- หน้าแรก
- รุ่งอรุณแห่งอินทรีเหล็ก
- บทที่ 12 เมื่อปืนกลลั่นไก...
บทที่ 12 เมื่อปืนกลลั่นไก...
บทที่ 12 เมื่อปืนกลลั่นไก...
บทที่ 12 เมื่อปืนกลลั่นไก...
เมื่อไอคอนสีแดงนี้ปรากฏขึ้นบนแผนที่ของโมรินพร้อมกับคำอธิบายอันเยือกเย็น เขาก็รู้สึกราวกับหัวใจหยุดเต้นไปจังหวะหนึ่ง
สิ่งที่น่ากังวลที่สุด ในที่สุดก็เกิดขึ้นจนได้
เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าพวกบริทาเนียได้สนับสนุนอาวุธให้กับ ‘กองทัพฝ่ายกษัตริย์’ และฝ่ายหลังก็ได้ตั้งที่ตั้งปืนกลไว้ในหมู่บ้านรอบนอกเซบียาแห่งนี้!
"ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ ตับ...!"
เสียงปืนรัวเร็วและแสบแก้วหูดังขึ้นในสนามรบประดุจเลื่อยยนต์แห่งมัจจุราช
ผ่านพุ่มไม้ออกไป โมรินได้เห็นภาพที่เขาจะไม่มีวันลืมไปตลอดกาล
แนวทหารราบของกองร้อย 1 ที่อยู่หน้าสุดซึ่งกำลังรุกคืบไปข้างหน้า ราวกับถูกเคียวขนาดใหญ่ที่มองไม่เห็นกวาดผ่าน
ทหารล้มลงทีละคนจากซ้ายไปขวา ร่างกายที่เป็นเพียงเลือดเนื้ออันบอบบางร่วงหล่นลงเบื้องหน้าห่ากระสุนอันหนาแน่น ไม่ต่างอะไรกับต้นข้าวสาลีที่ถูกเกี่ยวล้มลงไปกอง
กระสุนปืนพุ่งแหวกอากาศสร้างเส้นไฟมรณะบนขบวนทหารด้วยความเร็วที่ไม่อาจมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
เพียงแค่ปืนกลกระบอกเดียว ในเวลาไม่ถึงสิบวินาที ก็สามารถลบกำลังพลทั้งหมวดที่อยู่หน้าสุดของกองร้อยที่ 1 ออกไปจากสนามรบได้อย่างหมดจด
ขบวนทหารสีเทาที่เพิ่งจะดูไร้เทียมทานเมื่อครู่นี้ พังทลายลงในพริบตา
ทหารที่รอดชีวิตต่างพากันกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว นอนหมอบราบกับพื้นไม่กล้าขยับเขยื้อน ไม่สนใจเสียงตะโกนห้ามปรามอย่างสุดเสียงของเหล่านายทหารเลยแม้แต่น้อย
ทว่าปืนกลวิคเกอร์สกระบอกนั้นกลับไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่นั้น
พลปืนกลปรับเปลี่ยนปากกระบอกปืนอย่างใจเย็น สาดกระสุนมรณะไปยังแนวทหารราบแถวที่สองและสามของกองร้อยที่ 1
แม้แต่กองร้อยที่ 2 ที่จัดรูปขบวนกองร้อยแบบหนาแน่นอยู่ด้านหลัง และยังไม่ได้เข้าสู่การต่อสู้ ก็ตกเป็นเป้าหมายของมันด้วยเช่นกัน
ภายใต้รูปขบวนที่หนาแน่น ประสิทธิภาพในการสังหารของปืนกลยิ่งถูกดึงออกมาจนถึงขีดสุด
กระสุนทุกนัดดูเหมือนจะหาจุดจบของตัวเองพบ
ร้อยเอกเฮาเซอร์ที่เคยเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจก่อนหน้านี้ ยืนตะลึงงันอยู่กับที่ รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปนานแล้ว แทนที่ด้วยความซีดเผือด
เขาอ้าปากค้าง ราวกับอยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่ก็เปล่งเสียงออกมาไม่ได้สักแอะ
ปฏิกิริยาเช่นนี้ไม่ได้ทำให้โมรินรู้สึกแปลกใจเลยแม้แต่น้อย เพราะเขารู้ดีว่ากองทัพบกแซกซอนในตอนนี้ ก็เหมือนกับกองทัพบกประเทศต่างๆ ในยุโรปก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1
พวกเขายังไม่ตระหนักถึงความน่ากลัวของปืนกล โดยคิดว่ามันเป็นอาวุธที่เทอะทะและใช้สำหรับการตั้งรับเท่านั้น
นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมตลอดทั้งกรมทหารราบที่ 33 ถึงมีกองร้อยปืนกลเพียงกองร้อยเดียวที่มีปืนกลหนัก MG08 แค่ 8 กระบอก และตอนนี้ก็ยังมาไม่ถึงแนวหน้าด้วยซ้ำ...
การโจมตีของกองร้อยที่ 1 ถูกทำลายจนย่อยยับไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
ทหารที่รอดชีวิตหมอบอยู่บนพื้น กุมหัวแน่น ไม่กล้าขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย
ใครก็ตามที่พยายามจะลุกขึ้นยิงสวนหรือถอยหนี จะถูกแส้ไฟเส้นนั้นไล่ตามทันทันที ก่อนจะถูกยิงจนกลายเป็นศพที่แหลกเหลว
กองร้อยที่ 2 ที่ตามมาข้างหลังก็ตกอยู่ในความโกลาหลอย่างหนักเช่นกัน
นายทหารผู้บัญชาการเป่านกหวีดอย่างสุดชีวิต พยายามให้กองกำลังกระจายตัวหรือหมอบลง ทว่าระเบียบวินัยของเหล่าทหารกำลังพังทลายลงอย่างรวดเร็วภายใต้การกราดยิงของที่ตั้งปืนกล
กองร้อยที่ 2 ซึ่งเดิมทีก็รักษารูปขบวนหนาแน่นอยู่แล้วเบียดเสียดกันแน่น ทำอะไรไม่ถูก กลายเป็นเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบที่สุดของปืนกลกระบอกนั้น
กระสุนสาดเข้าใส่ฝูงคนที่แออัดราวกับสาดน้ำ การกราดยิงแต่ละครั้งสามารถพรากชีวิตไปได้หลายชีวิต
ในขณะที่คนอื่นๆ กำลังตกตะลึงกับภาพอันน่าสยดสยองตรงหน้า สมองของโมรินกลับทำงานอย่างรวดเร็ว สายตาของเขาจับจ้องไปที่มินิแมพบริเวณมุมซ้ายบนอย่างไม่วางตา
ด้านหน้าไอคอนรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสีแดงที่หมายถึง [ที่ตั้งปืนกลวิคเกอร์ส] มีพื้นที่รูปพัดสีแดงที่เป็นตัวแทนของระยะการยิงครอบคลุมพื้นที่ด้านหน้าของการโจมตีทั้งหมด
ป้ายทหารของกองร้อย 1 และกองร้อย 2 บังเอิญอยู่ในพื้นที่รูปพัดนี้พอดี
หลังจากยืนยันตำแหน่งคร่าวๆ แล้ว โมรินก็หยิบกล้องสองตาแบบพกพาสำหรับนายทหารออกมาจากกล่องใส่กล้องส่องทางไกล แล้วส่องไปในทิศทางที่ระบุไว้บนแผนที่
และแล้ว ที่ด้านหลังหน้าต่างชั้นสองของบ้านไร่ที่ดูไม่สะดุดตาหลังหนึ่ง เขาก็จับภาพแสงประกายไฟที่ปลายกระบอกปืนกะพริบวิบวับได้จริงๆ
โมรินเพิ่งจะหันไปหาร้อยเอกเฮาเซอร์เพื่อพูดอะไรบางอย่าง เขาก็เห็นพันตรีโทมัส ผู้บังคับกองพัน 1 กำลังพูดอะไรบางอย่างกับทหารส่งสารอยู่ที่กองบัญชาการชั่วคราวแนวหน้าอีกด้านหนึ่งของพุ่มไม้
ตามมาติดๆ เขาก็เห็นทหารส่งสารคนหนึ่งขี่ม้าวิ่งไปทางด้านหลัง
โมรินเดาว่าอีกฝ่ายน่าจะไปติดต่อฐานทัพปืนใหญ่ เพื่อขอให้สนับสนุนการยิงต่อไป
แต่ถึงแม้ทุกอย่างจะราบรื่น กว่ากระสุนปืนใหญ่จะตกลงมาก็ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบกว่านาที
และเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ ก็เพียงพอแล้วที่ปืนกลกระบอกนั้นและกองทหารรักษาการณ์คนอื่นๆ จะสังหารทหารกองร้อยที่ 1 และ 2 ที่เปิดเผยตัวอยู่ในพื้นที่โล่งจนหมดเกลี้ยง
แต่ไม่นานโมรินก็ตระหนักได้ว่าตัวเองดูเหมือนจะไม่มีเวลามาเป็นห่วงคนอื่นแล้ว
เพราะเขาเห็นทหารส่งสารอีกคนกำลังวิ่งมาทางกองร้อยของเขา
"แย่แล้ว คงไม่ได้จะให้กองหนุนลงสนามหรอกนะ..."
โมรินจ้องมองทหารส่งสารคนนั้นอย่างกระวนกระวาย ทหารนายนั้นวิ่งเหยาะๆ มาจนถึงหน้าร้อยเอกเฮาเซอร์ ตะโกนอย่างหอบเหนื่อยว่า
"ร้อยเอกครับ! คำสั่งจากพันตรีโทมัส! ให้กองร้อย 3 เข้าสู่สนามรบเดี๋ยวนี้ บุกเข้าไปจากด้านหน้า!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ใบหน้าของนายทหารทุกคนรวมถึงโมรินต่างก็เปลี่ยนสี
นี่มันต่างอะไรกับการกระโดดลงไปในเครื่องบดเนื้อด้วยความสมัครใจ?
ใบหน้าของร้อยเอกเฮาเซอร์แดงก่ำเป็นสีเลือดหมูในพริบตา เขาคว้าคอเสื้อของทหารส่งสาร
"แกแน่ใจนะว่าสั่งมาแบบนี้? พันตรีโทมัสบ้าไปแล้วหรือไง! แกไม่เห็นสถานการณ์ข้างหน้าเหรอ?"
"คะ... ครับ... นี่เป็นคำพูดเดิมของพันตรีครับ" ทหารส่งสารใกล้จะร้องไห้อยู่แล้ว
"บ้าเอ๊ย!" ร้อยเอกเฮาเซอร์สบถด่า แต่สุดท้ายเขาก็ยอมปล่อยมือ
คำสั่งทหารดั่งภูผา เขาไม่อาจขัดคำสั่งของพันตรีโทมัสได้ เพราะนี่ถือเป็นการกระทำที่ขี้ขลาดตาขาว ร้ายแรงพอที่จะส่งเขาขึ้นศาลทหารและถูกยิงเป้าได้เลย
เขาสูดหายใจลึกๆ หันกลับมาเผชิญหน้ากับลูกน้องของตนเอง
สายตาของเขากวาดมองใบหน้าที่หวาดกลัวและวิตกกังวลทีละคน จนกระทั่งมาหยุดอยู่ที่โมรินและผู้บังคับหมวดอีกสองคน
"พวกแกได้ยินแล้วนะ!" น้ำเสียงของร้อยเอกเฮาเซอร์หนักอึ้งพอๆ กับอารมณ์ของเขาในตอนนี้ "เตรียมตัวรบ! หมวด 3 อยู่ซ้าย หมวด 1 อยู่กลาง หมวด 2 อยู่ขวา... ขยายแนวทหารราบ! สลับกันยิงคุ้มกันและบุกไปข้างหน้า!"
หลังจากได้เห็นความพ่ายแพ้ยับเยินของขบวนรบแบบหนาแน่นกับตา ในที่สุดเขาก็ไม่ได้ออกคำสั่งโง่ๆ อย่างการจัดแถวหน้ากระดานบุกโจมตีอีกต่อไป
แต่ถึงอย่างนั้น โมรินก็เข้าใจดีว่านี่ก็ยังคงเป็นการฆ่าตัวตายอยู่ดี
หากไม่จัดการกับปืนกลกระบอกนั้นให้เรียบร้อยก่อน การบุกโจมตีจากด้านหน้าก็ไร้ความหมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่รู้เลยว่าในหมู่บ้านแห่งนี้มีศัตรูที่ยังไม่ถูกค้นพบซ่อนอยู่อีกเท่าไหร่
หัวใจของโมรินดิ่งลงสู่จุดต่ำสุด เขาไม่อยากตายที่นี่ ถึงต้องตายก็ไม่อยากตายเพื่อประเทศจักรวรรดินิยมทั่วไปแบบนี้หรอก
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้มีชีวิตทหารกว่า 80 ชีวิตอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของเขา เขาทำใจพาชีวิตที่สดใสเหล่านี้ไปเข้าร่วมการต่อสู้ที่กำหนดไว้แล้วว่าต้องพ่ายแพ้ไม่ได้
แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกอื่นเลย
ความหวังเดียวคือการเปลี่ยนวิธีโจมตี และทำลายฐานปืนกลที่คอยคร่าชีวิตทหารฝ่ายเดียวกันอย่างต่อเนื่องนั้นทิ้งซะ
ในจังหวะที่ร้อยเอกเฮาเซอร์เตรียมจะเป่านกหวีดเพื่อเริ่มการโจมตี โมรินก็ก้าวออกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
"ท่านผู้บังคับกองร้อยครับ!"
เฮาเซอร์ชะงักไป เขาหันไปมองโมรินด้วยคิ้วที่ขมวดเข้าหากัน
"มีอะไร ร้อยตรีโมริน? หรือแกอยากจะขัดคำสั่งกองทัพ?"
น้ำเสียงของเขาหงุดหงิดมาก ซ้ำยังแฝงไปด้วยการข่มขู่ การพ่ายแพ้ยับเยินเบื้องหน้าและคำสั่งเด็ดขาดจากกองบัญชาการกองพัน ทำให้อารมณ์ของเขาเริ่มมีปัญหา
"ไม่ครับ ท่าน!"
โมรินรีบส่ายหน้าทันที พร้อมกับทำให้น้ำเสียงของตนเองฟังดูน่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่จะทำได้
"ผมขออาสานำหมวดที่ 3 ตีโอบจากปีกซ้ายครับ!"
ข้อเสนอนี้ทำเอานายทหารและทหารชั้นประทวนรอบๆ ถึงกับอึ้งไปตามๆ กัน
"ตีโอบเหรอ?" ร้อยเอกเฮาเซอร์ทวนคำ สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย "แกคิดจะทำอะไร?"
"ท่านครับ ผมใช้กล้องส่องทางไกลมองเห็นว่า ฐานปืนกลของศัตรูตั้งอยู่บนชั้นสองของฟาร์มแห่งหนึ่ง มีระยะการยิงที่ตายตัวครับ!"
โมรินอธิบายด้วยความรวดเร็ว พร้อมกับชี้นิ้วไปทางด้านซ้ายของสนามรบ
"ตรงนั้นมีแม่น้ำที่เหือดแห้งอยู่สายหนึ่ง แถมยังมีพุ่มไม้เล็กๆ อีกสองสามกอ ซึ่งสามารถใช้เป็นที่กำบังตามธรรมชาติได้! หมวดของผมสามารถใช้สภาพภูมิประเทศนี้ เคลื่อนพลไปทางด้านข้างของหมู่บ้าน และบุกโจมตีฐานปืนกลจากจุดนั้นได้ครับ!"
"ต่อให้เราไม่สามารถถล่มมันได้ทันที แต่อย่างน้อยแค่ดึงดูดความสนใจของพวกมันได้ ก็สามารถสร้างโอกาสให้กำลังหลักของกองร้อยบุกทะลวงได้แล้วครับ!"
ร้อยเอกเฮาเซอร์นิ่งเงียบไป เขาจ้องมองโมรินเขม็ง ราวกับกำลังประเมินว่านายทหารหนุ่มที่เพิ่งจบจากโรงเรียนนายร้อยคนนี้กำลังเพ้อเจ้ออยู่หรือเปล่า