- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 24 - ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียน
บทที่ 24 - ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียน
บทที่ 24 - ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียน
สตรีชุดดำโรยผงยาลงบนบาดแผล ทว่ากลับพบว่าเลือดยังคงไหลซึมออกมาจากบาดแผลอย่างต่อเนื่อง
นางรีบใช้มือทั้งสองข้างกดบาดแผลทั้งด้านหน้าและด้านหลังเพื่อห้ามเลือดอย่างลุกลี้ลุกลน จนไม่สนแล้วว่าเรือนร่างอันเย้ายวนจะโผล่พ้นร่มผ้าออกมา
"นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่"
หลินลั่วเฉินแม้จะรู้ว่าบาดแผลที่เกิดจากใบมีดหักนั้นยากจะสมานตัว แต่เขาไม่คาดคิดว่ายาวิเศษของผู้ฝึกตนจะไม่ได้ผลเช่นนี้
ก่อนหน้านี้บาดแผลของหลัวเยาเยาฟื้นฟูได้ ทำให้เขาคิดว่าความสามารถนี้ใช้ไม่ได้ผลกับผู้ฝึกตน ที่แท้ก็ขึ้นอยู่กับระดับพลังฝึกปรือด้วยนี่เอง
หลินลั่วเฉินเดินไปเก็บใบมีดหักที่ตกอยู่ไกลออกไป เขาค่อยๆ เดินเข้าไปหาหญิงสาว ทำเอานางตกใจจนหน้าถอดสี
"เจ้า ... เจ้าคิดจะทำอะไรอีก"
"หากไม่อยากตายก็อย่าขยับ!"
หลินลั่วเฉินใช้ใบมีดหักกรีดฝ่ามือของตนเอง จากนั้นก็ประทับฝ่ามือลงบนบาดแผลที่หัวไหล่ของนางโดยตรงพร้อมกับพึมพำบางอย่างในปาก
แต่แท้จริงแล้วเขากำลังท่องว่ารูปคือความว่างเปล่า ความว่างเปล่าคือรูป เพียงเพื่อต้องการตบตาฉวีหลิงอินและสตรีชุดดำเท่านั้น
แม้หลินลั่วเฉินจะไม่รู้ว่าเหตุใดเลือดของตนจึงสามารถลบล้างพลังของใบมีดหักได้ แต่เขาก็เข้าใจดีว่าไม่ควรให้คนนอกรับรู้เรื่องนี้
สตรีชุดดำสัมผัสได้ถึงฝ่ามืออันร้อนผ่าวของหลินลั่วเฉินที่กดทับลงบนบาดแผล นางเจ็บปวดจนเหงื่อเย็นผุดพราย ภายในใจยิ่งรู้สึกเสียใจภายหลังอย่างสุดซึ้ง
มู่หรงเซี่ยจู๋เอ๋ย เจ้าไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปยุ่งกับดาวมฤตยูผู้นี้ทำไมกัน
ฮือๆๆ คราวนี้ถูกเขามองไปทั่วทั้งยังถูกลูบคลำไปหมดแล้ว วันข้างหน้าข้าจะแต่งงานออกไปได้อย่างไร
นางอยากจะถลึงตาใส่หลินลั่วเฉิน แต่เมื่อมองใบหน้าอันหล่อเหลาที่อยู่ใกล้แค่เอื้อม นางก็อดไม่ได้ที่จะหลบสายตาไปทางอื่น
หมอนี่ทำไมถึงได้หน้าตาดีปานนี้
"เจ้าทายาใหม่เถอะ คราวนี้น่าจะได้แล้วล่ะ!"
คำพูดของหลินลั่วเฉินทำให้มู่หรงเซี่ยจู๋ตื่นจากภวังค์ นางทายาและพันแผลใหม่อีกครั้ง คราวนี้บาดแผลสมานตัวได้จริงๆ
"ขอบคุณนะ!"
ทันทีที่พูดจบ มู่หรงเซี่ยจู๋ก็รู้สึกทะแม่งๆ เขาไม่ใช่คนที่ทำร้ายนางจนบาดเจ็บหรือไง
บ้าเอ๊ย ใบหน้านี้ชวนให้ลุ่มหลงเกินไปแล้ว ทำเอาข้าสับสนไปหมด!
หลินลั่วเฉินส่งเสียงตอบรับในลำคออย่างไม่แยแส เขาใช้ผ้าพันแผลพันมือตนเองเอาไว้เพื่อไม่ให้ใครสังเกตเห็นว่าบาดแผลของเขาใกล้จะหายดีแล้ว
"พูดมาสิ ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนคืออะไร"
มู่หรงเซี่ยจู๋มองดูแววตาอันเย็นชาของเขา นางรู้สึกปวดแปลบที่บาดแผลขึ้นมาอีกครั้ง
เจ้านี่มันใช่ลูกผู้ชายหรือเปล่าเนี่ย!
"ทุกๆ สามปี สำนักฝึกตนในแคว้นหลานจะร่วมกันจัดงานชุมนุมเบิกทางสู่แดนเซียนเพื่อรับสมัครศิษย์"
"ผู้ที่ครอบครองป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนสามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ ผู้ที่ผ่านการทดสอบจะถูกสำนักต่างๆ คัดเลือกให้เข้าเป็นศิษย์ในสำนัก"
หลินลั่วเฉินส่งเสียงร้องอ้อ เขากล่าวอย่างสนใจ "แล้วป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนนี้หามาได้อย่างไร"
มู่หรงเซี่ยจู๋อธิบาย "ตระกูลผู้ฝึกตนในแต่ละพื้นที่จะมีโควต้าตายตัว และยังมีผู้อาวุโสของแต่ละสำนักที่มอบให้ตามอัธยาศัยด้วย"
"ป้ายนี้มีผลบังคับใช้ระยะยาวและไม่ได้ผูกมัดตัวบุคคล ตราบใดที่มีป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนไว้ในครอบครองก็สามารถเข้าร่วมการทดสอบได้ทุกคน"
"ในมือข้าบังเอิญมีป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนอยู่ชิ้นหนึ่ง ข้ายินดีมอบป้ายนี้ให้แก่คุณชาย หวังว่าคุณชายจะยอมละเว้นข้า!"
หลินลั่วเฉินค้นดูถุงมิติรอบหนึ่งแต่กลับไม่พบป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนเลย เขาจึงสำรวจนางตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง
ทั่วทั้งเรือนร่างของสตรีนางนี้ยังมีที่ใดให้ซ่อนป้ายได้อีกหรือ
เมื่อเห็นหลินลั่วเฉินจ้องมองจุดสงวนของตน มู่หรงเซี่ยจู๋ก็รู้สึกว่าตนเองกำลังถูกล่วงละเมิด นางทั้งอับอายและขุ่นเคือง
"ท่านกำลังคิดอกุศลอะไรอยู่ ป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนข้าไม่ได้พกติดตัวเอาไว้ ข้าฝากไว้ที่สหายในเมืองต่างหาก"
"เพียงแค่ท่านมอบยาถอนพิษให้ข้าและสาบานว่าจะไม่ฆ่าข้า ข้าก็จะพาท่านไปหานางเพื่อมอบป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนให้"
หลินลั่วเฉินพยักหน้าตอบ "ได้ ข้าย่อมมอบยาถอนพิษให้เจ้าแน่!"
มู่หรงเซี่ยจู๋เบ้ปากอย่างหงุดหงิด นางกล่าวอย่างจนใจ "ตกลง พวกเรากลับไปจัดการเคลียร์สนามรบก่อนเถอะ"
ทั้งสองคนเดินมุ่งหน้าไปยังโรงเตี๊ยมร้างแห่งนั้น ตลอดทางไม่มีใครเอ่ยปากพูดสิ่งใด และไม่ได้ถามไถ่ชื่อแซ่ของอีกฝ่ายด้วย
เพราะต่างก็รู้ดีว่าต่อให้ถามไปก็เปล่าประโยชน์ ชื่อที่ได้ยินมาแปดในสิบส่วนล้วนต้องเป็นชื่อปลอมทั้งสิ้น
ครู่ต่อมามู่หรงเซี่ยจู๋ก็ขอยันต์อัคคีจากหลินลั่วเฉินแผ่นหนึ่ง นางใช้มันเผาทำลายศพบริเวณโรงเตี๊ยมจนหมดสิ้น
หลินลั่วเฉินมองดูท่าทางอันคล่องแคล่วของนางแล้ว เขาอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและนึกในใจว่าแคว้นหลานแห่งนี้ช่างอุดมไปด้วยคนเก่งกาจและมีผู้คนอันซื่อสัตย์บริสุทธิ์จริงๆ
มู่หรงเซี่ยจู๋สังเกตเห็นสายตาของเขา นางยิ้มอย่างเก้อเขิน "ความจริงแล้วข้าแค่ป้องกันตัวเท่านั้น"
"เจ้าพวกนี้ล้วนเป็นไอ้สารเลวที่มักมากในกามกิเลส ไม่มีใครเป็นคนดีเลยสักคน ตายไปก็ไม่น่าเสียดายเลยสักนิด!"
หลินลั่วเฉินส่งเสียงตอบรับอย่างไม่ใส่ใจ เขาเอ่ยถามต่อ "ที่เจ้าต้องระมัดระวังตัวปานนี้ ชายหนุ่มที่ร่วมทางมากับเจ้ามีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาหรือ"
มู่หรงเซี่ยจู๋พยักหน้า นางกล่าวอย่างอึดอัดใจ "เขาเป็นคุณชายจากตระกูลใหญ่ ในตระกูลมีผู้ฝึกตนระดับจินตันอยู่ด้วย"
"หากไม่ใช่เพราะเขาคิดจะใช้ข้าเป็นเตาหลอมมนุษย์ ข้าเองก็ไม่อยากสังหารลูกหลานตระกูลใหญ่ให้ตัวต้องมาพัวพันกับเรื่องยุ่งยากเช่นนี้หรอก"
ฉวีหลิงอินแค่นเสียงเยาะเย้ย "แค่ระดับจินตันคนเดียวยังกล้าขนานนามตนเองเป็นตระกูลใหญ่อีก ช่างน่าขันสิ้นดี!"
หลินลั่วเฉินไม่ได้เย่อหยิ่งจองหองเช่นนาง เขาตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะต้องจัดการกับสิ่งของของคุณชายตระกูลใหญ่นั่นอย่างระมัดระวัง
"คุณชาย~"
มู่หรงเซี่ยจู๋จ้องมองหลินลั่วเฉินด้วยสีหน้าน่าสงสาร นางเริ่มออดอ้อนฉอเลาะ
"ของในถุงมิติของข้า ท่านพอจะคืนให้ข้าสักส่วนหนึ่งได้หรือไม่ ในนั้นมีเสื้อผ้าของข้าอยู่ด้วย"
"นั่นมันเสื้อผ้าของอิสตรีทั้งนั้น ท่านเก็บไว้ก็ไม่มีประโยชน์อันใด อีกอย่างข้ายังต้องปลอมตัวเข้าเมืองอีกนะ!"
หลินลั่วเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เขาหยิบเสื้อผ้าออกมาทีละชิ้น หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้วจึงโยนคืนให้นาง
มู่หรงเซี่ยจู๋เห็นเขามีสีหน้าแปลกประหลาดขณะกำลังพลิกดูเอี๊ยมตัวน้อยกึ่งโปร่งแสงของตน นางก็อับอายจนแทบอยากจะขุดหลุมฝังตัวเองลงไปเสียเดี๋ยวนี้
"ท่าน ... ท่านเป็นพวกวิตถารหรืออย่างไร!"
หลินลั่วเฉินกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบ "ระวังไว้ก่อนย่อมปลอดภัยกว่า ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าแอบซ่อนของวิเศษอะไรไว้ในนี้หรือเปล่า"
มู่หรงเซี่ยจู๋โกรธจัดจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง บาดแผลของนางปวดตุบๆ นางรู้สึกอับอายจนอยากแทรกแผ่นดินหนีเสียให้รู้แล้วรู้รอด
"เลิกรื้อได้แล้ว ข้าไม่เอาแล้ว! ท่านแค่หาชุดบุรุษกับผ้าพันแผลสักม้วนให้ข้าก็พอ!"
น่าขายหน้าเกินไปแล้ว นางรับไม่ไหวแล้วจริงๆ!
หลินลั่วเฉินโยนชุดบุรุษไปให้พร้อมกับทำสีหน้าพิลึกพิลั่น "เจ้ามีความชอบแบบนี้ด้วยหรือ"
"ข้าทำไปเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหวต่างหาก ไม่ใช่ความชอบส่วนตัวอะไรสักหน่อย!"
มู่หรงเซี่ยจู๋ใช้ผ้าพันแผลรัดหน้าอกต่อหน้าเขาอย่างมีน้ำโห จากนั้นก็สวมชุดบุรุษทับลงไปทันที
ต่อให้ร่างจะดูเทอะทะไปสักหน่อย ข้าก็จะไม่ยอมให้เจ้านี่ได้กำไรทางสายตาอีกเด็ดขาด!
ครู่ต่อมามู่หรงเซี่ยจู๋ก็เปลี่ยนมาสวมชุดบุรุษและกลายเป็นคุณชายรูปงาม ทว่ากล้ามเนื้อหน้าอกกลับดูใหญ่โตเกินจริงไปสักหน่อย
"ไปกันเถอะ หากยังไม่ไปอีกประตูเมืองจะปิดเสียก่อน"
หลินลั่วเฉินพยักหน้า เขาเดินตามนางเข้าเมืองไปพร้อมกับความระแวดระวังขั้นสูงสุด
สตรีนางนี้เชื่อใจไม่ได้ ใครจะรู้ว่านางแอบวางกับดักอะไรไว้รอตนเองอยู่หรือไม่!
ความจริงได้พิสูจน์แล้วว่าความกังวลของหลินลั่วเฉินไม่ได้ผิดพลาดเลยแม้แต่น้อย
ครึ่งชั่วยามต่อมาเขาเดินตามมู่หรงเซี่ยจู๋เข้าไปในถนนเส้นยาวที่คึกคักเป็นพิเศษแห่งหนึ่ง
สองข้างทางเต็มไปด้วยสตรีที่แต่งหน้าทาปากสีสันฉูดฉาดและสวมเสื้อผ้าน้อยชิ้น พวกนางส่งสายตาเชิญชวนให้ทั้งสองคนอย่างต่อเนื่อง
"คุณชายรูปงามเหลือเกิน ขึ้นมาเล่นกับพวกข้าสิเจ้าคะ! ข้าไม่คิดเงินท่านหรอกนะ!"
"คิกคิก ... คุณชาย มาหาข้าทางนี้สิเจ้าคะ ข้ายินดีจ่ายให้ท่านสิบตำลึงเงินเลยนะ!"
...
แม้หลินลั่วเฉินจะไม่เคยมาสถานที่เช่นนี้ แต่เขาก็พอจะได้ยินมาบ้าง ย่อมรู้ดีว่าที่นี่คือตรอกหอนางโลมในตำนาน!
"เจ้าพาข้ามาที่นี่ทำไม"
สถานที่แห่งนี้ไม่มีอะไรดีเลย ไม่ใช่ที่ที่คนรักนวลสงวนตัวเช่นเขาควรจะมาเด็ดขาด!
แววตาที่ดูลุกลี้ลุกลนเล็กน้อยของเขาไม่อาจหลุดพ้นสายตาของมู่หรงเซี่ยจู๋ไปได้
"สหายของข้าก็พักอยู่ที่นี่น่ะสิ หากไม่มาที่นี่แล้วจะเอาป้ายได้อย่างไร"
หลินลั่วเฉินถามอย่างลังเล "สหายของเจ้านั่นเป็น ... บุรุษหรือสตรี"
"สตรีสิ!"
มู่หรงเซี่ยจู๋กะพริบตาปริบๆ นางเอ่ยหยอกล้อ "เป็นถึงนางโลมอันดับหนึ่งเลยนะ อยากเจอหรือไม่เล่า"
หลินลั่วเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย "เจ้าถึงกับนำป้ายเบิกทางสู่แดนเซียนไปฝากไว้กับหญิงคณิกาอย่างนั้นหรือ"
"หญิงคณิกาแล้วอย่างไร"
มู่หรงเซี่ยจู๋กล่าวอย่างมีเหตุผล "คุณชาย เกิดเป็นคนไม่ควรมีอคตินะ พวกนางก็มีความจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน"
"พวกนางยังรักษาสัจจะมากกว่าพวกที่เอาแต่พร่ำพูดเรื่องคุณธรรมเสียอีก อีกอย่างใครจะไปเดาออกเล่าว่าข้าเอาของไปฝากไว้ที่พวกนาง"
หลินลั่วเฉินถึงกับพูดไม่ออก เขาทำได้เพียงฝืนใจเดินตามนางเข้าไปในหอนางโลมที่มีชื่อว่าหอบุปผาเมามาย
หากข้าไม่ลงนรก แล้วใครจะลงนรกเล่า
วันนี้เขาจะยอมสละชีพเป็นเดิมพัน ลองดูสักตั้งว่ารังมารที่พ่อบุญธรรมเคยกล่าวถึงนั้นจะล้ำลึกสักเพียงใด
[จบแล้ว]