- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 16 ข้าขอแนะนำให้เจ้าวิ่งให้เร็วหน่อยนะ
บทที่ 16 ข้าขอแนะนำให้เจ้าวิ่งให้เร็วหน่อยนะ
บทที่ 16 ข้าขอแนะนำให้เจ้าวิ่งให้เร็วหน่อยนะ
ในขณะนี้ เมื่อจิตวิญญาณของหลินลั่วเฉินและเลิ่งเยวี่ยซวงสอดประสานกัน ปราณหยินหยางก็เริ่มไหลเวียนอยู่ภายในร่างกายของพวกเขา
จิตวิญญาณของคนทั้งสองหลอมรวมเข้าด้วยกัน ในตัวข้ามีเจ้า ในตัวเจ้ามีข้า นำพาให้พวกเขาเข้าสู่สภาวะรู้แจ้งอันแสนมหัศจรรย์
การกระตุ้นโดยตรงจากจิตวิญญาณเช่นนี้ ทำเอาเลิ่งเยวี่ยซวงถึงกับมึนงงไปหมด
นางเข้าสู่สภาวะที่ลืมเลือนทั้งตัวตนและสรรพสิ่งรอบกาย รู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังบรรลุมรรคผลและล่องลอยขึ้นสู่สวรรค์
หลินลั่วเฉินเองก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก เส้นผมและรูขุมขนทั่วร่างต่างผ่อนคลาย เขาจมดิ่งลงไปในความรู้สึกอันแสนประหลาดนี้อย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ยามนี้ดวงจันทร์บนท้องฟ้าเปล่งประกายสว่างไสว แสงจันทร์อันนวลตาไหลรินลงมาอาบไล้ทั่วภูเขาค้างคาวหมื่นตัวราวกับสายน้ำ
แสงจันทร์ทะลวงผ่านโขดหินและพุ่งตรงมารวมตัวกันที่หลินลั่วเฉินและเลิ่งเยวี่ยซวง ก่อนจะโอบล้อมร่างของคนทั้งสองเอาไว้
ศิลาทวนชะตาที่อยู่บนตัวของหลินลั่วเฉินถูกกระตุ้นพลัง มันปลดปล่อยตัวอักษรจำนวนนับไม่ถ้วนออกมาและพยุงร่างของคนทั้งสองให้ลอยขึ้นไปกลางอากาศ
ทั้งสองคนถูกห่อหุ้มด้วยแสงจันทร์และตัวอักษรสีทองจนดูคล้ายกับรังไหมขนาดยักษ์
รอบด้านมีเสียงแห่งมรรคสัจธรรมดังกังวาน แสงจันทร์หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายของคนทั้งสองอย่างต่อเนื่อง ช่วยหนุนนำให้ระดับการบำเพ็ญเพียรของพวกเขาพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
หลินลั่วเฉินอาศัยการไหลเวียนของปราณหยินหยางในการดูดซับปราณหยินบริสุทธิ์จากเลิ่งเยวี่ยซวงมาหล่อเลี้ยงร่างกาย ทำให้เขาได้รับประโยชน์อย่างมหาศาล
เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่สองได้อย่างราบรื่น จากนั้นก็ก้าวเข้าสู่ขั้นที่สามอย่างรวดเร็ว และยังคงพุ่งสูงขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ...
แต่จิตใจของหลินลั่วเฉินกลับไม่ได้จดจ่ออยู่กับสิ่งเหล่านี้อีกต่อไป เสียงแห่งมรรคาที่ดังกึกก้องอยู่รอบด้านทำให้เขาหลงใหลมัวเมาจนถอนตัวไม่ขึ้น
ด้วยความช่วยเหลือของศิลาทวนชะตา ความเข้าใจที่มีต่อเคล็ดวิชาวัฏสงสารแห่งโชคชะตาของเขาก็ลึกล้ำยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เลิ่งเยวี่ยซวงที่กำลังอยู่ในสภาวะจิตวิญญาณสอดประสานกับเขาก็เช่นกัน แม้นางจะไม่เข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้คืออะไร แต่นางก็จดจำมันเอาไว้ตามสัญชาตญาณ
เดิมทีนางก็อยู่ในระดับก่อกำเนิดขั้นสมบูรณ์อยู่แล้ว ยามนี้ทั่วทั้งร่างของนางแผ่ซ่านไปด้วยกลิ่นอายแห่งมรรคสัจธรรม ราวกับว่านางพร้อมจะทะลวงเข้าสู่ระดับถอดวิญญาณได้ทุกเมื่อ
ฉวีหลิงอินเองก็พลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย นางหลงใหลเคลิบเคลิ้มไปกับเสียงแห่งมรรคาจนแทบจะจมดิ่งลงไปอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
"ที่แท้ตำนานของศิลาทวนชะตาก็เป็นเรื่องจริง ภายในนั้นมีกฎเกณฑ์แห่งวิถีสวรรค์อันสมบูรณ์แบบซ่อนอยู่จริงๆ ด้วย ... "
ภายนอก
ในขณะที่แสงจันทร์กำลังสาดสาดลงมา ภายในหุบเขาปีศาจจันทร์ดับก็เกิดเสียงโซ่สั่นสะเทือนอย่างรุนแรงดังขึ้นอีกครั้ง พร้อมกับเสียงกระแทกเปิดปิดดังกึกก้อง
ดวงตายักษ์สีแดงฉานคู่นั้นเบิกโพลงขึ้นมาอีกครา มันแยกเขี้ยวเปิดปากเผยให้เห็นฟันหน้าซี่โตที่ส่องประกายเย็นเยียบ
สัตว์ประหลาดขนาดยักษ์ตัวนั้นกระโจนขึ้นไปกระแทกทับลงบนบางสิ่งจนเกิดเสียงดังสนั่น ก่อนจะปิดทับสิ่งนั้นเอาไว้อย่างมิดชิด
มันแหงนหน้าแผดเสียงร้องลั่น หว่างคิ้วเปล่งแสงสว่างวาบออกมาก่อนจะปริแตกออก ปลดปล่อยไอปีศาจอันแข็งแกร่งให้พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า
บรรดาสัตว์อสูรที่อยู่รอบหุบเขาปีศาจจันทร์ดับถูกไอปีศาจกระตุ้นจนเกิดคลุ้มคลั่ง พวกมันเริ่มอาละวาดโจมตีทุกสรรพสิ่งที่ขวางหน้า
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ หนูขาวขนปุกปุยตัวหนึ่งก็คลานออกมาจากหว่างคิ้วของสัตว์ประหลาดยักษ์ตัวนั้น
ดวงตาของสัตว์ประหลาดยักษ์หม่นแสงลง มันคงท่าทางแหงนหน้าคำรามเอาไว้และกลายสภาพเป็นหินไปอย่างรวดเร็ว
หนูขาวตัวนั้นหันกลับไปมองด้วยความอาลัยอาวรณ์ ก่อนจะกระโดดลงมาและปีนป่ายขึ้นไปตามหน้าผาหินอย่างคล่องแคล่ว
ห่างออกไปหลายพันลี้ ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังรุมโจมตีสตรีผู้มีรูปโฉมงดงามและเย็นชา ทั้งสามคนต่อสู้พัวพันกันอย่างดุเดือด
เมื่อสตรีผู้เย็นชาได้เห็นแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา สีหน้าของนางก็พลันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
"ซวงเอ๋อร์!"
นางยอมเสี่ยงชีวิตเข้าแลกเพื่อบีบบังคับให้ศัตรูต้องถอยร่นไป ก่อนจะรีบพุ่งทะยานตรงไปยังทิศทางที่แสงจันทร์ตกลงมาอย่างรวดเร็ว
ชายหญิงคู่นั้นสบตากัน สตรีในชุดกระโปรงสีชมพูแค่นเสียงเย็น "ตามไป!"
ทั้งสามคนพุ่งแหวกอากาศผ่านเทือกเขาจันทร์ดับไปตามลำดับ พร้อมกับกวัดแกว่งอาวุธสังหารสัตว์อสูรที่บินโฉบเข้ามาขวางทางไปตลอดเส้นทาง
ตัดภาพมาที่อีกด้านหนึ่ง หลินลั่วเฉินและเลิ่งเยวี่ยซวงกำลังลืมเลือนตัวตนและสรรพสิ่ง พวกเขาจมดิ่งอยู่ในสภาวะจิตวิญญาณหลอมรวมกันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
ทันใดนั้น เลิ่งเยวี่ยซวงก็เผยอริมฝีปากบางเบา ถ่ายทอดปราณหยินบริสุทธิ์สายหนึ่งมาให้หลินลั่วเฉิน ส่งผลให้เขาสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้นที่หกได้สำเร็จ
ความเร็วในการฝึกฝนที่พุ่งทะยานราวกับติดปีกนี้ ทำเอาหลินลั่วเฉินถึงกับเสพติดจนหยุดไม่ได้
ในขณะที่เขากำลังจะขอเบิ้ลอีกสักรอบ เลิ่งเยวี่ยซวงก็ทรุดฮวบลงไปกองในอ้อมกอดของเขาอย่างหมดเรี่ยวแรง ทั่วทั้งร่างของนางแผ่ซ่านกลิ่นหอมกรุ่นอันเป็นเอกลักษณ์ออกมา
จิตวิญญาณของนางส่งกระแสความรู้สึกอ้อนวอนมาให้เขาว่านางทนไม่ไหวแล้ว หากฝืนทำต่อไปนางคงได้วิญญาณแตกซ่านแน่ๆ
ในจังหวะที่หลินลั่วเฉินกำลังจะเอ่ยปากขอเป็นครั้งสุดท้ายตามสัญชาตญาณ บนร่างของเลิ่งเยวี่ยซวงก็มีกลิ่นอายแห่งมรรคสัจธรรมแผ่ซ่านออกมาเสียก่อน
ทั้งสองคนสะดุ้งตื่นจากสภาวะจิตวิญญาณสอดประสาน หลินลั่วเฉินถูกพลังบางอย่างผลักให้กระเด็นถอยหลังไปร่อนลงบนพื้น
ในขณะที่เขากำลังตกตะลึงและหวาดระแวงอยู่นั้น เสียงของฉวีหลิงอินก็ดังขึ้น
"นางทะลวงเข้าสู่ระดับถอดวิญญาณได้แล้ว ด่านเคราะห์สวรรค์กำลังจะมาเยือน!"
เลิ่งเยวี่ยซวงบังเอิญบรรลุสัจธรรมของระดับถอดวิญญาณในระหว่างที่จิตวิญญาณสอดประสานกันอย่างฟลุกๆ เพียงแต่ไม่รู้เหมือนกันว่านางตีความความหมายผิดเพี้ยนไปหรือเปล่า
ยามนี้หลินลั่วเฉินกำลังแหงนหน้ามองดวงจันทร์ เขารู้สึกซาบซึ้งใจที่พระจันทร์ในวันนี้ช่างดวงกลมโตเสียเหลือเกินจนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงบทกวีบทหนึ่ง
แสงจันทร์สาดส่องลงหน้าเตียง ชวนให้สงสัยว่าเป็นน้ำค้างแข็งบนพื้นดิน แหงนหน้ามองดวงจันทร์ ก้มหน้าลงคิดถึงบ้านเกิดเสียนี่กระไร!
แต่น่าเสียดายที่ดวงจันทร์สุกสกาวดวงนั้นถูกเมฆขาวบดบังไปอย่างรวดเร็ว ซ้ำแม่นางฟ้าบนสวรรค์ยังค้อนขวับใส่เขาอีกต่างหาก
แม้ว่าสายตานี้จะไม่มีพลังทำลายล้างใดๆ แต่มันก็มากพอที่จะทำให้ใครบางคนรู้สึกหวั่นไหวในใจได้แล้ว
เสื้อผ้าของเลิ่งเยวี่ยซวงหลุดลุ่ยจนแทบจะปิดบังเรือนร่างไม่อยู่ ทั่วร่างเต็มไปด้วยหยาดเหงื่อหอมกรุ่น นางรู้สึกเหนียวเหนอะหนะไปทั้งตัวจึงจำใจต้องเปลี่ยนชุดกระโปรงตัวใหม่เพื่อปกปิดความงดงามเอาไว้
หลินลั่วเฉินไม่มีเสื้อผ้าสำรอง เขาจึงทำได้เพียงสวมเสื้อผ้าที่ถูกแม่นางฟ้าฉีกทิ้งจนขาดรุ่งริ่งกลับเข้าไปตามเดิม
โชคดีที่ศิลาทวนชะตาซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้าและไม่ได้หล่นออกมาให้เลิ่งเยวี่ยซวงเห็น ไม่อย่างนั้นคงได้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมาแน่
หลินลั่วเฉินแสดงความเอาใจใส่ด้วยการเก็บกวาดเสื้อผ้าที่แม่นางฟ้าโยนทิ้งไว้บนพื้นและเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติ
"ของพวกนี้เจ้าคงไม่เอาแล้วใช่ไหม ข้าเก็บกวาดให้เรียบร้อยแล้วนะ คราวหน้าก็อย่าทิ้งขยะเรี่ยราดอีกล่ะ!"
เลิ่งเยวี่ยซวงถึงกับอ้าปากค้าง นางอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็ถูกเขาชิงพูดตัดหน้าไปเสียก่อน
"เลิกพูดพล่ามได้แล้ว รีบไปกันเถอะ ขืนรอให้ด่านเคราะห์สวรรค์ฟาดลงมาจนถ้ำถล่มจะทำยังไงล่ะ?"
เมื่อเลิ่งเยวี่ยซวงนึกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น นางก็เกิดความรู้สึกอยากจะฝังตัวเองตายอยู่ที่นี่ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย
มันช่างน่าอับอายขายหน้าเหลือเกิน!
แต่นางก็รู้ดีว่าเวลาเหลือน้อยเต็มที จึงจำใจต้องลากตัวหลินลั่วเฉินบินออกไปข้างนอก
ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา พวกค้างคาวกลับเป็นฝ่ายบินนำทางให้กับพวกเขาทั้งสองคนอย่างน่าอัศจรรย์
หลินลั่วเฉินสูดดมกลิ่นหอมกรุ่นจากเรือนร่างของเลิ่งเยวี่ยซวง เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสบายๆ "เจ้ามั่นใจว่าจะผ่านด่านเคราะห์ไปได้หรือ?"
เลิ่งเยวี่ยซวงร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง ก่อนจะตอบกลับด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับยุงบิน "น่าจะไม่มีปัญหาอะไรหรอกมั้ง ... "
หลินลั่วเฉินเองก็ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี คนสองคนที่เพิ่งจะใกล้ชิดสนิทสนมกันเมื่อครู่ต่างก็ปิดปากเงียบสนิท บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วนและคลุมเครือ
ภายในห้วงแห่งจิต ฉวีหลิงอินหัวเราะร่วนจนแทบจะทนไม่ไหว เด็กน้อยสองคนนี้ช่างน่าสนุกจริงๆ!
ผ่านไปครู่ใหญ่ เลิ่งเยวี่ยซวงก็กระซิบถามเสียงเบา "เจ้า ... ชื่ออะไรหรือ?"
คำถามนี้ทำเอานางรู้สึกอับอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนี ตัวเองเกือบจะเลยเถิดกับเขาไปถึงขั้นนั้นแล้ว แต่กลับยังไม่รู้ชื่อแซ่ของเขาเลยเนี่ยนะ
หลินลั่วเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา "หลินลั่วเฉิน!"
เลิ่งเยวี่ยซวงพึมพำทวนชื่อของเขาสองรอบ นางเอ่ยอย่างจริงจัง "ข้าจำได้แล้ว!"
ไม่นานนัก ทั้งสองคนก็บินออกมาจากถ้ำ เลิ่งเยวี่ยซวงวางหลินลั่วเฉินลงตรงปากถ้ำ
"คุณชายรีบใช้งานยันต์พรางตาแล้วซ่อนตัวเถอะ ระวังตัวด้วยนะ!"
หลินลั่วเฉินก็ไม่สามารถตีหน้าตายใส่ด้ายอีกต่อไป เขาจึงทำได้เพียงเอ่ยตอบ "อืม เจ้าก็เหมือนกัน!"
เมื่อเห็นว่าเขานำยันต์พรางตาที่ยังมีพลังหลงเหลืออยู่ออกมาใช้งานอีกครั้ง เลิ่งเยวี่ยซวงก็ตัดสินใจบินออกจากปากถ้ำไปในทันที
นางใช้แสงจันทร์สาดส่องไปทั่วบริเวณ บรรดามารร้ายที่อยู่ด้านนอกมองไม่เห็นเลยว่านางบินพุ่งออกมาจากทางไหน พวกนางจึงรีบแห่กันไล่ตามไปทันที
เลิ่งเยวี่ยซวงตัดสินใจเรียกให้ด่านเคราะห์สวรรค์ฟาดฟันลงมา บรรดามารร้ายต่างก็รีบถอยห่างออกไปเพราะกลัวว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
หลินลั่วเฉินซ่อนตัวอยู่ในเงามืด เขาจ้องมองเลิ่งเยวี่ยซวงที่กำลังเหาะเหินอยู่บนท้องฟ้าราวกับเทพธิดาแห่งดวงจันทร์ด้วยสายตาที่ซับซ้อนเกินบรรยาย
ผู้หญิงคนนี้ดูเผินๆ เหมือนนางฟ้าผู้เย็นชา แต่ความจริงแล้วนางก็แค่คนที่เข้าสังคมไม่เก่งและเป็นพวกกลัวการเข้าสังคมที่ทำได้แค่นับคำพูดก็เท่านั้น
เขาส่ายหน้าไปมา พยายามสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะตัดสินใจวิ่งลึกเข้าไปในภูเขาค้างคาวหมื่นตัวเพื่อหาทางหนีลงไปทางตีนเขา
ค้างคาวปีศาจภายในถ้ำส่วนใหญ่บินออกไปหมดแล้ว เหลือเพียงพวกปีศาจตัวเล็กตัวน้อยที่เขายังพอจะรับมือไหว!
ฉวีหลิงอินอดไม่ได้ที่จะเอ่ยแซว "ไอ้หนุ่มนี่ฉลาดไม่เบานี่นา ไม่ได้มัวแต่ยืนโง่ๆ อยู่กับที่!"
หลินลั่วเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "การฝากโชคชะตาไว้ในมือคนอื่น ไม่ใช่นิสัยของข้า!"
ฉวีหลิงอินหัวเราะคิกคัก "ถ้าอย่างนั้นข้าขอแนะนำให้เจ้าวิ่งให้เร็วหน่อยนะ ไม่อย่างนั้นพออาจารย์ของนางมาถึง เจ้าก็คงได้เดือดร้อนแน่!"
หลินลั่วเฉินถามอย่างไม่เข้าใจ "ทำไมล่ะ?"
ฉวีหลิงอินกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ "ก็เจ้าดูดซับปราณหยินของนางมาตั้งเยอะขนาดนั้น ถึงจะตบตาคนนอกได้ แต่น่าจะตบตาอาจารย์ของนางไม่ได้หรอกนะ"
"เจ้านี่มันจริงๆ เลย ถอนพิษก็ส่วนถอนพิษสิ แล้วเจ้าจะไปดูดกลืนปราณหยินบริสุทธิ์ของนางทำไมกัน? ทำเอานางสูญเสียพลังไปตั้งมากมายเลยนะ"
หลินลั่วเฉินตกใจจนหน้าเหวอ "ก็พรหมจรรย์ของนางยังไม่ถูกทำลายนี่นา?"
ฉวีหลิงอินหัวเราะร่วน "ก็ใช่ไงล่ะ แต่เรื่องที่ปราณหยินได้รับความเสียหายก็เป็นเรื่องจริงเหมือนกันนี่!"
"แล้วทำไมเจ้าถึงไม่ยอมเตือนข้าล่ะ?"
"ข้าเตือนเจ้าแล้วนะ แต่ตอนนั้นเจ้ากำลังหลงใหลได้ปลื้มจนไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยต่างหาก!"
หลินลั่วเฉินอยากจะร้องไห้แต่กลับไม่มีน้ำตา "บ้าฉิบ ถ้างั้นที่ข้าอุตส่าห์อดทนอดกลั้นมาตั้งนาน ข้าจะทำไปเพื่ออะไรกันวะเนี่ย!"
ฉวีหลิงอินหัวเราะไม่หยุด "มันต่างกันอยู่นะ ถ้าพรหมจรรย์ถูกทำลาย นางต้องตามล่าเจ้าไปจนตายแน่ๆ!"
"แต่เรื่องนี้ ถ้านังหนูนั่นยอมช่วยปกปิดให้เจ้า ก็น่าจะไม่มีปัญหาอะไรหรอก เจ้าก็สวดมนต์ภาวนาขอให้นางฉลาดขึ้นมาหน่อยก็แล้วกัน!"
เมื่อหลินลั่วเฉินได้ยินดังนั้น เขาก็รีบกระตุ้นพลังของยันต์ท่องสมุทรและสับตีนแตกวิ่งหนีสุดชีวิตในทันที
เขารู้สึกแคลงใจในระดับสติปัญญาของเลิ่งเยวี่ยซวงเสียจริงๆ!