เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 43 - ต่างฝ่ายต่างก็ต้องตกตะลึง!

บทที่ 43 - ต่างฝ่ายต่างก็ต้องตกตะลึง!

บทที่ 43 - ต่างฝ่ายต่างก็ต้องตกตะลึง!


บทที่ 43 - ต่างฝ่ายต่างก็ต้องตกตะลึง!

ฟางชิงเดินทางออกจากเมืองแห่งสายน้ำและเหินกายมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร

แม้จะอยู่ต่างโลกแต่ฟางชิงก็ยังคงสามารถบินได้

ภายในทะเลทุกข์ของเขาพลังชีวิตไหลเวียนดั่งสายน้ำ แสงเทวะแต่ละสายรวมตัวกันเป็นเมฆมงคลรองรับสรีระของเขาให้มุ่งหน้าไปทางทิศอุดร

นี่นับว่าเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะเมื่อครั้งที่ฟางชิงมาเยือนโลกมังกรคู่ในคราวก่อน เขายังเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญที่เพิ่งฝึกฝนลมปราณเมฆาอมม่วงได้เพียงไม่กี่วัน เขายังไม่ทันได้เห็นหน้าขุนพลราชองครักษ์อวี่เหวินฮั่วจี๋ด้วยซ้ำก็ต้องหอบคัมภีร์เร้นลับสู่ความเป็นอมตะหนีออกจากโลกมังกรคู่ไปเสียแล้ว

มาคราวนี้ระดับพลังของเขาได้บรรลุถึงขอบเขตสะพานเทพแล้ว หากเทียบกับคนบนโลกใบนี้เขาก็เปรียบดั่งเซียนผู้วิเศษ การเหินกายไปบนแสงเทวะเช่นนี้คือสิ่งที่บรรดายอดปรมาจารย์ยุทธภพไม่อาจทำได้

ยอดปรมาจารย์บางคนฝึกฝนวิทยายุทธ์บนโลกใบนี้มาห้าสิบหกสิบปีก็ยังไม่สามารถเหาะเหินเดินอากาศบนแสงเทวะได้ ทว่าฟางชิงเพิ่งจะไปยังโลกสะท้านฟ้าได้เพียงสองเดือนกว่าๆ กลับสามารถทำเรื่องแบบนี้ได้แล้ว

การกลับมาเยือนโลกมังกรคู่อีกครั้งให้ความรู้สึกราวกับอยู่ในความฝันจริงๆ

เหมือนอัปเกรดจากปืนแก๊ปเป็นปืนใหญ่ นี่คือความรู้สึกจากก้นบึ้งหัวใจของฟางชิง

แต่เขาก็ยังคงควบคุมความรู้สึกหยิ่งผยองที่กำลังจะปะทุขึ้นมาในใจและมุ่งหน้าบินไปทางทิศอุดรต่อไป

"นั่นมันอะไรน่ะ?"

"สวรรค์โปรด ดูเหมือนจะมีคนบินอยู่บนฟ้าด้วยนะ!"

"จะเป็นไปได้ยังไงกัน หัวหน้าใหญ่ของเราฝึกวิทยายุทธ์มาตั้งสามสิบกว่าปียังทำแบบนั้นไม่ได้เลย ตาฝาดไปเองแน่ๆ!"

"แต่ว่า เหมือนจะมีแสงเทวะสาดส่องลงมาจริงๆ นะ แถมบนแสงเทวะนั่นยังมีเซียนผู้วิเศษอยู่ด้วย!"

ฟางชิงเหินกายไปบนแสงเทวะเป็นเส้นตรง ดังนั้นเมื่อเขาบินผ่านเมืองบางแห่งจึงสร้างความแตกตื่นและตกตะลึงให้กับเหล่ายอดฝีมือในยุทธภพเป็นอย่างมาก

ยอดฝีมือบางคนเบิกตากว้างมองดูแสงเทวะที่พาดผ่านท้องฟ้า บางคนก็คิดว่าตัวเองตาฝาดไป แต่ก็มีหลายคนที่เชื่อมั่นในสายตาของตัวเองอย่างเต็มที่ ทันใดนั้นข่าวลือมากมายก็แพร่สะพัดไปทั่วดินแดนกังหนำ ข่าวลือเรื่องเซียนผู้วิเศษจุติลงมาจุติเพื่อกอบกู้ใต้หล้าถูกเล่าลือกันไปอย่างกว้างขวาง

ฟางชิงยังคงไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขายังคงเหินกายไปบนแสงเทวะมุ่งหน้าสู่ทิศอุดรต่อไป

ครั้งนี้เขาพกวารีร้อยโอสถมาด้วยหลายขวด แถมยังมีศิลาต้นกำเนิดอีกสามก้อน จึงไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารการกินเลย สิ่งที่เขาทำก็แค่บินไปเรื่อยๆ เท่านั้น

ทว่าเมื่อฟางชิงบินมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง ใบหน้าของเขาก็ปรากฏแววตาแห่งความประหลาดใจขึ้นมา

"เสี่ยวจ้ง เสี่ยวหลิง"

ฟางชิงมองไปยังทิศทางที่อยู่ไกลออกไป

เวลานี้เป็นยามค่ำคืน พระจันทร์สุกสกาวลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า

บนพื้นดินเบื้องล่างมีบ่อน้ำลึกอยู่บ่อหนึ่ง และข้างบ่อน้ำนั้นก็มีเด็กหนุ่มสองคนยืนอยู่

เสื้อผ้าที่เด็กหนุ่มทั้งสองสวมใส่ไม่ได้ดูหรูหราอะไรนัก แต่แววตาของพวกเขาดูสดใสและมีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยการมองโลกในแง่ดี

"ในที่สุดพวกเราก็หนีรอดมาได้เสียที จากนี้ไปก็เป็นอิสระแล้ว โลกกว้างนี้เป็นของพวกเรา!"

หนึ่งในเด็กหนุ่มซึ่งก็คือโค่วจ้ง หัวเราะร่วนออกมา

"ใช่ ในที่สุดก็หนีรอดมาได้"

เด็กหนุ่มอีกคนซึ่งก็คือสวีจื่อหลิง พยักหน้าเห็นด้วย

เด็กหนุ่มทั้งสองยืนพิงขอบบ่อน้ำ จู่ๆ โค่วจ้งก็ชะโงกหน้าลงไปดูในบ่อน้ำ ผิวน้ำที่ก้นบ่อกำลังสะท้อนแสงจันทร์ที่สอยสว่างอยู่กลางเวหา ทำให้เขารู้สึกหลงใหลไปชั่วขณะ

"หืม? จันทร์ในบ่อน้ำนี้เหมือนจะทำให้ฉันสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง แต่มันอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ยากเหลือเกิน"

โค่วจ้งจ้องมองจันทร์ใต้น้ำ ความรู้สึกที่ลึกล้ำสุดหยั่งคาดเอ่อล้นขึ้นมาในใจ ทว่าสัจธรรมที่ซ่อนอยู่ในความลึกล้ำนั้นกลับเป็นสิ่งที่เขาอยากจะไขว่คว้ามาให้ได้ แต่ก็ยังไม่สามารถกุมมันไว้ได้อย่างแท้จริง

"จันทร์ในบ่อน้ำเหรอ?"

สวีจื่อหลิงชะโงกหน้าลงไปดูบ้าง ดวงจันทร์ที่สะท้อนอยู่ในบ่อน้ำดูเหมือนจะมีกลิ่นอายที่แปลกประหลาดจริงๆ

"ท่านแม่เคยบอกไว้ไม่ใช่เหรอว่าทุกคนล้วนมีความสมบูรณ์พร้อมในตัวเอง บ่อน้ำบ่อนี้ก็มีความสมบูรณ์พร้อมในตัวมันเองแล้ว ฉันรู้สึกว่าน้ำในบ่อก็เปรียบเสมือนคลังสมบัติของร่างกายมนุษย์ที่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นอะไรก็ได้ อย่างตอนนี้พระจันทร์สว่างไสวก็ถูกบ่อน้ำสะท้อนลงไปจนถึงก้นบ่อ มันดูเหมือนจริง แต่ก็แยกความจริงกับความลวงได้ยาก"

"ฉันเข้าใจแล้ว นี่น่าจะเป็นเคล็ดวิชาลมปราณที่ร้ายกาจมากแน่ๆ เมื่อก่อนตอนที่พวกเรารับมือกับศัตรู ช่วงแรกๆ ก็ยังพอจะรักษาสภาพจิตใจให้สงบได้ แต่พอสู้กันจนหน้ามืดก็กัดฟันกรอด ลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียสิ้น"

"ถ้าเราสามารถขจัดความหวาดกลัวในใจออกไปได้จนหมดสิ้น ต่อให้สภาพแวดล้อมภายนอกจะเปลี่ยนไปยังไง จิตใจของเราก็ยังคงนิ่งสงบดั่งน้ำในบ่อ สามารถสะท้อนทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวได้ นั่นมันคืออีกระดับหนึ่งเลยนะ!"

"ความรู้สึกแบบนี้มันดีจริงๆ ไม่มีความรู้สึกแพ้ชนะ ไม่มีความปรารถนา ไม่มีความหวั่นไหว ฉันขอตั้งชื่อมันว่า 'จันทร์ในบ่อน้ำ' ของพวกเราก็แล้วกัน! นี่คือเคล็ดวิชาลมปราณที่พวกเราคิดค้นขึ้นมาเอง!"

โค่วจ้งและสวีจื่อหลิงจ้องมองจันทร์ในบ่อน้ำ ความคิดมากมายพลุ่งพล่านขึ้นมาในหัว จนในที่สุดพวกเขาก็สามารถคิดค้นเคล็ดวิชาลมปราณที่ชื่อว่า จันทร์ในบ่อน้ำ ขึ้นมาได้สำเร็จ!

"ยอดเยี่ยมมาก เสี่ยวจ้ง เสี่ยวหลิง พวกนายสองคนเก่งจริงๆ ที่สามารถคิดค้นเคล็ดวิชาลมปราณแบบนี้ขึ้นมาได้"

แสงเทวะสายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากที่ไกล ร่างของฟางชิงปรากฏตัวขึ้นท่ามกลางแสงนั้น

ฟางชิงก้าวเดินมาบนเมฆมงคล ใบหน้าเปื้อนยิ้ม เขามองโค่วจ้งและสวีจื่อหลิงด้วยความชื่นชม

เจ้าเด็กสองคนนี้สร้างความประหลาดใจอันยิ่งใหญ่ให้เขาเสียจริงๆ เพิ่งจะเจอกันฟางชิงก็มีโอกาสได้เห็นกระบวนการที่พวกเขาคิดค้นวิทยายุทธ์ของตัวเองขึ้นมาแล้ว ต้องยอมรับเลยว่านี่มันคือปาฏิหาริย์ชัดๆ

จันทร์ในบ่อน้ำ

นี่คือเคล็ดวิชาลมปราณที่ใช้ภาพสะท้อนของจันทร์ในบ่อน้ำเพื่อนำพาจิตใจเข้าสู่ความสงบนิ่งอย่างเป็นนิรันดร์ ทำให้สามารถสะท้อนความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างจากภายนอกได้ ส่งผลให้ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของวิชาโจมตีทางจิตวิญญาณใดๆ และสามารถรักษาสภาพจิตใจที่ไร้ซึ่งความรู้สึกแพ้ชนะ ไร้ซึ่งความปรารถนา ในระหว่างการต่อสู้ได้อย่างมั่นคง

การที่โค่วจ้งและสวีจื่อหลิงสามารถคิดค้นเคล็ดวิชาลมปราณเช่นนี้ขึ้นมาได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงอย่างแท้จริง

ต้องรู้ไว้ว่าทั้งสองคนเพิ่งจะก้าวเข้าสู่เส้นทางการฝึกวิชาได้เพียงสองเดือนกว่าๆ เท่านั้น พวกเขาได้รับเพียงคัมภีร์เร้นลับสู่ความเป็นอมตะสองบทจากฟางชิงในตอนนั้น นอกนั้นพวกเขาเรียนรู้ด้วยตัวเองทั้งหมด แต่กลับสามารถคิดค้นเคล็ดวิชาอย่างจันทร์ในบ่อน้ำขึ้นมาได้ในวันนี้

พรสวรรค์ระดับนี้มันช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ สมแล้วที่เป็นอัจฉริยะในหมู่อัจฉริยะ

ฟางชิงเองก็บำเพ็ญเพียรในโลกสะท้านฟ้ามาสองเดือนกว่าๆ เหมือนกัน อย่าว่าแต่การคิดค้นเคล็ดวิชาลมปราณเลย แค่ความคิดที่จะคิดค้นวิชาของตัวเองเขายังไม่มีเลยด้วยซ้ำ สิ่งที่เขาทำเป็นหลักในแต่ละวันก็คือการศึกษาคัมภีร์มรรคา ทำความเข้าใจคัมภีร์วิทยายุทธ์บางเล่ม เวลาที่เหลือก็เอาไปดื่มวารีร้อยโอสถและบุกเบิกทะเลทุกข์อย่างต่อเนื่อง

เขาไม่เคยคิดถึงเรื่องการคิดค้นวิทยายุทธ์หรือเคล็ดวิชาลมปราณเลยจริงๆ บางทีอาจเป็นเพราะคัมภีร์มรรคานั้นแข็งแกร่งมากอยู่แล้วจนเขาไม่ต้องมานั่งคิดค้นวิชาเองให้เหนื่อย

ส่วนโค่วจ้งและสวีจื่อหลิงไม่มีคัมภีร์ระดับตำนานอย่างคัมภีร์มรรคามาคอยสนับสนุน ต้นทุนของพวกเขาถือว่าต่ำต้อยมาก แต่พวกเขากลับอาศัยสติปัญญาและจิตใจที่มุ่งมั่นของตนเองจนสามารถสัมผัสได้ถึงเคล็ดวิชา จันทร์ในบ่อน้ำ นี่คือสิ่งที่สมควรได้รับการยกย่องอย่างแท้จริง

"พี่ฟาง!"

"นี่พี่ฟางจริงๆ เหรอเนี่ย แม่ร่วง!"

โค่วจ้งและสวีจื่อหลิงเพิ่งจะคิดค้นเคล็ดวิชาลมปราณขึ้นมาได้สำเร็จและกำลังอยู่ในอาการดีใจสุดขีด ทันทีที่ได้ยินเสียงของฟางชิง พวกเขาก็รีบหันไปมองยังทิศทางนั้นทันที และก็ได้เห็นคนๆ หนึ่งกำลังบินอยู่บนท้องฟ้า ซึ่งคนๆ นั้นก็คือพี่ใหญ่ของพวกเขา พี่ฟาง นั่นเอง!

ในดวงตาของทั้งสองคนเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ พวกเขาไม่คาดคิดเลยว่าจะได้มาเจอพี่ฟางที่นี่ และไม่คาดคิดด้วยว่าพี่ฟางจะบินได้แล้ว

เกรงว่าต่อให้เป็นปรมาจารย์ยุทธภพระดับตำนานก็คงทำไม่ได้แบบนี้แน่ๆ ใช่ไหม?

แววตาของทั้งสองคนฉายแววตกตะลึงสุดขีด

"ฉันเอง!"

จบบทที่ บทที่ 43 - ต่างฝ่ายต่างก็ต้องตกตะลึง!

คัดลอกลิงก์แล้ว