- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 21 - สมทบกลุ่มใหญ่
บทที่ 21 - สมทบกลุ่มใหญ่
บทที่ 21 - สมทบกลุ่มใหญ่
บทที่ 21 - สมทบกลุ่มใหญ่
เมื่อเห็นฉากอันน่าอัศจรรย์นี้ ทุกคนต่างเอาแต่ตกตะลึงจนละเลยคำว่า 'ลุงๆ ป้าๆ' ที่ลู่หลีพูดออกไปจนหมดสิ้น
[วารีบำบัด] งั้นเหรอ? เอามาใช้แบบนี้นับว่าแปลกใหม่ดีแฮะ หนิงเสี่ยวชวนเดินเข้าไปเงียบๆ แล้วยื่นมือออกไป
"ขอถุงทำความเย็นให้ฉันบ้างสิ"
ลู่หลีไม่พูดพร่ำทำเพลง โยนถุงทำความเย็นพกพาให้หนิงเสี่ยวชวนไปหนึ่งถุง พอเห็นอีกฝ่ายทำท่าจะล้วงเงินก็รีบพูดเสริมขึ้นมา
"นายเอาไปฟรีเลย"
เมื่อเฉิงข่ายได้ยินแบบนั้น ดวงตาบนใบหน้าอ้วนกลมก็หรี่ลงพร้อมกับหัวเราะแหะๆ
"งั้นฉัน..."
"ยี่สิบ!"
ลู่หลีตอบกลับอย่างไม่ลังเล สีหน้าบ่งบอกว่าแค้นฝังหุ่น เขาจำได้แม่นว่าไอ้หมอนี่เพิ่งจะด่าทอไปถึงบรรพบุรุษของเขา
"เอ่อ..."
ร่างของเฉิงข่ายแข็งทื่อไปในพริบตา จิตใจบอบช้ำอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขามองลู่หลีด้วยสายตาน้ำตารื้น ราวกับจะบอกว่านายมันคนใจร้าย มีคนใหม่แล้วลืมคนเก่า
ลู่หลีถูกมองจนขนลุกซู่ไปทั้งตัว
"โอเคๆๆ ลดราคาให้ก็ได้ สิบหยวน!"
ทุกคนรออยู่ครู่หนึ่งก็ทนไม่ไหว รีบเงยหน้าดื่มน้ำกันอย่างตะกรุมตะกรตะกราม น้ำพุเย็นฉ่ำรสหวานไหลลงคอ ให้ความรู้สึกเหมือนฝนตกในหน้าแล้ง แม้แต่หนิงเสี่ยวชวนยังอดไม่ได้ที่จะตาเป็นประกาย
น่าเสียดายที่มันได้น้อยไปหน่อย ทุกคนเดาะลิ้นอย่างเสียดาย ก่อนจะหันไปมองลู่หลี
"คือว่า... ขอเพิ่มอีกหน่อยได้ไหม?"
พอได้ยินแบบนั้น ลู่หลีก็หันไปมองเสวี่ยอิงแล้วแกล้งทำเป็นโกรธ
"เสวี่ยอิง ทำไมถึงรินน้ำให้คุณลุงคุณป้าไม่เต็มถุงล่ะ?"
จากนั้นเขาก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นความเห็นใจและรู้สึกผิด หันกลับไปมองทุกคน
"ขอโทษด้วยนะครับทุกคน เสวี่ยอิงมันคงจะเหนื่อยเกินไปหน่อย..."
เสวี่ยอิง: ???
นี่ไม่ใช่ว่าลู่หลีเป็นคนสั่งให้ทำแบบนี้หรอกเหรอ? สีหน้าของมันเต็มไปด้วยความน้อยใจ
เมื่อรับรู้ถึงอารมณ์ของเสวี่ยอิง ลู่หลีก็รีบปลอบโยนในใจทันทีว่า ทั้งหมดนี้ก็เพื่อหาเงินมาซื้อทรัพยากรให้แกนะ
ส่วนคนอื่นๆ ได้แต่คิดในใจ... ลุงๆ ป้าๆ งั้นเหรอ?
พวกเขามองไปที่น้ำกว่าค่อนถุงในมือของหนิงเสี่ยวชวนและเฉิงข่ายเงียบๆ จำได้ว่าสองคนนี้เป็นคนรินน้ำทีหลังสุดไม่ใช่หรือไง? ถ้าบอกว่าเหนื่อย มันก็ควรจะยิ่งรินได้น้อยลงสิถึงจะถูก?
ใครจะดูไม่ออกบ้างว่านี่มันคือการขอขึ้นราคา! แต่ละคนมือสั่นด้วยความเจ็บปวดใจ มันจะเกินไปแล้วนะ! ขอประณามอย่างรุนแรง!
"นี่หนึ่งร้อยหยวน ช่วยเติมให้ฉันเต็มที"
"ของฉันด้วย ช่วยเติมให้เต็มทีนะ!"
ในขณะที่ทุกคนกำลังกอดถุงทำความเย็นพกพาด้วยสีหน้ามีความสุข ดื่มด่ำกับชีวิตอันยอดเยี่ยมกลางทะเลทราย จู่ๆ ก็มีแสงกระบี่พาดผ่านเหนือหัว เจียงเสี่ยวเสี่ยวที่กำลังขี่กระบี่บินอยู่บนฟ้าก้มลงมองกลุ่มของลู่หลีและซากงูทรายด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย
เธอช่วยชีวิตเด็กใหม่มาตั้งหลายกลุ่ม กลุ่มของลู่หลีเป็นกลุ่มเดียวที่จัดการปัญหาได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องให้เธอลงมือก็ช่วยประหยัดเวลาไปได้เยอะ เธอจะได้รีบไปตามหาแก่นกลางมิติโบราณสถานและจบการสำรวจครั้งนี้ให้เร็วที่สุด
"อิง!"
คนบินได้! สุดยอดไปเลย! เสวี่ยอิงเงยหน้ามองด้วยดวงตาเป็นประกาย
ลู่หลีมองตามเงาร่างที่กลายเป็นจุดสีดำห่างออกไปอย่างครุ่นคิด ดูเหมือนว่านี่คงจะเป็นยอดฝีมือที่รุ่นพี่พูดถึง แต่ไม่ได้บอกว่าช่วงทดสอบหน้าใหม่จะไม่มีใครเข้ามาได้หรอกเหรอ? เว้นเสียแต่ว่า... เกิดความเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในมิติโบราณสถาน!
เขาแทบจะนึกถึงเรื่องที่ตัวเองทำถ้ำหินงอกใต้ดินถล่มขึ้นมาได้ในทันที
ความเปลี่ยนแปลงของมิติโบราณสถานคงไม่เกี่ยวกับฉันหรอกมั้ง? ลู่หลีกระชับหินแก่นมิติในกระเป๋าแน่น เดิมทีเขาตั้งใจจะขายสักสองสามก้อน แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเก็บไว้ใช้เองน่าจะดีกว่า
แต่ในเมื่อมิติโบราณสถานเกิดความเปลี่ยนแปลง นั่นก็หมายความว่าต้องมีอันตรายอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ขืนอยู่ที่นี่ต่อไปคงไม่ปลอดภัยแน่
"ฉันตั้งใจจะเปลี่ยนที่ พวกนายจะไปกับฉันไหม?"
หนิงเสี่ยวชวนไม่ได้พูดอะไร เพียงแค่เดินมาหยุดอยู่ข้างลู่หลีเงียบๆ ส่วนเฉิงข่ายก็ตบหน้าอกทำท่าทางเหมือนเพื่อนตาย
"พวกเราเป็นพี่น้องกัน ก็ต้องไปด้วยกันอยู่แล้วสิ!"
เมื่อคนอื่นๆ เห็นว่าสองตัวตึงกำลังจะไป ขืนให้อยู่ในสภาพนี้ต่อไป ถ้าเจองูทรายอีกคงต้องตายสถานเดียว พวกเขาจึงตัดสินใจตามไปอย่างไม่ลังเล
เดิมทีลู่หลีตั้งใจจะขี่เสวี่ยอิงต่อไป แต่ไม่คิดว่าคนพวกนี้จะขอตามมาด้วย พอคนเยอะเขาก็เริ่มรู้สึกเกรงใจ เลยให้เสวี่ยอิงใช้สกิล [ขยายร่าง] ย่อขนาดตัวเองลง แล้วเดินเท้าไปพร้อมกับทุกคน
พอเฉิงข่ายเห็นเสวี่ยอิงตัวเล็กลงก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
"ลู่หลี เสวี่ยอิงของนายเรียนรู้สกิลขยายร่างได้แล้วเหรอ?"
แหงสิ แถมหมีวายุคลั่งของนายก็ยังเรียนมาจากเสวี่ยอิงด้วย ถ้านายรับมันมาเลี้ยงช้ากว่านี้อีกนิด หมีวายุคลั่งคงได้ขอฝากตัวเป็นศิษย์ตรงนั้นเลยแหละ
แม้ในใจจะแอบค่อนขอด แต่ภายนอกลู่หลียังคงตอบกลับด้วยความสงบ
"ใช่ โชคดีน่ะ"
เฉิงข่ายพยักหน้าและไม่ได้ติดใจกับคำถามนั้นอีก
"นายมาร่วมการทดสอบหน้าใหม่ ทำไมไม่บอกฉันเลยล่ะ? ฉันอุตส่าห์เตรียมชุดป้องกันไว้ให้นายชุดนึงเลยนะเนี่ย แล้วตอนนี้พวกเรากำลังจะไปไหนกัน? นายรู้ทางเหรอ?"
ลู่หลีทำท่าคุ้นเคย ยกนิ้วก้อยขึ้นมาแคะหู รอจนเฉิงข่ายพ่นคำถามออกมาจนหมดแล้วค่อยเลือกตอบ
"พวกเรากำลังจะไปในที่ที่ปลอดภัย"
ลู่หลีไม่ได้บอกตรงๆ ว่าจะไปโอเอซิส เหตุผลหนึ่งคือตั้งแต่เขาและเสวี่ยอิงออกมา ดูเหมือนจะถูกส่งเคลื่อนที่มาไกล ทิศทางอาจจะไม่แม่นยำนัก อีกเหตุผลคือทิศทางนี้บังเอิญเป็นทิศทางเดียวกับที่คนบินผ่านไปเมื่อกี้ คิดว่าน่าจะปลอดภัย
ครึ่งชั่วโมงต่อมา แม้จะยังไม่เจอโอเอซิส แต่กลุ่มของลู่หลีก็สามารถสมทบกับกลุ่มใหญ่ได้สำเร็จ
คนที่นี่ล้วนเป็นคนที่เจียงเสี่ยวเสี่ยวช่วยชีวิตเอาไว้ แม้จะเป็นเพียงผู้ควบคุมอสูรฝึกหัดที่พลังไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก แต่ข้อดีคือมีจำนวนมาก ถือเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยพอจะรอการช่วยเหลือได้
ลู่หลีกวาดตามองไปรอบๆ พบว่าคนพวกนี้มีสภาพมอมแมม ดวงตาเลื่อนลอย ริมฝีปากแห้งผาก เขาก็รู้ทันทีว่าโอกาสมาถึงแล้ว!
เขารีบเรียกเสวี่ยอิงมาที่ลานกว้างกลางฝูงชนอย่างตื่นเต้น ทำถุงทำความเย็นพกพาที่บรรจุน้ำเต็มเปี่ยมขึ้นมาสิบถุง วางเรียงไว้ตรงหน้าแล้วเริ่มตะโกนขายของ
"เร่เข้ามา เร่เข้ามาจ้า! น้ำหวานเย็นเจี๊ยบเพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ ขวดละ 120 หยวนเท่านั้น ซื้อแล้วไม่ขาดทุน ซื้อแล้วไม่ถูกหลอก..."
เมื่อเฉิงข่ายที่ยืนอยู่ข้างลู่หลีได้ยินก็ตาเป็นประกาย รีบช่วยตะโกนขายด้วยอีกแรง
พอคนรอบข้างได้ยินคำว่าน้ำ ดวงตาก็เบิกโพลงพุ่งเข้ามาทันที
"ขอให้ฉันถ้วยนึง!"
"ฉันซื้อก่อน!"
หนิงเสี่ยวชวนที่ยืนเงียบๆ อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาเรียกทวนยาวสีครามซึ่งเป็นสัตว์อสูรของตัวเองออกมา หลังจากผ่านการเข่นฆ่ามาสองวัน กลิ่นอายความดุดันบนตัวเขาก็ยิ่งแฝงไปด้วยจิตสังหาร ตอนนี้เขาปลดปล่อยมันออกมาเต็มที่ สร้างความหวาดหวั่นได้อย่างมหาศาล
คนเหล่านั้นดึงสติกลับมาได้ในพริบตา ถูกทำให้กลัวจนไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า แต่สายตาที่มองถุงทำความเย็นพกพาก็ยังเต็มไปด้วยความกระหาย
ลู่หลีมองหนิงเสี่ยวชวนกับเฉิงข่าย จู่ๆ เขาก็รู้สึกว่าถ้าดึงสองคนนี้มาร่วมทำธุรกิจด้วยคงจะดีไม่น้อย มีทั้ง รปภ. เซลส์ขายของ มีเขาก็เป็นเถ้าแก่ แล้วก็มีกวางน้อยทำงานงกๆ ครบทีมพอดี!
พอมีเฉิงข่ายช่วยตะโกน ลู่หลีก็ไม่ต้องเปล่งเสียงเองแล้ว เขาจัดให้ทุกคนเข้าแถวเข้ามาซื้อทีละคน ส่วนตัวเขามีหน้าที่เก็บเงินอย่างเดียว
ไม่นานลู่หลีก็เห็นว่าขายไปได้เยอะแล้ว แทบจะทุกคนมีถุงน้ำอยู่ในมือ เขาจึงดึงเสื้อผ้าบนหลังเสวี่ยอิงออก หยิบผลไม้สีชาดกว่าครึ่งออกมาวางขาย เม็ดละ 1000 หยวน งดต่อรอง!
อดีตเพื่อนร่วมทีมของเฉิงข่ายที่ยืนมองกองผลไม้สีชาดขนาดเท่าภูเขาขนาดย่อมอยู่ไม่ไกล รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นไอ้โง่ตัวเบ้อเริ่ม พวกเขาเชื่อคำหลอกลวงของลู่หลีไปได้ยังไงเนี่ย? ไหนบอกว่ามีไม่เยอะไง?
หลังจากขายเสร็จ ลู่หลีถือปึกเงินสดหนาเตอะไว้ในมือ ยิ้มกว้างอย่างมีความสุขเหมือนลูกชายเศรษฐีปัญญาอ่อน กำไรก้อนนี้ฟาดไปตั้งเจ็ดหมื่นกว่า!
พอใจแล้วๆ แค่นี้ก็พอใจแล้ว กลับไปคราวนี้เอาไปถลุงเล่นได้สบายเลย ลู่หลีถึงขั้นมั่นใจว่าเขาจะสู้สุดใจเพื่อให้เสวี่ยอิงทะลวงเข้าสู่ระดับปลุกพลังขั้นสิบได้ก่อนการสอบใหญ่ผู้ควบคุมอสูร!!!
[จบแล้ว]