- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 18 คว้าน้ำเหลว!
บทที่ 18 คว้าน้ำเหลว!
บทที่ 18 คว้าน้ำเหลว!
ห่างออกไป หลัวเยาเยาที่อยู่ในสภาพหมดเรี่ยวแรงสังเกตเห็นกำลังเสริม นางจึงตะโกนด้วยความดีใจ "ท่านเจ้าสำนัก ท่านประมุขโจว!"
เลิ่งเยวี่ยซวงใจเต้นรำส่ำ หากปล่อยให้มารร้ายพวกนี้เอาเรื่องของนางไปป่าวประกาศ นางจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนล่ะ?
ยอมให้เป็นแบบนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
เมื่อคิดได้ดังนั้น ดวงตาของเลิ่งเยวี่ยซวงก็ทอประกายสีเลือด นางใช้มือลูบคมกระบี่จนเลือดสาดกระเซ็นย้อมกระบี่ให้กลายเป็นสีแดงฉาน
แสงจันทร์สีเลือดสาดส่องไปทั่วบริเวณ ด้านหลังของนางปรากฏจันทร์เสี้ยวสีเลือดจำนวนนับไม่ถ้วนลอยวนเวียนอยู่รอบกาย
เลิ่งเยวี่ยซวงปักกระบี่ลงพื้นแล้วตวาดเสียงเย็น "จันทร์โลหิตพิฆาต!"
ปราณกระบี่สีเลือดอันงดงามและน่าสยดสยองหมุนควงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะขยายตัวออกไปเป็นวงกว้างครอบคลุมทั่วร่างของนาง
บรรดาศิษย์สำนักสำเนียงมายาที่ถูกม้วนเข้าไปในนั้นต่างก็ร้องโหยหวนก่อนจะถูกสับจนกลายเป็นละอองเลือด ซึ่งนั่นก็ยิ่งช่วยเพิ่มอานุภาพให้กับพายุปราณกระบี่สีเลือดให้รุนแรงยิ่งขึ้นไปอีก
หลัวเยาเยายืนหยัดอยู่ในพายุปราณกระบี่สีเลือดได้เพียงชั่วครู่ก็แทบจะทนไม่ไหว ในที่สุดนางก็ตัดสินใจทำเรื่องบ้าบิ่น
"เลิ่งเยวี่ยซวง ฝากไว้ก่อนเถอะ!"
นางตัดสินใจระเบิดร่างตัวเองเพื่อทำลายพายุปราณกระบี่สีเลือดให้แตกกระจาย จากนั้นวิญญาณก่อกำเนิดของนางก็พุ่งทะยานหลบหนีไปอีกทิศทางหนึ่ง
แต่เลิ่งเยวี่ยซวงเกลียดชังมารร้ายนางนี้เข้าไส้ มีหรือที่นางจะยอมปล่อยให้อีกฝ่ายรอดไปได้ ดวงตาของนางเปล่งประกายสีเลือดสว่างจ้า
"คิดจะหนีหรือ? มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก!"
นางสะบัดกระบี่ออกไป กระบี่ยาวจำแลงกลายเป็นลำแสงพุ่งทะลวงวิญญาณก่อกำเนิดของหลัวเยาเยาจนแตกสลายไปอย่างสมบูรณ์
เลิ่งเยวี่ยซวงหน้าซีดเผือดขณะยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศ บรรดาศิษย์สำนักสำเนียงมายาที่อยู่รอบๆ ล้วนตกตายจนหมดสิ้น
เมื่อเห็นว่ากู้ชิงหานใกล้จะมาถึงแล้ว นางก็รีบบินร่อนลงไปที่ถ้ำหินด้านล่าง แต่นางกลับไม่พบร่องรอยของหลินลั่วเฉินอยู่ภายในนั้นเลย
"คุณชายหลิน?"
รอบด้านเงียบสงัด แม้นางจะใช้สัมผัสเทวะกวาดตรวจดูก็ยังไม่พบตัวเขา ทำเอานางตกใจจนหน้าถอดสี
หรือว่าเขาจะถูกมารร้ายจากสำนักสำเนียงมายาจับตัวไปแล้ว?
ในเวลานั้นเอง ลำแสงสายหนึ่งก็ร่อนลงมา กู้ชิงหานขมวดคิ้วถาม "ซวงเอ๋อร์ เจ้ากำลังหาอะไรอยู่หรือ?"
เลิ่งเยวี่ยซวงอ้าปากจะพูด แต่ก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรดี
ก็นางรู้ดีว่าท่านอาจารย์ของนางรังเกียจบุรุษเพศเป็นที่สุด หากปล่อยให้อีกฝ่ายรู้เข้า นางคงได้เจอปัญหาใหญ่แน่
กู้ชิงหานไม่มีเวลาให้คิดมาก นางรีบคว้าตัวเลิ่งเยวี่ยซวงให้ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าและเตรียมจะหนีไปทันที
แต่เพียงแค่ชะงักไปชั่วครู่ ชายหญิงคู่ที่ไล่ตามมาก็ถือโอกาสตีวงล้อมพวกนางทั้งสองเอาไว้แล้ว
"กล้าฆ่าคนของข้าต่อหน้าต่อตาข้า ช่างขวัญกล้าเทียมฟ้าเสียจริง!"
สตรีในชุดกระโปรงสีชมพูเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก นางและชายร่างกำยำยืนดักหน้าดักหลังพร้อมกับปล่อยกลิ่นอายคุกคามกู้ชิงหานเอาไว้
กู้ชิงหานกำกระบี่ยาวในมือแน่น รอบกายของนางแผ่ซ่านไปด้วยไอเย็นยะเยือก แววตาของนางเต็มไปด้วยความดูแคลน
"แล้วจะทำไมล่ะ? ซ่งเสวียนอวิ๋น หากเจ้าไม่พอใจก็เข้ามาสู้กันอีกสักตั้งสิ!"
ซ่งเสวียนอวิ๋นโกรธจนแทบคลั่ง นางถนัดเรื่องการยั่วยวนบุรุษ แต่เรื่องการต่อสู้นั้นนางสู้สตรีตรงหน้าไม่ได้จริงๆ
ยิ่งไปกว่านั้น สตรีนางนี้ก็อยู่ระดับผสานร่างขั้นสมบูรณ์แล้ว ห่างจากระดับสุญตาเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น
หากไม่ใช่เพราะเหตุนี้ พวกเขาทั้งสองคนก็คงไม่ต้องมาเสียเวลาพัวพันกับนางอยู่นานสองนานแต่ก็ยังเอาชนะไม่ได้เสียที
"กู้ชิงหาน ข้าขอเตือนให้เจ้าส่งของนั่นมาแต่โดยดีเถอะ สำนักสตรีหยกของเจ้าไม่มีปัญญาปกป้องของสิ่งนั้นหรอก!"
กู้ชิงหานแค่นหัวเราะ "สำนักสตรีหยกของข้าปกป้องไม่ได้ แล้วสำนักสำเนียงมายาของเจ้ามีปัญญาปกป้องงั้นหรือ?"
ซ่งเสวียนอวิ๋นได้ยินดังนั้นก็หน้าเสีย แต่นางก็ปรายตามองชายหนุ่มที่อยู่ข้างกายก่อนจะจำใจพูดโกหกคำโตออกไป
"สำนักสำเนียงมายาของข้าย่อมรู้ตัวดีว่าไม่มีปัญญาปกป้อง ข้าจึงตั้งใจจะนำของสิ่งนี้ไปมอบให้กับวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสารต่างหาก!"
สิ้นเสียงคำพูด เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้น "ท่านเจ้าสำนักซ่งช่างจงรักภักดีต่อวิหารศักดิ์สิทธิ์ของข้าเสียจริง สมควรได้รับรางวัล!"
ซ่งเสวียนอวิ๋นหน้าเปลี่ยนสี นางรีบโค้งคำนับแล้วเอ่ยว่า "เสวียนอวิ๋นขอคารวะสตรีศักดิ์สิทธิ์จิ่วโยว!"
ชายร่างกำยำผู้นั้นก็มีท่าทีนอบน้อมไม่แพ้กัน "ผู้ใต้บังคับบัญชาขอคารวะสตรีศักดิ์สิทธิ์!"
สตรีในชุดกระโปรงผ้าคลุมสีดำค่อยๆ ก้าวเดินเข้ามา มุมปากของนางประดับไปด้วยรอยยิ้มหยอกล้อ
"เจ้าคือกู้ชิงหานใช่ไหม? ส่งของนั่นมาให้ข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า!"
กู้ชิงหานอดไม่ได้ที่จะหน้าถอดสี เซี่ยจิ่วโยว หนึ่งในหกสตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสารงั้นหรือ?
แม้สตรีนางนี้จะอยู่ในระดับสุญตาขั้นต้นเท่านั้น แต่นางก็เป็นผู้ครอบครองหนึ่งในหกอาวุธศักดิ์สิทธิ์ กู้ชิงหานไม่มีทางเอาชนะนางได้อย่างแน่นอน
ยิ่งไปกว่านั้น สตรีนางนี้ยังมีฐานะไม่ธรรมดา ย่อมต้องมีผู้พิทักษ์คอยติดตามมาด้วยแน่ แบบนี้คงรับมือยากแล้วล่ะ
ในขณะที่กู้ชิงหานกำลังลังเลอยู่นั้น เสียงอันแหบพร่าของหญิงชราคนหนึ่งก็ดังขึ้น
"เซี่ยจิ่วโยว เจ้าเห็นศาลศักดิ์สิทธิ์ของเราเป็นหัวหลักหัวตอหรืออย่างไร? ถึงได้กล้ามาปล้นชิงของจากสำนักภายใต้สังกัดศาลศักดิ์สิทธิ์อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้?"
กู้ชิงหานราวกับได้รับความช่วยเหลือจากสวรรค์ นางรีบโค้งคำนับ "ประมุขวังโจว!"
หญิงชราถือไม้เท้าเดินออกมาช้าๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็มาหยุดยืนอยู่ตรงหน้านางแล้ว
"ท่านเจ้าสำนักกู้ไม่ต้องกังวลไป มีศาลศักดิ์สิทธิ์ของเราอยู่ทั้งคน พวกมารร้ายพวกนี้กำเริบเสิบสานไม่ได้หรอก!"
"ขอบคุณประมุขวังโจวที่ให้ความเป็นธรรม!"
แม้กู้ชิงหานจะเป็นคนเรียกหญิงชรามาเอง แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเจ็บใจลึกๆ
นึกไม่ถึงเลยว่าท้ายที่สุดแล้ว นางจะต้องสูญเสียทั้งทหารและทรัพย์สิน แถมยังคว้าน้ำเหลวอีกต่างหาก!
ในตอนแรกกู้ชิงหานตั้งใจจะเก็บศิลาทวนชะตาไว้เอง แต่หลังจากถูกสำนักสำเนียงมายาซุ่มโจมตี นางก็รู้ว่าเรื่องนี้คงปิดเอาไว้ไม่ได้แล้ว
นางจึงเลือกที่จะขอความช่วยเหลือจากศาลศักดิ์สิทธิ์ พร้อมกับพยายามขัดขวางอย่างสุดความสามารถเพื่อไม่ให้ศิลาทวนชะตาตกไปอยู่ในมือศัตรู เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกตำหนิในภายหลัง
หญิงชราพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "เซี่ยจิ่วโยว เจ้าจะให้ผู้พิทักษ์ของเจ้ามาสู้กับข้าสักตั้ง หรือจะยอมถอยกลับไปแต่โดยดี?"
หูอันประณีตของเซี่ยจิ่วโยว สตรีศักดิ์สิทธิ์แห่งวิหารศักดิ์สิทธิ์แห่งวัฏสงสารขยขยับเล็กน้อย นางหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ยินยอม
"พวกเราไป!"
ยายเฒ่าแซ่โจวผู้นี้เป็นถึงผู้ฝึกตนระดับมหายานขั้นปลาย ผู้พิทักษ์ของนางไม่ใช่คู่มืออย่างแน่นอน
แม้ซ่งเสวียนอวิ๋น เจ้าสำนักสำเนียงมายาจะรู้สึกเจ็บใจ แต่นางก็ทำได้เพียงเดินตามเซี่ยจิ่วโยวจากไป
หญิงชราหันไปมองกู้ชิงหานและเลิ่งเยวี่ยซวงพร้อมกับยิ้มถาม "ท่านเจ้าสำนักกู้ แล้วก็เยวี่ยซวงตัวน้อย พวกเจ้าไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"
กู้ชิงหานยิ้มบางๆ "ขอบคุณประมุขวังโจวที่เป็นห่วง โชคดีที่ท่านมาทันเวลาพอดี ของวิเศษจึงยังไม่ตกไปอยู่ในมือศัตรู"
นางหันไปมองเลิ่งเยวี่ยซวง "ซวงเอ๋อร์ ยังไม่รีบมอบของสิ่งนั้นให้กับประมุขวังโจวอีก?"
เลิ่งเยวี่ยซวงรีบปลดแผ่นเหล็กออกแล้วส่งให้ประมุขวังโจว
ประมุขวังโจวตรวจสอบดูอย่างละเอียด แต่นางกลับพบว่ามันดูเหมือนแผ่นเหล็กธรรมดาๆ เท่านั้น ใบหน้าที่เหี่ยวย่นของนางจึงย่นเข้าหากันทันที
"มีแค่ของสิ่งนี้งั้นหรือ?"
"อืม มีแค่ของสิ่งนี้แหละ!"
กู้ชิงหานหันไปมองเลิ่งเยวี่ยซวง เลิ่งเยวี่ยซวงก็รีบตอบ "หากท่านประมุขวังไม่เชื่อ ข้ายินดีสาบานให้!"
ประมุขวังโจวได้ยินดังนั้นสีหน้าก็ผ่อนคลายลง นางยิ้มแล้วเอ่ยว่า "ข้าย่อมต้องเชื่อใจพวกเจ้าอยู่แล้ว เล่าต้นสายปลายเหตุให้ข้าฟังหน่อยสิ!"
กู้ชิงหานอธิบาย "หุบเขาปีศาจจันทร์ดับเกิดความผิดปกติ ข้าเกรงว่าจะมีสัตว์อสูรกำเนิดขึ้น จึงพาบรรดาศิษย์มาตรวจสอบดู"
"ประจวบเหมาะกับที่ของสิ่งนี้ลอยออกมาจากหุบเขาปีศาจพอดี พวกเราต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนักกว่าจะสกัดจับมันไว้ได้ เดิมทีก็ตั้งใจจะนำไปมอบให้กับศาลศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว"
"แต่นึกไม่ถึงเลยว่าข่าวจะรั่วไหลจนถูกสำนักสำเนียงมายาซุ่มโจมตี บรรดาศิษย์ที่ตามมาด้วยต่างก็พลีชีพในหน้าที่จนหมด เหลือเพียงแค่ข้ากับซวงเอ๋อร์สองคน ... "
ประมุขวังโจวเป็นคนแก่มากประสบการณ์ มีหรือที่นางจะไม่รู้ว่ากู้ชิงหานต้องการอะไร นางจึงแสร้งทำสีหน้าเศร้าสลด
"ท่านเจ้าสำนักกู้โปรดระงับความโศกเศร้าด้วยเถอะ ครั้งนี้สำนักสตรีหยกของเจ้าทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ข้าจะรายงานเรื่องนี้ขึ้นไปให้แน่นอน"
"ส่วนของสิ่งนี้ ข้าจะนำไปมอบให้กับศาลศักดิ์สิทธิ์ก่อน หากตรวจสอบแล้วว่าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็จะส่งคนนำกลับมาคืนให้พวกเจ้า!"
กู้ชิงหานแค่นหัวเราะเยาะในใจ ส่งไปแล้วยังจะได้คืนอีกงั้นหรือ?
แต่นางก็ยังคงรักษาสีหน้าเรียบเฉยเอาไว้ "ถ้าเช่นนั้นก็ต้องรบกวนประมุขวังโจวแล้ว!"
ประมุขวังโจวพยักหน้าพร้อมกับยิ้ม "ไปกันเถอะ อย่าปล่อยให้พวกมารร้ายฉวยโอกาสกลับมาอีกเลย!"
เลิ่งเยวี่ยซวงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความกังวล "ประมุขวังโจว ท่านช่วยตรวจดูในภูเขาค้างคาวหมื่นตัวนี้ให้หน่อยได้ไหมว่ายังมีคนอื่นหลงเหลืออยู่อีกหรือไม่?"
เมื่อประมุขวังโจวได้ยินดังนั้น สัมผัสเทวะอันแข็งแกร่งของนางก็แผ่ซ่านออกไปราวกับคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ ก่อนที่ดวงตาของนางจะเปล่งประกายเย็นชา
"เยวี่ยซวงตัวน้อยช่างละเอียดรอบคอบเสียจริง นึกไม่ถึงเลยว่าในถ้ำจะยังมีหนูตัวเล็กๆ ซ่อนอยู่อีกสี่ตัว!"
นางยื่นมือออกไปคว้าอย่างแรง หินผาแตกกระจาย ร่างสี่ร่างถูกดึงกระชากออกมาจากในถ้ำ
เลิ่งเยวี่ยซวงตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก นางกำลังจะอ้าปากพูดอะไรบางอย่าง แต่กลับพบว่าทั้งสี่คนนั้นเป็นสตรีทั้งหมด
พวกนางก็คือคนที่ถูกสั่งให้เข้าไปจับตัวหลินลั่วเฉิน แต่กลับหลงทางอยู่ในถ้ำจนพลาดโอกาสหลบหนีนั่นเอง
สตรีทั้งสี่คนเอาแต่ร้องขอชีวิต แต่ประมุขวังโจวเพียงแค่บีบมือเบาๆ ร่างของพวกนางก็กลายเป็นหมอกเลือดไปในพริบตา
"เอาล่ะ มารร้ายพวกนี้กล้ามาดูดซับปราณหยินของเจ้า ข้าแก้แค้นให้เจ้าแล้วนะ!"
เมื่อกู้ชิงหานได้ยินดังนั้นสีหน้าของนางก็เปลี่ยนไป นางรีบคว้ามือของเลิ่งเยวี่ยซวงมาตรวจดูก็พบว่าพรหมจรรย์ของลูกศิษย์ยังคงอยู่ จึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
"เหตุใดปราณหยินในร่างกายของเจ้าถึงได้เสียหายหนักขนาดนี้?"
ในสถานการณ์เช่นนี้ เลิ่งเยวี่ยซวงจะกล้าเล่าเรื่องระหว่างนางกับหลินลั่วเฉินไปตามความจริงได้อย่างไร
ขืนเล่าไป มีหวังนางคงต้องเล่าเรื่องน่าอายที่ตัวเองโตป่านนี้แล้วยังฉี่ราดกางเกงให้คนอื่นฟังด้วยน่ะสิ
ตอนนี้นางยังรู้สึกเหนอะหนะอยู่เลย นางแค่อยากจะรีบกลับไปอาบน้ำและเปลี่ยนชุดชั้นในตัวใหม่ให้เร็วที่สุดเท่านั้น
"ข้าถูกพวกนางไล่ตามมาทัน แล้วก็ถูกดูดซับปราณหยินไปนิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ"
กู้ชิงหานมีสีหน้าผ่อนคลายลง หากต้องสูญเสียลูกศิษย์คนนี้ไปอีก ครั้งนี้คงขาดทุนย่อยยับจนแทบจะหมดตัวแน่
ประมุขวังโจวไม่ได้พูดอะไรอีก นางพาทั้งสองคนเหาะทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าและทิ้งเทือกเขาจันทร์ดับไว้เบื้องหลังในพริบตา
เลิ่งเยวี่ยซวงหันกลับไปมองเทือกเขาจันทร์ดับ แววตาของนางฉายแววกังวลใจออกมา
ตกลงแล้วเขาหนีไปเอง หรือว่าถูกมารร้ายจากสำนักสำเนียงมายาจับตัวไปกันแน่?
แต่เมื่อนึกถึงความลึกลับของหลินลั่วเฉิน นางก็ค่อนข้างมั่นใจว่าเขาน่าจะหนีไปเองมากกว่า
ช่างเถอะ ข้าหนีไปก่อนดีกว่า แล้วค่อยหาโอกาสกลับมาตามหาเขาทีหลังก็แล้วกัน
ด้านล่าง ภายในผืนป่า หลินลั่วเฉินมองดูพวกนางจากไป แววตาของเขาเต็มไปด้วยความซับซ้อนและเจือไปด้วยความเย้ยหยัน
เหมือนกับในชาติก่อนไม่มีผิด คว้าน้ำเหลว ท้ายที่สุดก็ต้องยกผลประโยชน์ให้คนอื่นไป
แต่เขาแค่ไม่เข้าใจว่าทำไมในชาติก่อน ศิลาทวนชะตาถึงได้กลับมาอยู่ในมือของเลิ่งเยวี่ยซวงอีกครั้ง
ศาลศักดิ์สิทธิ์มีคุณธรรมขนาดนั้นเชียวหรือ?
หรือว่าเป็นเพราะพวกเขาไขความลับของศิลาทวนชะตาไม่ออก จึงเบนเข็มมาเล่นงานเลิ่งเยวี่ยซวงแทน?
หลินลั่วเฉินคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก เขาก็ขี้เกียจจะคิดให้ปวดหัว ตอนนี้ปัญหาภายนอกได้รับการแก้ไขแล้ว ถึงเวลาจัดการกับปัญหาภายในเสียที
"เอาล่ะ บอกมาสิว่าตกลงแล้วเจ้าเป็นใครกันแน่?"