี่แทงเขาโดยไม่ลังเล
"หร่านซู่เจวียนตัวจริงอยู่ที่ไหน?"
เมื่อเห็นลมหายใจของเขาเริ่มแผ่วลงเรื่อยๆ หนานกงหลิงก็เอ่ยปากถาม
"นะ... นางอยู่ที่..."
อาจจะเพราะรู้ตัวว่ายังไงก็ไม่รอด ชายคนนั้นจึงไม่ได้คิดจะปิดบัง เขาพยายามอ้าปาก ตอบด้วยน้ำเสียงที่เบาหวิว
เสียงของเขาเบามาก จนหนานกงหลิงต้องขยับเข้าไปใกล้ๆ เอียงหูฟัง ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนเหลือไม่ถึงสองเชียะ
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนใกล้จะขาดใจตาย ก็เบิกตากว้าง นัยน์ตาสาดประกายดุร้าย ยกฝ่ามือทั้งสองข้างขึ้น ฟาดเข้าที่หน้าอกอวบอิ่มของหนานกงหลิงอย่างแรง
การโจมตีครั้งนี้ เห็นได้ชัดว่าเขารีดเร้นพละกำลังเฮือกสุดท้ายทั้งหมดที่มีออกมา ทั้งความเร็วและความรุนแรง แทบไม่ต่างจากตอนที่เขายังอยู่ในสภาพสมบูรณ์เลย
หนานกงหลิงไม่คาดคิดว่าอีกฝ่ายจะมีแรงเหลือพอจะโจมตี นางหน้าถอดสี ร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบถีบเท้ากระโดดถอยหลังหนีสุดชีวิต
แม้จะหลบการโจมตีมาได้อย่างหวุดหวิด แต่ร่างของนางก็เสียสมดุล เซถลา ถอยกรูดไปด้านหลังอย่างควบคุมไม่ได้
"ฟุ่บ!"
ในตอนนั้นเอง ก็มีเงาร่างสายหนึ่งพุ่งออกมาจากที่ไหนก็ไม่รู้ รวดเร็วปานสายลมและสายฟ้าแลบ โผล่มาอยู่ด้านหลังนางในพริบตาเดียวกำหมัดขวาแน่น พุ่งเข้าชกที่กลางหลังของนางอย่างแรงจนเกิดเสียงแหวกอากาศ
"ระวัง!"
กุยเซียวตกใจสุดขีด จำได้ทันทีว่าเงาร่างนี้ก็คือคนลึกลับที่ลักพาตัวหร่านซู่เจวียนไปก่อนหน้านี้ เขาร้องเตือนเสียงดัง ย่อเข่าลงเตรียมจะดีดตัวเข้าไปช่วยหนานกงหลิง
ทว่า ความเร็วของเงาร่างนั้นเร็วกว่ามาก แถมยังโผล่มาแบบไม่ให้ซุ่มให้เสียง กว่ากุยเซียวจะตั้งตัวได้ ก็สายเกินไปเสียแล้ว
"ฉึก!"
ในขณะที่เขาคิดว่าหนานกงหลิงต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของเงาร่างนี้แน่ๆ เสียงของมีคมแทงทะลุเนื้อก็ดังขึ้นข้างหู ภาพตรงหน้ากลับพลิกผันเกินความคาดหมายของเขาไปไกล
ในจังหวะที่หนานกงหลิงเซถอยหลัง กระบี่ในมือของนางก็ถูกแทงสวนกลับไปข้างหลังอย่างพอดิบพอดี เสียบเข้าที่หน้าอกของเงาร่างนั้นอย่างจัง ทั้งจังหวะและมุมของการแทง ล้วนสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ ราวกับนางรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะถูกลอบโจมตีจากด้านหลัง
เงาร่างที่รวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ถูกเสียบติดคาด้ามกระบี่ หยุดนิ่งไม่ไหวติง เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง
เป็นชายหนุ่มชุดเทา หน้าตาธรรมดา อายุราวๆ ยี่สิบหกยี่สิบเจ็ดปี
ตอนนี้ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ มีเลือดไหลซึมที่มุมปาก แสงในดวงตาค่อยๆ หม่นลง คอพับคออ่อน ร่างกายห้อยต่องแต่งอยู่บนกระบี่ราวกับไก่ย่างบาร์บีคิว จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต เขาคงยังคิดไม่ตก ว่าตัวเองโดนแทงได้ยังไง
"นะ... นี่มัน..."
ชายวัยกลางคนที่นอนอยู่บนพื้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่คิดเลยว่าเหตุการณ์จะออกมาเป็นแบบนี้ เมื่อเห็นว่าการลอบโจมตีของตัวเองล้มเหลว แถมเพื่อนยังถูกเสียบเป็นลูกชิ้นปิ้ง หมดโอกาสที่จะทำร้ายอีกฝ่ายได้อีก สีหน้าของเขาก็หมองลง ก่อนจะคอพับ สิ้นลมหายใจไปในที่สุด
"จะ... เจ้าเดาได้ยังไงว่าเขาจะลอบโจมตี?"
กุยเซียวนัยน์ตาสาดประกายประหลาดใจ เงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมา
"ในเมื่อกายาพิเศษของชายคนนี้ คือการเปลี่ยนรูปร่างหน้าตา" หนานกงหลิงชี้มือเรียวงามดุจหยกไปที่ศพของชายวัยกลางคนบนพื้น แล้วยิ้มหวาน "งั้นคนที่มีกายาความเร็ว ที่สามารถพาตัวพี่สาวหร่านไปต่อหน้าต่อตาพวกเราได้ ก็ต้องเป็นอีกคนสิ ข้าเลยแกล้งทำเป็นเซถอยหลัง เพื่อล่อให้เขาออกมาลอบโจมตี โชคดีที่เขาเป็นพวกใจร้อน หลงกลง่ายๆ ไม่งั้นด้วยความเร็วของเขา การจะหาตัวให้เจอ คงยากน่าดูเลยล่ะ"
"แล้วเจ้ารู้ได้ยังไงว่าเขาจะโจมตีจากข้างหลัง..."
กุยเซียวพูดไปได้ครึ่งประโยค ก็หยุดชะงัก นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความเข้าใจ
เมื่อมองดูรูปร่างอรชรของหนานกงหลิง เขาก็เพิ่งสังเกตเห็นว่า ทิศทาง ตำแหน่ง และจังหวะการก้าวถอยหลังของนาง ล้วนถูกคำนวณมาอย่างดิบดี นางตั้งใจหันหน้าเข้าหาเขาพอดีเป๊ะ นอกเหนือจากด้านหลังแล้ว ชายชุดเทาก็คงหาองศาอื่นที่จะลอบโจมตีไม่ได้อีกแล้ว
ผู้หญิงคนนี้น่ากลัวจริงๆ!
มิน่าล่ะ ถึงได้ปั่นหัวเซินถูซะอยู่หมัด
พอคิดว่านางใช้เวลาแค่แป๊บเดียว ก็สามารถใช้ความฉลาดหลักแหลมจัดการกับผู้มีกายาพิเศษที่รับมือยากถึงสองคนรวด แม้แต่คนหยิ่งยโสอย่างกุยเซียว ยังอดไม่ได้ที่จะขนลุกซู่ รู้สึกทึ่งในตัวนางอย่างเงียบๆ
"สองคนนี้ตายหมดแล้ว"
หลังจากทึ่งอยู่พักหนึ่ง เขาก็นึกขึ้นได้ "แล้วเราจะตามหานางเจอยังไงล่ะ?"
"นาง" ที่เขาหมายถึง ก็คือหร่านซู่เจวียนที่ถูกชายชุดเทาลักพาตัวไปนั่นเอง
"ในเมื่อเขาสามารถฉวยโอกาสลอบโจมตีข้าได้ แสดงว่าเมื่อกี้เขาต้องแอบดูอยู่ใกล้ๆ แน่นอน" หนานกงหลิงตอบ "พี่สาวหร่านคงไม่ได้อยู่ไกลจากนี้เท่าไหร่หรอก เราลองหาแถวๆ นี้ดูก็แล้วกัน"
"ตกลง!" กุยเซียวพยักหน้า เริ่มเชื่อถือในตัวนางมากขึ้น
"วางใจเถอะ พี่สาวหร่านเป็นสาวงามระดับล่มเมืองขนาดนั้น"
เหมือนจะดูออกว่าเขากำลังกังวล หนานกงหลิงจึงพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "แถมยังตกไปอยู่ในมือผู้ชายสองคนนี้ พวกเขาไม่มีทางทำอันตรายนางหรอก"
พูดจบ นางก็หันหลัง เดินนำเข้าไปในป่าอย่างรวดเร็ว
"หวังว่าจะเป็นอย่างนั้นนะ" กุยเซียวถอนหายใจ แล้วเดินตามไปติดๆ
และก็เป็นไปตามคาด เพียงแค่หนึ่งเค่อต่อมา ทั้งสองคนก็พบหร่านซู่เจวียนนอนสลบไสลอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
สีหน้าของนางสงบนิ่ง ลมหายใจสม่ำเสมอ หลับสนิทราวกับไม่รับรู้เรื่องราววุ่นวายที่เกิดขึ้นภายนอกเลยแม้แต่น้อย
แต่ถ้ามองใกล้ๆ จะเห็นว่าที่หางตาของหร่านซู่เจวียน มีหยดน้ำตาใสๆ เกาะอยู่ลางๆ
...
"ปัง!" "ปัง!"
พร้อมกับเสียงดังสนั่นสองครั้ง องครักษ์เงาวิญญาณสองคนที่พุ่งเข้ามาพร้อมกับเงื้อดาบหมายจะฟันจงเหวิน ก็ถูกซัดจนกระเด็นถอยหลังไปราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง ร่างกระแทกเข้ากับหน้าผาอย่างแรง
แรงกระแทกอันมหาศาล ทำให้ร่างของทั้งสองแหลกละเอียด เลือดเนื้อสาดกระเซ็น สภาพการตายดูสยดสยองเกินบรรยาย
"ยังมีอีกไหม?"
จงเหวินปัดมือทั้งสองข้างอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะหันไปมองนักบุญเจ็ดดาราที่ยังยืนอยู่ได้เพียงคนเดียว แล้วยิ้มกริ่มถามว่า "ถ้ายังมีพวกลูกกระจ๊อกเหลืออยู่อีก ก็เรียกออกมาให้หมดเลยสิ จะได้จัดการรวดเดียวให้เสร็จๆ ไป ขี้เกียจเสียเวลา"
ร่างกายของไอ้เด็กนี่ ทำไมถึงแข็งแกร่งได้ขนาดนี้?
นัยน์ตาของนักบุญเจ็ดดาราฉายแววประหลาดใจ ในใจเกิดคลื่นลมปั่นป่วน รู้สึกเหมือนโลกทัศน์พังทลายลง
เขาแน่ใจเลยว่า ในสถานการณ์ที่ใช้พลังปราณไม่ได้ ต่อให้เขาลงมือเอง ก็ไม่มีทางรับมือได้สบายๆ และชิลล์ๆ เหมือนจงเหวิน ที่จัดการศัตรูได้ด้วยการชกต่อยแค่ไม่กี่ทีแน่นอน
"อย่าเพิ่งคิดว่าตัวเองชนะแล้วสิ" เขาสูดหายใจลึกๆ ชูกระบี่ในมือชี้ตรงไปที่หน้าอกของจงเหวิน แล้วพูดช้าๆ
"อ้าว ไม่ใช่เหรอ?" จงเหวินลูบจมูก แกล้งทำเป็นสงสัย "หรือว่าผู้อาวุโสเจ็ดดารายังมีไม้ตายก้นหีบที่ยังไม่ได้งัดออกมาใช้อีกล่ะ?"
"ไอ้หนู อย่าเพิ่งดีใจไปหน่อยเลย" นักบุญเจ็ดดารากดเสียงต่ำ พูดเน้นทีละคำ "พลังของนักบุญรุ่นเก๋า ไม่ใช่สิ่งที่เจ้าจะจินตนาการถึงได้หรอกนะ"
พูดพลาง เขาก็ดึงแขนขวาไปด้านหลัง ย่อเข่าลงเล็กน้อย ตั้งท่าเตรียมพร้อมสุดประหลาด
"เชิญเลย ข้ารับมืออยู่แล้ว" จงเหวินเห็นเขาพูดจาซะน่ากลัว นัยน์ตาก็ฉายแววเคร่งเครียดขึ้นมาวูบหนึ่ง ค่อยๆ ยกแขนขวาขึ้นมาตั้งการ์ด รวบรวมสมาธิเตรียมพร้อมรับมือเต็มที่
"ฟุ่บ!"
หลังจากนั้น ท่ามกลางสายตาที่รอคอยของจงเหวิน นักบุญเจ็ดดารากลับดีดตัวพุ่งทะยานไปในทิศทางตรงกันข้ามกับเขาอย่างรวดเร็ว และหายลับไปในป่าทึบในพริบตาเดียว
ไอ้ที่ทำท่าเหมือนจะงัดไม้ตายออกมาเมื่อกี้ ที่แท้ก็ใช้วิชาตัวเบาขั้นสุดยอด เผ่นแน่บไปซะงั้น!
[จบตอน]