- หน้าแรก
- ทุกอาชีพของผม พรสวรรค์เป็นระดับพระเจ้าทั้งหมดเลยหรือ
- บทที่ 05 - การร่ายเวทเกินขีดจำกัด
บทที่ 05 - การร่ายเวทเกินขีดจำกัด
บทที่ 05 - การร่ายเวทเกินขีดจำกัด
บทที่ 05 - การร่ายเวทเกินขีดจำกัด
༺༻
ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาพลบค่ำแล้ว
สัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนเล็กน้อย ลู่ชางผุดลุกขึ้นมาทันที
มองไปรอบๆ
ก็พบว่าตนเองนั่งอยู่ในห้องโดยสารรถม้าที่กว้างขวาง
อิซ คูมิโรนี ชื่อเฉิง และมนุษย์หินล้วนอยู่ที่นี่
เมื่อเห็นลู่ชางลุกขึ้นนั่ง อิซก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม: "เจ้าใช้เวทเกินขีดจำกัดจนสลบไปน่ะ"
"พรสวรรค์ทางเวทมนตร์ของเจ้าดีมาก แต่เจ้าเพิ่งจะผ่านการเปลี่ยนอาชีพ ต่อให้พรสวรรค์จะสูงแค่ไหน ปริมาณมานาโดยรวมก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่อยู่ดี"
"ในสภาวะที่มานาแห้งเหือด เจ้ายังสามารถร่ายเวทได้อีกสองครั้ง"
"ดูเหมือนความเข้ากันได้ของเจ้ากับธาตุและมานาจะยอดเยี่ยมทีเดียว"
มานาแห้งเหือด?
ลู่ชางย้อนนึกถึงภาพสุดท้ายก่อนจะหมดสติไป
ตนเองร่ายเวทอสนีบาตไปเรื่อยๆ เพราะไม่จำเป็นต้องร่ายบทสวด ดังนั้นการร่ายจึงเป็นไปอย่างไม่ยั้งมือ
ไม่ได้สังเกตเรื่องปัญหามานาเลยสักนิด
จะว่าไป ตอนที่ร่ายสองครั้งสุดท้าย ดูเหมือนจะรู้สึกว่าร่างกายมันว่างเปล่าจริงๆ นั่นแหละ
แต่เพราะการร่ายมันลื่นไหลมาก เวทมนตร์จึงถูกปล่อยออกไปตามความคุ้นชิน และมันก็ยังปล่อยออกไปได้
เลยไม่ได้เฉลียวใจถึงเรื่องนี้เลย
เพราะโดยปกติแล้ว ถ้ามานาหมดก็น่าจะร่ายเวทไม่ได้สิ
อิซเสริมต่อว่า: "การร่ายเวทในขณะที่ไม่มีมานา จะส่งผลเสียต่อร่างกายไม่น้อย ถ้าอาการหนักอาจถึงตายได้เลยนะ"
"แต่ยังดีที่พวกเรามีคูมิโรนี เพราะงั้นจึงไม่มีปัญหา"
"ข้ายังช่วยเติมมานาให้เจ้าทันเวลาด้วย เจ้าจึงไม่เป็นไร"
ฮะ... ถึงตายเลยเหรอ?
คุณน่าจะบอกผมให้เร็วกว่านี้หน่อยนะครับ ลู่ชางอดไม่ได้ที่จะบ่นอยู่ในใจ
"อาจารย์... ถ้าผมเกิดตายขึ้นมาจริงๆ ล่ะ"
เมื่อได้ยินความกังวลของลู่ชาง อิซก็หัวเราะลั่น: "มีคูมิโรนีอยู่ เจ้าอยากจะตายยังทำได้ยากเลยล่ะ"
"อีกอย่าง การได้สัมผัสความรู้สึกของการร่ายเวทเกินขีดจำกัดสักครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแย่นะ ถือเป็นบทเรียนบังคับบนเส้นทางนักเวท"
ลู่ชางมองไปที่คูมิโรนี
ใบหน้าของคูมิโรนียังคงเป็นรอยยิ้มที่ดูสง่างามและเยือกเย็น
คูมิโรนี นางเก่งขนาดนั้นเลยเหรอ?
ในใจของลู่ชางเกิดความคิดที่จะลองใช้เวทอสนีบาตฟาดตัวเองดู แต่ความคิดนั้นก็แวบขึ้นมาเพียงแวบเดียวแล้วก็ถูกกำจัดทิ้งไปทันที
คูมิโรนีเผยยิ้ม: "ตอนนี้ร่างกายรู้สึกเป็นยังไงบ้าง?"
เมื่อได้ยินคำถามของคูมิโรนี ลู่ชางจึงลองขยับร่างกายดู
ความรู้สึกหลังฟื้นตัวค่อนข้างดี ไม่ได้มีความรู้สึกว่าร่างกายถูกสูบพลังจนเกลี้ยง
ในทางตรงกันข้ามเสียอีก
ทั่วทั้งร่างกายกลับรู้สึกสบายแบบสุดๆ ราวกับว่าเพิ่งจะได้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม
"รู้สึกดีมากเลยครับ"
คูมิโรนี: "งั้นก็ดีแล้วจ้ะ"
ลู่ชางมองไปรอบๆ นี่คือห้องโดยสารรถม้าที่หรูหราพอสมควร มีเบาะหนังที่หรูหรา พื้นที่กว้างขวางและสว่างไสว
ลู่ชางเอ่ยปากถามอีกครั้ง: "จริงด้วย ตอนนี้พวกเราอยู่ที่ไหนกันครับ?"
คนที่ตอบคือชื่อเฉิงที่กำลังเช็ดดาบอยู่ข้างๆ: "อยู่บนทางไปเมืองเรนน์น่ะ เป็นเมืองที่ใกล้ที่นี่ที่สุดแล้ว"
"ใกล้จะถึงแล้วล่ะ"
แรงสั่นสะเทือนเบาบางมาก
ลู่ชางมองออกไปนอกหน้าต่าง เห็นดวงตะวันสีแดงฉานกำลังตกลงสู่ทิวเขาทางทิศตะวันตก รอบข้างเป็นทุ่งราบอันกว้างขวาง
พอมองไปข้างหน้า ก็เริ่มเห็นแสงไฟรำไร
รถคันนี้กำลังแล่นอยู่บนถนนสายใหญ่ที่ค่อนข้างกว้างขวาง
ถึงจะไม่ใช่ถนนเรียบๆ แบบคอนกรีต แต่มันก็ถือว่าราบเรียบใช้ได้
ลู่ชางหันกลับมามองในรถ
แล้วมองไปที่ชื่อเฉิง
จะว่าไป ดาบของเขานี่ใหญ่จนน่าตกใจจริงๆ
ถ้าไม่ใช่ห้องโดยสารที่กว้างขวางและสว่างไสวแบบนี้ คงใส่ดาบยักษ์ของเขาไม่ลงแน่ๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของลู่ชางอีกครั้ง ชื่อเฉิงก็ฉีกยิ้มกว้างให้ลู่ชาง
เอ่อ... ยิ้มซื่อๆ น่ะนะ
"ไอ้หนู"
"ดาบของข้าเท่ใช่ไหมล่ะ"
ลู่ชางนิ่งไปชั่วครู่ ไม่รู้ว่าทำไมจู่ๆ เขาถึงถามคำถามแบบนี้ แต่ก็ยังพยักหน้า: "ครับ เท่มาก"
มันเท่จริงๆ นั่นแหละ
ดาบยักษ์ลวดลายดำแดงที่ดูหนักและใหญ่โต มีรายละเอียดที่เข้มข้นมาก เห็นรอยลวดลายสีดำแดงบนตัวดาบจารึกภาพของสงครามเอาไว้
แค่เห็นดาบเล่มนี้ ก็สัมผัสได้ถึงพลังมหาศาลของผู้ใช้งานมันแล้ว
"ใช่ไหมล่ะ! นี่น่ะข้าอุตส่าห์ขอให้ช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในโลกตีให้ข้าเชียวนะ"
ช่างตีเหล็กที่เก่งที่สุดในโลกงั้นเหรอ?
...นั่นก็คงจะเก่งจริงๆ นั่นแหละ
ลู่ชางเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
"เริ่มสนใจอาชีพนักรบขึ้นมาแล้วล่ะสิ? อยากลองเปลี่ยนอาชีพที่สองเป็นนักรบดูไหม?"
ลู่ชางสนใจอาชีพนักรบจริงๆ นั่นแหละ อันที่จริง... ตามทฤษฎีแล้ว ยิ่งตนเองเปิดใช้งานอาชีพได้มากเท่าไหร่ พรสวรรค์ระดับเทพก็น่าจะยิ่งมากขึ้นเท่านั้นใช่ไหม
ลู่ชางมีความคิดที่จะหาอาชีพที่สองอยู่เหมือนกัน
แต่ในขณะที่ลู่ชางกำลังจะตอบนั้นเอง
คูมิโรนีกลับพูดขัดชื่อเฉิงขึ้นมา นางถอนหายใจและกล่าวว่า: "ชื่อเฉิง เขาเพิ่งจะเปลี่ยนอาชีพเป็นนักเวทนะ"
"อีกอย่างพรสวรรค์ทางเวทมนตร์ของลู่ชางก็ดีขนาดนี้ แถมยังมีอิซสอนเวทมนตร์ให้อีก การให้เขาเปลี่ยนอาชีพเป็นนักรบตอนนี้ มันจะเป็นการเสียพรสวรรค์ของเขาไปเปล่าๆ นะ"
ชื่อเฉิงเกาหัว: "เข้าใจแล้วๆ ล้อเล่นน่ะ"
เอาเถอะ
ดูเหมือนว่าตนเองไม่จำเป็นต้องเอ่ยปากแล้วล่ะ
และถ้าจะพูดออกมาว่าอยากเปลี่ยนอาชีพเป็นนักรบ ต่อหน้าอิซที่กำลังกระตือรือร้นอยากสอนเวทมนตร์ให้ตนเอง มันก็คงจะทำให้อิซเสียความรู้สึก
เหมือนกับการบอกครูคณิตศาสตร์ต่อหน้าว่าชอบเรียนภาษาไทยนั่นแหละ
ตามหลักแล้ว มาถึงโลกนี้ควรจะระมัดระวังและป้องกันตัวให้มากกว่านี้
แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องระแวงขนาดนั้น
ถ้าพวกเขาจะทำร้ายตนเอง ก็คงไม่ช่วยออกมาหรอก
ถึงแม้จะเป็นแค่การพาออกมาจากดันเจี้ยน
แต่กระบวนการออกจากดันเจี้ยนนั้นก็ค่อนข้างคดเคี้ยวพิลึก ที่นั่นมันเขาวงกตชัดๆ
ถ้าไม่มีอิซกับคูมิโรนีนำทาง ไม่รู้ว่าตนเองจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะหาทางออกเจอ
แถมตอนที่เพิ่งข้ามมิติมา สภาพร่างกายก็ไม่ค่อยดีนัก หากไม่มีคูมิโรนีเยียวยาล่ะก็ บางทีอาจจะตายอยู่ที่นั่นไปแล้วก็ได้
ดังนั้นสำหรับลู่ชาง คูมิโรนีและอิซจึงถือเป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตไปแล้ว
ความระแวงที่ยังหลงเหลืออยู่ในใจลู่ชางตอนนี้ ก็เป็นเพียงสัญชาตญาณการป้องกันตัวของผู้ที่เพิ่งข้ามมิติมาเท่านั้น จะให้ข้ามมิติมาวันเดียวแล้วไร้ความระแวงเลยก็คงเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม?
เสียงทุ้มต่ำของโอเบดัสดังขึ้น: "ถึงแล้ว"
รถหยุดลง
มนุษย์หินคนนี้ ที่แท้ก็พูดได้งั้นเหรอ
ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ มันเงียบมาตลอด ลู่ชางยังนึกว่ามันพูดไม่ได้เสียอีก
อิซเปิดประตูห้องโดยสาร
คูมิโรนีและคนอื่นๆ ทยอยกันลงจากรถ หลังจากลงรถแล้วลู่ชางถึงได้พบว่า
นี่คือรถที่ลากโดยสิ่งมีชีวิตสี่ตัวที่มีรูปร่างหน้าตาคล้ายแรด
จุดที่ต่างจากแรดทั่วไปคือ หัวและตัวของพวกมันมีเกล็ดที่หนาและแข็ง
คูมิโรนีวางมือบนหัวแรดและแนะนำให้ลู่ชางรู้จัก: "นี่คือแรดมังกร"
"แรดมังกรมีความทนทานสูงมาก ความเร็วในการวิ่งก็เร็วมากด้วยนะ อย่าเห็นว่ามันดูเทอะทะแบบนี้ อันที่จริงมันสามารถวิ่งบนภูเขาที่สูงชันเกือบ 90 องศาได้เลยล่ะ"
"ปกติเวลาแยกกันทำภารกิจ พวกมันก็เป็นพาหนะส่วนตัวของพวกเราแต่ละคนด้วย"
คูมิโรนีเผยยิ้มให้ลู่ชาง: "แต่ตอนนี้มีสมาชิกใหม่เพิ่มมา คงต้องหาพาหนะเพิ่มให้อีกตัวแล้วสิเนี่ย"
แรดมังกรน่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่หายาก ไม่เช่นนั้นคูมิโรนีคงไม่แนะนำให้ตนเองฟังแบบนี้
เสียงของคูมิโรนีมักจะอ่อนโยนเสมอ
ฟังจากคำพูดของนาง ลู่ชางรู้สึกว่านางยอมรับตนเองเป็นส่วนหนึ่งของทีมจริงๆ ไม่ใช่แค่เด็กที่เก็บได้ข้างทาง
สถานที่ที่ลงรถคือเมืองที่มีแสงไฟสว่างไสว ผู้คนไม่น้อยต่างพากันมองมาทางนี้
และไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ รอบตัวอิซพารัลต์ก็ถูกผู้คนห้อมล้อมเอาไว้
ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่มสาว ในมือยังถือตำราเวทมนตร์ ห้อมล้อมอิซพารัลต์และส่งเสียงจ็อกแจ็กถามคำถามที่ฟังไม่รู้เรื่อง
อิซหันมายิ้มเจื่อนๆ ให้ทางนี้ ทำท่า "ข้าไปเดี๋ยวเดียวก็กลับมา"
แล้วก็นำฝูงชนเดินเข้าสู่อาคารที่อยู่ข้างๆ ไป
คูมิโรนี: "อิซมักจะกระตือรือร้นในการตอบคำถามด้านเวทมนตร์ของคนอื่นเสมอ เพราะงั้นนักเวทมากมายจึงชอบมาขอคำปรึกษาจากเขา"
"เป็นที่นิยมมากใช่ไหมล่ะ"
༺༻