- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 22 - ความเปลี่ยนแปลง
บทที่ 22 - ความเปลี่ยนแปลง
บทที่ 22 - ความเปลี่ยนแปลง
บทที่ 22 - ความเปลี่ยนแปลง
ไม่นาน เจ้าหน้าที่กู้ภัยสายต่อสู้ที่สมาคมผู้ควบคุมอสูรส่งมาก็มาถึง เดิมทีพวกเขาเตรียมใจมาช่วยเหลือ 'ผู้อพยพ' อย่างเต็มที่ แต่พอมาถึงกลับเห็นคนเหล่านี้ทำตัวเหมือนลุงแก่ๆ ในเมือง แต่ละคนกอดกระบอกเก็บความเย็นที่ดัดแปลงมาจากถุงทำความเย็นพกพา ด้านในแช่ผลไม้สีชาดเอาไว้ พวกเขาดูดน้ำสลับกับหลับตาพริ้ม แล้วก็ร้อง อ่า~ ออกมาเป็นระยะๆ อย่างมีความสุข
ท่าทางแบบนี้ถ้าไม่ฝึกมาสักปีครึ่งคงทำไม่ได้หรอก!
ความจริงตอนแรกทุกคนก็ซื้อผลไม้สีชาดมากินประทังความหิวเท่านั้น แต่ทนความแพรวพราวของเจ้าอ้วนเฉิงไม่ไหว อีกอย่างลู่หลีก็เป็นพี่น้องกับเขา ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาเลยเอาผลไม้สีชาดมาแช่น้ำดู พอไม่แช่ก็ไม่เท่าไหร่ แต่พอแช่ลงไปเท่านั้นแหละ มันสุดยอดมาก! รสชาติที่ดื่มเข้าไปทั้งเย็นฉ่ำและหวานชื่น แถมยังมีกลิ่นหอมของผลไม้ พอไหลลงท้องก็เปลี่ยนเป็นกระแสความอบอุ่น คอยบำรุงร่างกายและคลายความเหนื่อยล้า เรียกได้ว่าเป็นประสบการณ์สัมผัสทั้งเย็นและร้อน เครื่องดื่มชั้นเลิศที่ขาดไม่ได้ในทะเลทราย
ไม่นานวิธีนี้ก็แพร่หลายจากเฉิงข่ายไปทั่ว ทุกคนพากันทำตาม ดันยอดขายผลไม้สีชาดพุ่งกระฉูดไปอีกระลอก
เพื่อเป็นการฉลอง ลู่หลีก็ชงให้หนิงเสี่ยวชวนกับเสวี่ยอิงด้วย ใส่ไปเลยสามเม็ด! ไม่มีอะไรหรอก แค่ป๋าจัด! แน่นอนว่าไม่ลืมเพิ่มให้เฉิงข่ายอีกสองเม็ด
ภาพตรงหน้าทำเอาเจ้าหน้าที่สมาคมที่อุตส่าห์รีบเดินทางมาช่วยแทบน้ำลายสอ พวกเขาหยิบถุงน้ำของตัวเองขึ้นมาดื่ม แต่ยังไงก็รู้สึกไม่เข้าท่า ได้แต่มองหน้าหัวหน้าทีมของตัวเองตาละห้อย
เหลียงผิงถูกจ้องจนหัวจะปวด ทำได้เพียงเดินเข้าไปหาเฉิงข่ายที่เอาแต่เดินเตร่ไปมาด้วยความเกรงใจ ชี้ไปที่ถุงทำความเย็นพกพาในมือของเขาแล้วถามขึ้น
"เอ่อ... น้องชาย ขอถามหน่อยได้ไหมว่าไอ้นี่ของพวกนายได้มาจากไหน?"
เฉิงข่ายมองข้ามไหล่เหลียงผิงไปเห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่สมาคมที่ชะเง้อคอมองตาละห้อย ก่อนจะเผยรอยยิ้มเป็นมิตร รีบเข้าไปจับมือเหลียงผิงอย่างกระตือรือร้น
"สวัสดีครับๆ พวกคุณเป็นเจ้าหน้าที่สมาคมที่มาช่วยพวกเราใช่ไหม? ไม่ทราบว่าชื่ออะไรครับ?"
เหลียงผิงถูกเจ้าอ้วนจอมกระตือรือร้นคนนี้ทำเอาทำตัวไม่ถูก
"เรียกฉันว่าเหลียงผิงก็พอ"
เฉิงข่ายกรอกตาคิดแป๊บเดียวก็รู้ว่าคนนี้น่าจะเป็นหัวหน้าทีม รอยยิ้มบนใบหน้าก็กว้างขึ้นอีกสามระดับ รีบลากเหลียงผิงเดินไปหาลู่หลีทันที
"มาๆๆ หัวหน้าเหลียง ถุงทำความเย็นพกพากับของข้างในพวกนี้ซื้อมาจากพี่ชายฉันเอง พวกคุณอุตส่าห์ลำบากเข้ามาช่วยพวกเรา จะยังไงก็ต้องจัดให้พวกคุณคนละชุดแล้วล่ะ!"
เหลียงผิงเดินไปพลางพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"แบบนี้จะดีเหรอ ราคาเท่าไหร่ก็ว่ามา พวกเราต้องจ่ายสิ!"
"ลู่หลี ลู่หลี รีบเตรียมให้เจ้าหน้าที่สมาคมผู้ควบคุมอสูรหน่อย เอ่อ..." เฉิงข่ายนึกถึงจำนวนคนที่ชะเง้อมองเมื่อกี้ "เอาเซ็ตเครื่องดื่มร้อนเย็นสิบแปดแก้ว"
พอลู่หลีได้ยินก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที ล้วงถุงทำความเย็นพกพากำใหญ่ออกมาอย่างชำนาญ เสวี่ยอิงเองก็ตื่นเต้นไม่แพ้กัน มันใช้พลังจิตควบคุมการฉีกซอง เติมน้ำ ใส่ผลไม้สีชาด ทำทุกขั้นตอนเสร็จสรรพในรวดเดียว
เมื่อกี้ลู่หลีเพิ่งจะบอกมันไปว่า ของพวกนี้คือเงินทุนสำหรับการเติบโตของมันทั้งหมด ยิ่งหาเงินได้มากเท่าไหร่ มันก็จะได้กินของอร่อยๆ มากขึ้นเท่านั้น แถมยังเก่งขึ้นได้เร็วขึ้นอีกด้วย
ลู่หลียื่นถุงทำความเย็นพกพาให้เหลียงผิงพร้อมรอยยิ้มการค้า
"แก้วละ 1120 หยวน 18 แก้วผมปัดเศษให้ คิดแค่สองหมื่นหยวนถ้วนครับ"
เหลียงผิงราวกับโดนฟ้าผ่า มือที่จับถุงทำความเย็นพกพาสั่นกึกๆ แทบจะร่วงลงพื้น เขาตกใจจนต้องรีบใช้สองมือประคองไว้แน่น นี่มันเครื่องดื่มแก้วละพันกว่าหยวนเลยนะ เขามองไปที่เครื่องดื่มอีกสิบเจ็ดแก้วที่รอให้มารับ จู่ๆ ก็อยากจะร้องไห้แต่ไม่มีน้ำตา เงินเดือนสองเดือนของเขาหายวับไปกับตาเลยเหรอเนี่ย?
สุดท้ายเหลียงผิงก็ทิ้งหน้าไม่ลงที่จะบอกว่าไม่เอา ทำได้เพียงกัดฟันจ่ายเงินด้วยความเจ็บปวดใจ ยื่นเครื่องดื่มร้อนเย็นให้ลูกทีมท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจของพวกเขา
"ขอบคุณครับหัวหน้า!"
"หัวหน้าจงเจริญ!"
"รักหัวหน้านะครับ!"
พอเห็นพวกเขาดีใจขนาดนั้น เหลียงผิงก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย ใครใช้ให้พวกนี้เป็นเพื่อนร่วมรบที่ฝ่าเป็นฝ่าตายมาด้วยกันล่ะ? คนอื่นมี ลูกทีมของฉันก็ต้องมีเหมือนกัน!
"อร่อย! นี่มันจะอร่อยเกินไปแล้ว? หัวหน้าเหลียง เครื่องดื่มนี่แก้วละเท่าไหร่เนี่ย?" ลูกทีมคนหนึ่งวิ่งเข้ามาถามด้วยความตื่นเต้น เหลียงผิงเตะก้นไปทีนึงแล้วด่ากลั้วหัวเราะ
"กินไปเงียบๆ เถอะ เรื่องที่ไม่ควรยุ่งก็อย่ามาแส่!"
พูดจบเหลียงผิงก็เลียนแบบคนอื่นๆ ดูดน้ำเข้าไปอึกหนึ่ง ถอนหายใจยาวอย่างสบายใจ อร่อยจริงๆ นั่นแหละ เสียอย่างเดียวคือแพงไปหน่อย มิน่าล่ะพวกนั้นถึงต้องกินกันท่านี้
หลังจากพักผ่อนได้ครู่หนึ่ง เหลียงผิงก็แบ่งกำลังออกเป็นกลุ่มละสามคน กระจายกำลังกันออกค้นหาในทิศทางต่างๆ ส่วนเขารั้งท้ายคอยคุ้มกันอนาคตของเมืองหนานเฉิงกลุ่มนี้ พอดีกับที่เขาอายุมากแล้ว ไม่อยากไปแย่งผลงานกับพวกเด็กวัยรุ่น เปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวได้แสดงฝีมือเยอะๆ พวกเขาจะได้เติบโตไวๆ
ฟุ่บ!
แสงกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานมาจากสุดขอบฟ้า มาหยุดอยู่เหนือหัวของทุกคน พอเจียงเสี่ยวเสี่ยวเห็นเหลียงผิงก็ร่อนลงมาทันที น้ำเสียงของเธอเย็นเยียบ
"รองประธานของพวกคุณเข้ามาหรือยัง?"
พริบตาเดียว ความสนใจของเกือบทุกคนก็พุ่งไปที่หญิงสาวชุดแดงที่ร่อนลงมาจากฟากฟ้า ลู่หลีอดไม่ได้ที่จะมองตาม ใบหน้าของเธอเย็นชาดุจน้ำแข็ง ดวงตาสุกสกาวดั่งทางช้างเผือก ขนตายาวและหนาเหมือนแปรงอันเล็กๆ สายตาเฉียบคม คิ้วเรียวโก่งดั่งภูเขาไกล นัยน์ตาลึกซึ้งเต็มไปด้วยความสงบนิ่ง แขนเสื้อปลิวไสวไปตามสายลม เส้นผมสยายพริ้ว เผยให้เห็นความเยือกเย็น นับว่าเป็นโฉมงามที่หาตัวจับยาก
เหลียงผิงรู้ดีว่าหญิงสาวแสนสวยที่ยังอายุน้อยตรงหน้าคนนี้เป็นใคร พอได้ยินเธอถามหารองประธาน เขาก็เดาได้ทันทีว่าน่าจะเจอปัญหาเข้าแล้ว
เหลียงผิงขมวดคิ้วส่ายหน้า
"รองประธานเพิ่งจะส่งพวกเราเข้ามา พลังงานน่าจะหมดไปเยอะ คงต้องใช้เวลาสักพักกว่าจะตามเข้ามาได้ครับ"
เจียงเสี่ยวเสี่ยวขมวดคิ้วเมื่อได้ยินแบบนั้น คราวนี้รับมือยากแล้ว มิติโบราณสถานแห่งนี้มันประหลาดมาก เธอหาแก่นกลางมิติโบราณสถานไม่เจอเลย
จากประสบการณ์ เธอสันนิษฐานว่าน่าจะมีมิติซ่อนอยู่ใต้ผืนทรายสีเหลืองแห่งนี้อีกชั้นหนึ่ง และนั่นแหละคือมิติโบราณสถานที่แท้จริง
แต่ถึงแม้เธอจะแข็งแกร่งมาก การใช้กำลังทะลวงทรายลงไปก็ดูจะไม่ค่อยเหมาะเท่าไหร่ แต่สกิลสายมิติของฉีผิงน่าจะส่งเธอลงไปได้สบายๆ
"ในกลุ่มที่มากับคุณ มีผู้ควบคุมอสูรคนไหนที่สัตว์อสูรใช้สกิลเคลื่อนที่ผ่านมิติได้บ้างไหม?"
เหลียงผิงส่ายหน้าด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วน
"ไม่มีครับ"
"งั้นมีผู้ควบคุมอสูรคนไหนที่สัตว์อสูรใช้สกิลมุดดินระดับสมบูรณ์แบบได้บ้าง?" สกิลมุดดินระดับสมบูรณ์แบบสามารถพาคนอื่นดำดินไปด้วยได้ นี่เป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดที่เจียงเสี่ยวเสี่ยวนึกออก
เหลียงผิงเงียบไปครู่หนึ่ง สัตว์อสูรในทีมของพวกเขามีตัวที่ใช้สกิลมุดดินได้อยู่ แต่มันอยู่แค่ระดับชำนาญเท่านั้น ส่วนระดับสมบูรณ์แบบมันเป็นสิ่งที่พวกเขาเอื้อมไม่ถึงมาตลอด
เพราะอยู่ใกล้ ลู่หลีจึงได้ยินบทสนทนาทั้งหมด เดิมทีเขาแค่อยากจะฟังว่ายอดฝีมือคนนี้รู้หรือเปล่าว่าเขาเป็นคนทำถ้ำหินงอกใต้ดินถล่ม
แต่ฟังไปฟังมา ลู่หลีถึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนี้อยากจะมุดลงดิน! เอ่อ... ลงไปในมิติใต้ดินต่างหาก
แล้วที่รุ่นพี่เคยบอกว่ายอดฝีมือคนนี้มาเพื่อเก็บกู้มิติโบราณสถาน นั่นก็แปลว่าแก่นกลางของมิติอยู่ใต้ดิน!
ลู่หลีรู้สึกร้อนตัวขึ้นมาทันที ตอนนี้ได้แต่หวังว่าแก่นกลางคงไม่ถูกทรายกลบฝังไปแล้วนะ
จู่ๆ พื้นดินก็เริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ทรายใต้เท้าของทุกคนราวกับมีชีวิต มันเริ่มไหลทะลักราวกับทรายดูดขนาดมหึมา
สีหน้าของเหลียงผิงและเจียงเสี่ยวเสี่ยวเปลี่ยนไปพร้อมกัน พวกเด็กใหม่ต่างส่งเสียงร้องด้วยความตกใจ
เจียงเสี่ยวเสี่ยวหันไปมองไกลๆ สลับกับมองหน้าเด็กใหม่ที่กำลังตื่นตระหนก เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จังหวะนั้นเองเหลียงผิงก็เรียกกิ้งก่าเยือกแข็ง สัตว์อสูรระดับเหนือธรรมชาติขั้นกลางของเขาออกมา น้ำเสียงของเขาหนักแน่น
"ปรมาจารย์เจียง คุณไปเถอะ ทางนี้ผมจัดการเอง"
"ใช้สกิล [ลมหายใจเยือกแข็ง]!"
กิ้งก่าเยือกแข็งพ่นลมหายใจเยือกแข็งระดับชำนาญออกมาทันที แช่แข็งผืนทรายบริเวณนั้น เจียงเสี่ยวเสี่ยวพยักหน้ารับเล็กน้อยก่อนจะเหยียบกระบี่พุ่งทะยานออกไป
[จบแล้ว]