- หน้าแรก
- บันทึกอสูรบรรพกาล: ปั้นกวางพิการสู่เทพอสูร
- บทที่ 13 - เรื่องเข้าใจผิด
บทที่ 13 - เรื่องเข้าใจผิด
บทที่ 13 - เรื่องเข้าใจผิด
บทที่ 13 - เรื่องเข้าใจผิด
ลู่หลีได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เฉิงข่ายเห็นแบบนั้นก็รู้ตัวว่าพูดผิดไป รีบแก้ตัวทันที "เอ้ย ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น มานี่ๆ" เฉิงข่ายลากลู่หลีที่ดูไม่ค่อยเต็มใจนักไปนั่งที่มุมร้าน
"เรื่องมันเป็นแบบนี้ อีกไม่กี่วันก็คือวันที่หนึ่งกรกฎาคม สมาคมผู้ควบคุมอสูรจะจัดการทดสอบหน้าใหม่ประจำเมืองหนานเฉิงขึ้น
ได้ยินมาว่าเพิ่งค้นพบมิติโบราณสถานแห่งใหม่ จากการตรวจสอบพลังงานพบว่าเป็นโบราณสถานระดับต่ำที่ไม่มีอันตรายร้ายแรง สมาคมผู้ควบคุมอสูรเลยตัดสินใจแหกกฎใช้มิติโบราณสถานแห่งนี้เป็นสถานที่ทดสอบหน้าใหม่ซะเลย!"
ยิ่งพูดเฉิงข่ายก็ยิ่งตื่นเต้น ดวงตาแทบจะเปล่งประกาย "นายรู้ไหมว่านี่มันหมายความว่ายังไง?"
"หมายความว่าการทดสอบหน้าใหม่ครั้งนี้จะอันตรายมากไง" ลู่หลีตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ พลางหยิบของอร่อยส่งให้เสวี่ยอิงกิน
"ไม่ใช่สิลูกพี่ นายเข้าใจความหมายที่แท้จริงของโอกาสนี้ไหมเนี่ย"
เฉิงข่ายทำหน้าร้อนรนจนแก้มสั่น พยายามเค้นสมองอธิบายความล้ำค่าของโอกาสนี้ให้ลู่หลีฟัง
"นี่มันหมายถึงมิติโบราณสถานที่ยังไม่เคยมีใครเข้าไปสำรวจเลยนะเว้ย ข้างในต้องมีสมุนไพรวิญญาณ วัตถุดิบหายาก หรือแม้กระทั่งหินแก่นมิติกับหยาดทิพย์จิตวิญญาณซ่อนอยู่เพียบ!"
หินแก่นมิติสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำสมาธิและช่วยขัดเกลาพลังจิตได้ เรียกได้ว่าเป็นหินวิญญาณแห่งโลกผู้ควบคุมอสูร มูลค่าของมันไม่ต้องพูดถึง
ส่วนหยาดทิพย์จิตวิญญาณเป็นวัตถุดิบหายากที่สัตว์อสูรระดับปลุกพลังเท่านั้นที่กินได้ มันหาได้จากมิติโบราณสถานเท่านั้นและมีจำนวนจำกัดสุดๆ
แต่ผลลัพธ์ของมันก็สุดยอดไม่แพ้กัน ไม่เพียงแต่ช่วยเร่งการเติบโตของสัตว์อสูร แต่ยังช่วยวางรากฐานให้แน่นหนา และขัดเกลาร่างกายสัตว์อสูรแบบครบวงจร
แถมยังมีข่าวลืออีกว่า การกินหยาดทิพย์จิตวิญญาณจะช่วยเพิ่มโอกาสให้สัตว์อสูรทำลายขีดจำกัดสายพันธุ์และเพิ่มศักยภาพได้อีกด้วย
และไอ้ข่าวลือที่ยังไม่ได้รับการพิสูจนนี่แหละ ที่เป็นตัวดึงดูดให้ผู้ควบคุมอสูรนับไม่ถ้วนแห่กันไปแย่งชิง
ในโลกนี้มีกฎเหล็กข้อหนึ่งที่ไม่มีใครทำลายได้ นั่นคือจะไม่มีการวิวัฒนาการข้ามระดับเกิดขึ้นเด็ดขาด
ยกตัวอย่างเช่นเสวี่ยอิง ตอนนี้ขีดจำกัดสายพันธุ์ของมันคือระดับเหนือธรรมชาติขั้นสูง ถ้ามันวิวัฒนาการตอนนี้ ร่างวิวัฒนาการของมันก็จะมีขีดจำกัดสายพันธุ์ไม่เกินระดับผู้บัญชาการขั้นสูง
แต่ถ้าเสวี่ยอิงทำลายขีดจำกัดสายพันธุ์และไปวิวัฒนาการตอนอยู่ระดับผู้บัญชาการ ร่างวิวัฒนาการของมันก็อาจจะมีขีดจำกัดสายพันธุ์พุ่งไปถึงระดับราชันได้เลย!
สายตาของลู่หลีสั่นไหว พูดตามตรงเรื่องนี้ดึงดูดใจเขามาก โดยเฉพาะของสองอย่างสุดท้ายที่ไอ้อ้วนพูดถึง มันสามารถช่วยให้เขากลายเป็นผู้ควบคุมอสูรระดับกลางได้เร็วขึ้น และได้ร่างก่ายที่ปกติกลับมาเร็วขึ้น แล้วแบบนี้เขาจะไม่หวั่นไหวได้ยังไง?
แต่ก็เพราะสภาพร่างกายของเขานี่แหละ ที่ทำให้ลู่หลีลังเลไม่กล้าตัดสินใจเข้าร่วมสักที
ถ้าชีวิตคือเกม ตอนนี้ตรงหน้าเขาก็คงมีตัวเลือกสองทางโผล่ขึ้นมาให้เลือกใช่ไหม?
ทางแรกคือไม่เข้าร่วมการทดสอบหน้าใหม่ อาศัยบันทึกอสูรบรรพกาลค่อยๆ ไต่เต้าไปอย่างปลอดภัย สอบเข้ามหาวิทยาลัยธรรมดาๆ แล้วกลายเป็นผู้ควบคุมอสูรระดับกลางไปตามสเต็ป
ส่วนอีกทางคือเลือกเข้าร่วมการทดสอบหน้าใหม่ อาจจะต้องเจอกับวิกฤตถึงขั้นเอาชีวิตไปทิ้ง หรืออาจจะบังเอิญเจอวาสนาครั้งใหญ่ พลิกโฉมกลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งเมืองหนานเฉิง สอบเข้าหนึ่งในสี่มหาวิทยาลัยชั้นนำ และเปิดฉากชีวิตอันยิ่งใหญ่อลังการ
ลู่หลีพ่นลมหายใจออกมาช้าๆ "เฉิงข่าย ฉันจะลองเก็บไปคิดดู" จากนั้นเขาก็มองเฉิงข่ายด้วยสายตาจริงจัง "นายตัดสินใจแน่วแน่แล้วใช่ไหมว่าจะเข้าร่วม?"
เฉิงข่ายหน้าเจื่อนลง พยักหน้ารับแล้วทิ้งตัวลงพิงพนักโซฟาอย่างหมดอาลัยตายอยากโดยไม่พูดอะไร ตอนแรกเขาตั้งใจจะมาแชร์ข่าววงในที่ยังไม่ประกาศให้ใครรู้ด้วยความตื่นเต้น ถึงขั้นจินตนาการภาพตัวเองกับลู่หลีสองพี่น้องแท็กทีมกันลุยแหลกในมิติโบราณสถานจนชื่อเสียงโด่งดังไปแล้วแท้ๆ แต่ปฏิกิริยาของลู่หลีกลับทำให้เขารู้สึกเฟลนิดหน่อย
แต่เฉิงข่ายก็พอจะเข้าใจลู่หลี เพียงแต่ชีวิตมัธยมตลอดสามปีที่ผ่านมา มันทำให้เขาเผลอลืมความจริงที่ว่าลู่หลีสุขภาพไม่ดีไปซะสนิท ก็แหม ตอนอยู่โรงเรียนลู่หลีโดดเด่นซะขนาดนั้น สอบได้ที่หนึ่งมาตลอดไม่เคยมีใครโค่นลง แถมไม่ว่าเขาจะมีปัญหาอะไร ลู่หลีก็ช่วยแก้ได้หมดราวกับทำได้ทุกอย่างบนโลกใบนี้
ด้วยเหตุนี้เฉิงข่ายถึงได้ภูมิใจนักหนาที่มีเพื่อนอย่างลู่หลี และเชื่อมั่นจากใจจริงว่าลู่หลีจะต้องกลายเป็นยอดอัจฉริยะแห่งยุคแน่ๆ
แต่เขาว่ากันว่าคนอ้วนใจกว้าง เฉิงข่ายก็ได้รับข้อดีข้อนี้มาเต็มๆ นอยด์อยู่ได้แป๊บเดียว เขาก็กลับมาร่าเริงไร้เดียงสา ชวนลู่หลีกินข้าวต่อหน้าตาเฉย
กินไปได้สักพัก ลู่หลีก็วางตะเกียบลง เฉิงข่ายที่กำลังแทะขาปูอยู่พูดอู้อี้ "ลู่หลี กินต่อดิ"
ลู่หลีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ตัดสินใจว่าจะควักเงินก้อนหนึ่งออกมาช่วยไอ้อ้วนเพื่อนรัก "นายเอาสัตว์อสูรมาฝากไว้ที่บ้านฉันไหม นายก็รู้ว่าฉันศึกษาเรื่องการเพาะพันธุ์มาตลอด บางทีอาจจะช่วยให้สัตว์อสูรของนายเก่งขึ้นได้นะ"
เฉิงข่ายชะงักไปนิด ก่อนจะหัวเราะร่วนพร้อมโบกมือปฏิเสธ "ไม่ต้องๆ พ่อฉันจ้างนักเพาะพันธุ์มาให้แล้ว อ้อ พูดถึงเรื่องนี้ ปรมาจารย์คนนั้นก็แซ่ลู่เหมือนกันนะ ลู่หลี นายว่าบังเอิญไหมล่ะ?"
ลู่? ลู่หลีเริ่มรู้สึกถึงความบรรลัยก่อตัวขึ้นลางๆ "ปรมาจารย์ลู่ที่นายพูดถึง คงไม่ใช่ครูลู่คนที่เพาะพันธุ์หมีวายุคลั่งกับเซียนปุยฝ้ายหรอกใช่ไหม?"
พริบตานั้นเฉิงข่ายถึงกับวางขาปูของโปรดลง จ้องหน้าลู่หลีเขม็ง สีหน้าเปลี่ยนจากตกตะลึงกลายเป็นดีใจสุดขีด "อย่าบอกนะว่า ลู่หลี นายคือ..."
ลู่หลีเองก็แปลกใจ ไอ้หมอนี่มันฉลาดขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่วะเนี่ย เดาออกด้วยว่าเป็นฉัน?
"แฟนคลับของครูลู่?!"
"ใช่ ฉันนี่แหละครูลู่"
ทั้งสองคนโพล่งออกมาพร้อมกัน บรรยากาศเงียบกริบไปชั่วขณะ
วินาทีต่อมา ลู่หลีก็เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองเข้าใจผิด พอมองสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อของเฉิงข่าย เขาก็เลยต้องรีบเติมคำลงในช่องว่างอย่างระมัดระวัง "...แฟนคลับน่ะ"
"โธ่เอ๊ย! ลู่หลีนายเว้นจังหวะซะฉันเกือบเชื่อไปแล้วเนี่ย" เฉิงข่ายเอามือมันย่องตบอกตัวเอง ก่อนจะทำหน้าลึกลับขยับเข้าไปกระซิบ "ลู่หลี ฉันจะบอกความลับที่ยังไม่มีใครรู้ให้ฟังนะ เมื่อสองวันก่อน ครูลู่แวะมาที่บ้านฉัน แป๊บเดียวก็สอนข้าวสวยใช้สกิลขยายร่างได้เลยเว้ย!" พูดจบก็ยักคิ้วหลิ่วตา ทำหน้าประมาณว่า 'เห็นป่ะ ฉันมีของดีมาบอกเพื่อนเลยนะ'
ถึงการได้ฟังคนอื่นอวยตัวเองมันจะฟินก็เถอะ แต่ลู่หลีคิดแล้วคิดอีกก็รู้สึกว่าเฉิงข่ายน่าจะโดนหลอกซะมากกว่า ต่อให้เสวี่ยอิงจะสอนเก่งแค่ไหน ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้ข้าวสวยเรียนรู้สกิลขยายร่างได้หรอก นั่นมันระดับพระเจ้าแล้ว
เพื่อเป็นการรักษาน้ำใจเฉิงข่าย ลู่หลีเลยถามอย่างระมัดระวัง "เป็นไปได้ไหมที่ข้าวสวยอาจจะไม่ได้เรียนรู้สกิลขยายร่าง?"
เฉิงข่ายตาโตเท่าไข่ห่านทันที เห็นชัดว่าไม่พอใจที่ลู่หลีสงสัยในฝีมือของครูลู่ เขายกมือซ้ายชี้ไปทางด้านหลังเฉียงๆ "ข้าวสวยก็อยู่ตรงนั้น ไม่เชื่อเดี๋ยวฉันเรียกมาโชว์ให้ดูเลย"
ลู่หลีมองตามนิ้วของเฉิงข่ายไป ก็พบว่าตรงนั้นมีหมีวายุคลั่งตัวหนึ่งนั่งอยู่จริงๆ มันกำลังใช้กรงเล็บทั้งสองข้างจัดการกวาดล้างอาหารกองโตตรงหน้าอย่างเมามัน
"นายบอกว่าข้าวสวยคือหมีวายุคลั่งตัวนั้นน่ะเหรอ?"
"ใช่ จะให้ฉันเรียกมาโชว์สกิลให้ดูไหมล่ะ"
"ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องแล้ว..." ลู่หลีค่อยๆ หันหน้าหนีไปทางอื่น ไม่ให้เฉิงข่ายเห็นสีหน้าของตัวเอง ตอนนี้เขารู้สึกอับอายจนนิ้วเท้าแทบจะจิกพื้นทะลุไปถึงชั้นบาดาลแล้ว
ถึงตอนนี้ลู่หลีจะยังไม่เข้าใจอีกก็โง่เต็มทน เฉิงจิงเทากับเฉิงข่ายเป็นพ่อลูกกันชัดๆ แถมเหมือนว่าเฉิงข่ายเคยบอกเขาเรื่องนี้แล้วด้วยแต่เขาดันลืมเอง สรุปก็คือที่เขาทำมาทั้งหมดคือการหลอกฟันเงินเพื่อนตัวเอง แถมเพื่อนคนนี้ยังเทิดทูนบูชาเขาซะด้วย
ถ้าเฉิงข่ายรู้ว่าครูลู่ไอดอลของเขา แค่มาสอนสกิลขยายร่างยักษ์กากๆ แต่ดันรับทรัพย์ไปตั้งห้าหมื่นห้าพันหยวนพร้อมคัมภีร์สกิลอีกเล่มหน้าตาเฉย ไม่รู้ว่าหมอนี่จะทำหน้ายังไง?
[จบแล้ว]