- หน้าแรก
- ระบบดูดซับพรสวรรค์สุดโกง สู่หน่วยพิฆาตอสูร
- บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน
บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน
บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน
บทที่ 43 - ทุ่มสุดกำลัง อสูรศิลาทองคำยอมจำนน
หลังจากออกมาจากที่พักของเฉินคั่วไห่ ซูเย่ก็มุ่งตรงกลับที่พักของตัวเองทันที
"หลังจากนี้ฉันจะดื่มของเหลวพลังปราณระดับบีทั้งสามขวดนี้เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว"
ซูเย่นั่งขัดสมาธิอยู่ที่ระเบียง
จากนั้นก็หยิบของเหลวพลังปราณระดับบีทั้งสามขวดออกมา
หลังจากดื่มเข้าไป เขาก็เริ่มค่อยๆ ดูดซับ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะของเหลวพลังปราณระดับบีที่เฉินคั่วไห่ให้มามีคุณภาพดีกว่าหรือเปล่า
แต่โดยสรุปแล้วประสิทธิภาพในการดูดซับของซูเย่ช้าลงเล็กน้อย
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับดีกว่าของเหลวพลังปราณระดับบีที่ได้มาจากตระกูลเย่อยู่บ้าง
หนึ่งวันต่อมา
ซูเย่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ร่างกายของเขาเปี่ยมไปด้วยพลังอันมหาศาล
ราวกับสามารถทำลายภูเขาและแหวกท้องทะเลได้เลยทีเดียว
แน่นอนว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียงความรู้สึกไปเอง ความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเขายังห่างไกลจากจุดนั้นอีกมาก
"ผลลัพธ์เยี่ยมไปเลย ของเหลวพลังปราณระดับบีสามขวดเพิ่มพละกำลังพื้นฐานได้ถึงแปดหมื่นจิน"
ซูเย่กำหมัดแน่นเพื่อสัมผัสพลัง เขายิ้มออกมาด้วยความปีติยินดี
พละกำลังพื้นฐานของเขาในตอนนี้พุ่งสูงถึงสองแสนแปดหมื่นจินแล้ว
อีกไม่ไกลก็จะทะลวงเข้าสู่ขุนพลยุทธ์ขั้นปลาย ซึ่งก็คือพละกำลังพื้นฐานสามแสนจินแล้ว
"แต่ตอนนี้ฉันใช้ของเหลวพลังปราณระดับบีที่มีอยู่จนหมดเกลี้ยงแล้ว ถ้าอยากจะทะลวงระดับอย่างรวดเร็วอีกก็คงยากหน่อย"
ซูเย่ครุ่นคิดและตัดสินใจว่าจะไปล่าสัตว์อสูรระดับสูงสุดที่เขตรกร้างก่อน
หลังจากนั้นค่อยใช้เคล็ดวิชาพลังปราณม่วงขัดเกลาร่างกายสกัดพลังปราณออกมาจากเลือดของสัตว์อสูรระดับสูงสุดพวกนี้ แล้วดื่มเข้าไปเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง
แม้ประสิทธิภาพในการฝึกฝนจะต่ำกว่าเมื่อเทียบกับของเหลวพลังปราณระดับบี แต่ในเวลานี้มันเป็นวิธีเดียวในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดเท่าที่ซูเย่จะนึกออกแล้ว
"ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย"
"งั้นกินข้าวกันก่อนดีกว่า"
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว ซูเย่ก็ดูเวลา
และพบว่าใกล้จะเที่ยงแล้ว
ซูเย่เรียกหวังเจี๋ยเตรียมตัวไปที่ร้านอาหารสุดหรูบนชั้นสามของหน่วยพิฆาตอสูรด้วยกัน
"ยอดเยี่ยม ในที่สุดนายก็ยอมตั้งใจฝึกสักทีนะ"
เมื่อได้พบกับหวังเจี๋ย ซูเย่ก็พูดด้วยความภาคภูมิใจ
เขาพบว่าหลังจากที่หวังเจี๋ยใช้ทรัพยากรที่เขาให้ไป ตอนนี้เพื่อนของเขาก็สามารถทะลวงเข้าสู่ระดับนักสู้ขั้นต้นได้สำเร็จแล้ว
แม้จะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่ก็ถือว่ามีความสามารถในการปกป้องตัวเองได้ในระดับหนึ่ง
"แฮะๆ ทั้งหมดนี้ก็เป็นเพราะผลงานของพี่ซูแหละครับ"
หวังเจี๋ยนั่งอยู่ตรงข้ามซูเย่และเกาหัวด้วยความเขินอายเล็กน้อย
ก็คราวก่อนซูเย่ให้ทรัพยากรเขามาตั้งเยอะตั้งแยะนี่นา
ถ้าเขาไม่พยายามฝึกฝนให้หนักกว่านี้ก็คงดูไม่จืดแน่ๆ
หลังจากทานอาหารเสร็จ หวังเจี๋ยก็เตรียมตัวเข้าห้องฝึกเพื่อมุมานะฝึกฝนต่อไป
ส่วนซูเย่ก็กลับไปที่พัก
ช่วงบ่าย
เขาเก็บข้าวของเตรียมตัวเล็กน้อย จากนั้นก็สวมชุดนักสู้และมุ่งหน้าเข้าสู่เขตรกร้าง
"คราวนี้ไปที่ป่ามายาสีน้ำเงินก็แล้วกัน"
ซูเย่มองดูแผนที่
ป่ามายาสีน้ำเงิน
พื้นที่บริเวณนี้เต็มไปด้วยต้นไม้หนาทึบ เขียวชอุ่ม อุดมไปด้วยทรัพยากรและสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ทอดยาวกว่าสามพันลี้
ภายในป่าแห่งนี้มีสัตว์อสูรระดับสูงและสัตว์อสูรระดับยอดฝีมืออาศัยอยู่มากมาย รวมถึงสัตว์อสูรระดับสูงสุดอีกจำนวนหนึ่ง
และที่นี่ก็เป็นเขตพื้นที่นอกเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับสองรองจากเขตเทือกเขาหินยักษ์อีกด้วย
ซูเย่เร้นกายเข้าสู่มิติและมุ่งหน้าต่อไป
จนกระทั่งพลบค่ำ เขาก็พบกับกอริลลายักษ์ตัวหนึ่งที่กำลังกินอาหารอยู่
สายพันธุ์ ลิงยักษ์เพลิงทมิฬ ระดับ สัตว์อสูรระดับสูงสุด
พรสวรรค์พละกำลัง ระดับกลาง
พรสวรรค์ความทรหด ระดับต้น
เมื่อมองดูข้อมูลของกอริลลาตัวนี้ สีหน้าของซูเย่ก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
"พรสวรรค์ความทรหดงั้นเหรอ"
พรสวรรค์นี้ทำให้ซูเย่รู้สึกสนใจขึ้นมานิดหน่อย
พรสวรรค์นี้สามารถยืดระยะเวลาในการต่อสู้ของผู้ครอบครองได้
"เสียดายที่ระดับไม่สูงเท่าไหร่"
ซูเย่ส่ายหัวและก้าวออกมาจากมิติ
"โฮก"
แม้กอริลลาตัวนี้จะกำลังกินอาหารอยู่ แต่มันก็ระแวดระวังตัวดีมาก
วินาทีที่ซูเย่ปรากฏตัว มันก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของซูเย่ รีบหันขวับกลับมาอ้าปากคำรามด้วยความหวาดระแวง
กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากตัวของซูเย่นั้นแข็งแกร่งกว่ามันเสียอีก
"ระวังตัวดีใช้ได้เลยนี่"
ซูเย่เพิ่งจะเตรียมลงมือ พอเห็นท่าทางของมันก็อดประหลาดใจไม่ได้
"ตู้ม"
ทว่าก่อนที่กอริลลายักษ์จะทันได้ตอบสนอง ซูเย่ก็ฟันปราณกระบี่สีเงินใส่ลูกพี่แกเสียแล้ว
"ฉัวะ"
พร้อมกับเสียงกรีดร้องโหยหวน กอริลลายักษ์ตัวนี้ก็ถูกซูเย่ฟันขาดสะพั้นและล้มตึงลงกับพื้น
เลือดสาดกระจาย
ด้วยความแข็งแกร่งของซูเย่ในตอนนี้ สัตว์อสูรระดับสูงสุดทั่วไปไม่มีทางต่อกรกับเขาได้เลย
"ไม่เลว ได้เลือดสัตว์อสูรระดับสูงสุดมาสี่ส่วน"
หลังจากเก็บรวบรวมเสร็จ ซูเย่ก็เร้นกายเข้าสู่มิติต่อเพื่อล่าสัตว์อสูรระดับสูงสุดตัวอื่นๆ
สามวันต่อมา
ซูเย่เดินทางกลับมาถึงเมืองฐานทัพตงไห่แล้ว
การเข้าสู่เขตรกร้างในครั้งนี้ ซูเย่ทุ่มเทล่าสัตว์อสูรระดับสูงสุดอย่างเต็มที่ ภายในเวลาสามวัน เขาได้เลือดสัตว์อสูรระดับสูงสุดมามากกว่าสองร้อยส่วน
ซูเย่กะคร่าวๆ ว่าเลือดสัตว์อสูรเยอะขนาดนี้น่าจะพอให้เขาทะลวงเข้าสู่ขุนพลยุทธ์ขั้นปลายได้แล้ว
"เริ่มเลยดีกว่า"
ซูเย่นั่งขัดสมาธิที่ระเบียง จากนั้นก็ใช้เคล็ดวิชาพลังปราณม่วงขัดเกลาร่างกาย เริ่มสกัดพลังปราณออกจากเลือดสัตว์อสูรอย่างต่อเนื่อง
และเขาก็ทำเช่นนี้วนลูปไปเรื่อยๆ เพื่อสกัดพลังปราณ ดูดซับ และเพิ่มความแข็งแกร่ง
เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไป
สองวันผ่านไป
"ในที่สุดก็ทะลวงได้สักที"
หลังจากดูดซับเลือดสัตว์อสูรระดับสูงสุดไปเกือบสองร้อยส่วน ในที่สุดซูเย่ก็สามารถยกระดับตัวเองเข้าสู่ขุนพลยุทธ์ขั้นปลายได้สำเร็จ
พละกำลังพื้นฐานพุ่งสูงถึงสามแสนจิน
"เหลือเวลาอีกเจ็ดวันกว่าจำนวนครั้งการดูดซับจะรีเฟรช"
จากนั้นซูเย่ก็มองดูวันที่และคิดในใจ
"หวังว่าในเจ็ดวันนี้ฉันจะสามารถฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารให้ถึงระดับเริ่มต้นได้นะ"
ซูเย่พึมพำกับตัวเอง ไม่กล้าปล่อยเวลาให้เสียเปล่า เขารีบเริ่มฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารทันที
เขามีพรสวรรค์วิถีกระบี่ระดับต้น แถมยังเข้าใจเจตจำนงกระบี่แล้ว โอกาสที่จะฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารให้ถึงระดับเริ่มต้นได้ภายในเจ็ดวันนั้นถือว่ามีสูงมากทีเดียว
หกวันต่อมา
ซูเย่สามารถฝึกวิชากระบี่ทะลวงสังหารให้ถึงระดับเริ่มต้นได้สำเร็จ ความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด
เคล็ดวิชาระดับสามไม่ใช่อะไรที่เคล็ดวิชาระดับหนึ่งจะเทียบติดได้เลย
แค่วิชากระบี่ทะลวงสังหารระดับเริ่มต้นก็สามารถเพิ่มพละกำลังให้เขาได้หนึ่งเท่าตัวแล้ว
บวกกับการเพิ่มพูนพละกำลังสิบเท่าของพรสวรรค์พละกำลังระดับสูง พละกำลังรวมที่เขาสามารถระเบิดออกมาได้ในตอนนี้พุ่งสูงถึงหกล้านจินอย่างน่าเหลือเชื่อ
หรือก็คือหกพละกำลังช้างสาร
"คราวนี้คงเจาะการป้องกันของอสูรศิลาทองคำตัวนั้นได้แล้วล่ะมั้ง"
หลังจากความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้น ซูเย่ก็พักผ่อนในที่พักหนึ่งวัน
รอจนกระทั่งจำนวนครั้งการดูดซับรีเฟรช
เขาก็แทบรอไม่ไหวที่จะมุ่งหน้าไปยังเขตเทือกเขาหินยักษ์ทันที
ไม่นานเขาก็ได้เห็นอสูรศิลาทองคำตัวนั้นอยู่ที่เดิม
และมันก็ยังคงหลับสนิทอยู่
"ขี้เซาจริงๆ เลยนะ"
ซูเย่อดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ
อสูรศิลาทองคำตัวนี้ดูเหมือนจะรักการนอนเป็นชีวิตจิตใจ
"แต่นี่ก็ถือเป็นโอกาสดีเลยล่ะ"
เมื่อเห็นว่าอสูรศิลาทองคำยังคงหลับใหลอยู่ ซูเย่ก็ค่อยๆ ก้าวออกมาจากมิติอย่างเงียบเชียบ
จากนั้นเขาก็รวบรวมสมาธิ เพ่งลมปราณ และระเบิดพลังทุกอย่างที่มีออกมาจนหมดแม็ก
แล้วฟันปราณกระบี่สีแดงฉานเข้าที่หัวของอสูรศิลาทองคำตัวนั้น
พร้อมกับเสียงร้องคำรามลั่นด้วยความตกใจ อสูรศิลาทองคำตัวนี้ก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ไม่เพียงแต่ส่วนหัวที่ถูกซูเย่ฟันจนมีของเหลวสีทองพุ่งกระฉูดออกมาเท่านั้น แต่ตามตัวยังมีเศษหินสีทองร่วงหล่นลงมาด้วย กลิ่นอายของมันอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
"โฮก"
เมื่ออสูรศิลาทองคำตื่นขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด มันก็จ้องมองซูเย่ที่อยู่ตรงหน้าและคำรามอย่างต่อเนื่อง ในใจเต็มไปด้วยความตกตะลึง
มันไม่คาดคิดเลยว่าจะมีมนุษย์ที่สามารถทำลายการป้องกันที่มันแสนจะภาคภูมิใจได้
จากนั้นความโกรธเกรี้ยวอันไร้ที่สิ้นสุดก็แผดเผาอยู่ในอกของมัน
ซูเย่ไม่พูดพร่ำทำเพลง เดินหน้าโจมตีสุดกำลังต่อไป
อสูรศิลาทองคำทั้งปัดป้องและคำรามไปพร้อมๆ กัน
วินาทีหนึ่งลวดลายสีทองลึกลับก็ปรากฏขึ้นบนร่างของมัน
ทักษะสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ ขยายร่างยักษ์
มันกระตุ้นพลังของทักษะสายเลือดศักดิ์สิทธิ์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นอย่างกะทันหัน
ความสามารถในการป้องกันก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า
ทว่าในสภาพที่บาดเจ็บสาหัส มันไม่ใช่คู่มือของซูเย่เลย มันถูกซูเย่โจมตีจนต้องถอยร่นไม่เป็นท่า
ในจังหวะที่ซูเย่เงื้อกระบี่เหล็กเตรียมจะจัดการปลิดชีพมันนั้น
"ตู้ม"
อสูรศิลาทองคำตัวนี้ก็คุกเข่าลงกับพื้นอย่างกะทันหันจนเกิดเสียงดังกึกก้อง
มันกำลังคุกเข่าอ้อนวอนซูเย่อยู่
[จบแล้ว]