- หน้าแรก
- ระบบดูดซับพรสวรรค์สุดโกง สู่หน่วยพิฆาตอสูร
- บทที่ 44 - รับอสูรศิลาทองคำเป็นสัตว์เลี้ยง ค้นหาสมบัติล้ำค่า
บทที่ 44 - รับอสูรศิลาทองคำเป็นสัตว์เลี้ยง ค้นหาสมบัติล้ำค่า
บทที่ 44 - รับอสูรศิลาทองคำเป็นสัตว์เลี้ยง ค้นหาสมบัติล้ำค่า
บทที่ 44 - รับอสูรศิลาทองคำเป็นสัตว์เลี้ยง ค้นหาสมบัติล้ำค่า
เมื่อเห็นว่าซูเย่กำลังจะลงมือปลิดชีพ อสูรศิลาทองคำก็รีบคุกเข่าลงกับพื้นและเผยสีหน้าอ้อนวอนด้วยร่างกายที่บาดเจ็บสาหัส
"นี่ยอมจำนนแล้วเหรอ"
เมื่อเห็นภาพตรงหน้า ซูเย่ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เขาอยู่ที่เมืองฐานทัพตงไห่มานาน ย่อมเคยได้ยินเรื่องที่สัตว์อสูรยอมจำนนมาบ้าง
อันที่จริงมีนักสู้หลายคนที่เคยเห็นสัตว์อสูรยอมจำนน นักสู้บางคนก็รับสัตว์อสูรที่ยอมจำนนเหล่านี้มาเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อช่วยในการต่อสู้
แต่ก็มีนักสู้บางคนที่มีความแค้นฝังลึกกับสัตว์อสูร ต่อให้พวกมันยอมจำนน พวกเขาก็จะฆ่าพวกมันทิ้งอย่างไม่ลังเล
แต่ที่แน่ๆ ก็คือสัตว์อสูรที่เลือกจะยอมจำนนส่วนใหญ่มักจะเป็นสัตว์อสูรระดับต้นหรือสัตว์อสูรระดับกลาง ส่วนสัตว์อสูรระดับสูงนั้นมีน้อยมาก
สัตว์อสูรระดับยอดฝีมือยิ่งแทบไม่มีเลย
โดยทั่วไปสัตว์อสูรระดับสูงสุดอย่างอสูรศิลาทองคำนั้นมีสายเลือดที่สูงส่งและหยิ่งยโส แถมยังมีความแข็งแกร่งมาก
พวกมันยอมตายดีกว่าต้องก้มหัวให้มนุษย์
ในเมืองฐานทัพตงไห่ สัตว์อสูรระดับสูงสุดอย่างอสูรศิลาทองคำที่เลือกจะยอมจำนนทันทีที่เผชิญกับวิกฤติความเป็นความตายแบบนี้ นี่ถือเป็นตัวแรกเลยล่ะ
"ฉันจะเชื่อใจแกได้ยังไงว่าไม่ได้แกล้งยอมแพ้"
ซูเย่ยังไม่ยอมลดละการโจมตี เขายังคงกำกระบี่เหล็กแน่นและถามด้วยน้ำเสียงดุดัน
ท้ายที่สุดแล้ว อสูรศิลาทองคำตรงหน้าก็เป็นถึงสัตว์อสูรระดับสูงสุด แถมยังมีพรสวรรค์การป้องกันระดับสูงสุด มีความแข็งแกร่งน่าเกรงขาม
หากมันตลบตะแลงในจังหวะสำคัญ แม้แต่ตัวเขาเองก็อาจจะบาดเจ็บสาหัสได้
"โฮก..."
อสูรศิลาทองคำส่งเสียงร้องเบาๆ ก่อนจะใช้มือทำท่าทางบางอย่าง
ซูเย่ทำหน้างงเป็นไก่ตาแตก
"หืม นี่มันคืออะไร"
จู่ๆ อสูรศิลาทองคำก็เปิดจิตใจของตัวเองและยอมปล่อยให้ตราประทับวิญญาณสายหนึ่งลอยออกจากร่างเข้ามาในหัวของซูเย่
"เจ้านาย"
วินาทีต่อมา เสียงของอสูรศิลาทองคำก็ดังขึ้นในหัวของซูเย่
เป็นเสียงที่ไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อยไม่มีผิด
"อสูรศิลาทองคำ นี่มันเกิดอะไรขึ้น"
ซูเย่ขมวดคิ้วและถามขึ้น
"เจ้านาย นี่คือตราประทับวิญญาณของข้าเอง"
จากนั้นคำอธิบายของอสูรศิลาทองคำก็ทำให้ซูเย่เข้าใจเกี่ยวกับการยอมรับนายของสัตว์อสูร
พูดง่ายๆ ก็คือตอนนี้ซูเย่ได้ควบคุมตราประทับวิญญาณของอสูรศิลาทองคำไว้แล้ว เขาสามารถชี้เป็นชี้ตายมันได้อย่างอิสระ
ขอเพียงซูเย่คิดแค่แวบเดียว ต้นกำเนิดวิญญาณในร่างของอสูรศิลาทองคำก็จะแห้งเหือดลงอย่างรวดเร็ว
หากสูญเสียวิญญาณไป อสูรศิลาทองคำก็จะตายสนิท
ในทางกลับกัน ต่อให้อสูรศิลาทองคำตาย ซูเย่ก็ไม่ได้รับผลกระทบใดๆ ทั้งสิ้น
ด้วยวิธีนี้ เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติความเป็นความตาย เพื่อความอยู่รอด อสูรศิลาทองคำย่อมไม่กล้าคิดคดทรยศและจะเชื่อฟังคำสั่งอย่างว่าง่ายแน่นอน
จู่ๆ ก็ได้สัตว์เลี้ยงมาหนึ่งตัว ซูเย่ยังคงมึนงงอยู่เล็กน้อย
แต่ในฐานะตัวกลายพันธุ์ของสัตว์อสูรหินชิงสือ อสูรศิลาทองคำไม่เพียงแต่มีพรสวรรค์การป้องกันที่สูงส่ง แต่ยังมีทักษะสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการป้องกันได้อีกด้วย
เมื่อสองความสามารถนี้รวมกัน มันก็แข็งแกร่งจนน่ากลัวเลยทีเดียว
แม้นับรวมสัตว์อสูรระดับสูงสุดทั้งหมด อสูรศิลาทองคำตรงหน้าก็ถือว่าแข็งแกร่งมากแล้ว
เขาคาดว่าในเมืองฐานทัพตงไห่ นอกจากเขาแล้ว คงไม่มีใครสามารถรับมือกับอสูรศิลาทองคำตัวนี้ได้เลย
แม้แต่การโจมตีของปรมาจารย์ยุทธ์อย่างเฉินคั่วไห่ สำหรับอสูรศิลาทองคำตัวนี้แล้วคงเหมือนแค่สะกิดคันๆ เท่านั้นแหละ
โชคดีที่อสูรศิลาทองคำตัวนี้ขี้เซาเกินไป ไม่มีความอยากต่อสู้มากนัก มิฉะนั้นเมืองฐานทัพตงไห่ทั้งเมืองคงต้องเผชิญกับหายนะครั้งใหญ่แน่
"ในอนาคตฉันจะต้องเดินทางไปที่เมืองฐานทัพแดนสวรรค์ ซึ่งระยะทางระหว่างสองเมืองฐานทัพนี้ห่างกันถึงหนึ่งหมื่นกิโลเมตร ไกลขนาดนี้ต่อให้มีสมาคมการค้าไห่เหลียนคอยดูแล แต่ระหว่างทางก็คงต้องเจออันตรายแน่นอน"
"พาอสูรศิลาทองคำตัวนี้ไปด้วยก็เหมือนมีหลักประกันเพิ่มขึ้นอีกอย่าง"
ซูเย่ครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น เขาก็ไม่ลืมว่าอสูรศิลาทองคำตัวนี้เป็นผู้นำของฝูงสัตว์อสูรทั้งฝูง
ถ้าเขาอยากจะเดินทางไปยังเมืองฐานทัพแดนสวรรค์ เขาต้องหาของล้ำค่าเพื่อมอบให้สมาคมการค้าไห่เหลียน
การได้รับความช่วยเหลือจากฝูงสัตว์อสูรจะช่วยประหยัดเวลาได้มากเลยทีเดียว
"ในเมื่อเป็นแบบนี้ ตั้งแต่นี้ต่อไป แกคือสัตว์เลี้ยงของฉันแล้วกัน"
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซูเย่ก็ยอมรับการยอมจำนนของอสูรศิลาทองคำและรับมันมาเป็นสัตว์เลี้ยง
"ขอบคุณเจ้านาย"
อสูรศิลาทองคำคุกเข่าขอบคุณซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความตื่นเต้น
ด้านหนึ่งเป็นเพราะเมื่อซูเย่ตกลง มันก็ไม่ต้องตายแล้ว ย่อมดีใจเป็นธรรมดา
อีกด้านหนึ่งมันก็ไม่ได้โง่ มันรู้ดีว่าด้วยพรสวรรค์และความแข็งแกร่งของซูเย่ ในอนาคตเขาจะต้องกลายเป็นบุคคลสำคัญในหมู่มนุษย์อย่างแน่นอน
ถึงเวลานั้นในฐานะสัตว์เลี้ยงของซูเย่
ชีวิตมันจะไม่พุ่งปรี๊ดได้ไง
ส่วนเรื่องสายเลือดสูงส่ง บารมีของจ่าฝูงอะไรนั่นน่ะเหรอ
มันก็แค่เรื่องไร้สาระ
อสูรศิลาทองคำอย่างมันน่ะใจเด็ดอยู่แล้ว
เลือกที่จะมีชีวิตอยู่ตามเสียงหัวใจเรียกร้องเสมอ
"แกมีชื่อไหม"
หลังจากรับอสูรศิลาทองคำเป็นสัตว์เลี้ยงแล้ว ซูเย่ก็ถามขึ้น
อสูรศิลาทองคำส่ายหัว
ในฐานะสัตว์อสูร เว้นแต่จะมีระดับที่สูงมากหรือมีสายเลือดที่ไม่ธรรมดาจริงๆ ไม่อย่างนั้นพวกมันก็ไม่มีสิทธิ์มีชื่อหรอก
"อืมม ดูจากหน้าตาของแกที่เหมือนมนุษย์หิน งั้นต่อไปนี้ฉันจะเรียกแกก็นามว่า เสี่ยวสือ ก็แล้วกัน"
อสูรศิลาทองคำพยักหน้ารัวๆ
หลังจากกลายเป็นสัตว์เลี้ยงของซูเย่แล้ว
ซูเย่จะเรียกมันว่าอะไร มันก็ยอมทั้งนั้นแหละ
ในช่วงเวลาต่อมา ซูเย่ได้หยิบยาชั้นดีที่ใช้รักษาบาดแผลออกมาให้เสี่ยวสือเพื่อฟื้นฟูร่างกาย
ส่วนเขาก็เริ่มดูดซับคุณสมบัติและพรสวรรค์การป้องกันระดับสูงสุดที่เพิ่งได้รับมาจากเสี่ยวสือทันที
"ยินดีด้วยเจ้าของแหล่งกำเนิด คุณได้ดูดซับแหล่งกำเนิดการป้องกัน 500 จุด ได้รับพรสวรรค์การป้องกันระดับสูงสุด"
หลังจากนั้นไม่นาน ซูเย่ก็ดูดซับสำเร็จ พละกำลังและความเร็วของเขาไม่เพียงเพิ่มขึ้นเท่านั้น
แต่เขายังได้รับพรสวรรค์การป้องกันระดับสูงสุดมาครอบครองอีกด้วย
"ความสามารถในการป้องกันของฉันเพิ่มขึ้นถึงสามสิบเท่าเลยทีเดียว"
หลังจากได้รับพรสวรรค์การป้องกันระดับสูงสุด ซูเย่ถึงได้รู้ว่า
พรสวรรค์การป้องกันระดับสูงสุดสามารถเพิ่มความสามารถในการป้องกันได้ถึงสามสิบเท่า
เมื่อบวกกับพรสวรรค์การรักษาเยียวยาระดับสูงที่เขามีอยู่แล้ว ความสามารถในการเอาชีวิตรอดของซูเย่ในตอนนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างมหาศาลเลยล่ะ
"ทำไมรู้สึกเหมือนเจ้านายแข็งแกร่งขึ้นอีกแล้วล่ะ"
เสี่ยวสือที่นั่งขัดสมาธิอยู่บนพื้น กำลังฟื้นฟูบาดแผลของตัวเองอย่างเงียบๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปของซูเย่ มันก็รู้สึกทึ่งอยู่ในใจ
"เจ้านายนี่น่ากลัวจริงๆ"
ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของมัน
ทำให้มันยิ่งยำเกรงซูเย่มากขึ้นไปอีก
ครึ่งชั่วโมงต่อมา บาดแผลบนตัวเสี่ยวสือก็หายดีเกือบหมดแล้ว
"เสี่ยวสือ แกอยู่ที่นี่มาตั้งนาน แกเคยเจอสมบัติล้ำค่าอะไรบ้างไหม"
เมื่อเห็นว่ามันฟื้นตัวแล้ว ซูเย่ก็ถามขึ้น
ตอนนี้เขาต้องการสมบัติล้ำค่า ด้านหนึ่งก็เพื่อมอบให้สมาคมการค้าไห่เหลียนเพื่อแลกกับสิทธิ์ในการเดินทางไปยังเมืองฐานทัพขนาดใหญ่
อีกด้านหนึ่งก็เพื่อยกระดับความแข็งแกร่งของตัวเองต่อไป และขัดเกลาเลือดลมในร่างกายให้ถึงขีดจำกัดโดยเร็วที่สุด
เพื่อที่จะได้ทะลวงเข้าสู่ระดับปรมาจารย์ยุทธ์ในรวดเดียว
สมบัติล้ำค่างั้นเหรอ
เมื่อได้ยินดังนั้น เสี่ยวสือก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหัวโตๆ สีทองของมันเบาๆ และครุ่นคิดอย่างละเอียด
ทันใดนั้นเสี่ยวสือก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
มันรีบตอบกลับผ่านกระแสจิตเข้าไปในหัวของซูเย่ทันที
"เจ้านาย ข้าเคยเห็นต้นไม้ลึกลับต้นหนึ่งที่เต็มไปด้วยผลไม้สีน้ำเงินด้วยนะ"
"ที่ร่างกายของข้ากลายพันธุ์ได้ก็คงเป็นเพราะผลไม้พวกนั้นนั่นแหละ"
[จบแล้ว]