- หน้าแรก
- วิถีมารสู่เซียน เริ่มต้นด้วยการหลอมตนเองให้เป็นหุ่นเชิด
- บทที่ 153 ความสงสัย
บทที่ 153 ความสงสัย
บทที่ 153 ความสงสัย
ชือซินจื่อในฐานะหุ่นเชิดมนุษย์ เข้าใจเจตนาของเหอผิงในทันที เขาแยกตัวออกจากเงาใต้เท้า กลายเป็นเงาจางๆ ที่แทบมองไม่เห็น เคลื่อนตัวจากดาดฟ้าเรือไปยังอีกฟากหนึ่ง...
นี่คือความเร้นลับยากหยั่งถึงของวิชาเรียกเงา หลังจากฝึกฝนสำเร็จ จะสามารถใช้เงาเคลื่อนที่ไปตามพื้นผิวต่างๆ ได้ ชือซินจื่อได้เตรียมการหลบหนีตามคำสั่งของเขาแล้ว
“สมาคมการค้าซื่อไห่เป็นถึงขุมกำลังของผู้บำเพ็ญเพียร หากไม่จำเป็น ข้าก็ไม่อยากมีเรื่องบาดหมางกับพวกมัน!”
เหอผิงรู้ดีว่าสามสมาคมการค้าใหญ่มีอิทธิพลมหาศาลในแถบโพ้นทะเล เป็นทั้งเจ้าถิ่นและขั้วอำนาจยักษ์ใหญ่ เขาไม่ต้องการแกว่งเท้าหาเสี้ยนกับขุมกำลังที่แข็งแกร่งในโลกผู้บำเพ็ญเพียรเช่นนี้
“ด้วยรากฐานของสมาคมการค้าซื่อไห่ ย่อมไม่ขาดแคลนยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา พลังของข้าในตอนนี้ยังไม่เพียงพอที่จะรับมือกับผู้บรรลุมรรคาอย่างแท้จริง หากต้านทานเพียงเล็กน้อยคงไม่มีปัญหา แต่ถ้าต้องสู้กันจริงๆ ก็ต้องหนีอยู่ดี…”
ช้าก่อน... จู่ๆ หัวใจของเหอผิงก็กระตุกวูบ ราวกับมีเมฆดำทมึนพัดผ่าน เขาพลันรู้สึกตัว สังเกตเห็นว่าแสงสว่างรอบด้านมืดมนลงหลายส่วน
เขาจึงเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ที่เคยสาดแสงร้อนแรงก่อนหน้านี้อันตรธานหายไป ถูกแทนที่ด้วยเมฆดำผืนใหญ่
“...ไม่ถูกต้อง เมฆดำนี้มาอย่างมีเงื่อนงำเกินไป”
เขากวาดสายตามองท้องฟ้า รู้สึกว่าการมาเยือนของเมฆดำกลุ่มนี้ดูแปลกประหลาด ขณะเดียวกัน บนดาดฟ้าเรือ แขกที่ขึ้นเรือมาสองสามคนรวมถึงเถ้าแก่เรือก็เริ่มส่งเสียงเอะอะโวยวาย
คำพูดของชายชราตาบอด ทำให้เถ้าแก่เรือและเหล่าลูกเรือต่างรู้สึกว่าในบรรดาแขกที่ขึ้นเรือมากลุ่มนี้ จะต้องมีใครไปกระตุกหนวดเสือสมาคมการค้าซื่อไห่อย่างแน่นอน ถึงได้ชักนำภัยพิบัติใหญ่หลวงมาเช่นนี้
พวกเขาก็แค่คนเดินเรือที่หาเช้ากินค่ำกลางทะเล ใครเล่าจะกล้าล่วงเกินขั้วอำนาจใหญ่อย่างสมาคมการค้าซื่อไห่
“ผู้คุมกฎ สังกัดหอธงเหล็กของสมาคมการค้าซื่อไห่ นั่นคือกลุ่มดาวมฤตยูที่สมาคมการค้าตั้งขึ้นมาเพื่อจัดการกับศัตรูภายนอกโดยเฉพาะ กลุ่มคนที่รับตำแหน่งผู้คุมกฎแห่งหอธงเหล็ก ในท้องทะเลก็คือยมทูตพรากวิญญาณ มารร้ายคร่าชีวิต ใครจะกล้าไปล่วงเกินนายท่านเหล่านี้กัน!”
“พวกเราชักธงเป่าชางหงขึ้นแล้วก็จริง แต่ฝั่งตรงข้ามคือสมาคมการค้าซื่อไห่ พวกเขาไม่เห็นสมาคมการค้าเล็กๆ อย่างพวกเราอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ เฮอะ สมาคมการค้าซื่อไห่ มังกรผงาดสี่สมุทร พวกเขาคือจักรพรรดิแห่งท้องทะเลทั้งสี่…”
เถ้าแก่เรือร่างอ้วนเหงื่อเย็นไหลแตกพลั่ก เขาสามารถอ่านสัญญาณธงของฝั่งตรงข้ามออก เรือรบลำใหญ่เจ็ดลำที่อยู่ด้านหน้าสุดส่งสัญญาณธง คล้ายกับสั่งให้เรือของเขาเปิดทางรับการตรวจค้นจากสมาคมการค้าซื่อไห่ กลางทะเลเช่นนี้ย่อมไม่สามารถทอดสมอจอดได้ ฝ่ายนั้นจะส่งเรือเล็กมาก่อน ใช้โซ่เหล็กเกี่ยวเรือไว้ จากนั้นจึงส่งคนขึ้นมาบนเรือ
“เรียนแขกผู้มีเกียรติทุกท่าน เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้แล้ว เป่าชางหงก็ไม่มีทางเลือก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอให้ทุกท่านโปรดเห็นใจกันด้วย พวกเราเป็นเพียงกิจการเล็กๆ ไม่อาจล่วงเกินสมาคมการค้าซื่อไห่ได้ เมื่ออยู่กลางทะเลก็ทำได้เพียงปฏิบัติตามกฎของพวกเขาเท่านั้น!”
เถ้าแก่เรือปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผาก เอ่ยเกลี้ยกล่อมด้วยน้ำเสียงจนปัญญา
“เถ้าแก่ ท่านต้องคิดให้ดี สมาคมการค้าซื่อไห่ถึงกับส่งผู้คุมกฎของหอธงเหล็กออกมา มาด้วยท่าทีดุดันเช่นนี้ ข้าว่าพวกเราควรรีบหนีกันเถอะ!”
ในบรรดาแขก ชายหนุ่มจากคู่ชายหญิงที่มีนามว่าฉางซื่อหง พลันเอ่ยขึ้น “การเดินเรือกลางทะเลหลักๆ ต้องดูทิศทางลม เรือของท่านแล่นทวนลมอยู่ ตอนนี้เพียงแค่หันหัวเรือ ทิ้งสินค้าไป ท่านก็สามารถหลุดพ้นจากการไล่ล่าของกองเรือได้อย่างง่ายดาย เรือของพวกมันมีเยอะแถมยังลำใหญ่อีก…”
“ถูกต้อง”
สตรีผู้นั้นก็เอ่ยสนับสนุนขึ้นในเวลานี้ “ผู้คุมกฎของหอธงเหล็กเป็นตัวอันตรายระดับไหน คนพวกนี้ฆ่าคนไม่เคยกะพริบตา... หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น ใครจะรับประกันได้ ชีวิตของพวกเราสำคัญที่สุด ตอนนี้รีบหนียังทัน!”
นางกับฉางซื่อหงนั้นมีความผิดติดตัวจึงหวาดระแวง ทั้งสองหนีรอนแรมมาทางทะเลเพื่อลี้ภัย ตอนนี้ในใจกระวนกระวายยิ่งนัก สองคนนี้ไม่มีทางยอมให้เรือลำนี้รับการตรวจค้นจากอีกฝ่ายเด็ดขาด หากอีกฝ่ายมุ่งเป้ามาที่พวกเขาสองคนจริงๆ พวกเขาจะไม่ตายหยั่งเขียดหรอกหรือ
“สายไปแล้ว!”
เถ้าแก่เรือส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอย่างเชื่องช้า “เมื่อเผชิญหน้ากับสมาคมการค้าซื่อไห่ ต่อให้หนีรอดไปได้ชั่วคราวกลางทะเล แต่จะหนีพ้นไปได้ตลอดรอดฝั่งเชียวหรือ? เฮ้อ แขกทุกท่านอย่ามัวยืนตากลมทะเลอยู่ตรงนี้เลย ข้าว่าพวกท่านกลับไปที่ห้องพักก่อนจะดีกว่า”
เขาลอบส่งสัญญาณให้ลูกเรือที่อยู่ด้านข้าง สั่งให้ลูกเรือคอยจับตาดูแขกกลุ่มนี้เอาไว้ หากสิ่งที่ชายชราตาบอดพูดเป็นความจริง เช่นนั้นในหมู่แขกบนเรือลำนี้จะต้องมีใครคนใดคนหนึ่งถูกสมาคมการค้าซื่อไห่หมายหัวเอาไว้แน่ และบางทีคนที่ถูกหมายหัวอาจไม่ได้มีแค่คนเดียว
“ต้องให้คนพวกนี้กลับเข้าห้องพักไปอย่างว่าง่าย หากพวกเขาสร้างความวุ่นวายขึ้นมา มันจะกลายเป็นเรื่องยุ่งยากแน่!”
เถ้าแก่เรือย่อมไม่ต้องการล่วงเกินสมาคมการค้าซื่อไห่ที่กำลังบุกมาอย่างดุดัน เขาตบมือคราหนึ่ง ลูกเรือที่ถือดาบก็พากันตีวงล้อมเข้ามาจากทุกทิศทางด้วยสายตาวาวโรจน์ เหล่าลูกเรือเองก็รู้ถึงความร้ายกาจ พวกเขากระชับดาบในมือ ก้าวเข้าไปใกล้แขกเหล่านี้อย่างเงียบเชียบ
ฟิ้ว!
ทว่าในเวลานั้นเอง สายลมเย็นเยียบพัดม้วนเอาแสงกระบี่สีเงินสองสายพุ่งทะยานเข้ามา ทันทีที่แสงกระบี่เหินฟ้า มันก็ร่วงหล่นลงกลางวงลูกเรือที่รวมตัวกันอยู่ ในพริบตา โลหิตหลายสายก็สาดกระเซ็น ศีรษะหลายหัวถูกตัดร่วงหล่นลงกับพื้น ลูกเรือเจ็ดแปดคนที่ไร้ศีรษะมีเลือดพุ่งกระฉูดจากลำคอ ร่างล้มกลิ้งชักกระตุกอยู่บนพื้น
“กระบี่บิน?”
ฉางซื่อหงและสตรีข้างกายต่างมีสีหน้าหวาดผวา พวกเขาหันไปมองอีกด้าน ก็เห็นชายหนุ่มสองคนที่มีหน้าตาพิมพ์เดียวกันดั่งฝาแฝด ก้าวเท้าออกมาข้างหน้าพร้อมกัน
“หนวกหูไม่รู้จักจบจักสิ้น น่ารำคาญเสียจริง”
“รีบแล่นเรือออกไปเร็วเข้า มิฉะนั้นสองพี่น้องอย่างพวกข้าจะเริ่มเปิดฉากสังหารแล้ว!”
ชายสองคนนี้มีใบหน้าคล้ายคลึงกัน ลึกเข้าไปในดวงตาเผยให้เห็นจิตสังหารอันเย็นเยียบ กระบี่บินสองเล่มบินวนเวียนอยู่กลางอากาศไม่หยุด
“กระบี่บิน ท่านเซียน!”
“ไว้ชีวิตด้วย! ได้โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วย!”
พอกลุ่มลูกเรือเห็นกระบี่บิน พวกเขาก็ตกใจจนหน้าถอดสี รีบคุกเข่าลงบนดาดฟ้าเรือ โขกศีรษะขอร้องอ้อนวอนไม่หยุด
“ทะ… ท่านเซียน?”
เถ้าแก่เรือรู้สึกเพียงริมฝีปากแห้งผาก เหงื่อกาฬไหลรินจากหน้าผาก ดวงตาเรียวเล็กเบิกโพลง แววตาเต็มไปด้วยความคับแค้นและหวาดกลัว ขมับสองข้างเต้นตุบๆ อย่างรวดเร็ว ใบหน้าสีเหลืองซีดเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ
ริมฝีปากของเถ้าแก่ร่างอ้วนขยับไปมา สุดท้ายก็เม้มแน่น เขาตระหนักถึงความร้ายกาจนี้ดี ไม่สิ ต้องบอกว่าสภาพแวดล้อมในดินแดนโพ้นทะเลนั้นแตกต่างจากภายในอาณาจักรต้าโหยวอย่างสิ้นเชิง แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็ยังรู้ซึ้งถึงวิธีการอันโหดเหี้ยมของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียร
อีกทั้งผู้บำเพ็ญเพียรในดินแดนโพ้นทะเลไม่ได้เก็บงำประกายเหมือนในอาณาจักรต้าโหยว การใช้วิชาเต๋าเข่นฆ่าผู้คนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาสามัญ ลูกเรือบนเรือเองก็รู้ซึ้งถึงความน่ากลัวนี้ดี เมื่อเห็นกระบี่บินสองเล่มร่อนวนอยู่กลางอากาศ พวกเขาจึงรีบคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนทันที
“เลิกพูดจาไร้สาระกับข้าได้แล้ว ยังไม่รีบกางใบเรือหันหัวเรืออีก หรือคิดว่าตัวเองมีชีวิตยืนยาวเกินไปแล้ว!”
หนึ่งในนั้นตะคอกเสียงดังลั่น ลูกเรือในที่นั้นรีบหันหลังกลับ เตรียมตัวหันหัวเรือ อาศัยกระแสลมที่พัดตามลม เพื่อตีตัวออกห่างจากกองเรือที่กำลังแล่นตรงมาทางนี้
แขกสองสามคนบนดาดฟ้าเรือต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก สีหน้าที่มองคู่พี่น้องฝาแฝดนี้ก็เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพรั่นพรึง
ทุกคนต่างคิดในใจ ว่าหรือผู้ที่ถูกสมาคมการค้าซื่อไห่หมายหัว จะเป็นพี่น้องคู่นี้กันแน่
“อะแฮ่ม”
หนึ่งในพี่น้องกระแอมเบาๆ สองสามครั้ง ก่อนเอ่ยกับเถ้าแก่เรือด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เถ้าแก่ไม่ต้องตกใจ พวกข้าสองพี่น้องมาจากป้อมปราการต้าจุนแห่งโขดหินวารีทมิฬ หมู่นี้เพิ่งทำงานใหญ่สำเร็จ พวกข้าจึงอยากออกทะเลมาหลบหลีกเรื่องราวสักพัก ตอนนี้ต้องขอยืมเรือของท่านใช้สักหน่อย!”
“หรือว่าสองพี่น้องท่านนี่คือ สองพยัคฆ์ตระกูลลู่แห่งป้อมปราการต้าจุน อย่าบอกนะว่าสมาคมการค้าซื่อไห่มาเพราะพวกท่านทั้งสอง…”
บัณฑิตวัยกลางคนหุบพัดลงดังพึ่บ นัยน์ตาทั้งสองทอประกายลึกล้ำ ราวกับไฟผีสีเขียวมรกต สายตาอันเฉียบคมจ้องมองตรงไปยังสองพี่น้องคู่นั้น
สองพี่น้องสบตากัน มองเห็นเบาะแสบางอย่าง พวกเขาจึงประสานมือคารวะบัณฑิตวัยกลางคน
“ถูกต้อง พวกข้าแซ่ลู่จริงๆ ดูท่าสหายท่านนี้ก็น่าจะเป็นคนในโลกผู้บำเพ็ญเพียรเช่นกัน แต่มีเรื่องหนึ่งที่ท่านเข้าใจผิดไปแล้ว…”
“สมาคมการค้าซื่อไห่ไม่ได้มีความแค้นเคืองใดกับพวกข้า” พี่น้องอีกคนเริ่มอธิบาย
“สำหรับสถานการณ์ในรอบนี้ พวกข้าสองพี่น้องกล้าฟันธงเลยว่า ผู้คุมกฎของหอธงเหล็กไม่ได้มุ่งเป้ามาที่พวกข้า สมาคมการค้าซื่อไห่ไม่มีทางรู้ด้วยซ้ำว่าพวกข้าสองพี่น้องจะออกทะเล ทว่าพวกข้าก็ไม่อยากจะไปพัวพันกับคนของสมาคมการค้าซื่อไห่เช่นกัน”
อีกคนที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยปากอย่างไม่ช้าไม่เร็ว
“หากสมาคมการค้าซื่อไห่ต้องการขึ้นเรือมาตรวจค้น คงหนีไม่พ้นต้องเกิดความวุ่นวาย พวกข้าสองพี่น้องเพิ่งไปทำงานใหญ่ที่มณฑลตงหลีมา จะยอมให้คนของหอธงเหล็กขึ้นมาค้นได้อย่างไรกัน ในใต้หล้านี้ย่อมไม่มีเหตุผลเช่นนี้แน่”
“หากเป็นอย่างที่พวกท่านว่า หอธงเหล็กไม่ได้มุ่งเป้ามาที่พวกท่านสองคน เช่นนั้นพวกเขามีแผนการอะไรกันแน่?”
บัณฑิตวัยกลางคนดูเหมือนจะไม่เกรงกลัวแสงกระบี่ทั้งสองที่บินวนอยู่ นัยน์ตาลึกล้ำดุจหมาป่าเผยจิตสังหารออกมาอย่างชัดเจน แฝงเจตนาคาดคั้นผู้บำเพ็ญเพียรทั้งสองคนนี้อยู่นัยๆ
“เรื่องนั้นพวกข้าสองพี่น้องก็ไม่ทราบชัด”
หนึ่งในนั้นส่ายหน้า เพียงส่งเสียงหัวเราะหยันสองครั้ง
“ไม่แน่ว่าบนเรืออาจจะมีปลาตัวใหญ่กว่าซ่อนอยู่ สหายเอ๋ย แทนที่ท่านจะมาสงสัยพวกข้า มิสู้ลองไตร่ตรองดูให้ดีเถิด ว่าที่นี่ใครน่าสงสัยที่สุด”
บัณฑิตวัยกลางคนได้ยินเช่นนั้น เขาก็หันกลับไปมองผู้คนทั้งหมดในที่นั้น สายตาราวกับมีดแหลมคมพุ่งตรงไปที่ทุกคน ผู้คนต่างคล้ายถูกสายตาของเขากดดัน ต่างถอยหลังไปก้าวหนึ่งโดยสัญชาตญาณ
“ช่างเถอะ”
บัณฑิตวัยกลางคนส่ายหน้า
“ที่สองพี่น้องพูดก็ถูก หอธงเหล็กไม่ใช่พวกใจบุญสุนทาน แผนการตอนนี้คือต้องหนีออกไปให้ได้ก่อนค่อยว่ากัน…”
พรึ่บ! พัดของเขาโบกสะบัดหนึ่งครา ในอากาศคล้ายเกิดพายุหมุนรุนแรง เรือใหญ่ทั้งลำเกิดเสียงดังลั่นเอี๊ยดอ๊าด ราวกับมีกระแสลมรุนแรงหมุนวนรอบตัวเรือ ขับไล่น้ำทะเลให้แหวกออกไป เพื่อเร่งความเร็วในการหลบหนี
ฟู่ว!
บัณฑิตวัยกลางคนระบายลมหายใจออกมาเล็กน้อย สีเลือดบนใบหน้าลดลงไปหลายส่วน
“วิชาวายุวนของข้ายังฝึกฝนไม่ถึงขั้น แต่ก็สามารถทำให้เรือลำนี้เร่งความเร็วขึ้นหลายเท่าในช่วงเวลาครึ่งถ้วยชา หวังว่าการอาศัยแรงลมนี้จะช่วยให้สลัดผู้ติดตามด้านหลังพ้น!”
ทุกคนต่างตกตะลึงกับวิชาของเขา โดยเฉพาะคู่หนุ่มสาวคู่นั้น รูม่านตาของฉางซื่อหงสั่นไหวอย่างรุนแรง เขารู้แล้วว่าบัณฑิตวัยกลางคนผู้นี้คือผู้บำเพ็ญเพียรที่ร้ายกาจมาก
“ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายกันแน่... ดูเหมือนว่าคนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียร เพียงแต่ในหมู่พวกเขามีคนหนึ่งที่ปิดบังตัวตนเอาไว้ และเป็นเป้าหมายที่ถูกสมาคมการค้าซื่อไห่หมายหัว!”
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สายตาของฉางซื่อหงก็เลื่อนไปจับจ้องที่บัณฑิตวัยกลางคน
“ตามที่ข้าเห็น คนผู้นี้แหละน่าสงสัยที่สุด เขาดูเหมือนไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องทางโลก แล้วเหตุใดต้องยื่นมือช่วยเรือลำนี้ให้พ้นภัย จากคำพูดของเขาเมื่อครู่ ไม่แน่ว่าผู้บำเพ็ญเพียรที่สมาคมการค้าซื่อไห่ต้องการจับกุม ก็คือคนผู้นี้นี่แหละ!”