เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 8 พรานป่า

บทที่ 8 พรานป่า

บทที่ 8 พรานป่า


ครู่ต่อมาหลินลั่วเฉินก็อุ้มเลิ่งเยวี่ยซวงเดินอ้อมหนองน้ำแห่งหนึ่งไปอย่างระมัดระวัง

เลิ่งเยวี่ยซวงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามด้วยความสงสัย "ในหนองน้ำมีอะไรอยู่หรือ?"

หลินลั่วเฉินรีบลดเสียงลงและกระซิบว่า "เบาเสียงหน่อย ในนั้นมีมังกรเกล็ดแดงอยู่ตัวหนึ่ง!"

เลิ่งเยวี่ยซวงชะงักไปเล็กน้อย นางเอ่ยด้วยความประหลาดใจ "จะเป็นไปได้อย่างไร! มังกรเกล็ดแดงไม่ชอบน้ำ แล้วมันจะไปอยู่ในหนองน้ำได้อย่างไรกัน?"

หลินลั่วเฉินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "แม้มังกรเกล็ดแดงจะไม่ชอบน้ำ แต่ช่วงที่มันวางไข่ มันจะไปอาศัยอยู่ในหนองน้ำ"

"ถ้าเจ้าไม่เชื่อจะลองเดินเข้าไปดูก็ได้นะ แต่ตอนโดนงูไล่กวดก็อย่าวิ่งมาทางข้าก็แล้วกัน"

ในชาติที่แล้ว ทั้งสองคนบังเอิญหลงเข้าไปในอาณาเขตของมังกรเกล็ดแดงที่กำลังวางไข่โดยไม่รู้ตัว

เลิ่งเยวี่ยซวงจึงจำใจต้องต่อสู้กับมังกรเกล็ดแดง ซ้ำยังดึงดูดศิษย์ของสำนักสำเนียงมายาสองคนให้ตามมาอีก นางต้องเผาผลาญโลหิตของตัวเองถึงจะหนีรอดมาได้

แต่ก็เป็นเพราะเหตุนี้ทำให้ตำแหน่งของพวกเขารั่วไหลจนดึงดูดให้หลัวเยาเยาและพวกตามมา และถูกค้นพบตัวจากการปูพรมค้นหาในที่สุด

ท้ายที่สุดเลิ่งเยวี่ยซวงที่อยู่ในสภาพหมดเรี่ยวแรงก็โดนควันกระตุ้นกำหนัดเล่นงาน นางจึงหอบหิ้วตัวเขาหนีเข้าไปในภูเขาค้างคาวหมื่นตัว

หากไม่บังเอิญเกิดปรากฏการณ์พระจันทร์สีเลือดจนทำให้สัตว์อสูรคลุ้มคลั่ง พวกเขาสองคนก็คงได้เปิดฉากแสดงหนังสดต่อหน้าธารกำนัลไปแล้ว

หลังจากเลิ่งเยวี่ยซวงทะลวงระดับพลังได้ นางก็โกรธจนบันดาลโทสะและพลิกกลับมาสังหารหลัวเยาเยา แต่ถึงกระนั้นนางก็ยังคงตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูอยู่ดี

หากกู้ชิงหานไม่มาช่วยไว้ทันเวลา หลินลั่วเฉินกับเลิ่งเยวี่ยซวงก็คงตกอยู่ในเงื้อมมือของสำนักสำเนียงมายาไปแล้ว

เลิ่งเยวี่ยซวงไม่รู้เรื่องราวเหล่านี้เลย เมื่อนางได้ยินหลินลั่วเฉินอธิบายอย่างเป็นฉากเป็นตอน นางถึงได้นึกถึงบันทึกที่เกี่ยวข้องขึ้นมาได้

"แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีมังกรเกล็ดแดงซ่อนอยู่?"

หลินลั่วเฉินตอบกลับด้วยท่าทีสบายๆ "ข้าเป็นพรานป่านี่นา!"

เลิ่งเยวี่ยซวงที่ยังอ่อนต่อโลกถูกหลอกจนหน้าเหวอ ในหัวเล็กๆ ของนางเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามมากมาย

พรานป่าธรรมดาๆ ในสมัยนี้เก่งกาจถึงขนาดนี้เชียวหรือ?

นางยังคงรู้สึกกึ่งเชื่อกึ่งสงสัย ในขณะที่หลินลั่วเฉินเดินผ่านหนองน้ำมาได้เขาก็วางนางลง ก่อนจะหยิบผลไม้วิญญาณหลายผลออกมาจากถุงมิติและโยนลงไปกลางหนองน้ำ

ยังไม่ทันที่ผลไม้วิญญาณส่องประกายแวววาวเหล่านั้นจะตกถึงพื้น หลินลั่วเฉินก็คว้าตัวเลิ่งเยวี่ยซวงขึ้นมาอุ้มและออกวิ่งสุดฝีเท้าทันที

ด้านหลังมีเสียงความเคลื่อนไหวดังมาจากหนองน้ำ แต่หลินลั่วเฉินวิ่งหนีไปไกลแล้ว มังกรเกล็ดแดงในหนองน้ำจึงไม่ได้โผล่หัวขึ้นมาให้เห็น

เลิ่งเยวี่ยซวงเอ่ยด้วยความหวาดผวา "ข้าไม่ได้บอกว่าไม่เชื่อเจ้าเสียหน่อย เจ้าไม่เห็นจะต้องพิสูจน์ให้ข้าดูแบบนี้เลย!"

จากกลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากใต้หนองน้ำเมื่อครู่นี้ ทำให้นางมั่นใจแล้วว่ามีมังกรเกล็ดแดงซ่อนอยู่ใต้หนองน้ำจริงๆ!

หลินลั่วเฉินพูดอย่างเอือมระอา "เจ้าคิดมากไปแล้ว ข้าก็แค่เตรียมของขวัญเซอร์ไพรส์ไว้ให้ยายมารร้ายจากสำนักสำเนียงมายาก็เท่านั้นเอง"

เลิ่งเยวี่ยซวงร้องอ้อออกมาคำหนึ่ง ทันใดนั้นนางก็นึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จนต้องเบิกตากว้าง

"คุณชายรู้ได้อย่างไรว่าพวกนางมาจากสำนักสำเนียงมายา?"

หลินลั่วเฉินตกใจจนใจหายวาบ แต่ภายนอกกลับแสร้งทำเป็นนิ่งสงบอย่างแนบเนียน

"ก็ยายมารร้ายหน้าไม่อายนั่นเป็นคนพูดเองนี่นา อีกอย่างเมื่อกี้เจ้าก็เพิ่งจะบอกเองว่านั่นคือควันกระตุ้นกำหนัดของสำนักสำเนียงมายาไม่ใช่หรือ?"

เลิ่งเยวี่ยซวงร้องอ้อออกมา แต่นางก็ยังรู้สึกว่าไอ้หมอนี่มีอะไรแปลกๆ ทะแม่งๆ อยู่ดี

หลินลั่วเฉินอุ้มนางเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางในความทรงจำอย่างระมัดระวัง

สัตว์อสูรในบริเวณนี้ส่วนใหญ่มีสัญชาตญาณหวงถิ่นและมักจะต่างคนต่างอยู่ไม่ก้าวก่ายกัน

หลินลั่วเฉินเดินอ้อมสถานที่ที่มีไอปีศาจหนาแน่นและเดินเลาะไปตามแนวขอบอาณาเขตของสัตว์อสูรด้วยความคดเคี้ยว

เลิ่งเยวี่ยซวงมองดูด้วยความงุนงง แต่ตลอดทางที่ผ่านมาทั้งสองคนก็ไม่พบเจอสัตว์อสูรเลยจริงๆ ทำให้นางทั้งประหลาดใจและทึ่งเป็นอย่างมาก

ไอ้หมอนี่มันทำได้ยังไงกันแน่?

แต่สี่เท้ายังรู้พลาด นักปราชญ์ยังรู้พลั้ง

จู่ๆ หลินลั่วเฉินก็พบว่ามีไอปีศาจสายหนึ่งกำลังพุ่งตรงมาทางพวกเขาทั้งสองคน เขาจึงรีบหันขวับไปมองทันที

สัตว์อสูรบ้าอะไรกัน ถึงได้หิวโหยขนาดนี้?

ในขณะที่ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาในหัวของหลินลั่วเฉิน ภาพนิมิตภาพหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมาตรงหน้าเขาทันที

ภาพที่เห็นคือพยัคฆ์เขี้ยวดาบที่มีบาดแผลเต็มตัว มันพ่ายแพ้จากการต่อสู้และถูกขับไล่ให้หนีมาที่นี่

มันหมอบอยู่บนหิมะ เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าของหลินลั่วเฉิน มันก็ลุกขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นและพุ่งตัวกระโจนเข้าหาคนทั้งสองอย่างบ้าคลั่ง

ระดับก่อกำเนิด!

หลังจากเห็นภาพนิมิตนี้ โลกตรงหน้าเขาก็กลับคืนสู่สภาพเดิมในทันที เขาไม่สามารถมองเห็นไอปีศาจได้อีกต่อไป

ดอกบัวเขียวเองก็หรี่แสงลงและกำลังรวบรวมพลังขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

หลินลั่วเฉินได้สติกลับคืนมา เขาไม่พูดพร่ำทำเพลง รีบจับเลิ่งเยวี่ยซวงแบกขึ้นบ่าและสับตีนแตกวิ่งหนีทันที

"มีสัตว์อสูรกำลังมา เตรียมตัวลงมือได้ อย่าทิ้งร่องรอยของเจ้าเอาไว้ ทางที่ดีควรจะเลียนแบบการโจมตีของสัตว์อสูรให้เนียนที่สุด!"

เลิ่งเยวี่ยซวงสัมผัสได้ถึงมือใหญ่ที่กำลังจับก้นของนางอยู่ ใบหน้าจิ้มลิ้มก็แดงซ่านขึ้นมาทันที แต่นางก็ยังชักกระบี่ยาวออกมาเตรียมพร้อมตามสัญชาตญาณ

แต่นางใช้สัมผัสเทวะกวาดตรวจดูรอบๆ กลับไม่พบร่องรอยของสัตว์อสูรเลยแม้แต่น้อย

ในขณะที่เลิ่งเยวี่ยซวงกำลังจะเอ่ยปากถาม สัมผัสเทวะของนางก็รับรู้ได้ถึงพยัคฆ์ยักษ์ตัวหนึ่งที่กำลังพุ่งตรงมาหาพวกเขาทันที

นางถึงกับงุนงงไปหมด ไอ้หมอนี่มันรู้ล่วงหน้าว่ามีสัตว์อสูรอยู่ใกล้ๆ ได้เร็วกว่านางเสียอีกหรือเนี่ย?

แต่นางไม่มีเวลาให้คิดมากนัก มือของนางรีบร่ายมนตร์และรวบรวมสมาธิเตรียมพร้อมรับมือ

หลินลั่วเฉินปล่อยมือข้างหนึ่งว่างไว้ เขาขว้างผลไม้วิญญาณเข้าไปในป่าลึกอย่างต่อเนื่องพร้อมกับทำเสียงหอนของหมาป่าดังขึ้นเป็นระยะ

ครู่ต่อมาก็มีเสียงลมพัดแรงในป่า พยัคฆ์ยักษ์ส่งเสียงคำรามกึกก้อง มันพุ่งพรวดออกมาจากป่าและกระโจนเข้าใส่คนทั้งสอง

เลิ่งเยวี่ยซวงเตรียมตัวไว้พร้อมแล้ว นางเกาะอยู่บนบ่าของหลินลั่วเฉินและใช้นิ้วชี้ออกไป ปราณวายุพุ่งเข้าปะทะพยัคฆ์ยักษ์จนปลิวประเด็นออกไป

พยัคฆ์ยักษ์ตัวนั้นตะเกียกตะกายลุกขึ้นมา มันส่งเสียงคำรามหมายจะสู้ต่อ แต่จู่ๆ ก็มีเสียงหมาป่าหอนดังระงมมาจากในป่า

ที่แท้ฝูงหมาป่าหิมะวายุที่อยู่แถวนี้ก็ถูกหลินลั่วเฉินทำให้ตื่นตระหนก พวกมันแห่กันวิ่งออกมาจากป่าอย่างรวดเร็วนับสิบตัว

หลินลั่วเฉินแบกเลิ่งเยวี่ยซวงกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ เขาเคลื่อนไหวไปตามต้นไม้อย่างคล่องแคล่วและรีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว

ในขณะที่หมาป่าหิมะวายุแบ่งกำลังออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งวิ่งไล่ตามพวกเขาสองคน ส่วนพวกที่เหลือก็พากันรุมขย้ำพยัคฆ์ยักษ์ตัวนั้น

ในชั่วพริบตานั้นเสียงเสือคำรามและหมาป่าหอนก็ดังระงมไปทั่ว สถานการณ์กลายเป็นการต่อสู้อันดุเดือด ส่วนหลินลั่วเฉินก็ฉวยโอกาสแบกเลิ่งเยวี่ยซวงหลบหนีไป

ครู่ต่อมา หลินลั่วเฉินก็สลัดฝูงหมาป่าหลุด เขาวิ่งกระหืดกระหอบมาหลบซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ที่มิดชิดแห่งหนึ่ง

เลิ่งเยวี่ยซวงที่เกาะอยู่บนบ่าของเขาเอ่ยด้วยความขวยเขิน "เจ้าปล่อยข้าลงได้แล้ว"

หลินลั่วเฉินวางนางลงและเอ่ยถาม "ตอนนี้เจ้าสามารถจัดการกับสัตว์อสูรระดับก่อกำเนิดขั้นต้นได้ไหม?"

เลิ่งเยวี่ยซวงพยักหน้า "น่าจะทำได้!"

เมื่อได้ยินดังนั้น หลินลั่วเฉินก็ค่อยๆ แหวกพุ่มไม้ที่ถูกหิมะปกคลุมออก เผยให้เห็นถ้ำที่ซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิด

"ข้างในมีหมีหลังเหล็กที่กำลังจำศีลอยู่ มันมีพละกำลังมหาศาล ท้องกับดวงตาของมันคือจุดอ่อน!"

"รีบสู้รีบจบ พยายามอย่าให้มีเสียงดังเล็ดลอดออกมา ไม่อย่างนั้นความพยายามที่ผ่านมาก็จะสูญเปล่า!"

เลิ่งเยวี่ยซวงใช้สัมผัสเทวะกวาดตรวจดูข้างในและพบว่ามีไอปีศาจซ่อนตัวอยู่อย่างมิดชิดจริงๆ

นางปักธงอาคมสองสามอันลงไปเพื่อปกปิดความเคลื่อนไหวในบริเวณนี้ ก่อนจะค่อยๆ เดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง

ข้างในเป็นหมีหลังเหล็กตัวยักษ์ที่กำลังจำศีลอยู่จริงๆ มันสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวจึงลืมตาขึ้นมาทันที

เลิ่งเยวี่ยซวงไม่พูดพร่ำทำเพลง กระบี่ยาวในมือแยกร่างออกเป็นปราณกระบี่นับร้อยสายพุ่งเข้าโจมตีใส่หมีหลังเหล็กอย่างบ้าคลั่ง

หมีหลังเหล็กส่งเสียงคำราม กำแพงดินผุดขึ้นมาโอบล้อมรอบตัวมันเพื่อป้องกันการโจมตี จากนั้นหนามดินก็พุ่งเลื้อยไปตามพื้นดินหมายจะแทงนาง

ครู่ต่อมา เลิ่งเยวี่ยซวงก็เอามือกุมหัวไหล่เดินออกมา เลือดสดๆ ซึมทะลุเสื้อผ้าออกมาจากบาดแผลอีกครั้ง

"เรียบร้อยแล้ว แต่เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้างในมีหมีหลังเหล็กระดับก่อกำเนิดขั้นต้นอยู่?"

หลินลั่วเฉินเดินเข้าไปในถ้ำ เขาหยิบใบมีดหักในมือออกมาและชำแหละซากหมีอย่างคล่องแคล่ว

"อย่าเอาความไม่รู้ของเจ้ามาสงสัยในความเป็นมืออาชีพของข้า ข้าเป็นพรานป่านะ!"

เลิ่งเยวี่ยซวงไม่เข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่นางก็ยิ่งรู้สึกสงสัยมากขึ้นไปอีก

พรานป่าสามารถยืนอยู่หน้าปากถ้ำหรือริมทะเลสาบแล้วรู้ได้เลยหรือว่ามีสัตว์อสูรอะไรซ่อนตัวอยู่?

เมื่อเห็นหลินลั่วเฉินเตรียมตัวจะชำแหละซาก นางก็เอ่ยเตือนด้วยความหวังดี "หมีหลังเหล็กตัวนี้หนังเหนียวมาก อาวุธธรรมดา ... "

นางพูดยังไม่ทันจบประโยคก็ต้องหุบปากฉับ เพราะนางเห็นหลินลั่วเฉินล้วงแก่นอสูรสีทองออกมาจากซากหมีเรียบร้อยแล้ว

เลิ่งเยวี่ยซวงรู้สึกเหมือนโลกทัศน์ของตนเองพังทลายลงมา นางเริ่มสงสัยแล้วว่าตัวเองตามโลกไม่ทันแล้วหรือเปล่า

พรานป่าธรรมดาๆ ในสมัยนี้เก่งกาจถึงขนาดนี้เลยหรือ?

จบบทที่ บทที่ 8 พรานป่า

คัดลอกลิงก์แล้ว