เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 44 ทุกคนต้องกลายเป็นยอดฝีมือการรบในเมือง

บทที่ 44 ทุกคนต้องกลายเป็นยอดฝีมือการรบในเมือง

บทที่ 44 ทุกคนต้องกลายเป็นยอดฝีมือการรบในเมือง


บทที่ 44 ทุกคนต้องกลายเป็นยอดฝีมือการรบในเมือง

เหล่านายทหารต่างพากันเงียบกริบ คำพูดของโมรินทำให้ทหารอาชีพอย่างพวกเขารับรู้ได้ถึงความโหดร้ายของการรบในเมืองแล้ว

อีกด้านหนึ่ง โมรินหันไปมองพันตรีโทมัส ผู้บังคับกองพัน

"ท่านครับ ผมขอเสนอให้ยื่นเรื่องขอกับทางกองบัญชาการกรมทหารทันที เพื่อแยกกองร้อยปืนกลหนักที่ขึ้นตรงกับกรม แล้วกระจายกำลังไปตามกองร้อยต่างๆ ในกองพันของเรา!"

"แยกงั้นเหรอ? แต่ปืนกลหนักคืออาวุธสนับสนุนที่สำคัญที่สุดของกรมเลยนะ ยิ่งในการรบตั้งรับด้วยแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึง แถมช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทุกคนก็ได้ประจักษ์ถึงอานุภาพของปืนกลเหล่านี้แล้ว..."

พันตรีโทมัสตอบกลับด้วยความลังเล

"ถ้าสามารถรวมศูนย์ตั้งเป็นที่มั่นปืนกลได้ มันน่าจะดึงประสิทธิภาพออกมาได้สูงสุดไม่ใช่เหรอ?"

"ในการรบในเมือง การรวมศูนย์ตั้งที่มั่นปืนกลหนักก็เท่ากับเป็นเป้านิ่งดีๆ นี่เองครับ!"

โมรินแย้งกลับอย่างไม่ไว้หน้า

"ไม่ต้องพูดถึงว่าศัตรูมีจอมเวทบินได้ ที่สามารถโจมตีที่มั่นปืนกลรวมศูนย์ได้ทุกเมื่อ! ต่อให้เป็นแค่ทหารราบศัตรู ถ้าหาทางอ้อมมาโจมตีจากด้านข้างได้ ปาระเบิดมือเข้ามาสองสามลูกก็จบเห่แล้วครับ!"

"แต่ถ้าพวกเรากระจายมันออกไป ให้ปืนกลหนึ่งกระบอกทำงานร่วมกับพลปืนไรเฟิลสองสามคนคอยยิงคุ้มกัน หาหน้าต่างที่มุมมองดีๆ หรือทางแยกที่มีที่กำบังให้เคลื่อนย้ายได้สะดวก แล้วพรางตัวให้ดี แค่นี้ก็สามารถปิดกั้นถนนทั้งสายได้แล้วครับ!"

"ที่มั่นปืนกลห้ามยึดติดอยู่กับที่เด็ดขาด แบบนั้นจะถูกศัตรูเพ่งเล็งได้ง่าย ถ้าสถานการณ์ไม่สู้ดี ต้องรีบย้ายไปจุดยิงสำรองทันที..."

"นอกจากนี้ต้องใช้ทุกสิ่งทุกอย่างที่หาได้มาสร้างสิ่งกีดขวางบนถนน ผมจำได้ว่าหน่วยสัมภาระขนลวดหนามมาด้วยไม่ใช่เหรอครับ? ไม่ต้องเก็บไว้แล้ว เอามาขึงขวางถนนให้หมด!"

โมรินพ่นข้อมูลที่เขารู้รัวๆ เป็นชุด ขณะที่เหล่านายทหารรวมถึงพันตรีโทมัส ต่างก็หยิบสมุดพกขึ้นมาจดบันทึกกันมือระวิงไปตั้งนานแล้ว

"สุดท้ายก็คือ ปืนใหญ่ของเราครับ"

โมรินหันมองไปยังทิศทางของชายขอบเมือง "เมื่อการรบในเมืองเปิดฉากขึ้น ปืนใหญ่สนาม 77 มม. และปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ 105 มม. ของพวกเรา ก็ยากที่จะให้การยิงสนับสนุนแบบเล็งจำลองอย่างแม่นยำได้อีกต่อไป เพราะเรากับศัตรูจะตะลุมบอนปะปนกันมั่วไปหมด"

"แทนที่จะปล่อยให้พวกมันอยู่ว่างๆ ข้างหลัง สู้ลากพวกมันเข้ามาในเมืองด้วยดีกว่าครับ!"

แนวคิดนี้ดูจะบ้าบิ่นยิ่งกว่าข้อเสนอทั้งหมดก่อนหน้านี้เสียอีก ทำเอาทุกคนในศูนย์บัญชาการถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน

ลากทหารปืนใหญ่เข้ามาในตรอกเนี่ยนะ? ไอ้หมอนี่มันบ้าไปแล้วหรือเปล่า?

"ร้อยตรีโมริน!" น้ำเสียงของพันตรีโทมัสเริ่มเปลี่ยนไป "ทหารปืนใหญ่เป็นหน่วยรบที่มีค่ามากนะ ถ้าปล่อยให้พวกเขาเข้ามาในการรบในเมือง ความสูญเสียจะต้องหนักหนาสาหัสแน่นอน!"

"ท่านครับ ผมรู้ว่ามันเสี่ยงมาก"

โมรินมองผู้บังคับกองพันของเขา อธิบายด้วยความหนักแน่นและใจเย็น

"แต่ปืนใหญ่ที่ตั้งยิงในแนวระนาบระหว่างการรบในเมือง ถือเป็นอาวุธที่มีอานุภาพทำลายล้างสูงสุดในมือเราเลยนะครับ โดยเฉพาะปืนใหญ่สนาม 77 มม. ผมทราบมาว่าพวกมันใช้กระสุนลูกปรายรุ่นเก่า ขอแค่เล็งยิงแนวระนาบ กระสุนนัดเดียวก็กวาดเรียบได้ทั้งถนนแล้ว!"

"ส่วนปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ 105 มม. มันก็คือเครื่องกระทุ้งกำแพงที่เคลื่อนที่ได้ดีๆ นี่เอง! เหมือนที่เพื่อนทหารท่านหนึ่งเพิ่งถามไปว่า ถ้าอาคารถูกศัตรูยึดไปได้จะทำยังไง?"

"ง่ายนิดเดียวครับ ก็เอากระสุนระเบิดแรงสูง 105 มม. ถล่มมันเลย!"

"ถ้าทางกองพลน้อยต้องการจะรักษาเมืองนี้ไว้ ก็ต้องคิดหาวิธีรักษาให้รอดก่อน ค่อยไปคิดเรื่องบูรณะทีหลังครับ"

ภายในกองบัญชาการชั่วคราวของกองพันเงียบกริบจนไม่ได้ยินเสียงพูดคุย ได้ยินเพียงเสียงหายใจหอบถี่ของแต่ละคนเท่านั้น

เหล่านายทหารทุกคน รวมไปถึงพันตรีโทมัส ต่างตกตะลึงกับภาพสงครามรูปแบบใหม่ที่โมรินวาดให้เห็น

กระจายกำลังออกเป็นส่วนย่อย ใช้ประโยชน์จากอาคาร ทะลวงจากภายใน ปืนกลปิดล้อมถนน ปืนใหญ่ประจัญบาน...

กลยุทธ์ย่อยๆ เหล่านี้เมื่อนำมาประกอบเข้าด้วยกัน มันก็คือระบบปฏิบัติการรบในเมืองที่สมบูรณ์แบบและรัดกุม

แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยสัมผัสกับมันมาก่อน แต่ในฐานะทหารอาชีพ พวกเขาสามารถเข้าใจถึงความเป็นไปได้และอานุภาพมหาศาลของระบบนี้ได้ในทันที

"อัจฉริยะ... อัจฉริยะชัดๆ แกมันเกิดมาเพื่อทำสงครามจริงๆ..."

ร้อยเอกเฮาเซอร์พึมพำกับตัวเอง สายตาที่เขามองโมริน เปลี่ยนจากความชื่นชม กลายเป็นความรู้สึกยำเกรงไปเสียแล้ว

เพราะคนปกติทั่วไป ยากนักที่จะคิดเรื่องพวกนี้ออก

พันตรีโทมัสตัวสั่นเทิ้มด้วยความตื่นเต้นราวกับเพิ่งรู้ตัว เขาคว้าแขนโมรินหมับ ท่าทางดูฮึกเหิมขึ้นมาทันที

"โมริน! คุณ... คุณ... ผมต้องไปที่กองบัญชาการกองพลน้อยเดี๋ยวนี้! ผมจะเอาแผนการของคุณ ไปรายงานให้ท่านผู้บังคับการกรมและท่านนายพลเปาล์ทราบ! ถ้าต้องการแผนการที่จะสามารถรักษาเมืองเซบียาเอาไว้ได้ มันก็คือกลยุทธ์ที่คุณเพิ่งพูดมานี่แหละ!"

พูดจบ เขาก็ไม่เปิดโอกาสให้โมรินได้ตั้งตัว คว้าสมุดที่เพิ่งจดลวกๆ พุ่งพรวดออกไปจากศูนย์บัญชาการราวกับพายุ

เมื่อพันตรีโทมัสจากไปแล้ว เหล่านายทหารที่เหลือก็กรูกันเข้ามาล้อมรอบตัวโมรินทันที ต่างแย่งกันยิงคำถามเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ไม่หยุดหย่อน

"ร้อยตรีโมริน แล้วพวกเราจะรับมือกับศัตรูที่อาจจะซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดได้ยังไงครับ?"

"วางจุดยิงในห้องยังไงถึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุดครับ?"

"ถ้าศัตรูเลียนแบบพวกเรา เจาะรูกำแพงบ้างจะทำยังไงล่ะครับ?"

โมรินโดนรุมล้อมอยู่ตรงกลาง รู้สึกปวดหัวตึบขึ้นมาทันที

แต่เขาก็ยังคงอดทนตอบคำถามของพวกเขาทีละข้อๆ

เพราะเขารู้ดีว่า ยิ่งคนพวกนี้เข้าใจการรบในเมืองลึกซึ้งมากเท่าไหร่ โอกาสรอดชีวิตของพวกเขาก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น และแนวป้องกันของเซบียาก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นด้วย

เขาต้องทำให้มั่นใจว่า ก่อนที่เรือเหาะหุ้มเกราะจะมาถึง กองกำลังนี้จะยังคงยืนหยัดอยู่ได้ เพื่อที่โอกาสรอดชีวิตของเขาเองก็จะมีมากขึ้นตามไปด้วย

กว่าจะไล่ทุกคนไปได้ โมรินก็แทบจะหมดแรง

เขาทิ้งตัวลงนั่งบนลังกระสุนเปล่าอย่างไม่ใส่ใจนัก แต่ในหัวกลับมีปัญหาใหม่ผุดขึ้นมา

แทคติกชุดนี้ของเขา ตั้งอยู่บนพื้นฐานแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า ทหารราบปะทะทหารราบ

ทว่า ศัตรูกลับมีจอมเวทและอัศวินเกราะ

จอมเวทพักไว้ก่อน ตอนนี้ดูเหมือนพวกเขาจะยังคงแพ้ทางการโจมตีด้วยอาวุธปืนอยู่

แต่ไอ้กระป๋องเหล็กสีขาวทั้งแปดเครื่องของอัศวินการ์เตอร์นี่สิ จะจัดการยังไง?

ในพื้นที่เปิดโล่ง พวกมันคืออาวุธสุดยอดสำหรับการบุกทะลวง

แต่ในสภาพแวดล้อมที่คับแคบอย่างการรบในเมือง พวกมันจะกลายเป็นป้อมปราการเคลื่อนที่ที่ไร้เทียมทานยิ่งกว่าเดิม...

ด้วยพลังที่พวกมันแสดงให้เห็นก่อนหน้านี้ พวกมันสามารถพุ่งชนกำแพง บดขยี้ที่กำบัง และเมินเฉยต่ออำนาจการยิงใดๆ ของทหารราบได้อย่างง่ายดาย

เมื่อนึกถึงภาพนั้น โมรินก็รู้สึกหนาวสันหลังวาบ

"บางที ทหารราบในอีกโลกหนึ่ง ตอนที่เห็นรถถังเป็นครั้งแรก ก็คงจะรู้สึกทำอะไรไม่ถูกแบบนี้เหมือนกันสินะ..."

ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของโมริน แต่เขาก็รู้ดีว่าต้องคิดหาวิธีแก้ปัญหาให้ได้

มิฉะนั้น ระบบการรบในเมืองที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบที่เขาเพิ่งสร้างขึ้นมาเมื่อครู่นี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าสัตว์ประหลาดเหล็กพวกนั้น มันก็เป็นแค่โคมกระดาษที่จิ้มทีเดียวก็ขาด

จะพึ่งทหารราบใช้ระเบิดมือหรือระเบิดทหารปาใส่งั้นเหรอ?

ไม่ต้องพูดถึงว่าอานุภาพจะพอไหม โมรินคิดว่าในการรบในเมือง ทหารราบคงไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้ตัวอัศวินเกราะที่กำลังพุ่งชนดะไปทั่วเลยด้วยซ้ำ

ความคล่องตัวของเจ้านี่เหนือกว่ารถถังยุคแรกๆ มาก 'ยิมนาสติกต่อต้านรถถัง' คงใช้ไม่ได้ผลกับกระป๋องเหล็กพวกนี้

อาวุธในมือมันและผู้ติดตามอัศวินที่คอยคุ้มกันอยู่ข้างๆ จะฉีกร่างทหารราบทุกคนที่พยายามเข้าใกล้เป็นชิ้นๆ

แล้วปืนใหญ่ล่ะ?

นี่คือความเป็นไปได้เดียวที่โมรินนึกออก เมื่อกี้เขาเพิ่งจะเสนอให้ลากปืนใหญ่มาอยู่แนวหน้าเพื่อยิงเล็งตรง งั้นปืนใหญ่พวกนี้จะสามารถสร้างความคุกคามให้กับอัศวินเกราะได้ไหม?

คำถามนี้ เขาเองก็ตอบไม่ได้

เขาเลยต้องไปหาคนที่รู้จักอัศวินเกราะเพื่อถามให้รู้เรื่อง

ลุดวิก

พอนึกถึงชื่อนี้ โมรินก็ไม่ลังเลอีกต่อไป รีบลุกขึ้นแล้ววิ่งตรงไปที่ค่ายของภาคีอัศวินทิวโทนิกทันที

ค่ายชั่วคราวของหน่วยย่อยจากภาคีอัศวินทิวโทนิกนั้น แตกต่างจากค่ายของทหารราบทั่วไปอย่างสิ้นเชิง

ที่นี่ไม่มีทหารที่ส่งเสียงเอะอะโวยวาย มีเพียงช่างเทคนิคที่สวมชุดทำงานเปื้อนน้ำมันและเหล่าผู้ติดตามที่กำลังทำงานอย่างเงียบๆ และมีประสิทธิภาพ

อัศวินเกราะทั้งหกเครื่องที่รอดชีวิตจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ถูกจอดไว้ที่ลานโล่ง ช่างเทคนิคปีนป่ายขึ้นลง ใช้เครื่องมือสารพัดชนิดทำการซ่อมแซมอย่างเร่งด่วน เสียงเคาะตอกดังไม่ขาดสาย อากาศอบอวลไปด้วยกลิ่นผสมผสานที่แปลกประหลาด

โมรินเพิ่งจะก้าวเข้ามาในค่าย ก็มีคนสังเกตเห็นเขาทันที

"ร้อยตรีโมริน?"

เป็นเสียงของลุดวิก

โมรินมองตามเสียงไป ก็เห็นลุดวิกกำลังยืนอยู่บนไหล่ของเครื่องยนต์ประจำตัวของเขา ในมือยังถือประแจอยู่

เมื่อเห็นโมริน ใบหน้าของเขาก็ปรากฏร่องรอยของความประหลาดใจ จากนั้นก็กระโดดลงมาจากอัศวินเกราะที่สูง 3 เมตรอย่างแผ่วเบา แล้วลงจอดบนพื้นอย่างมั่นคง

"นายมาทำไม? อยากจะคุยกับฉันเรื่องแพทริเซียอีกงั้นเหรอ?"

ลุดวิกเช็ดคราบน้ำมันบนมือพลางเดินเข้ามาหาโมริน น้ำเสียงแฝงความกระตือรือร้นแบบคนกันเอง

จะว่าไปโมรินก็นับถือหมอนี่เหมือนกัน

ทั้งๆ ที่คลุกคลีอยู่กับงานซ่อมบำรุงอัศวินเกราะ แต่กลับไม่มีคราบน้ำมันเปื้อนตัวเลยนอกจากที่ถุงมือ แถมยังคงความสง่างามไว้ได้เหมือนเดิม

แต่โมรินยังปรับตัวไม่ค่อยทันกับท่าทีที่เปลี่ยนไปของหมอนี่ ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาใส่ใจเรื่องนี้ เขาจึงเปิดประเด็นถามไปตรงๆ ว่า

"พันโทลุดวิก ผมมีคำถามด่วนมากอยากจะปรึกษาคุณ"

พอเห็นท่าทางจริงจังของโมริน ลุดวิกก็หุบยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นขึงขัง

"ว่ามาสิ"

"ปืนใหญ่สนาม 77 มม. และปืนใหญ่ฮาวอิตเซอร์ 105 มม. ของเรา ในกรณีที่ยิงเล็งตรงระยะเผาขน จะสามารถสร้างความเสียหายให้กับอัศวินเกราะของอัศวินการ์เตอร์ได้ไหมครับ?"

จบบทที่ บทที่ 44 ทุกคนต้องกลายเป็นยอดฝีมือการรบในเมือง

คัดลอกลิงก์แล้ว