- หน้าแรก
- ชาติก่อนเป็นคนดีแล้วตายฟรี ชาตินี้ย้อนเวลามาข้าจะไม่ทน
- บทที่ 9 ตัดความรู้สึกทิ้งตั้งแต่ในเปล?
บทที่ 9 ตัดความรู้สึกทิ้งตั้งแต่ในเปล?
บทที่ 9 ตัดความรู้สึกทิ้งตั้งแต่ในเปล?
ถ้ำแห่งนี้ลึกและแคบยาว ปากถ้ำซ่อนตัวอยู่ในดงหญ้าคาอย่างมิดชิด
ภายในถ้ำมีน้ำพุวิญญาณขนาดกว้างราวหนึ่งจั้งที่ยามนี้จับตัวเป็นน้ำแข็งและแผ่ไอเย็นเยียบออกมา
หลังจากหลินลั่วเฉินล้วงเอาแก่นอสูรออกมาแล้ว เขาก็ให้เลิ่งเยวี่ยซวงใช้ยันต์อัคคีเผาทำลายซากหมีเพื่อทำลายหลักฐาน
จากนั้นเขาก็ทุบน้ำแข็งให้แตกและใช้น้ำเต้าตักน้ำพุจนเต็ม ก่อนจะล้างหน้าล้างตาให้ตัวเองรู้สึกสบายใจขึ้น
รอดมาได้อย่างหวุดหวิด ท้ายที่สุดก็ไม่ได้ซ้ำรอยเดิม แบบนี้น่าจะยื้อเวลาไปได้จนถึงตอนที่พระจันทร์สีเลือดปรากฏตัวใช่ไหมนะ?
แต่หลินลั่วเฉินก็ยังคงคาใจอยู่ดี ว่าทำไมหลัวเยาเยาถึงได้โผล่มาเร็วกว่ากำหนด?
หรือว่าเป็นเพราะคลื่นพลังวิญญาณตอนที่เลิ่งเยวี่ยซวงทำลายผนึก?
หรือว่าในชาตินี้เป็นเพราะเขาชิงศิลาทวนชะตามาไว้กับตัว?
ความจริงก็เป็นไปตามที่เขาคาดคิด ศิลาทวนชะตามีพลังในการบดบังความลับของสวรรค์และซ่อนเร้นกลิ่นอาย
แม้ว่ามันจะยังไม่ได้ยอมรับเจ้านาย แต่เมื่ออยู่ในระยะที่กำหนด มันก็ยังสามารถรบกวนรอยประทับบนตัวเลิ่งเยวี่ยซวงได้อยู่ดี
ทว่าตอนที่เลิ่งเยวี่ยซวงเดินจากหลินลั่วเฉินไปและสลบอยู่ท่ามกลางกองหิมะ ตำแหน่งของนางจึงถูกเปิดเผย
หลินลั่วเฉินพอจะคาดเดาอะไรได้บ้าง เขาจึงไม่กล้าอยู่ห่างจากเลิ่งเยวี่ยซวงมากนัก
ใครจะไปรู้ล่ะว่าบนตัวนางจะโดนวิชาสะกดรอยอะไรเพิ่มอีกหรือเปล่า?
"เจ้ารีบรักษาตัวเถอะ!"
เลิ่งเยวี่ยซวงขานรับคำหนึ่ง แต่นางก็ยังคงมองไปที่แอ่งน้ำพุใสสะอาดด้วยความลังเลใจ
"คุณชาย ข้าอยากจะทำความสะอาดบาดแผลสักหน่อย ท่านช่วยหลบไปสักประเดี๋ยวได้หรือไม่?"
หลินลั่วเฉินมองดูสภาพทุลักทุเลของนางแล้วเอ่ยเตือน "น้ำนี่เย็นมากนะ เจ้าอย่าได้เอาไปอาบเชียว"
"ร่างกายของเจ้าในตอนนี้รับไม่ไหวหรอก เดี๋ยวก็ล้มป่วยเอาได้ ข้าไม่อยากมาคอยดูแลเจ้าหรอกนะ"
"อีกอย่างก้นน้ำพุนี่เชื่อมต่อไปยังที่อื่น มีทั้งกระแสน้ำใต้น้ำและสัตว์อสูร เจ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ!"
เลิ่งเยวี่ยซวงทำหน้าเหวอ เรื่องนี้เจ้าก็รู้ด้วยหรือ?
ไอ้หมอนี่แอบมีความละเอียดอ่อนและเป็นห่วงนางด้วยงั้นหรือ?
หลินลั่วเฉินไม่ได้ใส่ใจท่าทีประหลาดใจของนาง เขาเดินไปอีกด้านหนึ่งและหันหลังให้นาง สายตาทอดมองออกไปนอกถ้ำ
แม้เลิ่งเยวี่ยซวงจะเป็นผู้ฝึกตน แต่นางไม่ได้ฝึกฝนร่างกายเลยสักนิด สภาพร่างกายของนางจึงไม่ได้ดีไปกว่าคนธรรมดาสักเท่าไหร่
นางได้รับบาดเจ็บมาก่อน แล้วยังตกน้ำ โดนยาพิษ หากต้องมาอาบน้ำในบึงน้ำเย็นจัดแบบนี้อีก ร่างกายย่อมรับไม่ไหวแน่
ในชาติที่แล้วนางป่วยหนักจนแทบเอาชีวิตไม่รอด ทำเอาเขาต้องวุ่นวายดูแลจนหัวหมุน แถมยังทำให้เกิดความรู้สึกบ้าบอนั่นขึ้นมาอีก!
เขาต้องตัดไฟแต่ต้นลม ทำลายความรู้สึกที่นางมีต่อเขาให้สิ้นซากตั้งแต่ในเปล จะไม่เปิดโอกาสให้เด็ดขาด!
"ข้าเข้าใจแล้ว!"
เลิ่งเยวี่ยซวงมองแผ่นหลังของเขา มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย นางปักธงอาคมสองสามอันเพื่อบดบังการมองเห็นรอบด้าน
นางถอดชุดกระโปรงที่ขาดรุ่งริ่งออก ใช้มนตร์ดึงน้ำขึ้นมาทำให้ร้อนก่อนจะเริ่มทำความสะอาดบาดแผล
เลิ่งเยวี่ยซวงแอบมองหลินลั่วเฉินเป็นระยะ เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีทีท่าจะหันกลับมามองเลยแม้แต่น้อย นางถึงได้วางใจ
หรือว่าในสายตาของเขา นางจะดูขี้เหร่ขนาดนั้นจริงๆ หรือ?
คนป่าคนดงแบบเขามีรสนิยมความงามแบบไหนกันเนี่ย!
หลินลั่วเฉินได้ยินเสียงน้ำดังมาจากด้านหลัง แม้ภายนอกเขาจะดูนิ่งสงบดั่งขุนเขา แต่ในหัวกลับจินตนาการภาพด้านหลังไปไกลแล้ว
เขาย่อมรู้ดีว่าภายใต้ชุดกระโปรงที่ปกปิดมิดชิดของสตรีด้านหลังนั้น ซ่อนเรือนร่างอันแสนเย้ายวนใจไว้มากเพียงใด
หลินลั่วเฉินกำลังอยู่ในวัยหนุ่มแน่น ซ้ำยังเคยลิ้มรสความหอมหวานมาแล้ว เขาจึงอดไม่ได้ที่จะคิดอกุศล
แต่เขาก็พยายามข่มความรู้สึกวาบหวามในใจลงไปและเริ่มวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบันของพวกเขาทั้งสองคน
ตอนนี้ขอแค่รออีกสองวัน เมื่อพระจันทร์สีเลือดปรากฏขึ้น นังผู้หญิงกู้ชิงหานกับกำลังเสริมของนางก็จะตามมาถึง
เขาไม่ได้แตะต้องเลิ่งเยวี่ยซวง กู้ชิงหานก็คงไม่จับเขาหวนกลับไปที่สำนักสตรีหยกอีกหรอกมั้ง?
แต่เขาก็รู้สึกว่าผู้หญิงคนนั้นใช้สามัญสำนึกตัดสินไม่ได้ เขาจึงโอนเอียงไปทางหาโอกาสหนีมากกว่า
หลินลั่วเฉินยอมเสี่ยงโดนสัตว์อสูรกิน ดีกว่าต้องโดนกักขังอยู่บนสำนักสตรีหยกอีกครั้ง
แต่ถ้าหลัวเยาเยาตามมาทัน เขาควรจะยอมพลีกายให้เสือกินดีไหมนะ?
เมื่อคิดถึงตรงนี้ จิตใจของเขาก็ว้าวุ่นและลังเลใจอย่างหนัก
ครู่ต่อมา น้ำเสียงอันเย็นชาแต่ไพเราะของเลิ่งเยวี่ยซวงก็ดังมาจากด้านหลัง
"คุณชาย เรียบร้อยแล้ว!"
หลินลั่วเฉินหันกลับไปมอง ก็เห็นเลิ่งเยวี่ยซวงสวมชุดกระโปรงสีฟ้าขาว ผมยาวสีดำขลับทิ้งตัวลงมาปรกหน้าอก ความเย็นชาของนางแฝงไปด้วยความอ่อนแอเล็กน้อย
แม้จะเคยเห็นมานับครั้งไม่ถ้วน แต่ความงดงามระดับเทพธิดาของเลิ่งเยวี่ยซวงก็ยังมีพลังทำลายล้างสูงอยู่ดี
ในชาติก่อน หลินลั่วเฉินเคยด่าตัวเองนับครั้งไม่ถ้วนว่าหน้ามืดตามัว ปล่อยให้ตัณหาครอบงำจิตใจ
แต่ทุกครั้งที่ได้เห็นเลิ่งเยวี่ยซวง เขาก็รู้สึกว่าตัวเองพลาดท่าเสียทีให้นางก็ไม่แปลกหรอก
ผู้ชายหน้าไหนจะไปทนบททดสอบแบบนี้ได้กันล่ะ?
ผู้หญิงคนนี้หน้าตาสวยก็ว่าไปอย่าง แต่รูปร่างยังสุดยอดจนทำให้คนอดใจไม่ไหวอีกต่างหาก
เลิ่งเยวี่ยซวงถูกเขาจ้องจนรู้สึกอึดอัด นางรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเปลือยกายยืนอยู่ต่อหน้าเขาจนต้องเผลอขยับตัวหนี
"คุณชาย?"
หลินลั่วเฉินได้สติกลับคืนมา เขาแอบรู้สึกหวาดเสียวในใจและรีบหันหน้าหนี ไม่กล้ามองนางอีก
"รีบโคจรพลังเถอะ!"
เลิ่งเยวี่ยซวงขานรับและยื่นหยกจารึกแผ่นหนึ่งส่งให้
"คุณชาย นี่คือวิชาซ่อนกลิ่นอาย มันสามารถปกปิดกลิ่นอายและคลื่นพลังชีวิตได้!"
แม้นี่จะเป็นเคล็ดวิชาของสำนักสตรีหยก แต่นางก็ไม่สนอะไรแล้ว
หลินลั่วเฉินนึกไม่ถึงเลยว่าจะมีลาภลอยมาหา เขาจึงรับหยกจารึกมาอย่างไม่เกรงใจ
เลิ่งเยวี่ยซวงนั่งขัดสมาธิลง นางร่ายมนตร์รักษาร่างกายให้ตัวเองและเริ่มฟื้นฟูพลัง
หลินลั่วเฉินจัดการจัดเรียงยันต์อาคมและโอสถในมือ ก่อนจะนั่งลงฝึกวิชาซ่อนกลิ่นอายอย่างเงียบๆ
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ เลิ่งเยวี่ยซวงก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น และพบว่าหลินลั่วเฉินกำลังแทะเสบียงแห้งอยู่เงียบๆ
นางถึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าผู้ชายตรงหน้าเพิ่งจะอยู่แค่ระดับรวบรวมลมปราณ เขาไม่สามารถอดข้าวอดน้ำได้เหมือนอย่างนาง
"คุณชาย ทำไมท่านถึงพกเสบียงแห้งติดตัวไว้ด้วยล่ะ?"
หลินลั่วเฉินจะบอกได้อย่างไรว่าตอนนั้นเขาเตรียมตัวจะหนีลงจากเขา เขาจึงตอบปัดๆ ไป
"พรานป่าเข้าเขาต้องพกเสบียงมาเอง มันน่าแปลกตรงไหนหรือ?"
เลิ่งเยวี่ยซวงเอ่ยอย่างกระอักกระอ่วน "ข้าไม่ได้พกโอสถอิ่มทิพย์มาด้วย โชคดีที่คุณชายพกเสบียงมาเองนะ"
หลินลั่วเฉินคร้านจะบ่น ในชาติก่อนเขาหิวโซอยู่สองวันเต็มๆ ผลก็คือพอพักผ่อนฟื้นฟูพลังเสร็จก็ไม่มีแรงจะวิ่งหนีแล้ว
"อาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
เลิ่งเยวี่ยซวงตอบตามตรง "ถ้าได้โคจรพลังอีกสักสองวัน ก็น่าจะฟื้นฟูได้เกือบแปดส่วนแล้วล่ะ!"
"เอาชนะยายมารร้ายนั่นได้ไหม?"
"สู้ไม่ได้หรอก! ทำได้แค่หนีเท่านั้น!"
"ควันกระตุ้นกำหนัดของยายมารร้ายนั่นประหลาดนัก เจ้ามีวิธีรับมือหรือเปล่า?"
เมื่อได้ยินดังนั้น เลิ่งเยวี่ยซวงก็ครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก "ยาถอนพิษอาจจะพอช่วยได้บ้างมั้ง?"
หลินลั่วเฉินได้ยินก็ผิดหวังอย่างแรง ในชาติก่อนพวกเขาเคยลองมาแล้ว มันทำได้แค่บรรเทาอาการเท่านั้น
ครั้งนี้เลิ่งเยวี่ยซวงสูดเข้าไปแค่เล็กน้อย ครั้งหน้ายาถอนพิษอาจจะไม่ได้ผลแล้วก็ได้!
"ถ้างั้นเจ้าเอามาให้ข้าสักสองเม็ดสิ!"
เลิ่งเยวี่ยซวงเทยาถอนพิษให้เขาหลายเม็ด เขาก็ยัดมันลงไปในสายคาดเอวทันที
ขณะที่เลิ่งเยวี่ยซวงกำลังจะเก็บแหวนมิติกลับไป หลินลั่วเฉินก็เอ่ยเตือนขึ้นมา
"อย่าเก็บกลับไปหมดสิ เผื่อว่าพลังวิญญาณของเจ้าจะถูกผนึกอีกจะทำอย่างไร?"
เลิ่งเยวี่ยซวงชะงักไปเล็กน้อย นางมองดูตัวเองแต่ก็ไม่รู้ว่าจะซ่อนยาไว้ตรงไหนดี
หลินลั่วเฉินชี้ไปที่หน้าอก เลิ่งเยวี่ยซวงก็หน้าแดงซ่าน นางหันหลังกลับไปและยัดยาลงไปในหุบเหวลึกนั้น
"คุณชายช่วยชีวิตข้าไว้หลายครั้ง เยวี่ยซวงยังไม่ทราบนามอันสูงส่งของคุณชายเลย?"
หลินลั่วเฉินตอบอย่างขอไปที "ไร้นาม"
เลิ่งเยวี่ยซวงร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง นางถามด้วยความกระวนกระวาย "ข้านำความเดือดร้อนมาให้คุณชายใช่หรือไม่?"
"เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?"
"ขอโทษด้วย ข้าจะหาทางปกป้องครอบครัวของคุณชายให้ ... "
"ไม่ต้องหรอก พวกเขาไม่อยู่แล้วล่ะ"
"อ๊ะ?"
เลิ่งเยวี่ยซวงเอ่ยด้วยความรู้สึกผิด "แล้วคุณชายมีแผนจะทำอย่างไรต่อไปหรือ? จะไปแคว้นซวนกับข้าไหม?"
หลินลั่วเฉินแค่นหัวเราะ "ไปแคว้นซวน เจ้าจะรับข้าเข้าสำนักงั้นหรือ?"
เลิ่งเยวี่ยซวงรีบส่ายหน้า "สำนักสตรีหยกของเราไม่รับผู้ชาย แต่ข้าสามารถแนะนำท่านให้ไปเข้าสำนักอื่นได้นะ"
หลินลั่วเฉินเพียงแค่ยิ้มและไม่ได้พูดอะไร
เขาไม่มีความรู้สึกดีๆ ให้กับพวกฝ่ายธรรมะเลยสักนิด!
ขนาดสำนักสตรีหยกยังจับผู้ชายอย่างเขากักขังไว้จนตายได้เลย แล้วพวกฝ่ายธรรมะสำนักอื่นจะดีไปกว่ากันสักแค่ไหนเชียว?
เส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร ไม่มีแบ่งแยกฝ่ายธรรมะหรืออธรรมหรอก มีแต่ปลาใหญ่กินปลาเล็กเท่านั้นแหละ แค่วิธีการกินมันต่างกันก็เท่านั้น
"ค่อยว่ากันเถอะ!"
ทั้งสองคนคุยกันสัพเพเหระไปเรื่อยเปื่อย ทันใดนั้นก็มีเสียงสัตว์อสูรคำรามและเสียงระเบิดดังมาจากที่ไกลๆ
ทั้งสองคนสบตากัน พวกเขาใช้วิชาซ่อนกลิ่นอายและเดินไปที่ปากถ้ำ ก็เห็นลำแสงสองสายพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า
มองเห็นรางๆ ว่าเป็นสตรีสองนางที่แต่งตัวฉูดฉาด ด้านหลังมีมังกรเกล็ดแดงความยาวกว่ายี่สิบจั้งกำลังบินไล่ตามมาติดๆ
มังกรเกล็ดแดงพ่นเสาไฟออกจากปาก พุ่งเข้าโจมตีใส่หนึ่งในสองคนนั้นอย่างแม่นยำ
คนผู้นั้นมีพลังระดับจินตันขั้นสูงสุดเท่านั้น นางถูกไฟเผาจนเกรียมดำในพริบตาและร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า ก่อนจะถูกมันกลืนกินเข้าไปในคำเดียว
สตรีที่เหลืออยู่ตกใจจนหน้าถอดสี พวกนางสามคนถูกดึงดูดมาด้วยผลไม้ที่เรืองแสง นึกไม่ถึงเลยว่าด้านล่างจะมีมังกรเกล็ดแดงซ่อนอยู่
มังกรเกล็ดแดงตัวนั้นไม่เพียงแต่อยู่ในระดับก่อกำเนิดเท่านั้น แต่มันยังเชี่ยวชาญการซ่อนกลิ่นอายเป็นอย่างยิ่ง มันจึงสามารถกลืนกินคนไปได้หนึ่งคนในทันที
แม้พวกนางสองคนจะหนีรอดมาได้ แต่นางก็นึกไม่ถึงเลยว่าสัตว์อสูรตัวนี้จะสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้ด้วย ช่างเหนือความคาดหมายของนางจริงๆ
ในขณะที่นางกำลังหนีเอาชีวิตรอดอย่างไม่คิดชีวิต ลำแสงสีดำสายหนึ่งก็พุ่งพาดผ่านและคว้าตัวนางลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าไป
สตรีนางนั้นกรีดร้องอย่างน่าเวทนา เลือดสดๆ สาดกระเซ็นลงมา แต่ไม่นานเสียงก็เงียบหายไป
มังกรเกล็ดแดงส่งเสียงคำรามด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะจำใจต้องกลับลงไปในหนองน้ำอย่างไม่ยินยอม
เลิ่งเยวี่ยซวงเบิกตากว้าง นางอดไม่ได้ที่จะเอามือปิดปากด้วยความรู้สึกหวาดผวาในใจ
มังกรเกล็ดแดงและอินทรีขนเหล็กระดับก่อกำเนิด!
ในยามนี้ หลินลั่วเฉินในสายตาของนางดูเป็นคนลึกล้ำยากจะหยั่งถึง รอบตัวเขาราวกับมีม่านหมอกปกคลุมอยู่
เขาเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงได้ดูลึกลับและราวกับรู้ไปเสียทุกเรื่องขนาดนี้?