เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน

บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน

บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน


บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน

หลังจากออกมาจากที่พักของเฉินคั่วไห่ ซูเย่ก็มุ่งตรงกลับที่พักของตัวเองทันที

"หลังจากนี้ฉันจะดื่มของเหลวพลังปราณระดับบีทั้งสามขวดนี้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว"

ซูเย่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่ระเบียง

จากนั้นก็หยิบของเหลวพลังปราณระดับบีทั้งสามขวดออกมา

หลังจากดื่มเข้าไป เขาก็เริ่มค่อยๆ ดูดซับ

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะของเหลวพลังปราณระดับบีที่เฉินคั่วไห่ให้มามีคุณภาพดีกว่าหรือเปล่า

แต่โดยสรุปแล้วประสิทธิภาพในการดูดซับของซูเย่ช้าลงเล็กน้อย

ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับดีกว่าของเหลวพลังปราณระดับบีที่ได้มาจากตระกูลเย่อยู่บ้าง

หนึ่งวันต่อมา

ซูเย่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาล

ราวกับสามารถทำลายภูเขาและแหวกท้องทะเลได้เลยทีเดียว

แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความรู้สึกไปเอง ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขายังห่างไกลจากจุดนั้นอีกมาก

"ผลลัพธ์เยี่ยมไปเลย ของเหลวพลังปราณระดับบีสามขวดเพิ่มพละกำลังพื้นฐานได้ถึงแปดหมื่นจิน"

ซูเย่กำหมัดแน่นเพื่อสัมผัสพลัง เขายิ้มออกมาด้วยความปีติยินดี

พละกำลังพื้นฐานของเขาในตอนนี้พุ่งสูงถึงสองแสนแปดหมื่นจินแล้ว

อีกไม่ไกลก็จะทะลวงเข้าสู่ขุนพลยุทธ์ขั้นปลาย ซึ่งก็คือพละกำลังพื้นฐานสามแสนจินแล้ว

"แต่ตอนนี้ฉันใช้ของเหลวพลังปราณระดับบีที่มีอยู่จนหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าอยากจะทะลวงระดับอย่างรวดเร็วอีกก็คงยากหน่อย"

ซูเย่ครุ่นคิดและตัดสินใจว่าจะไปล่าสัตว์อสูรระดับสูงสุดที่เขตรกร้างก่อน

หลังจากนั้นค่อยใช้เคล็ดวิชาพลังปราณม่วงขัดเกลาร่างกายสกัดพลังปราณออกมาจากเลือดของสัตว์อสูรระดับสูงสุดพวกนี้ แล้วดื่มเข้าไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง

แม้ประสิทธิภาพในการฝึกฝนจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับของเหลวพลังปราณระดับบี แต่ในเวลานี้มันเป็นวิธีเดียวในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ซูเย่จะนึกออกแล้ว

"ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย"

"งั้นกินข้าวกันก่อนดีกว่า"

เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ซูเย่ก็ดูเวลา

และพบว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว

ซูเย่เรียกหวังเจี๋ยเตรียมตัวไปที่ร้านอาหารสุดหรูบนชั้นสามของหน่วยพิฆาตอสูรด้วยกัน

"ยอดเยี่ยม ในที่สุดนายก็ยอมตั้งใจฝึกสักทีนะ"

เมื่อได้พบกับหวังเจี๋ย ซูเย่ก็พูดด้วยความภาคภูมิใจ

เขาพบว่าหลังจากที่หวังเจี๋ยใช้ทรัพยากรที่เขาให้ไป ตอนนี้เพื่อนของเขาก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับนักสู้ขั้นต้นได้สำเร็จแล้ว

แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็ถือว่ามีความสามารถในการปกป้องตัวเองได้ในระดับหนึ่ง

"แฮะๆ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะผลงานของพี่ซูแหละครับ"

หวังเจี๋ยนั่งอยู่ตรงข้ามซูเย่และเกาหัวด้วยความเขินอายเล็กน้อย

ก็คราวก่อนซูเย่ให้ทรัพยากรเขามาตั้งเยอะตั้งแยะนี่นา

ถ้าเขาไม่พยายามฝึกฝนให้หนักกว่านี้ก็คงดูไม่จืดแน่ๆ

หลังจากทานอาหารเสร็จ หวังเจี๋ยก็เตรียมตัวเข้าห้องฝึกเพื่อมุมานะฝึกฝนต่อไป

ส่วนซูเย่ก็กลับไปที่พัก

ช่วงบ่าย

เขาเก็บข้าวของเตรียมตัวเล็กน้อย จากนั้นก็สวมชุดนักสู้และมุ่งหน้าเข้าสู่เขตรกร้าง

"คราวนี้ไปที่ป่ามายาสีน้ำเงินก็แล้วกัน"

ซูเย่มองดูแผนที่

ป่ามายาสีน้ำเงิน

พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ เขียวชอุ่ม อุดมไปด้วยทรัพยากรและสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ทอดยาวกว่าสามพันลี้

ภายในป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรระดับสูงและสัตว์อสูรระดับยอดฝีมืออาศัยอยู่มากมาย รวมถึงสัตว์อสูรระดับสูงสุดอีกจำนวนหนึ่ง

และที่นี่ก็เป็นเขตพื้นที่นอกเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเขตเทือกเขาหินยักษ์อีกด้วย

ซูเย่เร้นกายเข้าสู่มิติและมุ่งหน้าต่อไป

จนกระทั่งพลบค่ำ เขาก็พบกับกอริลลายักษ์ตัวหนึ่งที่กำลังกินอาหารอยู่

สายพันธุ์ ลิงยักษ์เพลิงทมิฬ ระดับ สัตว์อสูรระดับสูงสุด

พรสวรรค์พละกำลัง ระดับกลาง

พรสวรรค์ความทรหด ระดับต้น

เมื่อมองดูข้อมูลของกอริลลาตัวนี้ สีหน้าของซูเย่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย

"พรสวรรค์ความทรหดงั้นเหรอ"

พรสวรรค์นี้ทำให้ซูเย่รู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อย

พรสวรรค์นี้สามารถยืดระยะเวลาในการต่อสู้ของผู้ครอบครองได้

"เสียดายที่ระดับไม่สูงเท่าไหร่"

ซูเย่ส่ายหัวและก้าวออกมาจากมิติ

"โฮก"

แม้กอริลลาตัวนี้จะกำลังกินอาหารอยู่ แต่มันก็ระแวดระวังตัวดีมาก

วินาทีที่ซูเย่ปรากฏตัว มันก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของซูเย่ รีบหันขวับกลับมาอ้าปากคำรามด้วยความหวาดระแวง

กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวของซูเย่นั้นแข็งแกร่งกว่ามันเสียอีก

"ระวังตัวดีใช้ได้เลยนี่"

ซูเย่เพิ่งจะเตรียมลงมือ พอเห็นท่าทางของมันก็อดประหลาดใจไม่ได้

"ตู้ม"

ทว่าก่อนที่กอริลลายักษ์จะทันได้ตอบสนอง ซูเย่ก็ฟันปราณกระบี่สีเงินใส่ลูกพี่แกเสียแล้ว

"ฉัวะ"

พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน กอริลลายักษ์ตัวนี้ก็ถูกซูเย่ฟันขาดสะพั้นและล้มตึงลงกับพื้น

เลือดสาดกระจาย

ด้วยความแข็งแกร่งของซูเย่ในตอนนี้ สัตว์อสูรระดับสูงสุดทั่วไปไม่มีทางต่อกรกับเขาได้เลย

"ไม่เลว ได้เลือดสัตว์อสูรระดับสูงสุดมาสี่ส่วน"

หลังจากเก็บรวบรวมเสร็จ ซูเย่ก็เร้นกายเข้าสู่มิติต่อเพื่อล่าสัตว์อสูรระดับสูงสุดตัวอื่นๆ

สามวันต่อมา

ซูเย่เดินทางกลับมาถึงเมืองฐานทัพตงไห่แล้ว

การเข้าสู่เขตรกร้างในครั้งนี้ ซูเย่ทุ่มเทล่าสัตว์อสูรระดับสูงสุดอย่างเต็มที่ ภายในเวลาสามวัน เขาได้เลือดสัตว์อสูรระดับสูงสุดมามากกว่าสองร้อยส่วน

ซูเย่กะคร่าวๆ ว่าเลือดสัตว์อสูรเยอะขนาดนี้น่าจะพอให้เขาทะลวงเข้าสู่ขุนพลยุทธ์ขั้นปลายได้แล้ว

"เริ่มเลยดีกว่า"

ซูเย่นั่งขัดสมาธิที่ระเบียง จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาพลังปราณม่วงขัดเกลาร่างกาย เริ่มสกัดพลังปราณออกจากเลือดสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง

และเขาก็ทำเช่นนี้วนลูปไปเรื่อยๆ เพื่อสกัดพลังปราณ ดูดซับ และเพิ่มความแข็งแกร่ง

เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป

สองวันผ่านไป

"ในที่สุดก็ทะลวงได้สักที"

หลังจากดูดซับเลือดสัตว์อสูรระดับสูงสุดไปเกือบสองร้อยส่วน ในที่สุดซูเย่ก็สามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ขุนพลยุทธ์ขั้นปลายได้สำเร็จ

พละกำลังพื้นฐานพุ่งสูงถึงสามแสนจิน

"เหลือเวลาอีกเจ็ดวันกว่าจำนวนครั้งการดูดซับจะรีเฟรช"

จากนั้นซูเย่ก็มองดูวันที่และคิดในใจ

"หวังว่าในเจ็ดวันนี้ฉันจะสามารถฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารให้ถึงระดับเริ่มต้นได้นะ"

ซูเย่พึมพำกับตัวเอง ไม่กล้าปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขารีบเริ่มฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารทันที

เขามีพรสวรรค์วิถีกระบี่ระดับต้น แถมยังเข้าใจเจตจำนงกระบี่แล้ว โอกาสที่จะฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารให้ถึงระดับเริ่มต้นได้ภายในเจ็ดวันนั้นถือว่ามีสูงมากทีเดียว

หกวันต่อมา

ซูเย่สามารถฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารให้ถึงระดับเริ่มต้นได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

เคล็ดวิชาระดับสามไม่ใช่อะไรที่เคล็ดวิชาระดับหนึ่งจะเทียบติดได้เลย

แค่วิชากระบี่ทะลวงสังหารระดับเริ่มต้นก็สามารถเพิ่มพละกำลังให้เขาได้หนึ่งเท่าตัวแล้ว

บวกกับการเพิ่มพูนพละกำลังสิบเท่าของพรสวรรค์พละกำลังระดับสูง พละกำลังรวมที่เขาสามารถระเบิดออกมาได้ในตอนนี้พุ่งสูงถึงหกล้านจินอย่างน่าเหลือเชื่อ

หรือก็คือหกพละกำลังช้างสาร

"คราวนี้คงเจาะการป้องกันของอสูรศิลาทองคำตัวนั้นได้แล้วล่ะมั้ง"

หลังจากความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ซูเย่ก็พักผ่อนในที่พักหนึ่งวัน

รอจนกระทั่งจำนวนครั้งการดูดซับรีเฟรช

เขาก็แทบรอไม่ไหวที่จะมุ่งหน้าไปยังเขตเทือกเขาหินยักษ์ทันที

ไม่นานเขาก็ได้เห็นอสูรศิลาทองคำตัวนั้นอยู่ที่เดิม

และมันก็ยังคงหลับสนิทอยู่

"ขี้เซาจริงๆ เลยนะ"

ซูเย่อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ

อสูรศิลาทองคำตัวนี้ดูเหมือนจะรักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ

"แต่นี่ก็ถือเป็นโอกาสดีเลยล่ะ"

เมื่อเห็นว่าอสูรศิลาทองคำยังคงหลับใหลอยู่ ซูเย่ก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากมิติอย่างเงียบเชียบ

จากนั้นเขาก็รวบรวมสมาธิ เพ่งลมปราณ และระเบิดพลังทุกอย่างที่มีออกมาจนหมดแม็ก

แล้วฟันปราณกระบี่สีแดงฉานเข้าที่หัวของอสูรศิลาทองคำตัวนั้น

พร้อมกับเสียงร้องคำรามลั่นด้วยความตกใจ อสูรศิลาทองคำตัวนี้ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส

ไม่เพียงแต่ส่วนหัวที่ถูกซูเย่ฟันจนมีของเหลวสีทองพุ่งกระฉูดออกมาเท่านั้น แต่ตามตัวยังมีเศษหินสีทองร่วงหล่นลงมาด้วย กลิ่นอายของมันอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด

"โฮก"

เมื่ออสูรศิลาทองคำตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด มันก็จ้องมองซูเย่ที่อยู่ตรงหน้าและคำรามอย่างต่อเนื่อง ในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง

มันไม่คาดคิดเลยว่าจะมีมนุษย์ที่สามารถทำลายการป้องกันที่มันแสนจะภาคภูมิใจได้

จากนั้นความโกรธเกรี้ยวอันไร้ที่สิ้นสุดก็แผดเผาอยู่ในอกของมัน

ซูเย่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินหน้าโจมตีสุดกำลังต่อไป

อสูรศิลาทองคำทั้งปัดป้องและคำรามไปพร้อมๆ กัน

วินาทีหนึ่งลวดลายสีทองลึกลับก็ปรากฏขึ้นบนร่างของมัน

ทักษะสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ขยายร่างยักษ์

มันกระตุ้นพลังของทักษะสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นอย่างกะทันหัน

ความสามารถในการป้องกันก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

ทว่าในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส มันไม่ใช่คู่มือของซูเย่เลย มันถูกซูเย่โจมตีจนต้องถอยร่นไม่เป็นท่า

ในจังหวะที่ซูเย่เงื้อกระบี่เหล็กเตรียมจะจัดการปลิดชีพมันนั้น

"ตู้ม"

อสูรศิลาทองคำตัวนี้ก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างกะทันหันจนเกิดเสียงดังกึกก้อง

มันกำลังคุกเข่าอ้อนวอนซูเย่อยู่

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน

คัดลอกลิงก์แล้ว