- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 163 ตัวเอกนิยายในเน็ต?
บทที่ 163 ตัวเอกนิยายในเน็ต?
บทที่ 163 ตัวเอกนิยายในเน็ต?
หมาป่าสมุทรเฮ่อโม่เหิงหลังจากกลายเป็นทาสผู้บำเพ็ญเพียรของตระกูลน่าหนู เขาก็แสดงความจงรักภักดีอย่างยิ่งยวด กอปรกับพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาของเขา น่าหนูเจิ้นอวี่จึงตั้งใจที่จะปั้นเขาขึ้นมา หลังจากปราบเขาได้สำเร็จ จึงได้ถ่ายทอดสุดยอดวิชาดาบที่ผสานวรยุทธ์เข้ากับวิชาเต๋า ซึ่งคิดค้นขึ้นในสมัยหนุ่มก่อนบรรลุมรรคาให้กับเขา และสุดยอดวิชาดาบนี้ก็คือ ‘เพลงดาบเก้าราชันย์’
คำว่า ‘ราชันย์’ ในเพลงดาบเก้าราชันย์ คือความยึดติดของเขา และยังเป็นเป้าหมายที่น่าหนูเจิ้นอวี่ยึดมั่นมาตลอดชีวิต เป้าหมายนั้นคือการได้เป็น ‘ราชันย์’ ของเผ่าซูถัว จากนั้นก็ก้าวขึ้นเป็นผู้นำร่วมของเจ็ดชนเผ่าโบราณ เป็นผู้นำเหนือผู้คน และรวบรวมทะเลรอบนอกให้เป็นหนึ่งเดียว!
กระบวนท่าแรกที่เฮ่อโม่เหิงใช้ออกมาคือ ‘ราชันย์ไร้ร่องรอย’ กระบวนท่าที่สองร่างพลิ้วไหว ดุจแสงวาบพาดผ่าน ดาบทองในมือกวัดแกว่งอย่างแผ่วเบาและยืดหยุ่น ท่วงท่าวิถีดาบแปรเปลี่ยนเป็นนุ่มนวลดุจความฝัน ชโลมสรรพสิ่งไร้สุ้มเสียง นี่คือกระบวนท่า ‘ราชันย์เผยพักตร์มรกต’ ในเพลงดาบเก้าราชันย์
ประกายดาบพุ่งออกไปไกลเจ็ดถึงแปดจั้ง ไร้สุ้มเสียง ไร้ร่องรอย ราวกับหมอกบางเบา เมื่อถูกเร่งเร้าจนถึงขีดสุด แม้แต่ไอหมอกก็มลายหายไป กลับกลายเป็นกลุ่มแสงเย็นเยียบที่หลุดพ้นจากรูปธรรม แหวกอากาศพุ่งทะยาน
ตีเหล็กต้องตีตอนร้อน หมาป่าสมุทรเฮ่อโม่เหิงย่อมรู้ซึ้งถึงหลักการนี้ โอกาสที่ปรมาจารย์สั่วถูหล่าและต๋าปาเอ่อร์สร้างขึ้นมาให้ เขาจะปล่อยให้หลุดมือไปได้อย่างไร ปราณดาบแปรเปลี่ยนจากความว่างเปล่าเป็นรูปลักษณ์ จิตสังหารอันแหลมคมไร้เทียมทานแทรกซึมเข้าหาช่องโหว่ในทันที ขอเพียงเหอผิงเผยจุดอ่อนแม้เพียงเสี้ยวเดียว เขาก็จะชักนำประกายดาบทะลวงร่างราวกับกระดาษบาง ตัดศีรษะให้ขาดสะบั้นในดาบเดียว
สามยอดฝีมือผนึกกำลังลงมือ เหอผิงแทบจะถูกต้อนให้จนมุม เหนือศีรษะของเขายังมีกรงเล็บกระดูกขนาดยักษ์ตะปบลงมา การลงมือเต็มไปด้วยสภาวะดุจสายฟ้าฟาด
ทั่วทั้งสี่ทิศแปดทางยังถูกปูพรมถล่มด้วยศรเพลิงทมิฬ ตรงกลางยังมีดาบของหมาป่าสมุทรเฮ่อโม่เหิงที่หาช่องโหว่ทะลวงเข้ามา ร่างที่กระโจนขึ้นกลางอากาศยังไม่ทันได้ฝ่าวงล้อม มันก็ดูเหมือนจะถูกกดดันให้ร่วงหล่นลงไปอีกครั้ง
‘สังหารสิ้น! การลงมือครั้งนี้หากเปลี่ยนเป็นผู้อื่น ย่อมไม่อาจหลบหนีออกไปได้อย่างแน่นอน การต้านทานรับไว้ตรงๆ ย่อมเป็นไปไม่ได้ ยอดฝีมือที่อยู่ต่ำกว่าขอบเขตบรรลุมรรคา หากไร้ซึ่งปาฏิหาริย์ ย่อมถูกสามคนนี้ผนึกกำลังสังหารจนสิ้นซาก!’
เหอผิงเผชิญวิกฤตกลับไม่ตื่นตระหนก สีหน้ายิ่งราบเรียบดุจบ่อน้ำนิ่งไร้ระลอก เขารู้ดีว่าสามยอดฝีมือนี้ไม่ใช่อ่อนด้อย นับตั้งแต่เขาบำเพ็ญเพียรมา นี่คือสามศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดที่เคยพบเจอ โดยเฉพาะเฮ่อโม่เหิงที่ห่างจากขอบเขตบรรลุมรรคาเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
‘น่าเสียดาย... ห่างเพียงก้าวเดียว ผิดกันเพียงเส้นผม บนเส้นทางแห่งการบำเพ็ญเพียร มันคือระยะห่างของห้วงเหวอเวจี!’
เฮ่อโม่เหิงพ่นลมหายใจส่งเสียงตวาด ประกายดาบจากหมอกควบแน่นเป็นรูปธรรม กลายเป็นการฟาดฟันทะลวงมิติ เพียงแต่ยังไม่ทันฟันลงถึงลำคอของเหอผิง มันก็ถูกสกัดกั้นในระยะห่างสามจั้ง ประกายดาบถูกอากาศที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าขวางไว้ แรงต้านอันมหาศาลทำให้ดาบนี้ไม่อาจฟันลงไปได้!
‘เป็นไปไม่ได้! นิมิตแห่งการบรรลุมรรคางั้นรึ?’
เฮ่อโม่เหิงแทบจะอุทานออกมา ดาบที่ฉวยโอกาสทะลวงเข้ามาของเขาราวกับปะทะเข้ากับห้วงมิติที่ถูกปิดผนึก สภาวะดาบไม่อาจรุกคืบได้แม้แต่ครึ่งชุ่น
เหอผิงลอยตัวอยู่กลางอากาศ ภายในรัศมีสามจั้งที่ได้รับผลกระทบจากพลังปราณรอบกาย ได้ผนึกปราณฟ้าดินจนกลายเป็นกำแพงเหล็กกล้า
กรงเล็บกระดูกยักษ์ตะปบลงมา นิ้วทั้งห้าโค้งงอดุจตะขอแหลมคม ยาวหลายจั้ง กรงเล็บอันน่าสะพรึงกลัวเหยียดออกด้านนอก ขยับเปิดปิด กระแทกเข้าใส่ศีรษะของเหอผิงอย่างดุร้าย แต่กลับเหมือนมดแดงเขย่าต้นไม้ ถูกปราณฟ้าดินที่โดนผนึกขวางกั้นเอาไว้
เหอผิงทำราวกับไม่รับรู้ถึงการโจมตีของเขา เพียงแค่พลิกฝ่ามือตบออกไป การโจมตีที่แฝงด้วยปราณฟ้าดินกระแทกเข้าใส่กรงเล็บกระดูก จนกรงเล็บกระดูกนี้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วน
ในเวลาเดียวกัน หมัดซ้ายของเขาก็ชกออกไปด้านหน้า หมัดนี้ราวกับทะลวงผ่านความว่างเปล่า กลายเป็นประกายแสงสีทอง พุ่งออกจากหมัดขวาของตนเอง ปล่อยหัตถ์ผีแยกส่วนบินฝ่าอากาศไปกระแทกต๋าปาเอ่อร์ที่กำลังถือธงสีดำอยู่อย่างจัง
ต๋าปาเอ่อร์เห็นกรงเล็บกระดูกถูกสลายไป เขาก็รีบถอยร่นไปด้านหลังอย่างรวดเร็ว บนร่างยังระเบิดแสงวิเศษของของวิเศษหลายชิ้นออกมา
ต๋าปาเอ่อร์ในรูปลักษณ์ของคนแคระผู้นี้มีจิตใจละเอียดอ่อนยิ่งนัก ในชั่วพริบตาก็เปิดใช้งานเครื่องป้องกันหลายชิ้น ซ้อนทับเกราะให้ตนเองหลายชั้น
เพียงแต่หัตถ์ผีแยกส่วนนั้น จู่ๆ ก็ระเบิดออกกลางอากาศ ลูกระเบิดอัสนีหมุนวนแม่ลูกที่ซ่อนอยู่ภายในก็ระเบิดออกกลางอากาศเช่นกัน ต๋าปาเอ่อร์ที่ถอยร่นอย่างรวดเร็วถึงกับหนังหัวชา หลบไม่ทันและโดนหางเลขไปด้วย
ตูมตูมตูมตูม!
เมื่อเสียงอสนีบาตดังขึ้น อัสนีหมุนวนแม่ลูกก็กลายเป็นลูกทรงกลมสายฟ้าหมุนควงระเบิดออกด้วยตัวเอง แผ่ซ่านออกไปด้านนอก ประกายไฟระเบิดพุ่งกระฉูด แสงอัสนีที่บิดเบี้ยวดุจงูยักษ์ เลื้อยทะยานไปมา เสียงทะลวงอากาศดังกึกก้องวุ่นวาย
เพลิงอัสนีปะทุขึ้นตามจังหวะ สาดประกายแสงเจิดจ้านับพันสาย ประกายแสงนับหมื่นสายลอยคว้างกลางอากาศ ผู้คนไม่กล้าเงยหน้ามอง ทัศนวิสัยล้วนถูกแสงสีขาวกลืนกิน ในพริบตาต่อมา เมื่อทัศนวิสัยชัดเจนขึ้น พวกเขาก็เห็นสะเก็ดไฟที่แตกซ่านกลายเป็นคลื่นกระแสไฟฟ้าแผ่กระจายออกไป ประกายไฟและอสรพิษอัสนีสาดกระเซ็นไปทั่วสารทิศ เมื่อร่วงหล่นลงมาก็ก่อให้เกิดการระเบิดสั่นสะเทือน
พรวด!
ต๋าปาเอ่อร์อ้าปากกระอักเลือดออกมาคำโต ธงสีดำในมือก็ถูกแรงระเบิดจนหักเป็นสองท่อน แสงวิเศษจากของวิเศษบนร่างดับลงทีละดวง ร่างทั้งร่างของเขาก็ถูกกระแทกปลิวออกไป!
“อัสนีหมุนวนแม่ลูกของกองปราบมารแห่งราชวงศ์ต้าโหยว!”
เฮ่อโม่เหิงนับว่ามีตาแหลมคม เขารู้สึกเพียงว่าในพริบตาที่ลูกอัสนีระเบิดออก ผิวหนังก็ตึงเครียดขึ้นมาฉับพลัน ขนลุกซู่ไปทั้งตัว
“เหี้ยมโหดนัก!”
ในใจเขาเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น การโจมตีก็ช้าลงไปครึ่งจังหวะ เหอผิงฉวยโอกาสนี้ ใช้นิมิตแห่งการบรรลุมรรคาสลายแรงคลื่นของดาบ เกราะกระดูกด้านหลังพ่นประกายไฟออกมาหลายสาย พุ่งทะยานออกไปราวกับจรวด
“ตายซะ!”
เขาเล็งไปที่สั่วถูหล่า ชายชราผู้มีใบหน้าดำเมี่ยมดุจเขม่าก้นหม้อผู้นี้รู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี เมตรมารเพลิงทมิฬที่ลอยอยู่เหนือศีรษะ ก็ร่วงหล่นลงมาจากอากาศอย่างรวดเร็ว ตกลงบนกระหม่อมของตนเอง
“ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคางั้นหรือ?”
สั่วถูหล่าไม่แม้แต่จะโต้ตอบ เพียงลอบท่องวิชามารนอกรีต จิตวิญญาณของเขาเริ่มเคลื่อนไหว พุ่งทะยานขึ้นอย่างรุนแรง ตั้งใจจะทะลวงออกจากเปลือก พยายามรวมเข้ากับเนตรมารเพลิงทมิฬดวงนั้น
ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง เหอผิงกลับชิงพุ่งเข้ามาสังหารเสียก่อน
‘คิดจะใช้วิชามารนอกรีต ฝืนบรรลุมรรคาเพื่อกระตุ้นให้เกิดรูปลักษณ์วิปริตงั้นหรือ?’
จิตใต้สำนึกอันเย็นยะเยือกเสียดแทงกระดูกของเขาถูกส่งผ่านห้วงมิติ แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน ประทับถ้อยคำไม่กี่คำลงในหัวของสั่วถูหล่าอย่างเย็นชา
‘ฝันไปเถอะ!’
ตูม!
ฝ่ามือของเหอผิงตบลงมา ทะลวงแสงวิญญาณคุ้มกายอย่างดุดัน ใจกลางฝ่ามือกดลงบนกระหม่อมของสั่วถูหล่า ในชั่วพริบตา เมล็ดพันธุ์มารก็กลายเป็นเจตจำนงอันชั่วร้ายพุ่งทะลวงเข้าสู่สมองของเขาอย่างรุนแรง ราวกับเข็มเหล็กนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าไปในกะโหลกศีรษะ ปั่นป่วนจิตสำนึกของเขาจนแตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ไม่อาจรวมตัวเป็นความคิดที่สมบูรณ์ได้อีกต่อไป
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”
เหอผิงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ถอยฉากออกไปด้านหลังดุจสายฟ้าฟาด พลังชีวิตของชายชราผู้นี้ถูกตัดขาดลงทันที เนตรมารเพลิงทมิฬส่งเสียงร้องจิ๊บๆ ทะลวงกะโหลกศีรษะออกมา กลายเป็นกลุ่มเพลิงทมิฬพุ่งทะยานขึ้นฟ้า ก่อตัวเป็นเทพมารที่มีหัวเป็นอีกา มีหกแขน ท่อนบนเปลือยเปล่า ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านเจตจำนงที่บิดเบี้ยวและชั่วร้าย
เพียงแต่ ภาพอันน่าประหลาดนี้คงอยู่เพียงชั่วพริบตาเดียว เงาร่างดุจเทพมารหัวอีกาก็สลายไปอย่างรวดเร็วราวกับควัน กลับคืนสู่ความว่างเปล่าอีกครั้ง
“จิตวิญญาณของยอดฝีมือคนที่สองตกอยู่ในมือแล้ว! จิตวิญญาณของตาเฒ่าผู้นี้ช่างแข็งแกร่งเสียจริง จิตวิญญาณยังผ่านการหล่อหลอมนับร้อยครั้ง ควบแน่นอย่างยิ่ง เมื่อวิชาลับมารฝันร้ายแปดเป็นแปดตายของข้าได้ความช่วยเหลือนี้ การบำเพ็ญเพียรย่อมได้ประโยชน์อย่างมหาศาล!”
ในพริบตาที่เหอผิงขว้างลูกระเบิดอัสนีหมุนวนแม่ลูกออกไป ทุกคนล้วนถูกอานุภาพของการระเบิดทำให้ใจสั่นสะท้าน ในตอนที่เขาสังหารสั่วถูหล่า ซุนหยวนกง ประมุขตระกูลซุนผู้นี้ก็รู้สึกเย็นวาบที่กระดูกสันหลัง ราวกับถูกน้ำแข็งราดรด
ความรู้สึกเดียวของเขาในตอนนี้คือ สถานการณ์ย่ำแย่เกินเยียวยา เหอผิงเผยให้เห็นนิมิตที่ปิดผนึกปราณฟ้าดิน ปิดกั้นฟ้าดินทั้งสี่ทิศอันเป็นเอกลักษณ์ของยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา ซึ่งนั่นก็เป็นเรื่องที่ทำให้ผู้คนสิ้นหวังอยู่แล้ว สถานการณ์ต่อจากนี้ยิ่งตกเป็นรองอย่างเห็นได้ชัด
ราวกับมองเห็นจุดอ่อนในใจของเขา ทางฝั่งชือซินจื่อก็ฉวยโอกาสนี้ ใช้วิชาเพ่งเล็งทะลวงใจ ทะลวงหัวใจของซุนหยวนกง ซุนหยวนกงส่งเสียงร้องอย่างโศกเศร้า แล้วคิดจะเลียนแบบสั่วถูหล่าเพื่อตายตกไปตามกัน
แต่น่าเสียดายที่ชือซินจื่อตระหนักถึงจุดนี้ เขาจึงยิงกระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีออกไป ระเบิดทั้งจิตวิญญาณที่ยังไม่ทันออกจากร่างและกายเนื้อของซุนหยวนกงจนแหลกละเอียดไปพร้อมกันในทันที
‘ตอนนี้ข้าพอจะรู้แล้ว ว่าทำไมกองปราบมารถึงชอบใช้กระบอกกัมปนาทเก้าอัคคีและลูกระเบิดอัสนีหมุนวนแม่ลูกนัก ของสองสิ่งนี้ใช้รับมือกับรูปลักษณ์วิปริตที่คิดจะตายตกไปตามกันแบบนี้ได้สะดวกดีจริงๆ ไม่สนหรอกว่าเจ้าจะฝืนบรรลุมรรคาสำเร็จหรือไม่ จะดึงความวิปริตออกมาได้หรือเปล่า แค่ระเบิดให้ตายคาที่ก็พอแล้ว!’
เหอผิงกับชือซินจื่อสามารถเชื่อมต่อจิตวิญญาณกันได้ตลอดเวลา ย่อมรับรู้สถานการณ์ของอีกฝั่งได้ มุมปากของเขาปรากฏรอยยิ้ม ร่างทะยานพุ่งเข้าใส่ หมาป่าสมุทรเฮ่อโม่เหิงเป็นฝ่ายเปิดฉากโจมตีก่อน
“พุ่งมาได้ดี!”
จิตวิญญาณการต่อสู้ของเฮ่อโม่เหิงนั้นน่าทึ่งยิ่งนัก การลงมือของเหอผิงตลอดทางนี้ราวกับทำลายล้างทุกสิ่ง เริ่มจากการใช้ลูกระเบิดอัสนีหมุนวนแม่ลูกสร้างบาดแผลฉกรรจ์ให้กับต๋าปาเอ่อร์ จากนั้นก็ต่อสู้สังหารสั่วถูหล่า เป็นการบีบคั้นเข้ามาด้วยสภาวะที่ได้รับชัยชนะอย่างต่อเนื่องโดยสมบูรณ์
ทว่า คนผู้นี้เมื่อเผชิญกับสถานการณ์การต่อสู้ที่แทบจะสิ้นหวัง บนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้ม ไร้ซึ่งท่าทีท้อแท้แม้แต่น้อย พลังปราณรอบกายยิ่งแผ่ซ่านครอบคลุมฟ้าดิน มีสภาวะอันห้าวหาญราวกับว่าถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นใคร หมื่นคนก็มิอาจต้านทานได้
‘การได้ประมือกับยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคานั้นหาได้ยากยิ่ง ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ข้าก็จะขอยืมเจ้ามาเป็นหินลับมีดของข้า เฮ่อโม่เหิง เพื่อช่วยให้ข้าบรรลุมรรคาได้ในรวดเดียว!!’
คำพูดประโยคนี้เขาไม่ได้เปิดปากพูดออกมา แต่เป็นคลื่นความคิดที่ส่งผ่านมิติด้วยสัมผัสวิญญาณ
เหอผิงได้ยินเช่นนี้ก็ขมวดคิ้ว
‘เจ้านี่ หรือคิดว่าตัวเองเป็นตัวเอกนิยายในเน็ต ยังจะมาเล่นลูกไม้ทะลวงขอบเขตกลางสมรภูมิกับข้าอีก... เพียงแต่ เขาก็อยู่ห่างจากการบรรลุมรรคาไม่ไกลแล้วจริงๆ! ข้าว่าเพื่อความปลอดภัย ข้าไม่ควรยั้งมือ สังหารเขาด้วยการโจมตีเต็มกำลังเลยดีกว่า!’
คนที่จะพูดจาไร้สาระแบบนี้ในนิยายแฟนตาซีบนเน็ต หากไม่มีชะตาตัวเอก มันก็ต้องหยิ่งผยองจนกู่ไม่กลับ การกระทำของหมาป่าสมุทรเฮ่อโม่เหิง ทำให้จิตสังหารในใจเหอผิงพุ่งสูงทันที!
“ตายซะ!”
เขาทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ราวกับสายฟ้าสีขาวที่พุ่งทะลวงผ่านห้วงมิติ พุ่งตรงไปยังหมาป่าสมุทรเฮ่อโม่เหิง
“เข้ามาเลย!”
ดวงตาทั้งสองของเฮ่อโม่เหิงสว่างจ้าดุจเพลิง ผ้าคลุมด้านหลังถูกปลดออกแล้วโยนขึ้นฟ้าอย่างแรง ทันทีที่ผ้าคลุมผืนนี้ปลิวออกมา มันก็กระแทกเข้าปะทะกับเสียงลมอันรุนแรง เสียงลมพัดกรรโชกหวีดหวิว ใบหน้าคนทั้งสิบที่ฝังอยู่บนผ้าคลุมนั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน
ในห้วงเวลานี้ เสียงร้องนั้นชวนให้ขนลุกชัน ร้องเสียจนทำให้หัวใจและอวัยวะภายในของผู้คนอดไม่ได้ที่จะหดรัดตัว ในอากาศยังมีปราณสีดำที่บิดเบี้ยวโบยบินอยู่นับไม่ถ้วน ยิ่งมีเงาผีสางนับไม่ถ้วนราวกับจะดิ้นรนพุ่งออกมาจากผ้าคลุม
‘ผ้าคลุมอเวจี’ ผืนนี้มีที่มาไม่ธรรมดา ในเวลานี้เมื่อถูกเขากระตุ้นพลังลี้ลับภายในออกมา ผ้าคลุมก็ขยายใหญ่ขึ้นกลางอากาศอย่างฉับพลัน ราวกับจะใหญ่โตจนบดบังฟ้าดิน ในเวลาเดียวกัน เฮ่อโม่เหิงก็ทำท่าหลอกล่อ ร่างกายราวกับล่องหน ซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผ้าคลุมที่พลิ้วไหวราวกับธงผืนยักษ์ จิตสังหารเก็บงำไว้จนมิดชิด ราวกับเตรียมพร้อมสำหรับการโจมตีดุจสายฟ้าฟาด
‘กระบวนท่านี้ คือการที่ข้าผสานพลังตบะจาก ‘คัมภีร์จักรพรหม’ กระบวนท่าสังหารทั้งเก้าของเพลงดาบเก้าราชันย์ และผ้าคลุมอเวจีผืนนี้ของข้าเข้าด้วยกัน เป็นการโจมตีที่ข้าได้รู้แจ้งท่ามกลางวิกฤตเมื่อครู่ เป็นการโจมตีแบบเอาตัวเข้าแลก ข้ามีความรู้สึกว่า หากครั้งนี้ข้าสามารถรอดชีวิตไปได้ พลังตบะของข้าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ขอบเขตบรรลุมรรคาได้ในทันที!’
เฮ่อโม่เหิงราวกับเร้นกายเข้าไปในห้วงมิติ ในมือขวากำดาบทองแน่น แสงของใบดาบยิ่งทวีความเจิดจรัส มีแสงอันลึกลับสุดหยั่งคาดไหลเวียนอยู่บนคมดาบ
เฮ่อโม่เหิงกำลังรอคอยจังหวะ ขอเพียงเหอผิงลงมือ กระบวนท่าสังหารที่หลอมรวมเก้าดาบเป็นหนึ่งของเขาก็จะสำแดงออกไป ต่อให้เป็นนิมิตแห่งการบรรลุมรรคา เขาก็เชื่อมั่นว่าตนเองจะสามารถฟันให้ขาดได้!
‘ ‘มหาภัยสามตะวัน’! กายอมตะตะวันเขียว! จงเปิดออกให้ข้า!!!’
อีกด้านหนึ่ง เหอผิงก็ส่งกระแสความคิดหนึ่งเข้าไปในหัวของเขาเช่นกัน
‘แค่เจ้ายังคิดจะบรรลุมรรคา รอชาติหน้าเถอะ!’
ในวินาทีต่อมา ประกายแสงอันเจิดจ้าบาดตาก็เริ่มสาดส่อง เปลวเพลิงสีเขียวดั่งดวงตะวันแผดเผาพวยพุ่งออกมา พร้อมกับเสียงดังกัมปนาท พายุคลั่งก็โหมกระหน่ำอยู่โดยรอบ
“นี่... นี่มันอะไรกัน?”
ก่อนที่จิตสำนึกจะทันได้ตอบสนอง เจตจำนงของเฮ่อโม่เหิงก็ขาดสะบั้นลงอย่างถาวรในชั่วพริบตานั้นเอง