- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 48 HEAT
บทที่ 48 HEAT
บทที่ 48 HEAT
บทที่ 48 HEAT
"จักรวรรดิลูเซียอันยิ่งใหญ่? กรงขังอันเน่าเฟะและล้าหลังนั่น มันล่มสลายไปตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วล่ะ!"
น้ำเสียงของอันเดรแฝงความสะใจไว้เล็กน้อย ซึ่งหาได้ยากยิ่ง
"พวกปลิงดูดเลือดแห่งราชวงศ์โรมานอฟส่วนใหญ่ ถูกประชาชนที่เคียดแค้นส่งขึ้นตะแกง ได้รับจุดจบอย่างสาสมไปหมดแล้ว"
โมรินสะดุ้งในใจ
จักรวรรดิรัสเซีย ในโลกนี้ ล่มสลายไปตั้งแต่เมื่อปีก่อนแล้วหรือนี่ แถมฟังดูแล้ว จุดจบของราชวงศ์โรมานอฟก็ไม่ได้ดีไปกว่าโลกเดิมเลย
"แล้วลูเซียในตอนนี้..."
"ลูเซียในตอนนี้น่ะเหรอ?"
ศาสตราจารย์เคมีถอนหายใจ ก่อนจะพูดต่อ
"ลูเซียในตอนนี้ ก็เป็นแค่ขุมนรกที่เต็มไปด้วยไฟสงครามเท่านั้นแหละ"
"หลังจากราชวงศ์โรมานอฟล่มสลาย ทั้งประเทศก็แตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ แตกออกเป็นกลุ่มอำนาจน้อยใหญ่...เฮอะ! ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามีกี่กลุ่ม พวกเขาตีกันเองจนวุ่นวายไปหมด"
"มีทั้งกลุ่มอย่างพวกเรา ที่หวังจะสร้างรัฐคอมมิวนิสต์ มีกลุ่มกษัตริย์นิยมที่อยากฟื้นฟูระบอบซาร์ มีกลุ่มชนชาติต่างๆ ที่อยากแยกตัวเป็นอิสระเพื่อปกครองตนเอง และก็แน่นอนว่ายังมีบางพื้นที่ที่ถูกควบคุมโดยพวกขุนศึกนอกกฎหมาย..."
"แล้วในตอนนี้ กลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งที่สุดคือ?"
อันเดร "คือ ราชรัฐเผด็จการสูงสุดทั่วลูเซีย ที่ก่อตั้งโดยอดีตพลเรือเอกโคลชัคและขุนนางกลุ่มกษัตริย์นิยม...พวกเขาได้รับการสนับสนุนจากชาวบริทาเนีย มีอาวุธยุทโธปกรณ์ชั้นยอด กำลังทหารมหาศาล เป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดของพวกเรา"
เชี่ย กองทัพขาวนี่หว่า
ในระหว่างคำบอกเล่าของอันเดร ข้างหูโมรินก็มีเสียงแจ้งเตือนรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง และตัวเขาเองก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ของลูเซียในตอนนี้คร่าวๆ แล้ว
พูดง่ายๆ ก็คือ ได้เข้าสู่ แบทเทิลรอยัลฉบับรัสเซีย ที่มาเร็วกว่ากำหนดไปสิบกว่าปี...
ปัจจุบันกลุ่มขุนศึกสองกลุ่มที่แข็งแกร่งที่สุด ก่อตั้งโดยอดีตพลเรือเอกโคลชัคและอดีตนายพลกองทัพบกเดนิกิน
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกลุ่มอำนาจนี้ที่ได้รับการสนับสนุนจากบริทาเนีย ก็ยังคงพยายามที่จะกวาดล้างกลุ่มอื่นๆ ที่ขวางกั้นพวกเขาอยู่ เพื่อให้สามารถ 'บรรจบกำลัง' กันได้สำเร็จ
คุยมาถึงตรงนี้ โมรินก็นึกถึงบุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ไม่อาจมองข้ามไปได้
"แล้วอันเดร คุณเคยรู้บ้างไหม ว่าในลูเซียมีนักปฏิวัติชนชั้นกรรมาชีพที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งบ้างหรือเปล่า?"
"นักปฏิวัติ? นักปฏิวัติฝั่งพวกเรามีเยอะแยะไปหมด วันนี้โผล่มาคน พรุ่งนี้ก็โผล่มาอีกคน..."
"วลาดิเมียร์ อิลลิช อุลยานอฟ? คุณพอจะคุ้นชื่อนี้ไหม?"
"ไม่นะ..."
"แล้วเลนินล่ะ?"
"ก็ไม่เคยได้ยินเหมือนกัน คุณถามเรื่องนี้ทำไม?"
อันเดรมองโมรินด้วยความประหลาดใจ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมนายทหารยศร้อยตรีแห่งจักรวรรดิแซกซอนผู้นี้ จู่ๆ ถึงได้สนใจเรื่องของฝั่งลูเซียขึ้นมานักหนา
"ก็เมื่อกี้คุณบอกเองว่าอยากจะสร้างรัฐคอมมิวนิสต์ ผมเลยอยากรู้ว่าผู้นำของพวกคุณเป็นคนแบบไหนกันแน่"
"อ้อ คุณอยากรู้เรื่องนี้เองเหรอ? แหม ชาวแซกซอนอย่างคุณนี่ช่างใส่ใจเรื่องนี้จังเลยนะ"
อันเดรถึงบางอ้อ เขาหยุดไปชั่วครู่ ราวกับกำลังใช้ความคิด ก่อนจะพูดต่อ
"กลุ่มผู้นำรุ่นแรก ส่วนใหญ่ยอมพลีชีพไปในการปฏิวัติโค่นล้มราชวงศ์โรมานอฟกันหมดแล้ว เพราะการหักหลังของโคลชัคและการแทรกแซงของพรรคอนุรักษ์นิยมกษัตริย์ ผู้นำคนปัจจุบันชื่อ...เอ่อ เคเรนสกี"
"แต่เห็นได้ชัดเลยว่าหมอนี่ไม่ค่อยเก่งเรื่องการบริหารประเทศเท่าไหร่ ดังนั้นเศรษฐกิจ การผลิต อะไรเทือกนี้ของพวกเราในตอนนี้ ถึงได้เละเทะไปหมดไงล่ะ"
บทสนทนากับอันเดร ช่วยยกระดับการรวบรวมข้อมูลของระบบให้เพิ่มขึ้นไปถึง 23%
และก็ยิ่งทำให้โมรินรู้สึกสงสัยมากขึ้นเรื่อยๆ ว่าหากรวบรวมข้อมูลจนถึง 100% แล้วจะเกิดอะไรขึ้น...หรือว่าจะกลายเป็นผู้หยั่งรู้ทุกสรรพสิ่งไปเลย?
ในเวลาเดียวกัน แผนที่ระบบก็ได้รับการอัปเดตครั้งใหญ่ เมื่อย่อส่วนลง จะเห็นได้ว่าพื้นที่ฝั่งลูเซียหลายแห่งหลุดพ้นจากม่านหมอกสงคราม ทำให้โมรินมองเห็นกลุ่มอำนาจน้อยใหญ่จำนวนมาก
ส่วนโครงสร้างและระบบนิเวศน์การปฏิวัติของโลกนี้ ก็มีความซับซ้อนมากกว่าที่โมรินคาดไว้มาก
ผู้ชายที่โลกก่อนของเขาได้รับการขนานนามว่าเป็น 'อาจารย์' ดูเหมือนจะถูกตัดบทให้หายไปจากเวทีเร็วกว่ากำหนด
แม้ว่าราชวงศ์โรมานอฟจะล่มสลายไปแล้ว แต่รัฐสีแดงแห่งนั้นก็ยังไม่ถูกก่อตั้งขึ้นมา กลุ่มอำนาจเดียวที่ดูจะใกล้เคียงที่สุด กลับมีผู้นำคือเคเรนสกี...
ทั่วทั้งลูเซียกลายเป็นเละเทะเป็นโจ๊กไปแล้วภายใต้การแทรกแซงจากต่างชาติ ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน คงไม่มีฝ่ายใดสามารถยุติสงครามความวุ่นวายนี้ได้ในเร็ววันแน่
ด้วยเหตุนี้ อันเดรและพรรคพวกจึงเลือกที่จะ 'หาทางออกใหม่' หากการได้รับความช่วยเหลือจากแซกซอน จะสามารถช่วยฉุดรั้งให้พวกบริทาเนียต้องติดหล่มอยู่ในพื้นที่อื่นๆ หรือถึงขั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส
พวกเขาก็คงจะสามารถแบ่งเบาภาระและทรัพยากรที่บริทาเนียทุ่มเทให้กับฝั่งลูเซียไปได้บ้าง...
ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ราชอาณาจักรอารากอนเป็นเพียงสถานีหนึ่งในการเดินทางอันแสนยาวไกลของพวกเขาเท่านั้น
‘โลกนี้มันจะมืดมนเกินไปแล้ว นี่มันจักรวาล DC ชัดๆ?’
โมรินคิดในใจ พร้อมกับพยายามเลื่อนแผนที่ไปทางทิศตะวันออกที่คุ้นเคย แต่ผลลัพธ์คือ นอกจาก 'ม่านหมอกสงคราม' ที่ปกคลุมอย่างมิดชิดแล้ว ก็ยังมีข้อความเล็กๆ บรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นมาด้วย
[พื้นที่นี้เอาไว้มาสำรวจทีหลังเถอะ]
‘เชดดด…’
ในขณะที่โมรินกำลังพยายามย่อยข้อมูลเหล่านี้ จู่ๆ ช่างฝีมือคนหนึ่งก็ตะโกนขึ้นมาด้วยความตื่นเต้น
"เสร็จแล้ว! กรวยกลวงหล่อเสร็จแล้ว!"
สายตาของทุกคนถูกดึงดูดไปที่นั่นทันที
โมรินและอันเดรหยุดการสนทนา แล้วรีบสาวเท้าเดินเข้าไปหา
พวกเขาเห็นกรวยโลหะกลวงที่ทำจากทองแดง ซึ่งเย็นตัวลงแล้ว ถูกนำมาวางไว้ตรงหน้าทุกคน
พื้นผิวของมันอาจจะไม่ได้เรียบเนียนมากนัก แต่มุมของกรวยนั้นสมบูรณ์แบบ และข้อมูลตัวเลขทุกอย่างก็ตรงตามผลการคำนวณของโมรินและศาสตราจารย์เคมี
อีกด้านหนึ่ง ทหารปืนใหญ่ก็นำดินระเบิดสีเหลืองออกจากลูกปืนใหญ่กว่าสิบลูกจนหมด และนำมาจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยในลังไม้
ส่วนช่างฝีมืออีกคนที่เคยรับจ้างเป็นช่างทำนาฬิกา ก็นำชิ้นส่วนโลหะเล็กๆ ที่มีโครงสร้างสลับซับซ้อน ประกอบด้วยสปริงและเข็มแทงชนวนมาแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ทำงานเสร็จแล้วเช่นกัน
ชิ้นส่วนทั้งหมดพร้อมแล้ว
"เริ่มประกอบชิ้นส่วนทั้งหมด!" โมรินออกคำสั่งสุดท้าย
ขั้นตอนต่อไป ยิ่งต้องอาศัยทักษะและความกล้ามากขึ้นไปอีก
ทหารผ่านศึกปืนใหญ่ภายใต้การชี้แนะของโมริน ได้ติดตั้งชนวนกระแทกแบบควบคุมด้วยมือซึ่งมีโครงสร้างสลับซับซ้อนนั้น เข้าไปในส่วนที่ลึกที่สุดของปลอกกระสุนขนาด 105 มม. ก่อนเป็นอันดับแรก
จากนั้น พวกเขาก็เริ่มเติมผ้าที่ใช้สำหรับกั้นโลหะลงไปในปลอกกระสุนกลวง ก่อนจะเติมดินระเบิดลงไปใหม่
แต่คราวนี้พวกเขาไม่ได้เติมดินระเบิดจนเต็ม แต่เว้นช่องว่างที่คำนวณไว้อย่างแม่นยำไว้ที่ด้านหน้าของหัวกระสุน
ในที่สุด ก็มาถึงขั้นตอนสำคัญที่สุด
พวกเขานำกรวยทองแดงที่เย็นตัวสนิทแล้ว ติดตั้งเข้าไปในช่องว่างที่ส่วนหน้าของปลอกกระสุนอย่างระมัดระวัง โดยหันปลายกรวยเข้าด้านใน ให้หันเข้าหาดินระเบิดที่อยู่ก้นปลอกกระสุน
เมื่อชิ้นส่วนชิ้นสุดท้ายถูกติดตั้งจนแน่นหนา 'ลูกปืนใหญ่' รูปร่างประหลาด ดูพิลึกพิลั่น ก็ถือกำเนิดขึ้น
มันมีส่วนลำตัวที่ใหญ่เทอะทะเหมือนลูกปืนใหญ่ขนาด 105 มม. แต่ส่วนหัวกระสุนกลับมีลักษณะบุ๋มเข้าไปด้านในเหมือนกรวย
ส่วนปลายมีชนวนแบบกลไกกระแทก โดยมีโครงสร้างที่ยื่นออกมาถูกยึดไว้กับทวนทหารม้าที่ถูกตัดส่วนหัวออกหลายเล่มและมัดรวมกัน
โมรินเหลือบมองดูเวลา ตั้งแต่เริ่มจนจบ ใช้เวลาไปหนึ่งชั่วโมงสามสิบนาที
ซึ่งนี่ก็สอดคล้องกับภาพจำประสิทธิภาพการทำงานของทหารช่างเยอรมันในอีกโลกหนึ่ง ที่ใช้วิธีคล้ายคลึงกันซ่อมแซมปืนใหญ่ในสนามรบ...
ลุดวิกก้าวไปข้างหน้า มองดู 'อาวุธ' ที่เพิ่งเสร็จใหม่ๆ ด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่ว่าเขาจะมองยังไง ก็รู้สึกว่าของสิ่งนี้ดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจเอาเสียเลย
"โมริน นี่น่ะเหรอ 'ที่เปิดกระป๋อง' ที่นายว่า?"
"ใช่แล้ว" โมรินพยักหน้า "ถ้าจะเรียกให้ถูก ก็คือกระสุนเจาะเกราะพลังงานสะสม"
"กระสุนเจาะเกราะพลังงานสะสม...งั้นหมายความว่าต้องเอาของสิ่งนี้ยัดเข้าไปในลำกล้องปืนใหญ่ แล้วเล็งยิงเหมือนกระสุนลูกอื่นๆ งั้นสิ?"
ลุดวิกเอ่ยถามข้อสงสัยของตัวเอง พร้อมกับเดินวนรอบๆ สิ่งประดิษฐ์นี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นระคนระแวดระวัง
โมริน "ไม่ใช่ครับ ต้องให้อัศวินเกราะของคุณถือเจ้านี่ แล้วพุ่งเข้าไปจุดระเบิดในระยะประชิด ไม่งั้นคุณคิดว่าทำไมผมถึงได้ต่อด้ามไม้เอาไว้ข้างหลังกันล่ะ?"
"เดี๋ยวนะ..." ลุดวิกชะงักไปครู่หนึ่ง "เมื่อกี้นายไม่ได้บอกว่าเจ้านี่มันคือกระสุนอะไรสักอย่างหรอกเหรอ? แล้วทำไมถึงต้องเข้าไปจุดระเบิดด้วยตัวเองด้วยล่ะ?"
"เพราะตอนนี้ผมยังหาวิธีส่งที่เชื่อถือได้ไม่ได้น่ะสิ"
โมรินยักไหล่ ก่อนจะทำท่าเหมือน 'เพิ่งนึกขึ้นได้' พร้อมกับมองไปที่ลุดวิกด้วยสีหน้าตกตะลึง
"พระเจ้าช่วย! ท่านอัศวินแห่งทิวโทนิกผู้ยิ่งใหญ่ ท่านคงไม่ได้ตั้งใจจะให้ทหารราบใช้เลือดเนื้อของพวกเขาเป็นคนใช้เจ้านี่หรอกนะ?"
"หา? ฉันไม่ได้...ฉันไม่ได้หมายความแบบนั้น..."
"ท่านครับ แค่แรงกระแทกจากการระเบิดของดินปืนในสิ่งนี้ ก็สามารถทำให้พวกเขากระเด็นไปครึ่งค่อนชีวิตได้แล้วนะ นั่นมันเป็นการโจมตีพลีชีพชัดๆ ผมใจร้ายไม่ลงหรอกนะ"
"...โอเคๆๆ ให้พวกเราอัศวินเกราะเป็นคนใช้ก็แล้วกัน งั้นนายบอกวิธีใช้มา แล้วมาทดสอบกันดูสักตั้ง"
ในที่สุดลุดวิกก็ยกมือยอมแพ้ ก่อนจะรีบวิ่งไปอีกฝั่งหนึ่งอย่างคล่องแคล่ว แล้วปีนขึ้นไปบนเครื่องของตัวเอง หวังจะทำการทดสอบด้วยตัวเอง
ก่อนจะมุดเข้าไปในห้องนักบิน เขาโบกมือสั่งให้ผู้ติดตามอัศวินสองสามคนยกแผ่นเกราะหน้าอกที่หนาที่สุด ซึ่งถอดมาจากซากของอัศวินการ์เตอร์ที่ถูกทำลายมา
แผ่นเกราะถูกวางพิงไว้กับกำแพงที่พังทลายอย่างเอียงๆ ยังคงหลงเหลือลวดลายตราสัญลักษณ์อันประณีตและร่องรอยจากการต่อสู้
โมรินขยับเข้าไปดูใกล้ๆ เมื่อพิจารณาจากหน้าตัดแล้ว ความหนาของมันไม่น่าจะถึง 60-70 มิลลิเมตร อย่างมากก็น่าจะอยู่ที่ประมาณ 35-40 มิลลิเมตรเท่านั้น
นั่นหมายความว่า ด้วยกระบวนการผลิตแบบพิเศษและการร่ายเวทเสริมพลัง ก็สามารถทำให้เกราะแผ่นนี้มีพลังป้องกันเพิ่มขึ้นเกือบ 50%
"เวทมนตร์ส้นตีนนี่...มีของเหมือนกันแฮะ"
ในขณะที่โมรินกำลังเดาะลิ้นด้วยความทึ่ง ซีกฟรีดรุ่น 1 ของลุดวิกก็ก้าวเดินออกมาข้างหน้า
จากนั้นก็หยิบอาวุธที่โมรินเรียกว่า กระสุนเจาะเกราะพลังงานสะสมสำหรับการต่อสู้ระยะประชิด ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง
"แค่ปลดล็อกสลักนิรภัย แล้วกระแทกเข้าไปที่เป้าหมายก็พอใช่ไหม?"
เสียงของลุดวิกดังออกมาจากที่ไหนสักแห่งในตัวอัศวินเกราะ ฟังดูมีเสียงก้องกังวานเล็กน้อย
โมริน "ถูกต้องครับ เพื่อรับประกันว่ามันจะเจาะทะลุ ผมแนะนำให้รักษาระยะห่างระหว่างหัวกระสุนกับเป้าหมายไว้ที่ประมาณ 20 เซนติเมตร"
"ได้ ฉันเข้าใจแล้ว...ทุกคนถอยไป!"
ลุดวิกตะโกนเสียงดัง เมื่อเห็นว่าทุกคนถอยออกไปอยู่ในระยะที่ปลอดภัยแล้ว เขาก็เล็งหัวกระสุนเจาะเกราะพลังงานสะสมไปที่เป้าหมาย ราวกับกำลังยกหอกขึ้นเตรียมแทง
"ของสิ่งนี้...มันจะใช้ได้ผลจริงๆ เหรอ?"
ลุดวิกเต็มไปด้วยความแคลงใจ
ของสิ่งนี้ดูราวกับเป็นผลงานจากช่างฝีมือปลายแถวในโรงงานชนบทหลังจากที่เมามาย เต็มไปด้วยความดิบเถื่อนและความไม่แน่นอน
แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะเชื่อใจโมริน และจุดระเบิดกระสุนเจาะเกราะนี้อย่างไม่ลังเล