เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 24 - ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียน

บทที่ 24 - ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียน

บทที่ 24 - ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียน


สตรีชุดดำโรยผงยาลงบนบาดแผล ทว่ากลับพบว่าเลือดยังคงไหลซึมออกมาจากบาดแผลอย่างต่อเนื่อง

นางรีบใช้มือทั้งสองข้างกดบาดแผลทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อห้ามเลือดอย่างลุกลี้ลุกลน จนไม่สนแล้วว่าเรือนร่างอันเย้ายวนจะโผล่พ้นร่มผ้าออกมา

"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"

หลินลั่วเฉินแม้จะรู้ว่าบาดแผลที่เกิดจากใบมีดหักนั้นยากจะสมานตัว แต่เขาไม่คาดคิดว่ายาวิเศษของผู้ฝึกตนจะไม่ได้ผลเช่นนี้

ก่อนหน้านี้บาดแผลของหลัวเยาเยาฟื้นฟูได้ ทำให้เขาคิดว่าความสามารถนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ฝึกตน ที่แท้ก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังฝึกปรือด้วยนี่เอง

หลินลั่วเฉินเดินไปเก็บใบมีดหักที่ตกอยู่ไกลออกไป เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาหญิงสาว ทำเอานางตกใจจนหน้าถอดสี

"เจ้า ... เจ้าคิดจะทำอะไรอีก"

"หากไม่อยากตายก็อย่าขยับ!"

หลินลั่วเฉินใช้ใบมีดหักกรีดฝ่ามือของตนเอง จากนั้นก็ประทับฝ่ามือลงบนบาดแผลที่หัวไหล่ของนางโดยตรงพร้อมกับพึมพำบางอย่างในปาก

แต่แท้จริงแล้วเขากำลังท่องว่ารูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป เพียงเพื่อต้องการตบตาฉวีหลิงอินและสตรีชุดดำเท่านั้น

แม้หลินลั่วเฉินจะไม่รู้ว่าเหตุใดเลือดของตนจึงสามารถลบล้างพลังของใบมีดหักได้ แต่เขาก็เข้าใจดีว่าไม่ควรให้คนนอกรับรู้เรื่องนี้

สตรีชุดดำสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออันร้อนผ่าวของหลินลั่วเฉินที่กดทับลงบนบาดแผล นางเจ็บปวดจนเหงื่อเย็นผุดพราย ภายในใจยิ่งรู้สึกเสียใจภายหลังอย่างสุดซึ้ง

มู่หรงเซี่ยจู๋เอ๋ย เจ้าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปยุ่งกับดาวมฤตยูผู้นี้ทำไมกัน

ฮือๆๆ คราวนี้ถูกเขามองไปทั่วทั้งยังถูกลูบคลำไปหมดแล้ว วันข้างหน้าข้าจะแต่งงานออกไปได้อย่างไร

นางอยากจะถลึงตาใส่หลินลั่วเฉิน แต่เมื่อมองใบหน้าอันหล่อเหลาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม นางก็อดไม่ได้ที่จะหลบสายตาไปทางอื่น

หมอนี่ทำไมถึงได้หน้าตาดีปานนี้

"เจ้าทายาใหม่เถอะ คราวนี้น่าจะได้แล้วล่ะ!"

คำพูดของหลินลั่วเฉินทำให้มู่หรงเซี่ยจู๋ตื่นจากภวังค์ นางทายาและพันแผลใหม่อีกครั้ง คราวนี้บาดแผลสมานตัวได้จริงๆ

"ขอบคุณนะ!"

ทันทีที่พูดจบ มู่หรงเซี่ยจู๋ก็รู้สึกทะแม่งๆ เขาไม่ใช่คนที่ทำร้ายนางจนบาดเจ็บหรือไง

บ้าเอ๊ย ใบหน้านี้ชวนให้ลุ่มหลงเกินไปแล้ว ทำเอาข้าสับสนไปหมด!

หลินลั่วเฉินส่งเสียงตอบรับในลำคออย่างไม่แยแส เขาใช้ผ้าพันแผลพันมือตนเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าบาดแผลของเขาใกล้จะหายดีแล้ว

"พูดมาสิ ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนคืออะไร"

มู่หรงเซี่ยจู๋มองดูแววตาอันเย็นชาของเขา นางรู้สึกปวดแปลบที่บาดแผลขึ้นมาอีกครั้ง

เจ้านี่มันใช่ลูกผู้ชายหรือเปล่าเนี่ย!

"ทุกๆ สามปี สำนักฝึกตนในแคว้นหลานจะร่วมกันจัดงานชุมนุมเบิกทางสู่แดนเซียนเพื่อรับสมัครศิษย์"

"ผู้ที่ครอบครองป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนสามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ ผู้ที่ผ่านการทดสอบจะถูกสำนักต่างๆ คัดเลือกให้เข้าเป็นศิษย์ในสำนัก"

หลินลั่วเฉินส่งเสียงร้องอ้อ เขากล่าวอย่างสนใจ "แล้วป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนนี้หามาได้อย่างไร"

มู่หรงเซี่ยจู๋อธิบาย "ตระกูลผู้ฝึกตนในแต่ละพื้นที่จะมีโควต้าตายตัว และยังมีผู้อาวุโสของแต่ละสำนักที่มอบให้ตามอัธยาศัยด้วย"

"ป้ายนี้มีผลบังคับใช้ระยะยาวและไม่ได้ผูกมัดตัวบุคคล ตราบใดที่มีป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนไว้ในครอบครองก็สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ทุกคน"

"ในมือข้าบังเอิญมีป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนอยู่ชิ้นหนึ่ง ข้ายินดีมอบป้ายนี้ให้แก่คุณชาย หวังว่าคุณชายจะยอมละเว้นข้า!"

หลินลั่วเฉินค้นดูถุงมิติรอบหนึ่งแต่กลับไม่พบป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนเลย เขาจึงสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง

ทั่วทั้งเรือนร่างของสตรีนางนี้ยังมีที่ใดให้ซ่อนป้ายได้อีกหรือ

เมื่อเห็นหลินลั่วเฉินจ้องมองจุดสงวนของตน มู่หรงเซี่ยจู๋ก็รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกล่วงละเมิด นางทั้งอับอายและขุ่นเคือง

"ท่านกำลังคิดอกุศลอะไรอยู่ ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนข้าไม่ได้พกติดตัวเอาไว้ ข้าฝากไว้ที่สหายในเมืองต่างหาก"

"เพียงแค่ท่านมอบยาถอนพิษให้ข้าและสาบานว่าจะไม่ฆ่าข้า ข้าก็จะพาท่านไปหานางเพื่อมอบป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนให้"

หลินลั่วเฉินพยักหน้าตอบ "ได้ ข้าย่อมมอบยาถอนพิษให้เจ้าแน่!"

มู่หรงเซี่ยจู๋เบ้ปากอย่างหงุดหงิด นางกล่าวอย่างจนใจ "ตกลง พวกเรากลับไปจัดการเคลียร์สนามรบก่อนเถอะ"

ทั้งสองคนเดินมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมร้างแห่งนั้น ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยปากพูดสิ่งใด และไม่ได้ถามไถ่ชื่อแซ่ของอีกฝ่ายด้วย

เพราะต่างก็รู้ดีว่าต่อให้ถามไปก็เปล่าประโยชน์ ชื่อที่ได้ยินมาแปดในสิบส่วนล้วนต้องเป็นชื่อปลอมทั้งสิ้น

ครู่ต่อมามู่หรงเซี่ยจู๋ก็ขอยันต์อัคคีจากหลินลั่วเฉินแผ่นหนึ่ง นางใช้มันเผาทำลายศพบริเวณโรงเตี๊ยมจนหมดสิ้น

หลินลั่วเฉินมองดูท่าทางอันคล่องแคล่วของนางแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและนึกในใจว่าแคว้นหลานแห่งนี้ช่างอุดมไปด้วยคนเก่งกาจและมีผู้คนอันซื่อสัตย์บริสุทธิ์จริงๆ

มู่หรงเซี่ยจู๋สังเกตเห็นสายตาของเขา นางยิ้มอย่างเก้อเขิน "ความจริงแล้วข้าแค่ป้องกันตัวเท่านั้น"

"เจ้าพวกนี้ล้วนเป็นไอ้สารเลวที่มักมากในกามกิเลส ไม่มีใครเป็นคนดีเลยสักคน ตายไปก็ไม่น่าเสียดายเลยสักนิด!"

หลินลั่วเฉินส่งเสียงตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ เขาเอ่ยถามต่อ "ที่เจ้าต้องระมัดระวังตัวปานนี้ ชายหนุ่มที่ร่วมทางมากับเจ้ามีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาหรือ"

มู่หรงเซี่ยจู๋พยักหน้า นางกล่าวอย่างอึดอัดใจ "เขาเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ ในตระกูลมีผู้ฝึกตนระดับจินตันอยู่ด้วย"

"หากไม่ใช่เพราะเขาคิดจะใช้ข้าเป็นเตาหลอมมนุษย์ ข้าเองก็ไม่อยากสังหารลูกหลานตระกูลใหญ่ให้ตัวต้องมาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากเช่นนี้หรอก"

ฉวีหลิงอินแค่นเสียงเยาะเย้ย "แค่ระดับจินตันคนเดียวยังกล้าขนานนามตนเองเป็นตระกูลใหญ่อีก ช่างน่าขันสิ้นดี!"

หลินลั่วเฉินไม่ได้เย่อหยิ่งจองหองเช่นนาง เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการกับสิ่งของของคุณชายตระกูลใหญ่นั่นอย่างระมัดระวัง

"คุณชาย~"

มู่หรงเซี่ยจู๋จ้องมองหลินลั่วเฉินด้วยสีหน้าน่าสงสาร นางเริ่มออดอ้อนฉอเลาะ

"ของในถุงมิติของข้า ท่านพอจะคืนให้ข้าสักส่วนหนึ่งได้หรือไม่ ในนั้นมีเสื้อผ้าของข้าอยู่ด้วย"

"นั่นมันเสื้อผ้าของอิสตรีทั้งนั้น ท่านเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด อีกอย่างข้ายังต้องปลอมตัวเข้าเมืองอีกนะ!"

หลินลั่วเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาหยิบเสื้อผ้าออกมาทีละชิ้น หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วจึงโยนคืนให้นาง

มู่หรงเซี่ยจู๋เห็นเขามีสีหน้าแปลกประหลาดขณะกำลังพลิกดูเอี๊ยมตัวน้อยกึ่งโปร่งแสงของตน นางก็อับอายจนแทบอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองลงไปเสียเดี๋ยวนี้

"ท่าน ... ท่านเป็นพวกวิตถารหรืออย่างไร!"

หลินลั่วเฉินกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ "ระวังไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าแอบซ่อนของวิเศษอะไรไว้ในนี้หรือเปล่า"

มู่หรงเซี่ยจู๋โกรธจัดจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง บาดแผลของนางปวดตุบๆ นางรู้สึกอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด

"เลิกรื้อได้แล้ว ข้าไม่เอาแล้ว! ท่านแค่หาชุดบุรุษกับผ้าพันแผลสักม้วนให้ข้าก็พอ!"

น่าขายหน้าเกินไปแล้ว นางรับไม่ไหวแล้วจริงๆ!

หลินลั่วเฉินโยนชุดบุรุษไปให้พร้อมกับทำสีหน้าพิลึกพิลั่น "เจ้ามีความชอบแบบนี้ด้วยหรือ"

"ข้าทำไปเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหวต่างหาก ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวอะไรสักหน่อย!"

มู่หรงเซี่ยจู๋ใช้ผ้าพันแผลรัดหน้าอกต่อหน้าเขาอย่างมีน้ำโห จากนั้นก็สวมชุดบุรุษทับลงไปทันที

ต่อให้ร่างจะดูเทอะทะไปสักหน่อย ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้านี่ได้กำไรทางสายตาอีกเด็ดขาด!

ครู่ต่อมามู่หรงเซี่ยจู๋ก็เปลี่ยนมาสวมชุดบุรุษและกลายเป็นคุณชายรูปงาม ทว่ากล้ามเนื้อหน้าอกกลับดูใหญ่โตเกินจริงไปสักหน่อย

"ไปกันเถอะ หากยังไม่ไปอีกประตูเมืองจะปิดเสียก่อน"

หลินลั่วเฉินพยักหน้า เขาเดินตามนางเข้าเมืองไปพร้อมกับความระแวดระวังขั้นสูงสุด

สตรีนางนี้เชื่อใจไม่ได้ ใครจะรู้ว่านางแอบวางกับดักอะไรไว้รอตนเองอยู่หรือไม่!

ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าความกังวลของหลินลั่วเฉินไม่ได้ผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย

ครึ่งชั่วยามต่อมาเขาเดินตามมู่หรงเซี่ยจู๋เข้าไปในถนนเส้นยาวที่คึกคักเป็นพิเศษแห่งหนึ่ง

สองข้างทางเต็มไปด้วยสตรีที่แต่งหน้าทาปากสีสันฉูดฉาดและสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น พวกนางส่งสายตาเชิญชวนให้ทั้งสองคนอย่างต่อเนื่อง

"คุณชายรูปงามเหลือเกิน ขึ้นมาเล่นกับพวกข้าสิเจ้าคะ! ข้าไม่คิดเงินท่านหรอกนะ!"

"คิกคิก ... คุณชาย มาหาข้าทางนี้สิเจ้าคะ ข้ายินดีจ่ายให้ท่านสิบตำลึงเงินเลยนะ!"

...

แม้หลินลั่วเฉินจะไม่เคยมาสถานที่เช่นนี้ แต่เขาก็พอจะได้ยินมาบ้าง ย่อมรู้ดีว่าที่นี่คือตรอกหอนางโลมในตำนาน!

"เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม"

สถานที่แห่งนี้ไม่มีอะไรดีเลย ไม่ใช่ที่ที่คนรักนวลสงวนตัวเช่นเขาควรจะมาเด็ดขาด!

แววตาที่ดูลุกลี้ลุกลนเล็กน้อยของเขาไม่อาจหลุดพ้นสายตาของมู่หรงเซี่ยจู๋ไปได้

"สหายของข้าก็พักอยู่ที่นี่น่ะสิ หากไม่มาที่นี่แล้วจะเอาป้ายได้อย่างไร"

หลินลั่วเฉินถามอย่างลังเล "สหายของเจ้านั่นเป็น ... บุรุษหรือสตรี"

"สตรีสิ!"

มู่หรงเซี่ยจู๋กะพริบตาปริบๆ นางเอ่ยหยอกล้อ "เป็นถึงนางโลมอันดับหนึ่งเลยนะ อยากเจอหรือไม่เล่า"

หลินลั่วเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย "เจ้าถึงกับนำป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนไปฝากไว้กับหญิงคณิกาอย่างนั้นหรือ"

"หญิงคณิกาแล้วอย่างไร"

มู่หรงเซี่ยจู๋กล่าวอย่างมีเหตุผล "คุณชาย เกิดเป็นคนไม่ควรมีอคตินะ พวกนางก็มีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน"

"พวกนางยังรักษาสัจจะมากกว่าพวกที่เอาแต่พร่ำพูดเรื่องคุณธรรมเสียอีก อีกอย่างใครจะไปเดาออกเล่าว่าข้าเอาของไปฝากไว้ที่พวกนาง"

หลินลั่วเฉินถึงกับพูดไม่ออก เขาทำได้เพียงฝืนใจเดินตามนางเข้าไปในหอนางโลมที่มีชื่อว่าหอบุปผาเมามาย

หากข้าไม่ลงนรก แล้วใครจะลงนรกเล่า

วันนี้เขาจะยอมสละชีพเป็นเดิมพัน ลองดูสักตั้งว่ารังมารที่พ่อบุญธรรมเคยกล่าวถึงนั้นจะล้ำลึกสักเพียงใด

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 24 - ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียน

คัดลอกลิงก์แล้ว