- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 27 - วิธีการเพาะเลี้ยงสายมู
บทที่ 27 - วิธีการเพาะเลี้ยงสายมู
บทที่ 27 - วิธีการเพาะเลี้ยงสายมู
บทที่ 27 - วิธีการเพาะเลี้ยงสายมู
"สำนักฝึกยุทธ์เหรอครับ?"
"ใช่แล้ว" ลุงจางตบกระเป๋าเสื้อตัวเองเบาๆ "ตอนนี้ร่างกายเสี่ยวลู่ก็หายดีแล้ว ถึงเวลาต้องออกไปดูโลกกว้าง ไปเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำทั้งสี่แห่ง แล้วถ้าไปที่สำนักฝึกยุทธ์ เสวี่ยอิงก็จะได้ใช้อุปกรณ์ฝึกซ้อมที่นั่น ช่วยให้ทะลวงระดับการเติบโตได้เร็วขึ้นด้วย"
"อิง!" ดีเลย! ฉันอยากเก่งขึ้นเร็วๆ! เสวี่ยอิงร้องตอบ
ลู่หลีได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มบางๆ
"ตกลงครับ! ลุงจาง ผมตั้งใจจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยเวทมนตร์เมืองหลวง ลุงคิดว่าไง?"
ร่างของลุงจางแข็งทื่อไปในพริบตา เขามองแผ่นหลังของลู่หลีอย่างเหม่อลอย ราวกับภาพนั้นซ้อนทับกับใครบางคนในเสี้ยววินาที
"ผมคุยกับรุ่นพี่ไว้แล้วครับ เป็นรุ่นพี่ฉินเมิ่งเหยาที่จบจากโรงเรียนเดียวกัน พอไปถึงมหาวิทยาลัยเวทมนตร์เมืองหลวงก็จะมีรุ่นพี่คอยดูแล ลุงจางจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงผมไง"
ลู่หลีพูดไปได้สักพักเพิ่งสังเกตเห็นว่าลุงจางไม่ได้เดินตามมา เขาหันกลับไปมองด้วยความสงสัย เห็นลุงจางยืนนิ่งอยู่กับที่ ขอบตาแดงระเรื่อ จึงรีบเดินเข้าไปหา
"ลุงจาง? ลุงจาง? เป็นอะไรไปครับ? ไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?"
ลุงจางสะดุ้งตื่นจากภวังค์ เขาตบแขนลู่หลีเบาๆ กวาดตามองเด็กหนุ่มที่โตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้วด้วยแววตาที่ทั้งปลาบปลื้มและใจหาย
"ลุงไม่เป็นไร มหาวิทยาลัยเวทมนตร์เมืองหลวงเป็นโรงเรียนที่ดีมาก เสี่ยวลู่ต้องสู้ๆ นะ"
พูดจบลุงจางก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า หยิบซองจดหมายที่เตรียมไว้ออกมาส่งให้ลู่หลี
"จดหมายฉบับนี้นายเก็บไว้ให้ดี เอาไปยื่นให้เจ้าสำนักฝึกยุทธ์ตระกูลฉิน เขาจะจัดหางานที่เหมาะสมให้นายเอง"
ลู่หลีรับมาด้วยสองมือ รู้สึกซาบซึ้งใจมาก แม้ตอนนี้จะมีคนไปฝึกที่สำนักฝึกยุทธ์เยอะ แต่ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกลูกศิษย์ที่จ่ายเงินเข้าไปเรียนเอง การจะได้เข้าไปเป็นพนักงานของสำนักฝึกยุทธ์ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ยุคนี้อุปกรณ์ทันสมัยไปหมด แถมยังมีสัตว์อสูรสารพัดประโยชน์ ภาระงานของพนักงานแทบจะเท่ากับศูนย์ พูดง่ายๆ คือได้เงินเดือนพร้อมกับได้ฝึกซ้อมฟรีๆ อย่างมากก็แค่คอยแนะนำวิธีใช้อุปกรณ์ให้เด็กใหม่ที่เพิ่งเข้ามาเท่านั้น
ตอนเที่ยง ลู่หลีสะพายเสวี่ยอิงมาถึงหน้าสำนักฝึกยุทธ์ตระกูลฉิน นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเยือนสำนักฝึกยุทธ์ เล่นเอาทึ่งไปเหมือนกัน ภายในไม่เพียงตกแต่งอย่างหรูหราอลังการ แต่ยังแบ่งโซนฝึกซ้อมออกเป็นหลายโซน แต่ละโซนมีผู้ควบคุมอสูรกำลังฝึกซ้อมกับสัตว์อสูรของตัวเองอย่างขะมักเขม้น
บรรยากาศทั้งสำนักเต็มไปด้วยพลังความกระตือรือร้น
พนักงานต้อนรับสาวสวยสังเกตเห็นลู่หลีตั้งแต่แรกแล้ว ก็แหม... ผมขาวแถมหน้าตาหล่อทะลุแมสก์ขนาดนั้น ใครจะอดใจไม่มองได้ พอเห็นเขายืนด้อมๆ มองๆ อยู่หน้าประตูก็เดาได้ทันทีว่าเป็นเด็กใหม่
"สวัสดีค่ะสุดหล่อ สนใจมาฝึกซ้อมที่สำนักฝึกยุทธ์ตระกูลฉินของเราเหรอคะ?"
ลู่หลีมองซ้ายมองขวาจนแน่ใจว่าแถวนี้มีแค่เขายืนอยู่คนเดียว จึงหันไปตอบพนักงานสาวที่กำลังเอามือป้องปากหัวเราะคิกคักด้วยความเก้อเขิน
"ผมมาขอพบเจ้าสำนักฝึกยุทธ์ตระกูลฉินครับ" พูดจบลู่หลีก็หยิบจดหมายออกมา "รบกวนช่วยฝากจดหมายฉบับนี้ให้เจ้าสำนักหน่อยได้ไหมครับ?"
"ได้ค่ะ รอสักครู่นะคะ"
พนักงานสาวรับจดหมายไป เธอเรียกเพื่อนพนักงานมารับช่วงต่อ ก่อนจะเดินเข้าไปในโซนด้านในด้วยท่าทางอารมณ์ดีสุดๆ
ไม่นานนัก ชายวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานก็เดินออกมา พอเห็นลู่หลียืนรออยู่หน้าประตูก็ยิ้มพร้อมยื่นมือให้
"เธอคือลู่หลีใช่ไหม? ฉันชื่อฉินชิงเกอ เป็นเจ้าสำนักของที่นี่ ฉันอ่านจดหมายแล้วนะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่สำนักฝึกยุทธ์ของเรา"
คุณลุงคนนี้คือเจ้าสำนักจริงๆ ดิ? ภาพจำของเจ้าสำนักมันต้องตัวใหญ่ล่ำบึ้ก หน้าตาดุดัน หรือไม่ก็ต้องมีรังสีอำมหิตแผ่กระจายสิ
แต่คุณลุงคนนี้ดูสุภาพเรียบร้อยเกินไปหน่อย จะบอกว่าเป็นเจ้าสำนัก สู้บอกว่าเป็นบัณฑิตยังจะน่าเชื่อกว่าอีก
ลู่หลีแอบมองคุณลุงสลับกับพนักงานสาวด้วยความระแวง หรือว่าพี่สาวคนนี้จะจ้างหน้าม้ามาแกล้งเขา? แต่คิดไปคิดมาก็ขำตัวเอง สำนักฝึกยุทธ์ตระกูลฉินจะเอาเวลาที่ไหนมาจ้างหน้าม้าเล่นตลกกับเขา
ลู่หลีจับมือฉินชิงเกอด้วยท่าทีนอบน้อมแต่ไม่ลดตัว
"ขอบคุณครับ ไม่ทราบว่างานของผมคืออะไรเหรอครับ?"
"ปกติหน้าที่ของเธอก็แค่คอยตรวจสอบว่าอุปกรณ์ในโซนด้านในยังทำงานได้ปกติดีหรือเปล่าก็พอ"
พอลู่หลีเห็นคุณลุงตรงหน้ายิ้มแย้มพูดประโยคนี้ออกมาอย่างจริงจัง เขาก็ยอมรับเลยว่าคนคนนี้มีฝีมือพอที่จะเปิดสำนักฝึกยุทธ์จริงๆ ดูวิธีการพูดสิ เปลี่ยนประโยคที่ว่า 'ถ้าไม่มีงานก็ไสหัวไปฝึกซ้อมซะ' ให้กลายเป็นคำพูดที่ดูดีมีระดับได้ขนาดนี้
จดจำและนำไปใช้ จดจำและนำไปใช้!
ลู่หลียิ้มกว้างแบบเดียวกับเจ้าสำนักฉิน
"ถ้าอย่างนั้นเจ้าสำนักฉินครับ ผมขอตัวไปตรวจสอบอุปกรณ์ก่อนนะครับ"
ฉินชิงเกอพยักหน้ารับ แต่แอบรู้สึกว่ารอยยิ้มของเด็กหนุ่มผมขาวคนนี้มันดูคุ้นตาแปลกๆ ทำให้เขารู้สึกตะหงิดๆ ในใจ
ลู่หลีอุ้มเสวี่ยอิงออกมาแล้วเดินเข้าไปในโซนด้านใน ถึงเพิ่งรู้ว่าโซนนี้สร้างมาเพื่อกวางวิญญาณโดยเฉพาะ! หรือจะพูดให้ถูกคือ เป็นโซนสำหรับฝึกกวางวิญญาณและร่างวิวัฒนาการของมัน
"อิง!" กวางเต็มไปหมดเลย!
เสวี่ยอิงมองดูรุ่นพี่กวางตัวสูงกว่าสองเมตรที่ควบคุมพลังธาตุต่างๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ นัยน์ตาสีชมพูเป็นประกายอิจฉา มันก็อยากวิวัฒนาการบ้างเหมือนกัน~ แบบนั้นมันจะได้กินของอร่อยๆ ได้เยอะกว่าเดิม!
ลู่หลีเองก็อึ้งไม่แพ้กัน เขามองดูกวางวิญญาณน้ำแข็ง กวางวิญญาณเพลิง กวางวิญญาณวารี และร่างวิวัฒนาการสีสันสวยงามอีกมากมาย นี่มันศูนย์เปลี่ยนอาชีพของกวางวิญญาณชัดๆ กวางพวกนี้เหมือนพวก NPC สาธิตสกิลในเกมเวลาเปลี่ยนอาชีพไม่มีผิด!
ตอนนั้นเองฉินชิงเกอก็ดันเดินมาหยุดอยู่ข้างหลังลู่หลี เขาปรายตามองเสวี่ยอิงไซซ์มินิ
"กวางวิญญาณของเธอยังไม่วิวัฒนาการ งั้นก็ไปฝึกพื้นฐานก่อนแล้วกัน" พูดจบฉินชิงเกอก็ชี้มือไปที่มุมหนึ่ง
ลู่หลีมองตามไป เห็นกวางวิญญาณตัวหนึ่งกำลังวิ่งอยู่บนลู่วิ่ง และมีอีกหลายตัวกำลังฝึกหลบหลีกลูกบอลในโซนกระสุนยาง
"พวกนี้ดูเหมือนจะเป็นการฝึกความคล่องตัวกับพละกำลังทั้งนั้นเลย ไม่มีโซนฝึกโจมตีเหรอครับ?"
แหม... เสวี่ยอิงของเขาเป็นถึงกวางที่เคยปะทะกับหนอนใยครามระดับทะลุขีดจำกัดในมิติเร้นลับมาแล้วนะ ลู่หลีคิดว่ามันน่าจะฝึกต่อสู้ระดับสูงได้แล้ว
"วัยรุ่นอย่าเพิ่งใจร้อน ขีดจำกัดสายพันธุ์ของกวางวิญญาณมันกำหนดไว้แล้วว่าช่วงปลุกพลังยังไม่เหมาะกับการต่อสู้ ขืนให้เรียนสกิลโจมตีมั่วซั่วไปตอนนี้ก็มีแต่จะทำลายศักยภาพในการวิวัฒนาการเปล่าๆ"
ฉินชิงเกอยื่นสมุดเล่มเล็กๆ ให้ลู่หลี
"นี่คือคู่มือการเพาะเลี้ยงกวางวิญญาณที่สำนักฝึกยุทธ์ตระกูลฉินของเรารวบรวมมาจากประสบการณ์หลายปี เอาไปอ่านดูให้ดี อย่าทำให้อนาคตสัตว์อสูรของเธอต้องพังล่ะ"
เพราะกวางวิญญาณมีเส้นทางการวิวัฒนาการที่ไม่แน่นอน เพื่อป้องกันไม่ให้ธาตุตีกัน เลยห้ามเรียนสกิลอะไรเลยก่อนจะวิวัฒนาการสินะ... ลู่หลีรับคู่มือมา เดินถือหนังสือไปที่หน้าลู่วิ่งอย่างครุ่นคิด กะว่าจะนั่งอ่านดูก่อน
บางทีอาจจะเป็นเพราะเห็นกวางตัวอื่นวิ่งอยู่บนลู่วิ่ง ความอยากรู้อยากเห็นของเสวี่ยอิงเลยพุ่งปรี๊ด มันขึ้นไปยืนบนลู่วิ่งพลางส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น
ลู่หลี! ลู่หลี! เปิดเครื่องให้หน่อย ฉันก็อยากวิ่ง!
จะว่าไปช่วงนี้เสวี่ยอิงดูจะร่าเริงขึ้นทุกวันเลยนะ เฮ้อ... กวางน้อยแสนเรียบร้อยดั่งภาพวาดของฉันไม่มีอีกแล้วสินะ~
ลู่หลีลุกขึ้นไปชี้ปุ่มบนลู่วิ่งพร้อมอธิบายให้เสวี่ยอิงฟัง
"ปุ่มสีแดงนี่คือปุ่มเริ่มกับหยุด ปุ่มลูกศรขึ้นคือเพิ่มความเร็ว ส่วนอันนี้เอาไว้ปรับความชัน..."
พออธิบายเสร็จ ลู่หลีก็ปล่อยให้เสวี่ยอิงใช้พลังจิตกดเล่นเองไปเลย ยังไงซะระบบเซฟตี้ของที่นี่ก็ดีเยี่ยม ไม่ต้องห่วงว่าเสวี่ยอิงจะบาดเจ็บ
ลู่หลีนั่งฟังเสียงฝีเท้า ตึกๆๆ ของเสวี่ยอิงที่วิ่งอยู่ข้างๆ พลางก้มหน้าตั้งใจอ่านคู่มือการเพาะเลี้ยงกวางวิญญาณ
รองสุดท้ายของคู่มือเล่มนี้ มีบันทึกวิธีการเพาะเลี้ยงกวางวิญญาณแบบสายมูสุดๆ เอาไว้ด้วย นั่นคือการให้กวางวิญญาณอยู่ในสภาวะที่เหนื่อยล้าถึงขีดสุดและประสาทตึงเครียดอย่างหนักระหว่างการฝึกซ้อมสุดระทึก จากนั้นให้ทำจิตใจให้สงบและใช้สกิลสายพันธุ์ [หัวใจแห่งธรรมชาติ] เพื่อสัมผัสถึงธรรมชาติ...
พออ่านมาถึงตรงนี้ ลู่หลีก็เกิดลางสังหรณ์ขึ้นมาทันทีว่า คนเขียนหนังสือเล่มนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ ดีไม่ดีอาจจะเป็นผู้ทะลุมิติมาเหมือนกันก็ได้
ลู่หลีเหลือบมองเสวี่ยอิงที่กำลังวิ่งเหยาะๆ อย่างชิลๆ ด้วยสายตาเคลือบแคลง วิธีฝึกแปลกประหลาดแบบนี้มันจะได้ผลจริงๆ ดิ? อีกอย่าง ต่อให้ได้ผล [หัวใจแห่งธรรมชาติ] ของเสวี่ยอิงก็ถูกอัปเกรดเป็น [หัวใจกระจ่างแจ้ง] ไปตั้งนานแล้ว
คิดได้ดังนั้น ลู่หลีก็โยนคู่มือให้เสวี่ยอิงอ่านเล่นซะเลย ส่วนตัวเองก็เดินไปทักทายผู้ควบคุมอสูรที่อยู่ไม่ไกล
"พี่ชาย พี่ได้ลองใช้วิธีเพาะเลี้ยงที่เขียนไว้รองสุดท้ายของคู่มือบ้างไหม? ได้ผลหรือเปล่า?"
ผู้ควบคุมอสูรที่ถูกทักมีสีหน้าเซ็งๆ เขาชี้ไปที่กวางวิญญาณของตัวเองที่นอนขดตัวหลับปุ๋ยอยู่
"นายคิดว่าไงล่ะ?"
นั่นไง ของพรรค์นี้มันก็เหมือนคัมภีร์วิทยายุทธ์หลอกเด็กที่เสิร์ชเจอในเน็ตเมื่อชาติที่แล้วนั่นแหละ อะไรคือหงายฝ่ามือรับพลัง อะไรคือสูดดมพลังฟ้าดิน ซึมซับปราณตะวันจันทรา พลังวิญญาณจะเข้าตัวหรือเปล่าลู่หลีไม่รู้ แต่ที่รู้แน่ๆ คือถ้ามีคนบ้าจี้ทำตาม ลมเย็นได้พัดเข้าตัวจนเป็นหวัดชัวร์
[จบแล้ว]