เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 - ลมฝนที่เริ่มตั้งเค้า

บทที่ 32 - ลมฝนที่เริ่มตั้งเค้า

บทที่ 32 - ลมฝนที่เริ่มตั้งเค้า


บทที่ 32 - ลมฝนที่เริ่มตั้งเค้า

ในวินาทีที่ได้เห็นสร้อยเทพฝาแฝด เย่เฉินก็นึกถึงเจียงซิงเยว่ที่ยังคงอยู่ที่สำนักไป๋สื่อเต้าขึ้นมาทันที

นางคือสุดยอดวายร้ายที่มีโชคชะตาสีทองทว่าหลังจากถูกหลอมเป็นทาสซากศพ แม้นางจะยังคงหลงเหลือสติปัญญาอยู่บ้างแต่ก็ยังคงตกอยู่ในสภาวะที่สับสนมึนงงและไม่สามารถสื่อสารได้อย่างเป็นปกติ

หากได้รับความช่วยเหลือจากสร้อยเทพฝาแฝดนี้ เขาเชื่อมั่นว่าอีกไม่นานนางจะสามารถกลับมาเป็นปกติและเดินบนเส้นทางที่นางควรจะเดินได้แน่นอน!

นอกจากนี้สมบัติชิ้นอื่นๆ ก็ค่อนข้างจะธรรมดาไปหน่อย อย่างน้อยสำหรับเย่เฉินในตอนนี้สิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีเสน่ห์ดึงดูดใจมากนัก

"ครั้งนี้ถือว่ามาไม่เสียเที่ยวจริงๆ!"

เย่เฉินพึมพำกับตัวเองด้วยความพึงพอใจพลางเก็บแหวนของฉินจั้นเทียนเข้ากระเป๋า

จากนั้นเขาก็เดินออกจากถ้ำและมุ่งหน้ากลับสู่เมืองเทียนหมอทันที!

...

ห่างจากเทือกเขารกร้างไปหลายร้อยลี้ ภายในร่องน้ำลึกแห่งหนึ่งมีเงาร่างอ้วนท้วนกำลังเดินกะโผลกกะเผลกไปข้างหน้า

คนผู้นั้นจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเจิ้งหยุน

ที่เขาอยู่ในสภาพเช่นนี้ไม่ได้เป็นเพราะได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด ทว่าเขากำลังกวาดสายตาไปรอบๆ ราวกับกำลังค้นหาอะไรบางอย่าง

"ไอ้เจ้าฉินจั้นเทียนบ้าเอ๊ย เพียงพริบตาเดียวก็หายตัวไปจนไร้ร่องรอยเสียแล้ว!"

"อย่าให้ข้าหาเจ้าเจอนะ ไม่อย่างนั้นเจ้าได้เจอดีแน่!"

...

หลังจากเย่เฉินกลับมาถึงเมืองเทียนหมอ สิ่งแรกที่เขาทำคือการมุ่งหน้าไปยังหอเทียนเป่า

ทว่าในครั้งนี้เขาไม่ได้เดินเข้าไปด้วยตัวตนที่แท้จริงของตนเองอย่างสง่าผ่าเผย แต่เขาสวมชุดคลุมสีดำตัวใหญ่ปกคลุมร่างกายไว้มิดชิดและใช้พลังวิญญาณห่อหุ้มตนเองเอาไว้อีกชั้น!

ด้วยเหตุนี้สัมผัสวิญญาณของคนอื่นจึงไม่สามารถมองทะลุผ่านชุดคลุมสีดำนี้เข้ามาได้

เหตุผลที่เขาต้องทำอย่างลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ก็เพราะเขากำลังจะนำสมบัติที่ขโมยมาออกไปขายนั่นเอง

เย่เฉินต้องการจะกำจัดสิ่งของจากแหวนของฉินจั้นเทียนออกไปเพื่อเปลี่ยนเป็นเงิน ทว่าเขาไม่อยากถูกหออวิ๋นเซียวหมายหัวเอาได้จึงต้องใช้วิธีนี้

คนที่ทำหน้าที่ต้อนรับเย่เฉินในครั้งนี้คือหร่วนจิ้ง ในช่วงหลายวันที่ผ่านมานางมักจะรู้สึกหดหู่และสับสนอยู่ในใจลึกๆ จนทำอะไรไม่ถูก

ทว่าทันทีที่นางเห็นเย่เฉินเดินเข้ามา นางก็รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

ลูกค้าที่มีการแต่งกายเช่นนี้ส่วนใหญ่มักจะมาเพื่อทำธุรกรรมครั้งใหญ่ และเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตและกลัวจะถูกใครแอบตามจึงต้องซ่อนตัวตนเอาไว้

นางเดินเข้าไปหาด้วยท่วงท่าที่งดงามพลางเอ่ยถาม

"ท่านลูกค้า ไม่ทราบว่ามีอะไรให้พวกเราช่วยเหลือหรือไม่คะ?"

เย่เฉินจ้องมองคนคุ้นเคยตรงหน้าและรู้สึกขัดเขินอยู่เล็กน้อยในใจ เพราะเขารู้ดีว่าตนเองเป็นคนไปแย่งชิงวาสนาของนางมา

เขาแสร้งทำเป็นกระแอมไอสองครั้งแล้วกล่าว

"หอเทียนเป่าของพวกเจ้าคงจะรับซื้อสมบัติด้วยใช่หรือไม่?"

เมื่อได้ยินดังนั้นหร่วนจิ้งก็ดีใจอย่างยิ่งและรีบตอบกลับทันที

"รับซื้อแน่นอนค่ะ ไม่ทราบว่าท่านลูกค้าต้องการจะขายสมบัติประเภทใดหรือคะ?"

เย่เฉินนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "มีหลายอย่าง หลากหลายประเภทปะปนกันไป!"

"เช่นนั้นเชิญท่านลูกค้าขึ้นไปด้านบนเถอะค่ะ!"

เมื่อพิจารณาจากการแต่งกายและคำพูดของเย่เฉิน หร่วนจิ้งก็รู้ได้ทันทีว่าสิ่งของที่เขานำมาขายอาจจะมีที่มาไม่ค่อยโปร่งใสนัก

ทว่านางไม่มีทางทิ้งโอกาสนี้ไปเด็ดขาด เพราะหอเทียนเป่ามีเบื้องหลังที่แข็งแกร่งมาก การจะจัดการสิ่งของพวกนี้จึงไม่ใช่เรื่องเหนือบ่ากว่าแรงเลยแม้แต่น้อย

ไม่นานนักเย่เฉินก็เดินตามหร่วนจิ้งขึ้นไปยังชั้นสองของหอเทียนเป่า

ทันทีที่ก้าวเข้าสู่ชั้นสอง กลิ่นหอมที่ช่วยให้สมองปลอดโปร่งก็พุ่งเข้าใส่จมูกทันที ภายในชั้นสองตกแต่งอย่างหรูหราด้วยโต๊ะไม้หอมและเครื่องหอมที่ให้บรรยากาศสงบและสง่างาม

มีคนเพียงไม่กี่คนที่กำลังเดินเลือกชมสิ่งของอยู่บนชั้นนี้ แต่ละคนสวมใส่เสื้อผ้าชั้นดีและมีกลิ่นอายที่สูงส่ง เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่คนธรรมดาทั่วไป

"เชิญท่านลูกค้าทางนี้ค่ะ!"

หร่วนจิ้งพาเย่เฉินเดินตรงเข้าไปด้านในสุดของชั้นสองจนถึงหน้าห้องพักที่เงียบสงบห้องหนึ่งก่อนจะเคาะประตู

"ผู้เฒ่าหลี่ มีลูกค้ามาหาค่ะ!"

ผ่านไปครู่หนึ่งเสียงอันแหบพร่าและแก่ชราก็ดังออกมาจากข้างใน "เข้ามาได้!"

หร่วนจิ้งยินดียิ่งนักพลางหันมากล่าวกับเย่เฉิน

"เชิญท่านลูกค้าเข้าไปได้เลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นสมบัติชนิดใดผู้เฒ่าหลี่จะช่วยจัดการให้ท่านเอง ท่านจะได้รับราคาที่ยุติธรรมที่สุดแน่นอน พวกเราทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา ท่านวางใจได้เลยค่ะ!"

เย่เฉินไม่ได้พูดอะไรออกมา เขาเพียงแค่พยักหน้าเบาๆ แล้วเดินเข้าห้องไป

ภายในห้องพักนั้นค่อนข้างเรียบง่าย มีเพียงโต๊ะไม้ตัวหนึ่งและเบาะรองนั่งไม่กี่อัน

ที่อีกด้านหนึ่งของโต๊ะมีชายชราที่มีผมและเคราขาวโพล่งนั่งอยู่ เขากำลังหลับตาทำสมาธิโดยมีกลุ่มควันจางๆ ลอยวนเวียนอยู่รอบกาย ดูแล้วช่างมีท่าทางประหนึ่งผู้วิเศษที่อยู่เหนือโลกจริงๆ!

เย่เฉินเรียกดูบทชีวิตของคนผู้นี้ตามสัญชาตญาณและพบว่าเขาเป็นถึงยอดฝีมือระดับจุดไฟเทพ ทว่าจุดเปลี่ยนโชคชะตาที่สำคัญที่สุดของเขาในตอนนี้คือการที่เขาจะเสียชีวิตลงในอีกสองสัปดาห์ข้างหน้า

ชายชราได้ยินเสียงฝีเท้าของเย่เฉินจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้นและกล่าวเรียบๆ "นั่งสิ"

เย่เฉินพยักหน้าและทรุดตัวลงนั่งบนเบาะรองนั่ง

"ไม่ทราบว่าท่านลูกค้าต้องการจะนำอะไรมาขายอย่างนั้นหรือ?" ชายชราเอ่ยถาม

เย่เฉินไม่ได้ตอบคำถามทว่าเขาหยิบแหวนเก็บของของฉินจั้นเทียนออกมาวางลงบนโต๊ะแทน

สิ่งของภายในแหวนนอกจากหินวิญญาณและวัตถุดิบล้ำค่าบางอย่างที่เขาเก็บไว้แล้ว อย่างอื่นเขาก็ยังคงไว้ในสภาพเดิมทั้งหมด

แน่นอนว่าตำราวิชาตัวเบาอวิ๋นเซียวเขาก็เก็บเอาไว้เช่นกัน

แม้เขาจะมีพลังวิญญาณที่แข็งแกร่งทว่าก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะสามารถอ่านวิชาระดับลึกลับเพียงครั้งเดียวแล้วเข้าใจได้อย่างถ่องแท้

สำหรับการที่เย่เฉินหยิบแหวนเก็บของออกมาขายโดยตรงเช่นนี้ ชายชราดูเหมือนจะคุ้นเคยกับเรื่องแบบนี้ดีจึงไม่ได้แสดงท่าทีแปลกใจออกมา

ทว่าทันทีที่เขาหยิบแหวนไปและส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปสำรวจข้างใน เขาก็ต้องชะงักไปทันที

ตุ้บ!

แหวนร่วงหล่นลงบนโต๊ะและส่งเสียงดังใสออกมา

เย่เฉินมองดูชายชราด้วยความสงสัย "มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?"

ชายชราเบิกตากว้างขึ้นและเริ่มสำรวจเย่เฉินด้วยความสงสัยใคร่รู้ เขาอยากรู้เหลือเกินว่าคนในชุดคลุมสีดำคนนี้มีที่มาอย่างไรกันแน่

ถึงขนาดกล้าลงมือสังหารคนของหออวิ๋นเซียวเชียวหรือ!

เขามองอยู่นานทว่าสัมผัสวิญญาณของเขาก็ยังไม่อาจมองทะลุผ่านม่านหมอกที่ห่อหุ้มตัวเย่เฉินเข้าไปได้เลย

จิตใจของเขายิ่งสั่นสะท้านมากขึ้นไปอีก หรือว่าคนตรงหน้าจะเป็นยอดฝีมือที่อยู่เหนือระดับจุดไฟเทพขึ้นไปกันแน่!

ท่าทีของเขาจึงเปลี่ยนเป็นนอบน้อมขึ้นมาทันที "สิ่งของที่ท่านลูกค้านำมานั้นช่างน่าตกใจยิ่งนัก ข้าเสียมารยาทไปหน่อย โปรดอภัยให้ด้วยเถิด!"

เย่เฉินยิ้มบางๆ "หอเทียนเป่าน่าจะจัดการสิ่งของพวกนี้ได้ใช่ไหม?"

ชายชราพยักหน้ายืนยัน "แน่นอนอยู่แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่หอเทียนเป่าจัดการไม่ได้!"

"ดีมาก เช่นนั้นข้าขอขายทั้งหมดนี่เลย ท่านลองตีราคามาสิ!"

"ท่านลูกค้าโปรดรอสักครู่!"

ชายชราหยิบแหวนขึ้นมาอีกครั้งและตรวจสอบอย่างละเอียดอยู่พักใหญ่ ก่อนจะชูนิ้งโป้งขึ้นมาหนึ่งนิ้วแล้วกล่าว

"ทางหอเทียนเป่าของพวกเราสามารถให้ราคาหนึ่งแสนหินวิญญาณระดับสูงสำหรับแหวนวงนี้ ท่านคิดว่าอย่างไรครับ?"

เมื่อได้ยินดังนั้นเย่เฉินก็นิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะส่ายหน้าช้าๆ

"มันน้อยเกินไป!"

เขาสามารถรับประกันได้ว่าลำพังเพียงตำราวิชาลับของหออวิ๋นเซียวที่มีอยู่ในนั้นก็น่าจะมีค่ามากกว่าราคานี้แล้ว ยังไม่นับรวมสมบัติล้ำค่าชิ้นอื่นๆ อีก

ทว่าชายชรากลับกล่าวตอบอย่างนิ่งสงบ

"ท่านลูกค้าต้องเข้าใจว่าการที่หอเทียนเป่าจะจัดการสิ่งของพวกนี้ พวกเราเองก็ต้องแบกรับความเสี่ยงอยู่ไม่น้อยเช่นกัน ดังนั้นสมบัติหลายชิ้นจึงไม่อาจให้ราคาตามท้องตลาดทั่วไปได้"

"เอาอย่างนี้แล้วกัน หนึ่งแสนหินวิญญาณระดับสูงบวกกับเตาปรุงยาระดับลึกลับอีกหนึ่งเตา แล้วข้าจะมอบแหวนวงนี้ให้พวกเจ้าไปเลย!"

ชายชรานิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตกลง "ตกลงครับ ถือเสียว่าเป็นการทำความรู้จักกับท่านลูกค้าไว้ก็แล้วกัน!"

พูดจบเขาก็เก็บแหวนไปและวาดนิ้วเป็นตัวอักษรไม่กี่คำกลางอากาศ ซึ่งมันแปรสภาพเป็นสายแสงและพุ่งหายไปทันที

"เชิญท่านลูกค้าออกไปหาคนรับใช้ที่พาเข้ามาเมื่อครู่ได้เลยครับ นางจะมอบค่าตอบแทนที่ตกลงกันไว้ให้ท่านเอง!"

หอเทียนเป่าเป็นขุมกำลังที่ยิ่งใหญ่ เย่เฉินย่อมไม่กังวลว่าชายชราจะโกหก เขาจึงพยักหน้าและเดินออกจากห้องไป

ทันทีที่เย่เฉินปิดประตูห้องพักลง สีหน้าอันสงบเยือกเย็นของชายชราก็พลันหายวับไปและถูกแทนที่ด้วยความกังวลอย่างหนัก

"ยอดฝีมือของหออวิ๋นเซียวมาจบชีวิตลงที่เมืองเทียนหมอ ดูท่าว่าการปะทะกันครั้งที่สองระหว่างธรรมะและอธรรมคงจะอยู่ไม่ไกลแล้ว!"

"เดิมทีข้ายังหวังว่าจะหาโอกาสทะลวงระดับพลังเพิ่มขึ้นอีกหน่อย แต่ดูท่าว่าสวรรค์คงตั้งใจจะปลิดชีพข้าจริงๆ เสียแล้ว!"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 32 - ลมฝนที่เริ่มตั้งเค้า

คัดลอกลิงก์แล้ว