- หน้าแรก
- แผนการตบหน้าฉบับมืออาชีพ
- บทที่ 34 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (34)
บทที่ 34 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (34)
บทที่ 34 ตบหน้าสาวเกิดใหม่ (34)
ตอนที่หลินอ้ายกั๋วไปถึงบ้านของหลินหงจวิน สองผู้เฒ่าหลินจิ่วเกินและอู่พ่านนีกำลังพักผ่อนอยู่
หลินอ้ายกั๋วจึงเรียกหลินหงจวินออกมาคุยกันที่ห้องโถง
เขาเล่าเรื่องความชั่วร้ายที่หลินอันเจี๋ยทำไว้อย่างละเอียดให้หลินหงจวินฟัง "พี่ครับ ไม่ใช่ว่าผมเป็นพ่อที่ใจดำนะ แต่สิ่งที่หลินอันเจี๋ยทำมันหนักหนาเกินไปจริงๆ กว่าอันหนิงจะสอบมหาวิทยาลัยได้มันง่ายที่ไหนกัน เด็กคนนี้อ่านหนังสือจนดึกดื่นทุกคืน ตื่นแต่เช้าตรู่มาดูหนังสือต่อ ผมเห็นแล้วยังอดสงสารไม่ได้ พอเธออุตส่าห์สอบติดมหาวิทยาลัยได้ หลินอันเจี๋ยกลับมาเหยียบย่ำเธอแบบนี้... จะลูกคนไหนก็เลือดเนื้อเชื้อไขของผมเหมือนกัน แต่ผมจะปล่อยให้อันหนิงต้องเสียน้ำใจไม่ได้เด็ดขาด"
หลินหงจวินฟังจบก็โกรธจัดจนแทบคลั่ง
เขาจ้องหน้าหลินอ้ายกั๋วเขม็ง "ยังมีอะไรต้องพูดอีก! ลูกสาวแบบนี้พวกแกควรตัดขาดความสัมพันธ์ไปซะแต่เนิ่นๆ จะได้ไม่ต้องระแวงว่าวันดีคืนดีเธอจะหันมาแว้งกัดพวกแกอีกเมื่อไหร่"
"ผมก็คิดแบบนั้นเหมือนกันครับ"
หลินอ้ายกั๋วก้มหน้าลง เขารู้สึกอับอายจนแทบเงยหน้าไม่ขึ้นที่มีลูกสาวอย่างหลินอันเจี๋ย "ลูกแบบนี้ผมก็ไม่กล้ามีไว้แล้วล่ะ ถือเสียว่าไม่เคยให้กำเกิดเธอมาก็แล้วกัน ต่อไปผมก็ไม่คิดจะพึ่งพาเธอ ผมยังมีอันหนิงกับอันผิงอยู่อีกทั้งคน"
หลินหงจวินพยักหน้า "แกคิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว"
สิ้นเสียงของเขา เสียงของคุณย่าก็ดังแว่วมาจากทางด้านหลัง
เดิมทีอู่พ่านนีนอนหลับอยู่แต่มันร้อนเกินไป แถมยังกระหายน้ำมากจนตื่นขึ้นมา เธอตั้งใจจะเดินออกมาหาน้ำดื่ม พอเดินมาถึงขอบห้องนอนก็ได้ยินเสียงหลินอ้ายกั๋วกับหลินหงจวินซุบซิบกันอยู่ตรงนั้น
คุณย่าแอบฟังอยู่เพียงครู่เดียว แต่เพียงไม่กี่ประโยคนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้เธอเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
หญิงชราปล่อยโฮออกมาทันที "นี่มันเวรกรรมแต่ชาติปางไหนกันหนอ หลินอันเจี๋ยยัยเด็กใจทราม ทำไมถึงได้ใจคอโหดเหี้ยมทำร้ายหนิงหนิงได้ลงคอ หนิงหนิงของย่า... ทำไมถึงได้อาภัพแบบนี้"
เสียงร้องไห้ของอู่พ่านนีทำเอาหลินหงจวินและหลินอ้ายกั๋วถึงกับมึนตึ้บไปตามๆกัน
หลินจิ่วเกินเองก็พลอยตื่นขึ้นเพราะเสียงร้องไห้ของภรรยา
เขาลุกขึ้นนั่งด้วยท่าทางงัวเงียพลางถามว่า "เกิดอะไรขึ้น? มีเรื่องอะไรกัน?"
อู่พ่านนีตอบกลับอย่างใส่อารมณ์ "แกก็นะ มัวแต่หลับอยู่นั่นแหละ มีคนจ้องจะทำร้ายหลานสาวสุดที่รักของแกอยู่น่ะสิ!"
หลินจิ่วเกินสะดุ้งจนตาสว่างทันที "ใคร! ใครมันกล้าทำร้ายหนิงหนิงบ้านเรา!"
หลินอ้ายกั๋วไม่มีทางเลือก จึงต้องเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้หลินจิ่วเกินและอู่พ่านนีฟังอีกรอบหนึ่ง
พออู่พ่านนีฟังจบก็ถลึงตาใส่ "ไม่มีอะไรต้องพูดแล้ว ต่อไปถ้าหลินอันเจี๋ยกล้าเสนอหน้ามาเหยียบที่บ้านเราอีก ฉันนี่แหละจะเอาไม้กวาดไล่ตีเธอออกไปเอง!"
"แล้วเรื่องของหนิงหนิงจะทำยังไงล่ะ?"
หลินจิ่วเกินกังวลที่สุดคือเรื่องที่อันหนิงอาจจะไม่ได้ไปเรียนมหาวิทยาลัย
พอเขาถามคำนี้ขึ้นมา หลินอ้ายกั๋วและหลินหงจวินต่างก็พากันกลุ้มใจหนักกว่าเดิม
สุดท้ายเป็นหลินหงจวินที่มีไหวพริบเสนอไอเดีย "ผมจะไปถามที่กองการศึกษาประจำอำเภอ หนิงหนิงของเราสอบได้คะแนนดีขนาดนี้ จะมาปล่อยให้เสียโอกาสเพราะคนใจทรามคนเดียวไม่ได้หรอก อีกอย่าง พวกสหายในกองการศึกษาต้องมีช่องทางติดต่อกับทางมหาวิทยาลัยแน่ๆ เราลองไปถามดูว่าพอจะออกใบแจ้งผลการเรียนฉบับใหม่ให้หนิงหนิงได้ไหม"
หลินจิ่วเกินรีบโบกมือเร่ง "งั้นแกก็รีบไปเลย ไปเดี๋ยวนี้เลยนะ อย่าให้เรื่องของหนิงหนิงต้องล่าช้าไปมากกว่านี้"
หลินอ้ายกั๋วลุกขึ้นยืนตาม "ผมจะไปกับพี่ใหญ่ด้วยครับ"
เมื่อวันก่อนบรรดาผู้นำจากกองการศึกษาเพิ่งมาที่บ้านหลิน พี่น้องคู่นี้จึงพอจะจำหน้าค่าตาผู้นำได้บ้าง พวกเขาตัดสินใจที่จะไปขอความช่วยเหลือจากเหล่าผู้นำเหล่านั้นโดยตรง
ในเวลานี้ สิ่งเดียวที่คนตระกูลหลินกังวลคือจะทำอย่างไรไม่ให้อันหนิงได้รับผลกระทบ
เรื่องที่ว่าเรื่องอื้อฉาวในบ้านไม่ควรแพร่งพรายนั้นถูกโยนทิ้งไปนอกหัวเรียบร้อยแล้ว
เมื่อเทียบกับอนาคตของอันหนิงแล้ว ชื่อเสียงอะไรนั่นมันก็แค่เรื่องไร้สาระ!
อีกอย่าง ในเมื่อหลินอันเจี๋ยกล้าทำเรื่องชั่วช้าขนาดนี้ ยังจะหวังให้คนในบ้านช่วยปกปิดความลับให้อีกเหรอ? ไม่มีทางเสียหรอก!
หลังจากหลินอ้ายกั๋วและหลินหงจวินจากไป หลินจิ่วเกินก็บอกให้อู่พ่านนีอยู่เฝ้าบ้าน ส่วนตัวเขาจะออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อย
อู่พ่านนีนึกว่าสามีคงจะกลุ้มใจจนอึดอัด อยากออกไปสูดอากาศคลายเครียด จึงยอมปล่อยให้เขาออกไปเดินเล่นตามใจชอบ
จนกระทั่งพลบค่ำ หลินจิ่วเกินถึงได้เดินกลับมาจากข้างนอก ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่หลินอ้ายกั๋วและหลินหงจวินปั่นจักรยานกลับมาถึงบ้านพอดี
เมื่อสามคนพ่อลูกมาพบกัน และหลินจิ่วเกินได้ฟังเรื่องราวที่ทั้งคู่ไปติดต่อในตัวอำเภอมา เขาก็วางใจได้เสียที
พอหลินอ้ายกั๋วเดินเข้าบ้าน ใบหน้าของเขาก็เริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
ตลอดทั้งบ่าย หวังชุ่ยฮวาจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว เธอไม่ได้ออกไปทำงานในนาและทำงานบ้านไม่ลง ได้แต่เดินไปชะเง้อคอมองที่หน้าประตูบ้านเป็นระยะ แม้แต่ข้าวเย็นก็ยังไม่มีกะจิตกะใจจะทำ
เมื่อเห็นหลินอ้ายกั๋วเดินยิ้มเข้ามาในบ้าน หวังชุ่ยฮวาก็พ่นลมหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
เธอรีบปราดเข้าไปถามทันที "เป็นยังไงบ้าง? เรื่องมหาวิทยาลัยของหนิงหนิงของเรา..."
หลินอ้ายกั๋วยิ้มพลางเดินนำเข้าห้องโถง "ไม่มีปัญหาแล้วล่ะ ผมกับพี่ใหญ่ไปหาผู้นำที่กองการศึกษาในอำเภอ เล่าสถานการณ์ให้ท่านฟังหมดแล้ว ท่านผู้นำยังกรุณาโทรศัพท์ไปยืนยันกับทางที่ทำการไปรษณีย์จนแน่ชัดว่าใบแจ้งผลสูญหายจริง จากนั้นก็ประสานงานไปยังมหาวิทยาลัยให้ทันที ทางมหาวิทยาลัยใจดีมาก ไม่ได้ตำหนิที่เราทำหายเลย และบอกว่าจะส่งฉบับใหม่กลับมาให้ แต่ครั้งนี้เจ้าของชื่อต้องนำหนังสือรับรองจากหมู่บ้านไปรับด้วยตัวเองที่กองการศึกษาเท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์รับแทนเด็ดขาด"
พอหลินอ้ายกั๋วพูดจบ หวังชุ่ยฮวาก็ฉีกยิ้มกว้างออกมา
หลังจากยิ้มด้วยความดีใจแล้ว เธอพนมมือขึ้นท่วมหัว "ขอบคุณฟ้าดิน ขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ในที่สุดก็ไม่ทำให้เรื่องใหญ่ของหนิงหนิงต้องเสียหาย"
เธอรีบวิ่งเข้าไปในห้องเพื่อแจ้งข่าวดีให้อันหนิงทราบ
ตอนที่หวังชุ่ยฮวาเข้าห้องไป ดวงตาของอันหนิงยังแดงก่ำ ดูท่าทางเหมือนจะเพิ่งร้องไห้มาอีกรอบ แต่พอหวังชุ่ยฮวาบอกว่าไม่ต้องกังวล ทางมหาวิทยาลัยยังรับเธอเข้าเรียนและจะส่งใบแจ้งผลฉบับใหม่มาให้ อันหนิงถึงได้เริ่มเผยรอยยิ้มออกมา
ระหว่างมื้อค่ำ หลินอ้ายกั๋วก็ได้เล่าเรื่องสำคัญอีกเรื่องให้อันหนิงฟัง
"ปู่ของลูกโกรธจัดเลยล่ะ บ่ายวันนี้แกไปที่บ้านตระกูลซูมา ไปบอกซูซวนจื่อ กับซูจื้อเฉียงว่าบ้านเราตัดขาดกับหลินอันเจี๋ยอย่างถาวรแล้ว ต่อไปเธอจะเป็นตายร้ายดียังไงก็ไม่ต้องมาหาพวกเรา และถ้าที่บ้านมีงานมงคลหรืองานศพอะไร ก็จะไม่ต้องแจ้งทางนั้นให้รับรู้ด้วย"
อันหนิงถึงกับอึ้งไป
เธอคิดไม่ถึงว่าหลินจิ่วเกินจะมีความเด็ดขาดถึงเพียงนี้
"ยังมีอีกนะ" หลินอ้ายกั๋วกล่าวต่อ "ปู่บอกว่าตอนหลินอันเจี๋ยแต่งงาน ยังไม่ได้ย้ายชื่อออกจากทะเบียนบ้าน แกเลยสั่งให้พ่อไปที่ตำบลพรุ่งนี้เพื่อย้ายชื่อเธอออกไปทำเล่มทะเบียนบ้านแยกต่างหาก แล้วให้เอาเล่มนั้นไปส่งให้ที่บ้านตระกูลซู หลังจากนั้นบ้านเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเธออีกเลย"
แววตาของหวังชุ่ยฮวาฉายแววไม่ตัดใจอยู่ครู่หนึ่ง แต่ผ่านไปพักหนึ่งเธอก็ขบฟันแน่น "แบบนี้แหละถูกแล้ว ที่พ่อพูดมาน่ะถูกที่สุด"
หลินอ้ายกั๋วพยักหน้าพลางจิบน้ำคำหนึ่ง "ต่อไปบ้านเราก็ถือว่ามีลูกชายหนึ่งคนลูกสาวหนึ่งคน เราตั้งใจบ่มเพาะหนิงหนิงกับอันผิงให้ดีก็พอ ส่วนหลินอันเจี๋ย... ไม่ต้องไปหวังพึ่งพาเธอแล้วล่ะ"
หวังชุ่ยฮวาเบือนหน้าหนีไปซับน้ำตาเงียบๆ พอหันกลับมาเธอก็ประดับรอยยิ้มไว้บนใบหน้า "ฉันเข้าใจทุกอย่างดีค่ะ"
อันหนิงมองดูหวังชุ่ยฮวา สลับกับมองหลินอ้ายกั๋ว และนึกถึงการตัดสินใจของหลินจิ่วเกิน เธอเริ่มเข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า ทำไมเจ้าของร่างเดิมถึงยอมสละแม้กระทั่งการล้างแค้นเพื่อขอเพียงให้ครอบครัวปลอดภัยและมีชีวิตที่ดีขึ้น
ญาติพี่น้องของร่างเดิมเหล่านี้ดีมากจริงๆ ร่างเดิมเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความรักแบบนี้ จิตใจของเธอจึงเต็มไปด้วยความเมตตา ต่อให้ต้องผ่านความทุกข์ทรมานมาแสนสาหัส เธอก็ยังเป็นคนที่มีศีลธรรมและใฝ่ดีเสมอ
คนตระกูลหลินพูดคำไหนคำนั้น วันต่อมาหลินอ้ายกั๋วไปดำเนินการย้ายชื่อหลินอันเจี๋ยออกจากทะเบียนบ้านจริงๆ พร้อมกับนำสมุดทะเบียนบ้านเล่มใหม่ไปส่งให้ที่บ้านตระกูลซู
หลังจากนั้น สมาชิกทุกคนในบ้านตระกูลหลินก็ไม่มีใครเอ่ยถึงชื่อหลินอันเจี๋ยอีกเลย ราวกับว่าครอบครัวนี้ไม่เคยมีคนชื่อนี้มาก่อน
ส่วนอันหนิงก็เริ่มยุ่งวุ่นวายขึ้นมา
เธอเริ่มสอนให้พี่น้องตระกูลหลินรู้วิธีการปลูกผักในโรงเรือนพลาสติก
ต่อมา อันหนิงยังได้จดบันทึกขั้นตอนการสร้างโรงเรือนและข้อควรระวังในการปลูกผักต่างๆ ลงในสมุดเล่มเล็ก มอบให้กับอันไท่และอันเหอลูกชายทั้งสองของหลินหงจวิน
เพื่อให้ทุกคนเรียนรู้ได้รวดเร็วขึ้น หลินหงจวินจึงแบ่งพื้นที่ดิน 2 ส่วน ประมาณ 130 ตารางเมตร มาสร้างโรงเรือนพลาสติกขนาดเล็กเป็นตัวอย่างก่อน
เมื่อโรงเรือนขนาดเล็กสร้างเสร็จ ทุกคนก็เริ่มคุ้นเคยกับกระบวนการก่อสร้าง ส่วนเรื่องการปลูกผักนั้น พี่น้องตระกูลหลินทำไร่ไถนามาครึ่งค่อนชีวิต เรื่องการปลูกผักจึงไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ขอเพียงจับจุดสำคัญที่ควรระวังให้ได้ การปลูกผักนอกฤดูกาลก็ไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถอีกต่อไป